News and Articles

บรรจุภัณฑ์สุราพื้นบ้าน (ตอนที่1)

บรรจุภัณฑ์สุราพื้นบ้าน (ตอนที่1)


หมวดหมู่: รวมบทความบรรจุภัณฑ์อาหาร [บรรจุภัณฑ์อาหาร]
วันที่: 25 มีนาคม พ.ศ. 2554

บรรจุภัณฑ์สุราพื้นบ้าน ตอนที่1

คำนิยามและประเภทของสุรา

ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานสถาน ปี พ.ศ. 2525 พอจำแนกสุราได้ดังต่อไปนี้

เหล้า/สุรา = น้ำเมาที่กลั่นแล้ว

เมรัย = น้ำเมาที่เกิดจากการหมักหรือแช่ น้ำเมาที่ไม่ได้กลั่น

เบียร์ = น้ำเมาอย่างหนึ่งเป็นชนิดเมรัย

สาโท = น้ำขาวน้ำเมาที่ยังไม่ได้กลั่น

อุ= น้ำเมาชนิดหนึ่งใช้ปลายข้าวและแกลบประสมกับแป้ง

กะแช่ = น้ำตาลเมา น้ำเมาหมักแช่เชื้อ แต่ยังมิได้กลั่นเป็นสุรา

ส่วนไวน์นั้นตามพจนานุกรมอังกฤษ ถอดความได้ดังนี้

ไวน์ = เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (Alcoholic Beverage) ที่ผลิตจากการหมักองุ่น (Grapes Fermentation)

รายละเอียดของสุราพื้นบ้านที่ได้รับจากกรมสรรพสามิต ซึ่งมีหน้าที่จัดเก็บภาษีสรรพสามิตของสุราพื้นบ้าน แยกประเภทของสุราเป็น 2 ประเภทไว้ดังนี้

1. สุราแช่ หมายความว่า สุราที่ยังไม่ได้กลั่นและรวมถึงสุราแช่ที่ได้ผสมกับสุรากลั่นแล้ว แต่ยังมีแรงแอลกอฮอล์ไม่เกินกว่าสิบห้าดีกรีด้วย เช่น เบียร์และไวน์

- เบียร์ คือ สุราแช่ที่ทำจากข้าวมอลท์ ดอกฮอพและข้าว

- ไวน์ คือ สุราที่ทำจากองุ่น แบ่งเป็นสองพวก คือ ทำจากองุ่นเขียวและองุ่นแดง แต่ละชนิดยังแบ่งตามสายพันธุ์ย่อยๆอีกจำนวนมากมาย

2. สุรากลั่น หมายความว่า สุราที่ได้กลั่นแล้ว และรวมถึงสุรากลั่นที่ได้ผสมกับสุราแช่แล้ว แต่มีแรงแอลกอฮอล์เกินกว่าสิบห้าดีกรีด้วย เช่น วิสกี้ บรั่นดี รัม วอดก้า ยิน ลิเคียว เป็นต้น

- สุราขาว คือ สุรากลั่นที่ปราศจากเครื่องย้อมหรือสิ่งผสมปรุงแต่งมีแรงแอลกอฮอล์ที่ต่ำกว่าแปดสิบดีกรี

- สุราผสม (เชี่ยงชุน หงส์ทอง แสงทิพย์) คือ สุรากลั่นที่ใช้สุราขาวหรือสุราสามทับมาปรุงแต่งมีแรงแอลกอฮอล์ต่ำกว่าแปดสิบดีกรี

- สุราปรุงพิเศษ (แม่โขง) คือ สุรากลั่นที่ใช้สุราสามทับมาปรุงแต่งมีแรงแอลกอฮอล์ต่ำกว่าแปดสิบดีกรี

- สุราพิเศษ แบ่งเป็น

ก) สุราวิสกี้ คือ สุราที่กลั่นจากเมล็ดธัญพืช เช่น ข้าวมอลท์ ข้าว ข้าวโพด มาปรุงแต่งมีแรงแอลกอฮอล์ต่ำกว่าแปดสิบดีกรี

ข) สุราบรั่นดี คือ สุราที่กลั่นจากไวน์องุ่น

- สุรากลั่นอย่างอื่น เช่น รัม คือ สุราที่กลั่นจากน้ำตาล กากน้ำตาล

- สุราสามทับ คือ สุรากลั่นที่มีแรงแอลกอฮอล์ตั้งแต่แปดสิบดีกรีขึ้นไป แยกได้เป็น

ก) ที่นำไปใช้ในอุตสาหกรรมหรือที่นำไปทำการแปลงสภาพ

ข) ที่นำไปใช้ในการแพทย์ เภสัชกรรม วิทยาศาสตร์ หรือนำไปผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง

จากการแยกประเภทของสุราไทยดังกล่าว ใคร่ขอเปรียบเทียบกับประเภทสุราของประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน โดยมีหลักฐานการผลิตสุราย้อนกลับไปถึงพันๆปี คือ สุราในประเทศจีน ถ้าแยกตามปริมาณแอลกอฮอล์สุราจีนจะสามารถแบ่งได้ 3 ระดับ คือ

1. สุราแช่ (Fermented) มีปริมาณแอลกอฮอล์ไม่เกิน 20%

2. สุรากลั่น (Distilled beverage) มีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ในช่วง 32 - 66%

3. สุราพิเศษหรือสุราสังเคราะห์ (Synthesis) มีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ระหว่าง 16 - 66 %

สำหรับประเภทของสุรา ทางประเทศจีนได้แบ่งเป็น 6 ประเภทเหมือนกับของไทยโดยแยกตาม

ประเภทของวัตถุดิบ และวิธีการผลิตได้ดังนี้

1. เหล้าขาว (White Liquor) ผลิตจากธัญพืชด้วยวิธีกลั่น เหล้าจีนที่มีชื่อมากที่สุดของเหล้าจำพวกนี้ คือ เหมาไถ

2. ไวน์เหลือง (Yellow Wine) ผลิตจากธัญพืชด้วยวิธีแช่ เหล้าจีนที่มีชื่อเสียงในบ้านเรา คือ เหล้าที่ผลิตจากไต้หวันในนามของ "เส้าซิ่ง"

3. เบียร์ ผลิตจากข้าวมอลท์ด้วยวิธีแช่

4. ไวน์ ผลิตจากองุ่นและผลไม้ อาจจะผลิตด้วยวิธีแช่หรือวิธีกลั่น การผลิตไวน์ในจีนเริ่มต้นตั้งแต่การเปิดทางสายไหม (Silk Road) แล้วค่อยๆ วิวัฒนาการมาเป็นไวน์ผลไม้ต่างๆ

5. สุราพิเศษหรือสุราสังเคราะห์ส่วนใหญ่เป็นการผสมระหว่างเหล้าขาวและไวน์เหลืองและครอบคลุมไปถึงยาดองเหล้าสมุนไพรต่างๆ (Medical Wines)

