News and Articles

ปัญหาหลักของปั๊มในโรงงานอาหารและแนวทางแก้ไข

ปัญหาหลักของปั๊มในโรงงานอาหารและแนวทางแก้ไข


หมวดหมู่: อุปกรณ์สนับสนุนการผลิตอาหาร [เทคโนโลยีการอาหาร]
วันที่: 2 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ปัญหาหลักของปั๊มในโรงงานอาหารและแนวทางแก้ไข

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือปั๊มสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและยา (ดูตัวอย่างหนังสือ)

ปัญหาหลักของปั๊มในโรงงานอาหารและแนวทางแก้ไข

ปั๊ม เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญและจำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร โดยเฉพาะอาหารเหลว เช่น ผลิตภัณฑ์นม (dairy product) เครื่องดื่ม โดยบทความนี้จะช่วยให้วิศวกร นายช่างในอุตสาหกรรมอาหารวิเคราะห์ปัญหา สาเหตุ และเสนอแนวทางในการแก้ปัญหา ที่มักพบในการติดตั้งและใช้งานปั๊ม

ในระบบการผลิตอาหารที่มีการใช้ปั๊มมาเกี่ยวข้อง ปั๊มมักจะถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุของปัญหา แท้จริงแล้วปัญหาอาจไม่เกี่ยวข้องกับปั๊ม แต่อาจจะเกิดขึ้นเนื่องจาก ขาดการควบคุมชนิดหรือคุณสมบัติของของเหลวที่ต้องการปั๊ม เช่น ของเหลวหนืดมากเกินไป มีของแข็งปนมากไป มีอากาศปน หรืออาจเนื่องจากการปรับเปลี่ยนความต้องการในการผลิต เช่น การปรับเพิ่ม / ลดอุณหภูมิ ซึ่งทำให้ปั๊มไม่สามารถที่จะทำงานได้ตามปกติ

เมื่อพบปัญหาก่อนที่จะวิเคราะห์ถึงสาเหตุ เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรวบรวมข้อมูลของกระบวนการให้ได้มากที่สุด ซึ่งข้อมูลที่ควรจะรวบรวมมีดังต่อไปนี้

  • ตรวจเช็คสภาพการใช้งานปั๊มเบื้องต้น
  • ตรวจหาว่ามีอะไรในกระบวนการผลิตที่เปลี่ยนแปลงบ้าง หลังการใช้งานครั้งสุดท้ายในสภาพปกติ เช่น ความดัน อุณหภูมิ ความหนืดของอาหารเหลว เป็นต้น
  • ระบบการทำงานได้มีการบำรุงรักษาตามระยะเวลาที่เหมาะสมหรือไม่
  • มีการเปลี่ยนอะไหล่ใช้งานใหม่หรือไม่
  • ปั๊มได้รับการซ่อมบำรุงครั้งสุดท้ายเมื่อไร
  • สภาพภายในและภาวะการทำงานของปั๊มเป็นอย่างไร
  • ปั๊มทำงานมานานแค่ไหนก่อนที่จะพบปัญหา
  • ปั๊มมีเสียงดังหรือการสั่นสะเทือน เปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่

ปัญหาที่พบทั่วไปอาจเนื่องมาจาก

  • อัตราการไหลลดลง
  • สูญเสียแรงดูด
  • ความดันขาออกต่ำ
  • เกิดเสียงดังหรือสั่นสะเทือนมากเกินไป
  • ปั๊มใช้พลังงานมากเกินไป
  • อะไหล่ปั๊มสึกเร็วเกินไป
  • ซีลรั่ว

1. อัตราการไหลลดลง (Loss of Flow)

สาเหตุเบื้องต้นซึ่งมักถูกมองข้ามอาจเนื่องมาจาก การหมุนของเพลาที่ผิดทิศทาง หรืออาจเนื่องจากความดันขาออกมากเกินไป นอกจากนี้อาจเกิดจากการเปลี่ยนความหนืดของอาหารเหลวที่ต้องการปั๊ม

ปัญหาหลักของปั๊มในโรงงานอาหารและแนวทางแก้ไข

rotary lobe pump

2. สูญเสียแรงดูด (Loss of Suction)

การสูญเสียแรงดูด อาจเป็นเพียงปัญหาเล็กน้อย ที่ส่งผลกระทบระยะสั้น หรืออาจจะมากพอที่ทำให้เกิดปัญหาใหญ่กับปั๊มได้ การสูญเสียแรงดูด หมายความว่า ของเหลวไม่ถูกส่งเข้าไปในตัวปั๊ม หรือส่งไปไม่เพียงพอ ทำให้ความดันไม่สูงพอที่จะให้ของเหลวถูกปั๊มในสถานะที่เป็นของไหล (Fluid State) การสูญเสียแรงดูด อาจแปลความได้ว่าเป็นการสูญเสียความสามารถที่จะเติมของเหลวที่จะปั๊มในท่อให้เต็ม (Priming) หรือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับกาซที่เป็นส่วนประกอบของของไหล

  • Rotary Lobe Pump ซึ่งจัดเป็นปั๊มชนิด Self Priming มีความสามารถพิเศษที่จะปั๊มอากาศจากด้านสูบไปยังด้านส่งได้ระดับหนึ่ง การเติมของเหลวฝั่งขาเข้าระดับเดียวกัน หรืออย่างน้อยทำให้ภายในปั๊มเปียก ก็สามารถที่จะพัฒนาความสามารถที่จะเติมของเหลวที่จะปั๊มในท่อให้เต็ม Priming ของปั๊มได้มาก
  • Liquid Ring Pump จัดเป็นปั๊มชนิด Self Priming เช่นกัน ถ้าเสื้อปั๊ม ถูกเติมด้วยของเหลวถึงครึ่งหนึ่ง

Cavitation มีสาเหตุมาจาก ความดันขาเข้าไม่เพียงพอ อาจเนื่องมาจากหลายสาเหตุ เช่น ความหนืดของของเหลวสูงเกินไป ความเร็วของปั๊มสูงเกินไป หรืออาจเนื่องมาจาก ความสกปรก ชิ้นอาหาร หรือมีวัสดุปลอมปนที่ลอยอยู่ในของไหล ไปอุดตันตะแกรงกรองขาเข้า ซึ่งไปขัดขวางช่องทางขาเข้า

ถ้าของไหลมีอุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิที่ออกแบบไว้ จะทำให้ของเหลวมีความหนืดสูงมาก จนเกิดแรงเสียดทานที่มากเกินและทำให้สูญเสียความดันในระบบท่อขาเข้า Cavitation มักจะเกิดขึ้นพร้อมกับการเกิดเสียงดัง การสั่นสะเทือน การกระตุกของความดันขาออกเพิ่มขึ้น ถ้าปล่อยให้เกิด Cavitation เป็นเวลานาน จะทำให้เกิดความเสียหายกับส่วนประกอบของปั๊ม หรือเกิดรูรั่วขึ้นได้

กาซในท่อขาเข้า มีผลกระทบกับการทำงานของปั๊ม และทำให้เกิดอาการ เหมือน Cavitation ซึ่งเกิดขึ้นได้ภายใต้สภาวะต่าง ๆ เช่น การที่ปั๊มทำงานในภาวะที่ความดันขาเข้าต่ำกว่าความดันบรรยากาศ ซึ่งอากาศดูดเข้าไปในท่อได้ทางข้อต่อที่หลวม รอยรั่วของก้านวาล์วขาเข้า หรือทางรูรั่วของรอยต่อประเก็นในระบบท่อ

สำหรับระบบที่มีการนำปั๊มของเหลวแบบวนกลับมาใช้ใหม่ เช่น ระบบหล่อลื่น สารหล่อลื่นที่ถูกปั๊มมาวนที่ถังเก็บอย่างต่อเนื่อง ถ้าถังเก็บและท่อนำกลับออกแบบตำแหน่งและขนาดไม่ถูกต้อง จะทำให้อากาศไปรวมตัวกับสารหล่อลื่นได้ง่ายและถูกดูดเข้าไปทางขาเข้า ดังนั้นจึงต้องมั่นใจว่า ระดับของของเหลวที่ถังเก็บไม่ต่ำกว่าระดับต่ำสุดขณะทำงาน การไหลกลับไปยังถังส่ง ควรจะหยุดเมื่อระดับของเหลวต่ำกว่าระดับต่ำสุดที่ตั้งไว้

3. ความดันขาออกต่ำ (Low Discharge Pressure)

ความดันขาออกของปั๊ม เกิดจากสาเหตุเดียวคือ แรงต้านของปั๊มต่อการไหลซึ่งเกิดจากปั๊ม ทำให้ไม่สามารถให้อัตราการไหลที่ต้องการ หรืออาจเนื่องมาจากการไหลถูกขัดขวางก่อนจะเข้าปั๊ม ทำให้เกิด Cavitation โดยทั่วไปการเกิดจะเกิดพร้อมเสียงและการสั่นสะเทือน เมื่อปั๊มไม่สามารถทำอัตราการไหลได้ อาจทำให้ปั๊มพังหรือชิ้นส่วนภายในเสียหาย หรือของเหลวที่ปั๊มไหลออกช่องทางอื่น ที่ไม่ใช่ช่องทางที่ระบบต้องการให้ไหลออก

4. เกิดเสียงดังหรือแรงสั่นสะเทือนมากเกินไป (Noise and Vibration)

การเกิดเสียงดังหรือแรงสั่นสะเทือนมากเกินไป เป็นอาการที่แสดงว่า มีการเกิด Cavitation หรือการเสียหายเชิงกลของชิ้นส่วนในปั๊ม หรือปั๊มหมุนผิดทิศ หรือมีสิ่งปลอมปนรบกวนอยู่ในระบบ หากพบว่าความดันขาออกเปลี่ยนแปลงแบบขึ้น ๆ ลง ด้วยสาเหตุสำคัญของปัญหาน่าจะเกิดจาก Cavitation ส่วนสาเหตุทางกลของการเกิดเสียงและการสั่นสะเทือนอาจเนื่องมาจากการประกอบเพลาผิด เกิดการหลวมของตัวยึดหรือชิ้นส่วนต่าง ๆ ภายในปั๊ม การสึกหรอของต้นกำลังขับและรองลื่น (Bearing) หรือ เสียงจากวาล์ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางขาออกของปั๊ม อาจจะเกิดการสั่น ซึ่งเกิดจากความดันขณะทำงาน อัตราการไหล และการออกแบบวาล์วที่เหมาะสม การตั้งค่าใหม่ หรือการเปลี่ยนแปลงส่วนประกอบภายในของวาล์วจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้

5. ปั๊มใช้พลังงานมากเกินไป

การใช้พลังงานมากเกินไป อาจเกิดเนื่องจากปัญหาทางกลหรือปัญหาด้านไฮโดรลิค ปัญหาทางกล ได้แก่ ความหนืดของของเหลวมากเกินไป ทำให้หนักมากเกินไป

  • สำหรับ Rotary Lobe Pump ความดันขาออกที่มากเกินไป อาจทำให้มอเตอร์ทำงานหนักเกินไป
  • สำหรับ Centrifugal Pump ความดันขาออกที่ต่ำเกินไป ก็อาจทำให้มอเตอร์ทำงานหนักเกินไป

6. อะไหล่ปั๊มสึกหรอเร็วเกินไป

อาจเนื่องมาจากการขัดสีจากของไหล การกัดกร่อนทางเคมี ความเสียหายของรองลื่นที่หนุนเพลา (Bearing Failure) การใช้งานปั๊มเกินกำลัง การใช้งานปั๊มในสภาพไม่เหมาะสม เช่น การเกิด Cavitation ความดันสูงเกิน อุณหภูมิสูง วิธีแก้ไข ควรหลีกเลี่ยงการใช้วัสดุที่กัดกร่อนปั๊ม ควรใช้ตัวกรองเข้าช่วยกรอง (Strainer and Filter) และในบางครั้งการตรวจดูสภาพภายในปั๊มตามระยะเวลาอาจไม่เพียงพอ หากการสึกกร่อนของปั๊มเร็วเกิน ควรสืบหาสาเหตุจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีปัญหา

7. การรั่วของซีล

Mechanical Seal ที่ติดอยู่กับ Centrifugal Pump, Rotary Lobe Pump และ Liquid Ring Pump อาจจะเป็นจุดอ่อนที่ทำให้เกิดการรั่วของปั๊ม ดังนั้นจึงควรจะระมัดระวังดูแลเป็นพิเศษ เพื่อให้แน่ใจว่าได้เลือกซีลที่เหมาะสมสำหรับการใช้งาน นอกจากนี้ การรั่วของซีลอาจจะมีสาเหตุมาจาก Cavitation ของปั๊ม ความดันขาออกที่สูงเกิน หรือปล่อยให้ปั๊มเดินเปล่า (Run Dry) หรืออาจเกิดจากการมีของแข็งที่ไม่เหมาะสมหลุดเข้าไปในของเหลวที่กำลังปั๊ม

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

Alfa Laval (Thailand) Co., Ltd.