ในแง่ของบรรจุภัณฑ์สุรา นอกเหนือจากการใช้บรรจุภัณฑ์เป็นที่บรรจุเก็บรักษาสินค้าตามหน้าที่แล้วยังช่วยรักษาคุณภาพของสุรา และช่วยในการนำออกมาบริโภคได้อย่างสะดวกตามต้องการ ในปัจจุบันนี้ บรรจุภัณฑ์ที่ใช้กับสุรามีอย่างหลากหลาย เช่น เครื่องปั้นดินเผา ขวดแก้ว ขวดเจียระไนคริสตัล ซอง ถุง กล่อง และถุงในกล่อง

บรรจุภัณฑ์สุราพื้นบ้าน

บรรจุภัณฑ์สุราพื้นบ้านที่นิยมใช้แบ่งเป็นขวดแก้วและฉลาก

1.ขวดแก้ว

ขวดแก้วเริ่มมีการผลิตโดยใช้ปากเป่าตั้งแต่สมัยโรมัน ส่วนการใช้เครื่องจักรในการผลิตขวดแก้วนั้น

ได้มีการจดสิทธิบัตรเมื่อประมาณ 180 ปีที่ผ่านมาในประเทศอังกฤษ ปัจจุบันนี้ขวดแก้วได้รับการนำมาใช้บรรจุเครื่องดื่มมากกว่าบรรจุภัณฑ์ชนิดอื่น

วัตถุดิบหลักที่ใช้ผลิตขวดแก้วคือทรายซึ่งเป็นวัสดุที่หาง่ายและมีอยู่มากมาย ขวดแก้วจึงเป็นบรรจุภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของวัตถุดิบจากธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ คุณสมบัติที่โดดเด่นของขวดแก้วคือมีความเฉื่อยต่อการทำปฏิกิริยาจากสินค้าที่บรรจุอยู่ภายใน ทำให้รสชาติของสินค้าไม่แปรปรวนตามบรรจุภัณฑ์ที่ใส่ การบรรจุสุราลงในขวดแก้วยังทำได้ง่ายและรวดเร็ว นอกจากนั้นขวดแก้วยังเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ทนต่อการอัดก๊าซเข้าไปภายในโดยไม่เสียรูปร่าง จุดเด่นของการใช้ขวดแก้วเป็นบรรจุภัณฑ์อีกประการหนึ่งคือมีรูปทรงและสีสันให้เลือกหลากหลายรูปแบบ นอกจากนั้นยังสามารถตกแต่งให้สวยงามดูมีค่า เช่น การพิมพ์การแกะสลัก รวมไปถึงการเจียระไน ในแง่ของผู้บริโภค นอกจากการเทสุราจากขวดแก้วจะทำได้สะดวกแล้วยังสามารถปิดฝาเพื่อรักษาคุณภาพของสินค้าได้อีก หากมองในแง่ของสังคมท่ามกลางกระแสที่เรียกร้องให้ช่วยกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ขวดแก้วเป็นบรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ 100% และแม้แต่ขวดที่ชำรุดหรือแตกก็ยังสามารถเก็บเศษแก้วกลับไปหลอมเพื่อผลิตขึ้นมาใหม่ได้

ขนาดของบรรจุภัณฑ์ขวดแก้วที่ใช้บรรจุสุราหรือเบียร์มีอยู่ 2 ขนาด คือ ขวดใหญ่ ขนาด 750 ซีซีหรือมิลลิลิตร (ขวดแม่โขง) ขวดเบียร์ขนาดใหญ่ 630 ซีซี และขวดเล็ก 330 ซีซี สำหรับสุราขวดเล็กจะเป็นขวดแบนขนาด 375 ซีซี ส่วนสีที่ใช้มีทั้งสีใส สีอำพัน และสีเขียว นอกจากสีมาตรฐานเหล่านี้ เทคโนโลยีของการผลิตขวดสีได้ก้าวไกลไปถึงการใช้เม็ดสีผสมเข้าไปในเนื้อแก้วเพื่อผลิตขวดสีใดๆก็ได้ การเปลี่ยนสีของเนื้อแก้วอีกวิธีการหนึ่งที่นิยมใช้คือการเคลือบด้วยสเปรย์ลงไปบนขวดสีด้วยสีตามที่ต้องการดังแสดงในรูป

การตกแต่งขวดแก้วสามารถทำได้หลายวิธีนอกเหนือจากการติดฉลากแล้ว การตกแต่งขวดแก้วแบบพื้นฐานที่สุด คือ การสลักลายหรือแกะลายลงไปในเนื้อแก้ว (Embossing/Engraving) นอกจากนี้ลายนูนบนผิวขวดยังสามารถปั๊มสีโลหะได้อีก การตกแต่งที่ดูมีราคา อันดับถัดมา คือ การพ่นทรายทำให้ทึบแสง นอกจากสร้างความแปลกใหม่ยังช่วยถนอมอายุของสุราอีกด้วย การตกแต่งขวดแก้วที่มีราคาสูง คือ ขวดแก้วเจียระไน ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อการเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้า

2. ฉลาก

ฉลากที่ใช้ในการปิดบรรจุภัณฑ์สุราเริ่มใช้กันตั้งแต่ปี ค.ศ. 1800 โดยเป็นฉลากกระดาษธรรมดาใช้เขียนด้วยลายมือ ส่วนการใช้ฉลากที่พิมพ์สำเร็จรูปดังเช่นที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ต้องใช้เวลาอีก 60 ปีในการพัฒนา จนกระทั่งฉลากได้กลายมาเป็นองค์ประกอบสำคัญบนบรรจุภัณฑ์สุรา

ฉลากบนบรรจุภัณฑ์สุราโดยเฉพาะอย่างยิ่งฉลากบนสินค้าอื่นๆ เพราะก่อนที่ผู้บริโภคไวน์จะตัดสินใจซื้อจะอ่านรายละเอียดบนฉลากเพื่อทราบถึงยี่ห้อ สายพันธุ์ขององุ่นที่ใช้ผลิตไวน์ แหล่งผลิตและปีที่ผลิตจากรายละเอียดเหล่านี้ผู้ซื้อจะคาดคะเนว่ากลิ่นหรือรสชาติจะเป็นแบบที่ต้องการหรือไม่เป็นสิ่งน่าแปลกที่บนฉลากของขวดไวน์ไม่ได้บอกถึงรสชาติที่จะได้จากการบริโภค เนื่องจากรสชาติของไวน์แปรผันตามปัจจัยต่างๆ สุดครานับ ตัวอย่างของฉลากไวน์จากสหรัฐอเมริกาพร้อมรายละเอียดที่ต้องแสดงอยู่ในรูป

สำหรับฉลากบนขวดสุราพื้นบ้านยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตและบรรจุสุราพื้นบ้านส่วนใหญ่จะใช้ขวดที่ใช้แล้ว เช่น ขวดเบียร์หรือขวดไวน์ที่บริโภคแล้ว เมื่อรูปทรงของขวดเป็นแบบเดียวกันหมด ดังนั้น การออกแบบฉลากจึงมีความสำคัญมากในการสร้างความแตกต่างให้แก่บรรจุภัณฑ์ รายละเอียดอย่างน้อยที่สุดที่ปรากฏบนฉลากควรประกอบด้วยข้อมูลต่อไปนี้