จากหนังสือปั๊มสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและยา , บริษัท ฟูด เน็ทเวิร์ค โซลูชั่น จำกัด, พิมพ์ครั้งที่ 1 (2551) หน้า 120



ข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
เครื่องหมาย 3A: บทบาทต่อเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับผลิตอาหาร
ถาม 3-A คือ อะไร ทำไมเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับผลิตอาหารจึงควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีเครื่องหมาย 3-A ? ตอบ เครื่องหมาย สามเอ หรือ ทริปเปิ้ลเอ (Triple A) คือ การกำหนดมาตรฐานทางด้านสุขอนามัยของเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับผลิตอาหารและนมแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ได้รับรองมาตรฐานคุณภาพ 3A จะเป็นหลักประกันความมั่นใจให้กับลูกค้าหรือผู้ใช้งานได้ว่า ผลิตภัณฑ์นั้นมีความสะอาดปลอดภัยไร้การปนเปื้อน ไร้จุดตกค้าง ปลอดเชื้อ เหมาะที่จะนำไปใช้ในกระบวนการผลิตอาหาร นม เครื่องดื่ม โดยเฉพาะโรงงานที่เน้น GMP (หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิต) และ HACCP (การวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม) ผู้ที่จะติดเครื่องหมาย 3A ลงบนเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ได้นั้น ในขั้นต้นจะต้องผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO 9000 เสียก่อนจึงจะมีคุณสมบัติไปขอการรับรองมาตรฐาน 3-A ได้ ในขั้นตอนของการขอ 3-A ทางองค์การการจัดการและบริหารเครื่องหมายมาตรฐาน 3A แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (3-A Sanitary Standard Inc.) จะส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบวัตถุดิบและกระบวนการผลิตเพื่อให้เป็นไปตามหลักการและมาตรฐานขององค์กรฯ ซึ่งองค์กรนี้จะประสานงานกับอีกหน่วยงานหนึ่งที่มีชื่อ The International Association of Food Industry Supplier (IAFIS) เพื่อพิจารณาออกใบรับรองมาตรฐาน 3-A (3-A CERTIFIED QUALITY) ให้กับผู้ผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ โดยผู้ผลิตที่ได้รับการรับรองจะต้องถูกองค์กร 3-A เข้าตรวจสอบโรงงานและกระบวนการผลิตปีละครั้ง เพื่อให้คงมาตรฐาน 3-A ตลอดไป เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ได้รับเครื่องหมาย 3A เปรียบเสมือนผลิตภัณฑ์อาหารที่ได้รับเครื่องหมาย อย. แหล่งข้อมูลอ้างอิง ศุภโชค เหลืองสุวิมล บริษัท เซอร์วิเทค เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด จากหนังสือปั๊มสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและยา , บริษัท ฟูด เน็ทเวิร์ค โซลูชั่น จำกัด, พิมพ์ครั้งที่ 1 (2551) หน้า 120
ความหนืดของอาหารเหลว
ความหนืดของอาหาร ในชีวิตประจำวันของมนุษย์เราเกี่ยวข้องกับอาหารเหลวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาหารแต่ละมื้อมักมีน้ำ น้ำมัน นม กะทิ น้ำเชื่อม และอาหารเหลวอื่นๆ รวมอยู่ด้วย ความหนืดของอาหารเหลวจึงเข้ามามีบทบาทต่อมนุษย์เรา เพราะความหนืดของอาหารเหลวสามารถบ่งบอกถึงคุณภาพของอาหารได้ ความหนืดของอาหารมีความสำคัญอย่างยิ่งกับอุตสาหกรรมอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมอาหารที่เกี่ยวข้องกับอาหารในสถานะของเหลว ไม่ว่าจะอยู่ในขั้นตอนรับวัตถุดิบ การแปรรูป การเก็บรักษาผลิตภัณฑ์สุดท้าย ตัวอย่างอุตสาหกรรมอาหารที่ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจในเรื่องความหนืดมาออกแบบเพื่อการแปรรูปอาหารในระดับอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ อุตสาหกรรมนม อุตสาหกรรมน้ำผัก ผลไม้ อุตสาหกรรม น้ำมันพืช เป็นต้น ข้อมูลด้านความหนืดของอาหารในแต่ละขั้นตอนการแปรรูปจะเป็นประโยชน์ในการออกแบบกระบวนการแปรรูปอาหาร เช่น การเลือกปั๊ม (pump) และออกแบบระบบท่อที่เหมาะสมในโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร 1. การไหลแบบลามินาร์และเทอร์บิวเลนท์ ความแตกต่างระหว่างการไหลแบบลามินาร์ (laminar