1. ตราสินค้า อาจเป็นชื่อของชุมชนหรือชื่อเจ้าของสินค้าก็ได้

2. ประเภทของสุรา

3. แหล่งหรือสถานที่ผลิต

4. ปริมาณแอลกอฮอล์โดยปริมาตร

5. ปริมาตรสุทธิที่บรรจุ

สุราพื้นบ้านที่ต้องการวางขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตหรือผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายสมัยใหม่ (Modern Trade) ยังจำเป็นต้องมีบาร์โค้ด หรือ สัญลักษณ์รหัสแท่งติดอยู่บนฉลากด้วย

ฉลากกระดาษ

ฉลากที่ใช่ส่วนใหญ่จะเป็นกระดาษการปิดฉลากที่ดีต้องคำนึงถึงองค์ประกอบดังต่อไปนี้

1. คุณสมบัติกระดาษ

2. กาวหรือสารเชื่อมติด

3. หมึก

1) กระดาษ เยื่อที่ใช้ผลิตกระดาษเป็นปัจจัยแรกที่ต้องคำนึง เยื่อใยยาวจะแข็งแรงกว่าเยื่อใยสั้น ส่วนน้ำหนักของกระดาษที่ใช้พิมพ์ฉลากจะอยู่ในช่วง 70-80 กรัมต่อตารางเมตรด้านหน้าของกระดาษจะต้องทำให้ผิวเรียบเพื่อให้การพิมพ์มีคุณภาพดี ในกรณีที่มีการแช่เย็นฉลากที่ใช้ควรใช้กระดาษทนน้ำ (Wet Strength Paper) เพื่อป้องกันการหลุดลอกและการฉีกขาด

2) กาวที่ใช้ทา กาวทีมีคุณสมบัติยึดติดได้อย่างสมบูรณ์จะป้องกันการเกิดรอยย่นหลังการติดฉลาก กาวที่มีส่วนผสมไม่เหมาะสมหรือทากาวมากเกินไป สามารถก่อให้เกิดรอยด่างบนฉลาก ทำให้งานออกแบบฉลากเสียคุณค่าไป

3) หมึก การติดของหมึกบนฉลากเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่พบกันทั่วไป ภายในส่วนผสมของหมึกประกอบด้วยสารเชื่อม (Binders) เม็ดสี (Pigment) และสารเติมแต่งคุณภาพการพิมพ์ทำให้เพิ่มคุณค่าของสินค้า

3. การบรรจุ

วิธีการบรรจุของเหลวลงในขวดมีอยู่ 2 ระบบ คือ ระบบปริมาตรคงที่และระบบระดับคงที่ สินค้าจำพวกสุรามักนิยมใช้ระบบระดับคงที่และสามารถสังเกตโดยใช้สายตาวัดระดับ ณ จุดขาย เวลาผลิตขวดแก้ว น้ำแก้วจะถูกเป่าให้กระจายเต็มผิวด้านในของแม่แบบ ทำให้ความหนาของผนังขวดแก้วของแต่ละขวดไม่สม่ำเสมอเท่ากันทุกๆขวด ถ้าทำการบรรจุแบบปริมาตรคงที่จะทำให้ระดับความสูงบริเวณคอขวดแตกต่างกันไป ในขณะที่ผู้บริโภคพอใจที่จะซื้อขวดบรรจุสุราที่เห็นอยู่ในระดับสูงกว่า ด้วยเหตุนี้จึงนิยมบรรจุแบบระดับคงที่มากกว่า แม้ว่าการบรรจุแบบระดับคงที่จะมีความแปรปรวนของปริมาตรที่บรรจุอยู่บ้าง

การบรรจุแบบระดับคงที่ใช้วิธีบรรจุได้หลายวิธี เช่น บรรจุแรงโน้มถ่วง สุญญากาศความดัน หรือการใช้ทั้งความดันและสุญญากาศ ส่วนการควบคุมให้ระดับคงที่โดยการนำของเหลวส่วนเกินออกเมื่อถึงระดับที่ต้องการโดยการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือการควบคุมแบบนิวเมติกาล์วช่วยในการบรรจุทำให้ระดับสุราในแต่ละขวดคงที่เสมอ

ระดับของสุราที่บรรจุในขวดจะสังเกตได้จากบริเวณคอขวดโดยปกติจะนิยมบรรจุให้ระดับของสุราภายในขวดอยู่ในระดับสูงหรือเรียกตามศัพท์วิชาการทางด้านบรรจุภัณฑ์ว่ามีช่องว่างเหนือระดับบรรจุอยู่น้อย (Less Headspace) ปริมาตรของอากาศเหนือระดับบรรจุที่น้อยนี้ทำให้ปริมาณออกซิเดชั่นภายในขวดน้อยตามไปด้วย นับเป็นการช่วยยืดอายุของสุรา เนื่องจากการเกิดออกซิเดชั่นระหว่างสุราและออกซิเจนมีโอกาสเกิดขึ้นน้อย ในทางกลับกันถ้าปริมาตรเหนือระดับบรรจุมีเหลือน้อยมาก จะเพิ่มโอกาสที่ขวดแก้วทนแรงอัดจาดก๊าซที่เกิดจากการหมักภายในขวดไม่ได้ มีโอกาสส่งผลให้ฝาหรือขวดระเบิดได้ง่าย

อ่านต่อตอนที่ 2 กลับสู่หน้าหลัก



ข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
การพาสเจอร์ไรซ์อาหารเหลว (liquid food pasteurization) ตอนที่ 1
การพาสเจอร์ไรซ์เป็นการแปรรูปอาหารด้วยความร้อน (thermal processing) วิธีหนึง ซึ่งใช้กันมานานตั้งแต่สมัยของหลุยส์พาสเตอร์ และสืบต่อมาถึงปัจจุบัน เทคโนโลยีการพาสเตอร์ไรซ์อาหาร รุดหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง บทความนี้จะกล่าวถึงการพาสเจอไรซ์อาหารเหลว เช่น นม น้ำผลไม้ เบียร์ เครื่องดื่มต่างๆ โดยตอนแรกจะเป็นพื้นฐานก่อนนะคะ ประวัติการพาสเจอร์ไรซ์ วัตถุประสงค์ของการพาสเจอร์ไรซ์ การทำลายจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค (pathogen) ทุกชนิด และเอนไซม์ (enzyme) ที่เป็นสาเหตุให้อาหารเสื่อมเสีย เป็นวิธีการถนอมอาหาร (food preservation) เพื่อยืดอายุการเก็บอาหาร ทำให้อาหารปลอดภัย การพาสเจอร์ไรซ์อาหารสามารถทำลายเซล (vegetative cell) ยีสต์ (yeast) รา (mold) และแบคทีเรีย (bacteria) ที่ไม่ทนร้อนแต่ยังไม่เพียงพอที่จะทำลายแบคทีเรียที่ทนความร้อนสูง (thermophillic bacteria) และสปอร์ของแบคทีเรีย (bacterial spore) จึงต้องเก็บรักษาอาหารที่ผ่านการพาสเจอร์ไรซ์แล้ว ที่อุณหภูมิต่ำหรือการแช่แข็ง (freezing) หรืออาจใช้ร่วมกับการถนอมอาหารอื่น เช่น การลดวอเตอร์แอคทิวิตี้ (water activity) การปรับให้เป็นกรด (acidification) เพื่อให้อาหารที่ผ่านการพาสเจอไรซ์เก็บได้โดยไม่ต้องแช่เย็น กรรมวิธีการพาสเจอรไรซ์ การพาสเจอร์ไรซ์อาหารที่ใช้โดยทั่วไปใช้ความร้อน จึงจัดเป็นการแปรรูปด้วยความร้อน (thermal processing) วิธีหนึ่ง ซึ่งปกติจะใช้ความร้อนที่อุณหภูมิต่ำกว่า 100 C แต่อาจจะใช้กระบวนการอื่นเพื่อการพาสเจอไรซ์ได้ เช่น รังสี (irradiation) ความดันสูง (High pressure) การให้ความร้อนวิธีโอมห์มิก (ohmic heating) เป็นต้น ประเภทของการพาสเจอร์ไรซ์ การพาสเจอรไรซ์อาหารสามารถแบ่งตามวิธีการผลิตได้ดังนี้ 1 การพาสเจอร์ไรซ์อาหารในอาหารปิดผนึกสนิท (In-container pasteurization) โดยบรรจุอาหารที่ต้องการพาสเจอร์ไรซ์ ในบรรจุภัณฑ์ที่ปิดผนึกสนิท (hermectically sealed container) เช่น กระป๋อง (can) ขวดแก้ว (glass jar) หรือบรรจุภัณฑ์ที่ทนร้อนเช่น ถุง ถ้วยพลาสติก แล้วฆ่าเชื้อในเครื่องฆ่าเชื้อ (cooker) หรือในอ่างน้ำเดือด ความร้อนจะผ่านจากผิวด้านนอกของอาหาร เข้าสู่ภายใน โดยให้อุณหภูมิและเวลาที่จุดร้อนช้าที่สุด (cold point) ของอาหาร ได้รับความร้อนเพียงพอสำหรับการพาสเจอไรซ์ การพาสเจอรไรซ์วิธี ความร้อนจะถ่ายเทอย่างช้า เป็น Low Temperature LongTime (LTLT) proecessใช้ได้กับอาหารได้หลายชนิด ทั้งที่เป็นของแข็ง ของเหลว มีชิ้นเนื้อ เช่น ไส้กรอก แฮม นมข้นหวาน 2 การพาสเจอร์ไรซ์ก่อนการบรรจุ ใช้พาสเจอร์ไรซ์ ผลิตภัณฑอาหารเหลวได้แก่ เช่น นม (milk) เบียร์ (beer) ไอศกรีมมิกซ์ (ice creammixed) น้ำผลไม้ การพาสเจอร์ไรซ์แบบเป็นกะ (batch pasteurization) การต้มในหม้อต้ม (batch pasteurizer) ที่มา : http://www.tpub.com/content/armymedical/md0715/md07150020.htm การพาสเจอร์ไรซ์แบบต่อเนื่อง (continuous pasteurization) โดยใช้อุปกรณ์ แลกเปลี่ยนความร้อน (heat exchanger) เช่น เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบแผ่น (plate heat exchanger) เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบท่อ (tubular heat exchanger) หลังจากพาสเจอร์ไรซ์แล้วจึงบรรจุ (filling) ในบรรจุภัณฑ์ ซึ่งนิยมใช้ระบบการบรรจุแบบปลอดเชื้อ (aseptic packaging system) ระบบพาสเจอร์ไรซ์แบบต่อเนื่อง (continuous pasteurization) ที่มา : http://www.foodnetworksolution.com/site/company/11/product/39 การตรวจสอบความสมบูรณ์ของการพาสเจอรไรซ์ด้วยความร้อน การตรวจสอบว่าความร้อนที่ใช้เพื่อการพาสเจอร์ไรซ์เพียงพอที่จะทำลายจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค ตามที่กำหนดไว้หรือไม่ มักใช้การทดสอบเอนไซม์ที่เหลืออยู่แทนการทดสอบหาจุลินทรีย์ เนื่องจากความร้อน ทำลายเอนไซม์ ซึ่งเป็นโปรตีน ให้สูญเสียสภาพธรรมชาติ (protein denaturation) เช่นเดียวกับจุลินทรีย์ แต่การทดสอบหาเอนไซม์ใช้เวลารวดเร็วกว่า โดยเลือกตรวจหาเอนไซม์ที่พบในอาหารนั้น และมีความต้านทานความร้อน (D value) ใกล้เคียงกับจุลินทรีย์ที่เป็นเป้าหมายที่ต้องการทำลาย เช่น น้ำนม จะตรวจสอบหากิจกรรมของเอนไซม์ อัลลาไลน์ฟอสฟาเทส (alkaline phosphatase) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่พบในนมดิบมักเรียกว่าphosphatase testเอนไซม์นี้ทำลายด้วยความร้อนได้ค่า D (D value) ใกล้เคียงกับจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค ส่วนการพาสเจอร์ไรซ์ ไข่ จะตรวจสอบหากิจกรรมของเอนไซม์อมัยเลส (amylase) เพราะมีค่า D (D value) ใกล้เคียงกับเชื้อ Salmonellaspp.