flow) และการไหลแบบเทอร์บิวเลนท์ (turbulent flow ) มีลักษณะดังรูปที่1 อธิบายให้เห็นภาพโดยปั๊มของไหลให้ไหลในท่อด้วยความเร็วคงที่และฉีดสีเข้าไปที่ปากท่อ เมื่อน้ำในท่อมีความเร็วต่ำก็จะเห็นเส้นสีที่ฉีดเข้าไปนั้นไหลเป็นเส้นตรงตลอดความยาวของท่อ ลักษณะการไหลเช่นนี้แสดงว่าอนุภาคของของไหลเคลื่อนที่ขนานกันไปเป็นเส้นทางที่แน่นอน หรือเคลื่อนที่เป็นเส้นสตรีมไลน์ (streamline) ดังแสดงในรูป (ล่าง) เรียกการไหลแบบนี้ว่า การไหลแบบลามินาร์ แต่เมื่อค่อยๆเพิ่มความเร็ว ลักษณะการไหลของของไหลในท่อเปลี่ยนแปลงไป จะเห็นเส้นสีที่ฉีดเข้าไปที่ปากท่อแตกตัวปนเข้าไปในของไหล ลักษณะการไหลเช่นนี้แสดงว่าความเร็วของอนุภาคของของไหลเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาทั้งขนาดและทิศทาง เส้นทางการไหลจึงไม่แน่นอน ดังแสดงในรูป (บน) เรียกการไหลแบบนี้ว่า การไหลแบบเทอร์บิวเลนท์ การไหลแบบลามินาร์มักเกิดที่อัตราการไหลต่ำ แต่การไหลแบบเทอร์บิวเลนท์มักเกิดที่อัตราการไหลสูง อย่างไรก็ตาม ตัวที่จะตัดสินว่าการไหลเป็นแบบลามินาร์หรือแบบเทอร์บิวเลนท์นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเร็วเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับค่าเรย์โนลด์นัมเบอร์ (Reynolds number) ซึ่งเป็น ตัวเลขไร้หน่วย และคำนวณได้จากสมการ RE คือ ค่าเรย์โนลด์นัมเบอร์ (Reynolds number) ซึ่งเป็น ตัวเลขไร้หน่วย v ความเร็วเฉลี่ย (average velocity) (m/s) D เส้นผ่านศูนย์กลาง ภายในขอ่งท่อ (inside pipe diameter) (m) μ ความหนืดสัมบูรณ์ (absolute viscosity) (Pa.s) ρ ความหนาแน่น (density) ของของเหลว (kg/m3) ค่าเรย์โนลด์นัมเบอร์วิกฤต (Critical Reynolds number) เป็นตัวบ่งบอกถึงอัตราการไหลที่การไหลเปลี่ยนจากการไหลแบบลามินาร์ไปเป็นการไหลแบบเทอร์บิวเลนท์ สำหรับของไหลในท่อถ้าค่าเรย์โนลด์นัมเบอร์วิกฤตมากกว่า 2,300 การไหลจะเปลี่ยนจากการไหลแบบลามินาร์ไปเป็นการไหลแบบเทอร์บิวเลนท์ 2. ความหนืด (Viscosity) คือความสามารถในการต้านทานการไหลของของไหล เมื่อมีแรงหรือความเค้น (F/A , แรงต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่) มากระทำ เมื่อของไหลได้รับความเค้น ของไหลจะเกิดการเปลี่ยนรูปร่างอย่างต่อเนื่อง ถ้าความเค้นเฉือน (shear stress) ของของไหลเพิ่มขึ้นอย่างเป็นสัดส่วนกับอัตราเฉือน (rate of shear, shear rate,dv/dx) เมื่อนำความเค้นเฉือนมาพลอตกับอัตราเฉือนจะได้ความสัมพันธ์เป็นเส้นตรง และสามารถคำนวณความหนืดได้จากสมการความหนืดของนิวตัน (Newton's equation of Viscosity) μ = slope= shear stress / shear rate μ= coefficient of viscosity สัมประสิทธิ์ความหนืด (Pa.s) shear rate= อัตราเฉือน (1/s) shear stress= ความเค้นเฉือน (N/m2) สัมประสิทธิ์ความหนืด (coefficient of viscostiy, ) หรือความหนืดพลวัต (dynamic viscosity) หรือเรียกสั้นๆว่า ความหนืด (viscosity) หน่วยของความหนืดดังแสดงในตารางที่ 1 และความหนืดของสารที่นิยมใช้เป็นแบบอย่างเทียบเคียงดังแสดงในตารางที่ 2 ส่วนความหนืดจลนศาสตร์ (Kinematic viscosity) ได้จากอัตราส่วนของความหนืด (m) ต่อความหนาแน่น (ρ) หน่วยของความหนืดจลนศาสตร์ดังแสดงในตารางที่ 3 ถ้าความสัมพันธ์ระหว่างความเค้นเฉือนและอัตราเฉือนของของไหลนอนนิวโตเนียนไม่เป็นเส้นตรง (รูปที่ 3) พบว่าอัตราส่วนระหว่างความเค้นเฉือนต่ออัตราเฉือนของของไหล ไม่คงที่ (ไม่สามารถแสดงออกมาเป็นค่าๆเดียว) จึงเรียกว่าความหนืดปรากฏ (apparent viscosity) ดังนั้นที่อัตราเฉือนค่าหนึ่ง เมื่อลากเส้นตรงจากจุดหนึ่งบนกราฟมายังจุดกำเนิด แล้วหาค่าความชันของเส้นตรงนั้นจะได้ความหนืดปรากฏ (รูปที่3) ดังนั้นในการบอกค่าความหนืดปรากฏทุกครั้งจะต้องบอกค่าอัตราเฉือน ตารางที่ 1 หน่วยของความหนืด ระบบเดิม (เมตริก) ระบบใหม่ (SI) ความเค้นเฉือน สัญลักษณ์ t t หน่วย dyne cm-2 Pa หรือ N m-2 การเปลี่ยนหน่วย 1 N = 105 dyne 1 m2 =104 cm2 1 Pa = 10 dyne cm-2 อัตราเฉือน สัญลักษณ์ หน่วย s-1 s-1 ความหนสัญลักษณ์ หน่วย Poise (P) Pa.s การเปลี่ยนหน่วย 10.00 P = 1.00 Pa.s 1.00 cP = 1.00 mPa.s ความหนืดจลนศาสตร สัญลักษณ์ หน่วย stoke (St) centistokes (cSt) m2s-1 mm2s-1 การเปลี่ยนหน่วย 1 cSt = 1 mm2s-1 หมายเหตุ ความหนืดของน้ำที่ 20°C เท่ากับ 1 cP หรือ 1 mPa.s ตารางที่ 2 ความหนืดของสารที่นิยมใช้เป็นแบบอย่าง สาร ความหนืด (cP or mPa.s) อากาศ 1.86 ´ 10-4 น้ำที่อุณหภูมิ 0°C 1.7921 น้ำที่อุณหภูมิ 20°C 1.000 น้ำที่อุณหภูมิ 100°C 0.2838 สารละลายซูโครส 20% ที่อุณหภูมิ 20°C 1.967 สารละลายซูโครส 40% ที่อุณหภูมิ 20°C 6.223 สารละลายซูโครส 60% ที่อุณหภูมิ 20°C 56.7 สารละลายซูโครส 80% ที่อุณหภูมิ 20°C 40,000
ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการแทรกผ่านความร้อนของอาหารกระป๋อง
ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการแทรกผ่านความร้อนของอาหารกระป๋อง โดย ผศ.ดร.พิมพ์เพ็ญ พรเฉลิมพงศ์ บทความนี้กล่าวถึงปัจจัยหลักที่มีผลต่อความเร็วในการถ่ายเทความร้อน จากตัวกลางภายนอก เช่น ไอน้ำร้อน น้ำร้อน ระหว่างการแปรรูปอาหารด้วยความร้อน (thermal processing) ตลอดจนระหว่างการทำเย็น เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ผลิตอาหารจะได้เข้าใจและนำไปใช้ในการพิจารณาผลิตภัณฑ์อาหาร ปัจจัยที่มีผลต่อการถ่ายเทความร้อนในอาหารที่บรรจุในบรรจุภัณฑ์ ลักษณะการถ่ายโอนความร้อนในอาหารกระป๋องมีแบบต่างๆดังนี้ 1. อาหารที่มีการถ่ายโอนความร้อนแบบการนำอย่างเดียว 2. อาหารที่มีการถ่ายโอนแบบการพาอย่างเดียว 3. อาหารที่มีการถ่ายโอนแบบผสม การนำความร้อน เป็นกรรมวิธีของการส่งผ่านความร้อนโดยอาศัยการการส่งผ่านความร้อนจากอนุภาคหนึ่งไปยังอีกอนุภาคหนึ่งที่อยู่ชิดกัน ในกรณีของการนำความร้อนของอาหารในกระป๋องพบว่าอาหารที่อาศัยการนำความร้อนจะเป็นอาหารที่มีความเข้มข้นสูง หรืออาจเป็นของแข็งจึงทำให้ส่วนประกอบของอาหารไม่สามารถเคลื่อนที่ในกระป๋องได้ และยังไม่มีการหมุนเวียนของอนุภาคของอาหารที่ร้อนกับอนุภาคอาหารที่เย็นดังนั้น การนำความร้อนในอาหารกระป๋องจึงจำเป็นต้องใช้เวลานานพอสมควร การพาความร้อน เป็นกรรมวิธีของการส่งผ่านความร้อนที่อาศัยการเคลื่อนที่ของอาหารได้รับความร้อน แล้วอนุภาคของอารหารที่ได้รับความร้อน โดยการพาความร้อนจะมีความหนาแน่นที่เบาจึงทำให้ลอยตัวสูงขึ้น จึงก่อให้เกิดสภาพความหมุนเวียนของอนุภาคที่ได้รับความร้อนในกรัป๋องอย่างไรก็ตามอาหารที่ได้รับการส่งผ่านความร้อนโดยการแผ่ความร้อนจะมีลักษณะเป็นของเหลวหรือเป็นอาหารที่มีความเข้มข้นต่ำ การพาความร้อนนี้สามารถส่งผ่านความร้อนได้เร็วกว่าการนำความร้อนแต่มีอาหารบางประเภทที่จำเป็นต้องอาศัยการส่งผ่านความร้อนร่วมกันทั้งการพาและการนำความร้อน เช่น อาหารที่มีความหนืดค่อนข้างสูงเป็นต้น อาหารร้อนช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับอะไร 1. คุณสมบัติทางความร้อนของอาหาร คุณสมบัติที่สำคัญที่มีผลต่ออัตราเร็วของการแทรกผ่านความร้อนในอาหารคือค่าการแพร่กระจายความร้อน (Thermal diffusivity, m2/s) K = การนำความร้อน (thermal conducitvity,W/m2 °C) Cp = ความร้อนจำเพาะ (specific heat J/Kg°C) r = ความหนาแน่น (density, Kg/m3) อาหารที่มีค่าthermal diffusivity มากจะมีการแทรกผ่านความร้อนเข้าไปยังจุดร้อนช้าที่สุดได้อย่างรวดเร็ว ค่าthermal diffusivityเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวของอาหรแต่ละชนิดขึ้นอยู่กับส่วนประกอบทางเคมีของอาหาร ปริมาณน้ำ และอาจมีค่าแตกต่างกันตามชนิดและสายพันธ์ของอาหาร ค่าthermal diffusivityจะเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลงค่าการแพร่กระจาย ความร้อนของวัสดุชนิดต่าง ๆ thermal diffusivity (x10-7m2/s) มะเขือเทศ1.48 กล้วย1.18 เนื้อวัว 1.32 มันฝรั่งสด1.70 มันฝรั่งต้มบด1.23 น้ำ1.48 น้ำแข็ง 11.82 เหล็ก203 อลูมิเนียม841 ค่าthermal diffusivity โดยเฉลี่ยของอาหารกระป๋อง (Apparent thermal diffusivity) อาจหาได้จากากรศึกษาการแทรกผ่านความร้อนในกระป๋องเมื่อทราบค่า fh (จะกล่าวรายละเอียดต่อไป) โดยค่าthermal