การทดสอบวัสดุและบรรจุภัณฑ์ ตอนที่ 2
ตารางที่ 5.1 แสดงการแปลงหน่วยต่างๆ ของการวัดอัตราการซึมผ่านของไอน้ำมาเป็นหน่วยมาตรฐานที่สภาวะและความดันมาตรฐานเดียวกันโดยมีหน่วยปริมาตรลูกบาศก์เซนติเมตร/ตารางเซนติเมตรของพื้นที่ผิว/มิลลิเมตรของความหนา/เวลาเป็นวินาที/ความสูงของปรอทเป็นเซนติเมตร ตารางที่ 5.1 การแปลงหน่วยของอัตราการซึมผ่านของไอน้ำ หน่วย ตัวคงที่ ที่ใช้คูณ กรัม/ตร.ม./มม./24 ชม./ซม.ปรอท ซีซี/100 ตร.นิ้ว/มิลล์/24 ชม./ความดันบรรยากาศ (atm) กรัม/ตร.นิ้ว/มิลล์/24 ชม./ความดันที่กำหนด กรัม/100 ตร.นิ้ว/มิลล์/24 ชม./ความดันบรรยากาศ (atm) ซีซี/100 ตร.นิ้ว/มม./24 ชม./ซม.ปรอท กรัม/100 ตร.นิ้ว/มิลล์/24 ชม./ความดันที่กำหนด ซีซี/ตร.ซม./มม./24 ชม./ซม.ปรอท กรัม/ตร.ซม./ซม./ชม./ซม.ปรอท ซีซี/ตร.ซม./ซม./วินาที/ซม.ปรอท ซีซี/ตร.นิ้ว/มิลล์/24 ชม./ความดันบรรยากาศ (atm) กรัม/ตร.นิ้ว/มิลล์/24 ชม./ความดันที่กำหนด ซีซี/100 ตร.นิ้ว/มิลล์/24 ชม./ความดันบรรยากาศ (atm) x10 x 3.8073x 10-12 x 1.4390x 10-10 5.3.2 การทดสอบกระดาษแข็งและกระดาษลูกฟูก การทดสอบอันดับแรกของบรรจุภัณฑ์กระดาษ คือ การทดสอบหาความชื้นของกระดาษตามด้วยการหาน้ำหนักมาตรฐานและความหนาของกระดาษ อันดับต่อไปคือ การหาเกรนหรือแนวเยื่อเส้นใยของกระดาษว่าอยู่ในแนวที่ต้องการหรือไม่เมื่อขึ้นรูปเป็นกล่อง แล้วจึงค่อยวัดขนาดมิติของกล่อง ซึ่งอาจวัดมิติเมื่อขึ้นรูปเสร็จหรือมีการแกะกล่องออกและแผ่เป็นแผ่นแนวราบ ในแง่ของการผลิตตัวกล่องกระดาษแข็งจะต้องถูกตรวจสอบความลึกและความกว้างของการทับเส้นเพื่อการขึ้นรูปกล่องได้ง่ายหรือยาก สำหรับกล่องกระดาษลูกฟูก นอกเหนือจากน้ำหนักมาตรฐานและความหนาของกระดาษที่ใช้ผลิตแผ่นกระดาษลูกฟูก การทดสอบที่นิยมมากคือ การทดสอบแรงดันทะลุซึ่งเป็นการทดสอบความแข็งแรงแบบพื้นฐาน การทดสอบที่ให้ผลแน่นอนกว่า คือ การทดสอบความแข็งแรงตามขอบของกระดาษลูกฟูก (Edge Crush Test หรือ ECT) ดังแสดงในรูปที่ 5.7 และรูป (ง) ในหน้า 168 และความสามารถในการรับแรงกดในแนวราบของลอน (Flat Crush Test) ในรูปที่ 5.8 สำหรับการทดสอบความแข็งแรงตามขอบนี้สามารถใช้ในการประเมินความแข็งแรงของกล่องลูกฟูกในแง่ของความสามารถรับแรงกดในแนวดิ่ง (Compression Strength) โดยใช้สูตรที่คิดค้นโดย McKee มีดังนี้ โดยที่ P = ค่าประเมินของความต้านทานรับแรงกดในแนวดิ่ง (kp) ECT = ค่าความแข็งแรงตามขอบของกระดาษลูกฟูก (kp/cm) H = ความหนาของกระดาษลูกฟูก (มม.) Z = ความยาวของเส้นรอบรูปของกล่องลูกฟูกด้านที่รับแรงกด หมายเหตุ ค่า kp = 10 นิวตัน รูปที่ 5.7 การทดสอบความแข็งแรงตามขอบของกระดาษลูกฟูก รูปที่ 5.8 การทดสอบการรับแรงกดในแนวราบของลอนลูกฟูก 5.3.3 การทดสอบประเภทของพลาสติก สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการบรรจุภัณฑ์หรือวงการพลาสติก การเรียกชื่อพลาสติกประเภทต่างๆ ที่เริ่มต้นด้วยตัวพีก็ยุ่งยากพอสมควร ยิ่งถ้ามีการแยกประเภทของพลาสติกคงยุ่งยากมากขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตาม ในหัวข้อต่อไปนี้จะพยายามอธิบายถึงวิธีการบ่งบอกพลาสติกประเภทต่างๆ อย่างง่ายๆ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่สลับซับซ้อน ขั้นตอนอันดับแรกในการทดสอบ คือ การเผาหรือลนด้วยไฟ แล้วสังเกตสิ่งต่างๆ ดังนี้ 1. ลักษณะการไหม้ของพลาสติก 2. ถ้าพลาสติกนั้นจุดไฟติด สังเกตสีของเปลวไฟที่ไหม้ 3. พลาสติกที่ไหม้ติดไฟมีควันหรือไม่ 4. ถ้ามีควันให้สังเกตสีของควัน 5. ลักษณะการไหม้ของพลาสติกมีเศษหรือมีของเหลวหยดหรือไม่ 6. เมื่อดับไฟแล้ว การไหม้ยังเป็นไปอย่างต่อเนื่องหรือไม่ 7. ในขณะที่ไหม้นั้น มีกลิ่นจากการเผาไหม้หรือไม่ วิธีการบ่งบอกประเภทของพลาสติกด้วยการเผานี้ควรจะเริ่มจากการลนไฟพลาสติกที่รู้จักว่าเป็นอะไรก่อน เพื่อสังเกตลักษณะของการเผาไหม้ และทำความคุ้นเคยกับผลจากการเผาไหม้ของพลาสติกแต่ละประเภท พลาสติกบางจำพวกเช่น PVC เมื่อมีการเติมสารต่างๆ เช่น พวก Fillers, Plasticizers เป็นต้น จะทำให้ลักษณะการเผาไหม้แปรเปลี่ยนไปได้ ส่วนการดมกลิ่นที่เกิดจากการเผาไหม้ ควรจะดมหลังจากดับไฟแล้วค่อยๆ ดม รายละเอียดผลจากการลนไฟนี้สรุปอยู่ในตารางที่ 5.2 ขั้นตอนต่อไปในการทดสอบ คือ การทำให้พลาสติกละลายในสารตัวทำละลาย (Solvents) ซึ่งสารตัวทำละลายส่วนใหญ่ค่อนข้างจะเป็นอันตราย การทดสอบในขั้นตอนนี้จึงควรระวังอย่างยิ่ง ตัวอย่างพลาสติกที่ใช้อาจมีขนาดเพียง ½ x ½ นิ้ว โดยใสไว้ในขวดแก้วที่บรรจุสารตัวทำละลายไว้อย่างน้อย 12 เซนติเมตรดังรูปที่ 5.10 พลาสติกต่างชนิดกันจะละลายในสารตัวทำละลายต่างกัน ดังแสดงในตารางที่ 5.3 รูปที่ 5.10 การทดสอบประเภทของพลาสติกด้วยการใช้สารตัวทำละลาย ตารางที่ 5.2 วิธีการทดสอบหาประเภทของพลาสติกด้วยการลนไฟ ประเภทของฟิล์ม สีของเปลวไฟ ลักษณะ กลิ่นจากการไหม้ ความหนาแน่น (กรัม/ลบ.