diffusivityของอาหารบรรจุกระป๋องรูปทรงกระบอกจะคำนวณได้จากสมการดังนี้ โดยที่ R เป็นรัศมีของกระป๋อง H เป็นครึ่งหนึ่งของความสูงของกระป๋อง ค่า a ที่ได้จะเป็นคุณสมบัติโดยรวมของเนื้ออาหารประเภทที่บรรจุอยู่กระป๋องโดยไม่ขึ้นอยู่กับขนาดของกระป๋อง จากสมการความสัมพันธ์ เราพบว่าค่า a ของอาหารกระป๋องแปรผันกลับกับค่าความหนาแน่น (r) คือสัดส่วนของน้ำหนักต่อปริมาตร ดังนั้นปริมาณน้ำหนักบรรจุ , สัดส่วนของแข็งของเหลว , ขนาดของชิ้นอาหาร ที่มีผลทำให้ความหนาแน่นของอาหารมากขึ้นมีผลทำให้การแทรกผ่านความร้อนช้าลง 2. ปริมาณความร้อนของการถ่ายเทความร้อนจากหม้อฆ่าเชื้อผ่านกระป๋องเข้าสู่ผิวอาหาร เป็นการถ่ายเทความร้อนแบบการพา มีสมการ Q = UA (Tout-Twall) Q = ปริมาณความร้อน (W) A = พื้นที่ผิวแลกเปลี่ยนความร้อน (m2) U = (W/m2ºC) Tout = อุณหภูมิหม้อฆ่าเชื้อรอบกระป๋อง (ºC) Twall = อุณหภูมิอาหารที่ติดกับกระป๋อง (ºC) ค่า U เป็นปัจจัยที่สำคัญมากที่ จะชี้ว่าความร้อนจากหม้อฆ่าเชื้อ จะสามารถถ่ายเทผลักดันเข้าสู่อาหารภายในกระป๋องได้ช้าหรือเร็วเพียวใด ค่า U ขึ้นกับ 1. ตัวกลางถ่ายเทความร้อนที่ใช้ เช่น ไอน้ำอิ่มตัว, น้ำร้อนภายใต้ความดัน, ไอน้ำผสมน้ำ ตัวกลางชนิดต่างๆ h (W/M2ºC) ไอน้ำบริสุทธ์กลั่นตัว (pure saturated steam) >20,000 น้ำร้อนเคลื่อนที่ 2,000-10,000 อากาศนิ่ง2.8-23 อากาศเคลื่อนที่ 11.3-55 ไอน้ำบริสุทธ์กลั่นตัวที่ใช้ในหม้อฆ่าเชื้อแบบไอน้ำ มีค่าสัมประสิทธิ์สูงสุด ไอน้ำที่มีอากาศผสมทำให้การถ่ายเทความร้อนลดลง ดังนั้น ในขั้นตอนไล่อากาศ ต้องมั่นใจว่า อากาศหมดจากหม้อฆ่าเชื้อจริงๆ ถ้าไล่อากาศไม่หมดและมีอากาศถูกกักอยู่บริเวณใดในหม้อฆ่าเชื้อ จะทำให้กระป๋องบริเวณดังกล่าวได้รับความร้อนเพื่อฆ่าเชื้อไม่เพียงพอ 2. ชนิดของภาชนะบรรจุ ภาชนะบรรจุที่ทำจากวัสดุที่นำความร้อนได้ดี มีค่าสัมประสิทธิ์การนำความร้อนสูง (K) เช่น แผ่นเหล็ก, อลูมิเนียม จะช่วยให้ความร้อนจากภายนอกผ่านเข้าสู่อาหารอย่างรวดเร็ว สำหรับภาชนะบรรจุที่มีค่าการนำความร้อนต่ำ เช่น แก้ว พลาสติก จะทำให้ความร้อนผ่านช้าลง ยิ่งถ้ามีความหนามากก็จะทำให้ช้ายิ่งขึ้น ตัวอย่างค่าสัมประสิทธิ์การนำความร้อนของวัสดุต่างๆ มีดังนี้ วัสดุชนิดต่างๆ K (W/MºC) เหล็ก 73 อลูมิเนียม 204 แก้ว0.78 พลาสติก 0.15 พื้นที่ผิวของภาชนะบรรจุสำหรับถ่ายเทความร้อน เมื่อเปรียบเทียบภาชนะบรรจุที่มีขนาดบรรจุเดียวกัน ภาชนะที่มีพื้นมี่ผิวมากกว่าจะถ่ายเทความร้อนได้ดีกว่า เร็วกว่า ภาชนะรูปทรงแบน บาง เช่น กระป๋องทรงเตี้ย, ทรงวงรี, ทรงสี่เหลี่ยม, retort pouch มีพื้นที่การถ่ายเทความร้อนมาก เมื่อเทียบกับต่อหน่วยปริมาตร ช่วยให้ปริมาณความร้อนถ่ายเทเข้าสู่ภายในได้มาก รูปแบบการจัดเรียงกันของภาชนะบรรจุในหม้อฆ่าเชื้อ มีผลกับพื้นที่ผิว การเรียงซ้อนชิดติดกัน ทำให้กระป๋องเสียพื้นที่การถ่ายเทบริเวณก้นและฝากระป๋อง ปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการหาระยะเวลาที่จำเป็นที่จะทำให้ตำแหน่งจุดกึ่งกลางของอาหารในกระป๋องได้รับความร้อนในระดับ Sterilization ประกอบด้วย สารที่ใช้ทำภาชนะบรรจุอัตราการแทรกซึมของความร้อนผ่านกระป๋องโลหะจะเร็วกว่าภาชนะบรรจุที่ทำจากแก้ว ขนาดและรูปร่างภาชนะบรรจุกระป๋อง ยิ่งมีขนาดใหญ่ยิ่งจำเป็นต้องใช้เวลานานต่อการที่จะให้ความร้อนแทรกซึมเข้าสู่จุดกึ่งกลางของกระป๋องนอกจากนี้ การแทรกซึมของความร้อนผ่านภาชนะบรรจุซึ่งมีรูปร่างยาวหรือบางจะเกิดขึ้นได้เร็วกว่าภาชนะซึ่งมีรูปร่างทรงกระบอก ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงปริมาตรของภาชนะบรรจุที่เปรียบเทียบกันนี้จะต้องเท่ากันด้วย อุณหภูมิเริ่มต้นของอาหาร ในความเป็นจริงแล้วอุณหภูมิของอาหารในกระป๋องในช่วงระหว่างที่นำเข้าใส่ retort เพื่อทำการฆ่าเชื้อนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดความแตกต่างต่อระยะเวลาที่จำเป็นที่จะทำให้อุณหภูมิที่ตำแหน่งกึ่งกลางของกระป๋องมีอุณหภูมิเท่ากับอุณหภูมิของ retort อาหารที่มีอุณหภูมิเริ่มต้นต่ำ จะถูกทำให้ร้อนกว่าอาหารชนิดเดียวกันที่มีอุณหภูมิเริ่มต้นสูง อย่างไรก็ตามอาหารที่มีอุณหภูมิเริ่มต้นสูงกว่าจะทำให้จุลินทรีย์อยู่ในช่วงของการตาย (lethal range) เป็นระยะเวลานานกว่า อุณหภูมิของ Retort (Retort temperature) ถ้านำอาหารกระป๋องชนิดเดียวกันไปใส่ใน retort แตกต่างกัน ระยะเวลาที่อุณหภูมิในอาหารนั้นจะถึงอุณหภูมิที่กำหนดไว้จะเท่ากัน อย่างไรก็ตาม การให้ความร้อนเข้าสู่อาหารกระป๋องทำได้เร็วที่สุดถ้าอุณหภูมิของ retort ร้อนที่สุด และจะทำให้อุณหภูมิของอาหารถึงอุณหภูมิที่จะทำให้จุลินทรีย์ตาย (lethal temperature) ได้เร็วด้าย ความสม่ำเสมอของส่วนประกอบของอาหารในกระป๋อง (Consistency of food contents in can) ส่วนประกอบของอาหารรวมถึงขนาดและรูปร่างของอาหารแต่ละชิ้น จะมีผลโดยตรงต่อการแทรกซึมความร้อนเข้าสู่อาหาร การหมุนกระป๋องในระหว่างการให้ความร้อน ใน rotary retort จะทำให้ความร้อนแทรกซึมเข้าสู่อาหารได้เร็วถ้าอาหารนั้นเป็นของเหลว แต่ในอาหารบางชนิดอาจทำให้การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพที่ไม่เป็นที่ต้องการได้
มาตรฐานของกระป๋องบรรจุอาหาร
กระป๋องบรรจุอาหาร การบรรจุอาหารที่ต้องการเก็บรักษาไว้ในกระป๋อง โดยต้องมีการจัดการหรือควบคุมสิ่งที่จะทำให้อาหารที่บรรจุอยู่ในกระป๋องหรือตัวกระป๋องนั้นเสื่อมเสียได้ ส่วนใหญ่ปฏิกิริยาเคมีและเชื้อจุลินทรีย์จะถูกทำลายด้วยความร้อนและมีการปรุงแต่งด้วยสารเคมีที่ปลอดภัยสำหรับอาหาร ทั้งนี้เพื่อช่วยลดเวลาในการฆ่าเชื้อหรือช่วยรักษาคุณภาพของอาหารให้เก็บได้นาน หน้าที่ของกระป๋องบรรจุอาหาร ตัวกระป๋อง มีหน้าที่ ในการป้องกันสิ่งแวดล้อมภายนอกที่จะมาทำลายคุณภาพอาหาร ได้แก่ แสง อากาศโดยเฉพาะ oxygen เชื้อจุลินทรีย์ ดังนั้น กระป๋องจึงต้องการสภาพการปิดผนึกสนิท (Hermetically Sealed container) เพื่อช่วยในการรักษาสภาพอาหาร อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีการเกิดปฏิกิริยาเคมีอย่างต่อเนื่องภายในตัวกระป๋อง ซึ่งมีผลต่ออายุการเก็บรักษาของอาหาร ทำให้ต้องบริโภคอาหารก่อนวันหมดอายุที่ระบุไว้จริง อาหารกระป๋องจะได้รับการปกป้องอย่างดี และมีอายุการเก็บตามต้องการได้นั้น ต้องอาศัยปัจจัย 2 ประการ คือ มาตรฐานของบรรจุภัณฑ์กระป๋องที่เหมาะกับอาหารนั้น และการควบคุมกระบวนการผลิตอาหารกระป๋องอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ มาตรฐานของบรรจุภัณฑ์กระป๋องที่เหมาะกับอาหาร (Packaging Specification) ประกอบด้วย 1. แผ่นโลหะ แผ่นโลหะที่นิยมใช้ประกอบด้วย แผ่นเหล็ก ได้แก่ - แผ่นเหล็กเคลือบดีบุก (Tin plate ) - แผ่นเหล็กเคลือบโครเมียม (Tin Free Steel ) แผ่นอะลูมิเนียม ได้แก่ - มีการปรับปรุงคุณภาพให้เกิด Alloy มีคุณสมบัติตามที่ต้องการ - Alloy 3104, 5182, 5042 โดยมีส่วนประกอบของโลหะผสมที่ แตกต่างกัน การเลือกใช้แผ่นโลหะ การจะเลือกใช้เหล็กหรืออะลูมิเนียม ขึ้นกับ 1. ความต้องการของตลาดต้นทุนและความเป็นไปได้ทางเทคโนโลยีการผลิต เช่น - ฝาของกระป๋องเครื่องดื่ม นิยมใช้อะลูมิเนียม - ฝาของตัวกระป๋องอาหาร นิยมใช้แผ่นเหล็ก 2. Alloy และ Impurity จะต้องเป็นไปตามกฎหมาย 3. การเคลือบผิวเพื่อป้องกันโลหะกัดกร่อน - เคลือบด้วยดีบุก ความหนาต่างๆตามการใช้งาน - เคลือบด้วยโครเมี่ยม - Treat ผิวบน Aluminium เพื่อป้องกัน oxide 4. ความหนา, ความแข็ง (Temper) สิ่งที่ต้องพิจารณา คือ - ความแข็งแรงของแผ่นโลหะที่จะใช้มีเพียงพอในการผลิตอาหารและขนส่งหรือไม่ - ความเหมาะสมกับเครื่องจักรในการผลิตกระป๋องและการบรรจุอาหาร 2. สารเคลือบป้องกัน ( Protection Coating) การเคลือบด้วยดีบุกเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอหรือไม่เหมาะสมกับอาหารหรือสภาพแวดล้อม บางครั้งต้องการ Coating หรือเพิ่มการปกป้อง เช่นมีการใช้แลคเกอร์เคลือบ โดยเลือกใช้แลคเกอร์ให้เหมาะสมกับประเภทของอาหารประเภท โดยทั่วไปแผ่นอะลูมิเนียมและแผ่นชุปโครเมี่ยม (TFS) ต้องอาบแลคเกอร์ก่อนใช้งาน ประเภทของสารเคลือบที่ใช้งานปัจจุบัน Internal Finish Acid Resistance Protection
สมัครสมาชิก

สนับสนุนโดย / Supported By

  • บริษ้ท มาเรล ฟู้ดส์ ซิสเท็ม จำกัด จัดจำหน่ายเครื่องจักรและอุปกรณ์การแปรรูปอาหาร เช่น ระบบการชั่งน้ำหนัก, การคัดขนาด, การแบ่ง, การตรวจสอบกระดูก และการประยุกต์ใช้ร่วมกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ พร้อมกับบริการ ออกแบบ ติดตั้ง กรรมวิธีการแปรรูปทั้งกระบวนการ สำหรับ ผลิตภัณฑ์ ปลา เนื้อ และ สัตว์ปีก โดยมีวิศวกรบริการและ สำนักงานตั้งอยู่ที่กรุงเทพ มาเรล เป็นผู้ให้บริการชั้นนำระดับโลกของอุปกรณ์การแปรรูปอาหารที่ทันสมัย​​ครบวงจรทั้งระบบ สำหรับอุตสาหกรรม ปลา กุ้ง เนื้อ และสัตว์ปีก ต่างๆ เครื่องแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์ปีก Stork และ Townsend จาก Marel อยู่ในกลุ่มเครื่องที่เป็นที่ยอมรับมากที่สุดในอุตสาหกรรม พร้อมกันนี้ สามารถบริการครบวงจรตั้งแต่ต้นสายการผลิตจนเสร็จเป็นสินค้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับทุกความต้องการของลูกค้า ด้วยสำนักงานและบริษัทสาขามากกว่า 30 ประเทศ และ 100 เครือข่ายตัวแทนและผู้จัดจำหน่ายทั่วโลก ที่พร้อมทำงานเคียงข้างลูกค้าเพื่อขยายขอบเขตผลการแปรรูปอาหาร Marel Food Systems Limited. We are supply weighing, grading, portioning, bone detection and software applications as well as complete turn-key processing solutions for fish, meat and poultry. We have service engineer and office in Bangkok. Marel is the leading global provider of advanced food processing equipment, systems and services to the fish, meat, and poultry industries. Our brands - Marel, Stork Poultry Processing and Townsend Further Processing - are among the most respected in the industry. Together, we offer the convenience of a single source to meet our customers' every need. With offices and subsidiaries in over 30 countries and a global network of 100 agents and distributors, we work side-by-side with our customers to extend the boundaries of food processing performance.
  • We are well known for reliable, easy-to-use coding and marking solutions which have a low total cost of ownership, as well as for our strong customer service ethos. Developing new products and a continuous programme of improving existing coding and marking solutions also remain central to Linx's strategy. Coding and marking machines from Linx Printing Technologies Ltd provide a comprehensive solution for date and batch coding of products and packaging across manufacturing industries via a global network of distributors. In the industrial inkjet printer arena, our reputation is second to none. Our continuous ink jet printers, laser coders, outer case coders and thermal transfer overprinters are used on production lines in many manufacturing sectors, including the food, beverage, pharmaceutical, cosmetics, automotive and electronic industries, where product identification codes, batch numbers, use by dates and barcodes are needed. PTasia, THAILAND With more than 3,700 coding, marking, barcode, label applicator, filling, packing and sealing systems installed in THAILAND market. Our range is includes systems across a wide range of technologies. To select the most appropriate technology to suit our customers. An excellent customer service reputation, together with a reputation for reliability that sets standards in the industry, rounds off the PTAsia offering and provides customers with efficient and economical solutions of the high quality. Satisfyingcustomers inTHAILAND for 10 years Our 1,313 customers benefit from our many years of experience in the field, with our successful business model of continuous improvement. Our technical and service associates specialise in providing individual advice and finding the most efficient and practical solution to every requirment. PTAsia extends its expertise to customers in the food, beverage, chemical, personal care, pharmaceutical, medical device, electronics, aerospace, military, automotive, and other industrial markets.
  • วิสัยทัศน์ของบริษัท คือ การอยู่ในระดับแนวหน้า "ฟอร์ฟร้อนท์" ของเทคโนโลยีประเภทต่างๆ และนำเทคโนโลยีนั้นๆ มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมและกระบวนการผลิตในประเทศไทย เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของลูกค้า บริษัท ฟอร์ฟร้อนท์ ฟู้ดเทค จำกัด เชื่อมั่นและยึดมั่นในอุดมการณ์การดำเนินธุรกิจ กล่าวคือ จำหน่าย สินค้าและให้บริการที่มีคุณภาพสูง ซึ่งเหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า ด้วยความซื่อสัตย์และความตรงต่อเวลา เพื่อการทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จร่วมกันระยะยาว Our vision is to be in the "forefront" of technology in its field and suitably apply the technology to industries and production in Thailand for customers' utmost benefits. Forefront Foodtech Co., Ltd. strongly believes in and is committed to our own business philosophy which is to supply high quality products and service appropriately to each customer's requirements with honesty and punctuality in order to maintain long term win-win business relationship. Forefront Foodtech Co., Ltd. is the agent company that supplies machinery and system, install and provide after sales service as well as spare parts. Our products are: Heinrich Frey Maschinenbau Gmbh, Germany: manufacturer of vacuum stuffers and machinery for convenient food Kronen GmbH, Germany: manufacturer of machinery for vegetable and fruits from washing to packing Nock Fleischerei Maschinenbau GmbH, Germany: manufacturer of skinning machines, membrane skinning machine, slicers and scale ice makers K + G Wetter GmbH, Germany: manufacturer of grinders and bowl cutters Ness & Co. GmbH, Germany: manufacturer of smoke chambers, both stand alone and continuous units Dorit DFT GmbH, Germany: manufacturer of tumblers and injectors Maschinenfabrik Leonhardt GmbH, Germany: manufacturer of dosing and filling equipment