ซม.) Polyethylene ส่วนบนเป็นสีเหลือง ส่วนล่างเป็นสีฟ้า ควันสีขาว ละลายเป็นหยดคล้ายเทียน กลิ่นไหม้ของไข LDPE : 0.91-0.94 HDPE : 0.94-0.965 Polypropylene ส่วนบนเป็นสีเหลือง ส่วนล่างเป็นสีฟ้า หลอมละลายเป็นหยด กลิ่นไหม้ของไข 0.9 - 0.915 PVC สีเหลืองอมส้ม มีขอบเปลวเป็นสีเขียว แยกตัว กลิ่นคลอไรด์ 1.28 - 1.38 Polyester สีเหลือง ควันสีดำ ไม่มีการหยด ไหม้ไปเรื่อยๆ ไม่ลุกไหม้ได้ง่ายๆ 1.38 Polycarbonate สีเหลืองอมส้ม ควันสีดำ ไม่มีการหยด มีการแยกตัว ไม่ลุกไหม้ได้ง่ายๆ 1.2 Nylon สีฟ้าและปลายเปลวเป็นสีเหลือง ละลาย หยดเป็นฟอง หยดเป็นก้อนๆ คล้ายกับกาไหม้ผม 1.06 - 1.14 Polystyrene สีเหลืองส้ม เขม่าสีดำ ไม่มีการหยด นิ่มตัว กลิ่นหอม 1.04 - 1.09 กระดาษแก้ว สีเหลืองส้มอมสีเทา มีควันไหม้ได้เร็วและไหม้อย่างสมบูรณ์ คล้ายกับไหม้กระดาษ 0.48 แหล่งที่มา : Athalye, A.S. "Identification and Testing of Plastics" ตารางที่ 5.3 ประเภทของพลาสติกที่ละลายในสารตัวทำละลาย ประเภทพลาสติก สารตัวทำละลาย (Solvent) Polyethylene, Polybutene-1, p-Xylene*, Trichlorobenzene-, Decane*, Decalin* Isotactic Polypropylene Benzene, Toluene, Chloroform, Cyclohexanone, Polystyrene Tetrahydrofuran, Cyclohexzanone, Methylethhlketone, Dimethylformamide Polyvinyl Chloride Aqueous cupriammonium hydroxide*, Cellulose Aqueous zinc chloride, Aqueous calcium thiocyanate Polyamides Formic acid, Conc. Sulfuric acid, Dirmethylformamide, Mcresol แหล่งที่มา : Athalye A.S. "Identification and Testing of Plastics" ขั้นตอนสุดท้ายคือ การหาความถ่วงจำเพาะ (Specific Gravity) ตามที่ทราบกันแล้วว่าพลาสติกแต่ละประเภทมีความหนาแน่นที่แตกต่างกัน การทดสอบดังแสดงในรูปที่ 5.11 ของเหลวที่บรรจุอยู่ในขวดเมทิลแอลกอฮอล์ (Methyl Alcohol หรือ Methanol) หรือน้ำยาซักผ้าผสมน้ำ โดยมีส่วนผสมของน้ำยาซักผ้า (1 ส่วนใน 100 ส่วนของน้ำ การทดสอบจะใช้เมทิลแอลกอฮอล์มีความถ่วงจำเพาะ 0.7917 ที่อุณหภูมิห้อง แต่ส่วนใหญ่จะใช้น้ำผสมน้ำยาซักผ้า เพราะพลาสติกส่วนใหญ่มีความถ่วงจำเพาะมากกว่า 1 การหาความถ่วงจำเพาะจะหาได้จากสูตรดังต่อไปนี้เพื่อเปรียบเทียบหาประเภทของพลาสติกในตารางที่ 5.4 ในเมทิลแอลกอฮอล์ ตารางที่ 5.4 ความถ่วงจำเพาะของพลาสติกประเภทต่างๆ พลาสติก ความถ่วงจำเพาะ Polypropylene (PP) 0.85 - 0.90 Low Density Polyethylene (LDPE) 0.91 - 0.93 High Density Polyethylene (HDPE) 0.91 - 0.96 Polystyrene 1.05 - 1.08 Nylon 1.09 - 1.14 Polyester 1.12 - 1.30 Vinyl Chloride 1.15 - 1.65 Polycarbonate 1.20 5.4 การทดสอบบรรจุภัณฑ์ การทดสอบบรรจุภัณฑ์อาจแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ การทดสอบเพื่อควบคุมคุณภาพของบรรจุภัณฑ์และการทดสอบบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่ง การทดสอบทั้ง 2 ประเภทนี้เป็นการจำลองการใช้งานจริงของบรรจุภัณฑ์มาทำการทดสอบในห้องปฏิบัติการ 5.4.1 การทดสอบบรรจุภัณฑ์เพื่อควบคุมคุณภาพ (1) การทดสอบกระป๋องโลหะ โดยทั่วไปบรรจุภัณฑ์กระป๋องควรจะถูกบรรจุไม่ต่ำกว่า 90% ของความจุทั้งหมดตามมาตรฐานของ U.S. FDA มาตรฐานนี้ หมายถึงช่องว่างเหนืออาหารสุทธิ (Net HeadSpace) ของภาชนะไม่ควรมากกว่า 10% ของความสูงด้านในของกระป๋อง ในตารางที่ 5.5 เปรียบเทียบความจุของกระป๋องขนาดต่างๆ กัน โดยใช้กระป๋องขนาดเบอร์ 2 เป็นเกณฑ์มาตรฐานเปรียบเทียบ ตารางนี้ยังบอกขนาดของกระป๋องที่นิยมใช้ เช่น กระป๋องขนาดเบอร์ 2 มีขนาด 307 x 409 (นิ้ว) และกระป๋องเบอร์ 10 มีขนาด 603 x 700 (นิ้ว) เป็นต้น ตารางที่ 5.5 แสดงความจุและค่าการเปลี่ยนขนาดของกระป๋องที่นิยมใช้ในการบรรจุผักและผลไม้กระป๋อง ชื่อ ขนาด (นิ้ว) ความจุของน้ำเป็นออนซ์ที่ 20 °c เทียบเท่ากับกระป๋อง No.2 6Z 202x308 6.08 0.295 8Z Short 211x300 7.93 0.386 8Z Tall 211x304 8.68 0.422 No. 1 (Picnic) 211x400 10.94 0.532 No.211Cylinder 211x414 13.56 0.660 No. 300 300x407 15.22 0.741 No.300Cylinder 300x509 19.40 0.945 No. 1 Tall 301x411 16.70 0.813 No. 303 303x509 16.88 0.821 No.303Cylinder 301x411 21.86 1.060 No.2Vacuum 307x306 14.71 0.716 No. 2 307x409 20.55 1.000 Jumbo 307x510 25.80 1.2537 No.2Cylinder 307x512 26.40 1.284 No. 1 - ¼ 401x206 13.81 0.672 No. 2 - ½ 401x411 29.79 1.450 No.3Vacuum 404x307 23.90 1.162 No.3Cylinder 404x700 51.70 2.515 No. 5 502x510 59.10 2.8744 No. 10 603x700 109.43 5.325 แหล่งที่มา : อย. "แนวทางในการปฏิบัติตาม GMP อาหารกระป๋อง" หมายเหตุ ตารางข้างบนช่องขวาสุดเป็นการเทียบกับกระป๋อง No.2 แสดงปริมาณบรรจุเป็นกี่เท่าของกระป๋องขนาดเบอร์ 2 จุดมุ่งหมายของการทดสอบกระป๋องโลหะจะเน้นที่การหารอยรั่วของกระป๋อง ส่วนใหญ่จะเป็นบริเวณรอยปิดของฝากระป๋องกับตัวกระป๋อง ดังนั้นก่อนที่จะปิดฝากระป๋องจะต้องตรวจบริเวณปากกระป๋องให้มีความเรียบและเอียงเป็นมุมเดียวกันรอบตัวกระป๋อง เมื่อปิดฝากระป๋องแน่นหนาแล้วจึงอัดอากาศใส่กระป๋องให้ได้ความดันประมาณ 1.5 - 2.0 เท่าของความดันบรรยากาศ การทดสอบรอยรั่วจะกระทำภายใต้น้ำโดยกดกระป๋องให้จมน้ำเพื่อสังเกตฟองอากาศที่จะออกมาจากบริเวณที่มีรอยรั่ว โดยทั่วไปแล้วโรงงานผู้ผลิตกระป๋องจะเป็นผู้ที่คอยช่วยเหลือและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการตรวจสอบตะเข็บของกระป๋องแก่ลูกค้าของตน อาจจะมีเอกสารพร้อมรูปภาพแสดงวิธีการตรวจสอบ ปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวกับการตรวจสอบมีดังต่อไปนี้ 1. ตรวจสอบตะเข็บด้วยตาเปล่า ในระหว่างการดำเนินการปิดผนึกฝากระป๋อง จำเป็นจะต้องคอยตรวจดูเป็นระยะเพื่อตรวจหาตำหนิของตะเข็บ อาทิเช่น ตะเข็บตาย (Dead Head) สันแหลม (Cut Overs) และตำหนิอื่นของตะเข็บขอคู่ ควรจะควบคุมโดยผู้ที่ได้รับการฝึกฝนจนสามารถตรวจสอบด้วยตาเปล่าได้ ควรจะมีการตรวจดูเป็นช่วงระยะเวลาที่ไม่เกิน 30 นาที โดยการสุ่มตัวอย่างจากจุดที่ทำการปิดผนึกฝาและจดบันทึกผลการสังเกตผิดปกติ เช่น ทำงานช้าเกินควร เมื่อพบจุดบกพร่องควรทำการแก้ไขโดยด่วน 2. การตรวจสอบตะเข็บโดยการฉีกหรือเลาะตะเข็บ ควรกระทำทุกๆ ช่วง 4 ชั่วโมง หลังจากเริ่มต้นการปิดผนึกฝากระป๋อง และเครื่องทำงานได้เต็มที่แล้ว ผลการตรวจสอบควรบันทึกไว้เป็นหลักฐานรวมทั้งการแก้ไข 3. การสังเกตทั่วไป ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพของตะเข็บคู่ (Double Seam) มีดังนี้ - สภาพของเครื่องดื่มปิดผนึกไม่ว่าเป็นเครื่องแบบใช้มือหรือไม่ก็ตาม - วัสดุที่ทำกระป๋อง เช่น ความหนาที่แตกต่างกันของแผ่นดีบุกที่ใช้ทำกระป๋อง - ขนาดของกระป๋อง <<ย้อนกลับการทดสอบวัสดุและบรรจุภัณฑ์ ตอนที่1อ่านต่อการทดสอบวัสดุและบรรจุภัณฑ์ ตอนที่3 >> <<กลับสู่หน้าหลัก
บรรจุภัณฑ์สุราพื้นบ้าน (ตอนที่ 2)
บรรจุภัณฑ์สุราพื้นบ้าน (ตอนที่ 2) 4.ระบบการปิดผนึกบรรจุภัณฑ์สุราพื้นบ้าน การปิดผนึกบรรจุภัณฑ์มิได้มีจุดประสงค์เพียงแค่การปิดให้แน่นสนิทเพื่อรักษาคุณภาพสินค้าและป้องกันการรั่วซึมเท่านั้น ยังต้องคำนึงถึงความสะดวกสบายในการเปิด เพื่อนำสุราออกมาบริโภคได้ง่ายแล้วปิดใหม่ได้ง่ายด้วย นอกจากนั้นวัสดุที่ใช้ผลิตเป็นฝาปิดจะต้องไม่ทำปฏิกิริยาใดๆ กับสุราที่อยู่ภายในขวด ฝาที่นิยมใช้ปิดบรรจุภัณฑ์สุราพื้นบ้านแบ่งได้ดังนี้ 4.1ฝาจีบ ประวัติศาสตร์ของฝาปิดขวดเริ่มจกการคิดค้นฝาจีบเมื่อปี ค.ศ. 1891 ในประเทศสหรัฐอเมริกา ฝาจีบนับได้ว่าเป็นฝาปิดขวดที่มีประวัติยาวนานที่สุดและยังมีราคาถูกที่สุดนอกจากนี้ยังมีความเร็วในการปิดฝาได้เร็วมากโดยมีเครื่องปิดฝาที่สามรถปิดได้เร็วถึง 1 แสนขวดต่อชั่วโมงต่อเครื่อง ส่วนประกอบของฝามีด้วยกัน 2 ส่วนคือ 1.โครงฝา (Shell) คือ วัสดุที่ใช้ผลิตเป็นตัวฝาส่วนใหญ่จะใช้โลหะสเตนเลส หรือสังกะสีเคลือบหรือสังกะสีปลอดดีบุก (TFS_Tin Free Steel) โลหะสเตนเลสสามารถทนการกัดกร่อน และการขึ้นสนิมได้ดีที่สุด รองลงมาคือสังกะสีปลอดดีบุก ส่วนสังกะสีเคลือบมีโอกาสขึ้นสนิมง่ายที่สุด แต่มีผิวแวววับทำให้ดูมีราคา บริเวณโดยรอบของฝาจะมีจำนวนจีบมาตรฐานอยู่ 21 จีบ ก่อนปิดฝาจีบ ตัวจีบแต่ละจีบจะเอียงออกมาจากตัวฝาประมาณ 21 องศาจากแนวดิ่ง 2. สารเคลือบด้านในของฝาหรือไลนเนอร์ (Liner) สารเคลือบชั้นภายในฝาแบบดั้งเดิมจะใช้แผ่นคอร์ก (Cork) แล้วบุด้านที่สัมผัสกับสินค้าเป็นกระดาษหรือแผ่นอะลูมิเนียมบางๆ (Facing) ในปัจจุบันสารเคลือบด้านในของฝาส่วนใหญ่จะเป็นพลาสติกซึ่งมีคุณสมบัติที่ดีกว่า เพราะมีความบางกว่าแผ่นคอร์กทำให้ความหนาของโครงฝาลง อีกทั้งยังช่วยลดเวลาการผลิตฝาเนื่องจากทำงานได้ง่ายกว่าด้วยการลดขั้นตอนปิดแผ่นบุหน้า (Facing) การปิดฝาจีบลงบนขวดประกอบด้วย 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนแรก เครื่องปิดฝาจะกดให้ชั้นของสารเคลือบด้านในของฝาให้แนบสนิทกับขอบปากของขวดแก้ว นี่คือขั้นตอนสำคัญที่จะทำให้การปิดผนึกเป็นไปอย่างสมบูรณ์ ขั้นตอนที่สอง เป็นการยึดฝาให้แน่นกับปากขวดด้วยการกดจีบ (Crimp) บริเวณรอบฝาให้ตัวจีบครอบลงไปตามขอบบนสุดของปากขวดแก้ว การปิดฝาจีบทั้ง 2 ขั้นตอนจะสมบูรณ์แบบขึ้นอยู่กับการกดในขั้นตอนแรกและการปรับแรงกดจีบให้เท่ากันทุกจีบ ในขั้นตอนที่สองถ้ากดเบาไปการยึดเกาะจะไม่แน่นทำให้มีโอกาสรั่ว ถ้ากดหนักไปอาจทำให้ตัวจีบเสียหายและเป็นสาเหตุให้เกิดสนิมบริเวณจีบได้ง่ายนอกจากนั้น ยังต้องหมั่นตรวจสอบเส้นผ่าศูนย์กลางของอุปกรณ์กดจีบ (Crowning Head) ถ้าอุปกรณ์ใช้มาเป็นเวลานานพอสมควร เส้นผ่าศูนย์กลางจะใหญ่เกินไปหรือหลวมเกินไปทำให้กดจีบได้ไม่แน่น เส้นผ่าศูนย์กลางที่เหมาะสมของอุปกรณ์กดจีบควรมีค่า 28.7 ± 0.3 มม. 4.2ฝาตีเกลียว ฝาของขวดแก้วที่มีเกลียวอยู่ด้านในของฝานั้น อาจแบ่งเป็น 2 จำพวก คือ ฝาเกลียวสำเร็จรูปจะเป็นฝาที่ผู้ผลิตส่งฝาพร้อมเกลียวสำเร็จรูปในตัวฝา ส่วนฝาตีเกลียวเป็นฝาที่ยังไม่มีเกลียวในฝา แต่ผู้ปิดขวดหลังการบรรจุจุตีเกลียวในขั้นตอนที่ปิดฝา ในหัวข้อนี้จะขอกล่าวเฉพาะฝาชนิดที่เป็นฝาตีเกลียวเท่านั้น การปิดฝาแบบตีเกลียวจะสมบูรณ์แบบหรือไม่แปรผันตามตัวเกลียวที่อยู่บนขวดลักษณะของเกลียวปากขวดอย่างง่ายๆ สำหรับขวดแก้วทั่วไป ดังแสดงในรูป มิติของเกลียวดังกล่าวนี้ค่อนข้างจะเป็นมาตรฐาน แต่จะแตกต่างกันระหว่างขวดแก้วและขวดพลาสติก ในกรณีของฝาขวดแก้วมักจะเป็นฝาที่ทำจากสังกะสีชุบดีบุกหรือฝาอะลูมิเนียม ตัวฝาที่จะใช้ปิดจะไม่มีเกลียวเมื่อรับจากโรงงานผลิตฝา เครื่องปิดฝาจะกดให้ฝาแนบติดสนิทกับเกลียวของขวด ด้วยเหตุนี้ เกลียวของขวดแก้วจึงมีความสำคัญมากต่อการปิดฝาเกลียวแบบนี้ จากลักษณะการทำงานดังกล่าวจะพบว่าการปิดฝาแบบนี้ด้วยเครื่องจักรสามารถปิดได้ด้วยความเร็วสูงถึง 1200 ขวด/นาที ความสมบูรณ์ในการปิดฝาเกลียว นอกจากแปรผันตามลักษณะของเกลียวบนขวดแล้วยังแปรผันตามความสามารถในการกดฝาให้แนบสนิทเข้าไปกับตัวเกลียว ด้วยเหตุนี้ฝาประเภทนี้จึงมีชื่อเรียกภาษอังกฤษแปลได้ว่า กลิ้งโดยรอบ (Roll-On Cap) โดยมีลักษณะการทำงานแสดงไว้ในรูป 5.บรรจุภัณฑ์ไวน์ บรรจุภัณฑ์ที่ใช้กับไวน์มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี ในยุคแรกๆ อาจจะเป็นถุงทำด้วยหนังแกะ (Goatskin) หรือเครื่องปั้นดินเผา และพัฒนามาเป็นขวดแก้วและถุงในกล่อง (BIB_Bag-In-Box) ดังที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ 5.1 ขวดแก้ว ขวดแก้วบรรจุไวน์ ที่มา: http://www.stimulent.com/wine-bottle-photography.html ขวดแก้วที่ใช้กับไวน์จะมีรูปลักษณ์โดยเฉพาะสำหรับไวน์ที่บรรจุจากแต่ละแห่ง ความแตกต่างของรูปทรงมักจะแตกต่างกันที่คอขวดซึ่งมีความสูงต่ำแตกต่างกัน รูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะมักจะเป็นที่ยอมรับสำหรับไวน์แต่ละแหล่งผลิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปทรงของขวดไวน์ที่ผลิตจากประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน เช่น ฝรั่งเศสและเยอรมัน ส่วนประเทศผู้ผลิตไวน์หน้าใหม่ที่เริ่มผลิตไวน์มาไม่นานนักมักจะออกแบบรูปทรงขวดเน้นความสวยงามที่เตะตา ยกตัวอย่างเช่น ขวดไวน์Chianti ของอิตาลี ขวดไวน์Chianti ของอิตาลี นอกจากรูปทรงที่เห็นโดยทั่วไปแล้วบริเวณก้นขวดของสุราจะมีความแตกต่างกัน ถ้าพลิกเอาก้นของขวดไวน์ขึ้นมาดูจะพบว่า ก้นขวดไวน์มักจะมีหลุม บริเวณตรงกลางก้นของขวด การออกแบบก้นขวดในลักษณะแบบนี้ไม่ได้ทำเพื่อให้ดูมีปริมาณไวน์ภายในขวดมากขึ้น แต่อาจจะออกแบบเพื่อจุดมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ 1. ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้แก่ตัวขวด 2. ใช้เป็นยึดของนิ้วเวลาที่บริการใช้มือข้างเดียวยกเทจาก้นขวดเมื่อปริมาณไวน์ในขวดเหลือน้อย 3. ใช้เป็นบริเวณดักเก็บสิ่งสกปรกที่ตกค้างอยู่ในไวน์ เช่น เศษของคอร์กที่หลุดออกมาจากจุกขวด เป็นต้น สีของขวดแก้วเป็นอีกปัจจัยที่ใช้ในการออกแบบให้มีความหลากหลาย เริ่มตั้งแต่ขวดแก้วสีใสธรรมดาและขวดหลากสีซึ่งสามารถแยกออกมาเป็นขวดอำพัน สีเหลืองอ่อน-แก่ สีน้ำเงิน ขวดสีมีบทบาทในการถนอมไวน์ให้ยาวนานขึ้น ขวดสีเข้มจะป้องกันแสงได้ดีกว่าขวดสีใส อย่างไรก็ตามการตัดสินใจเลือกสีของขวดแก้ว ในทางปฏิบัติมักจะเลือกด้วยเหตุผลทางด้านการตลาด มากกว่าเหตุผลทางด้านถนอมอายุของไวน์ ขนาดของขวดไวน์ที่ใช้เป็นมาตรฐาน คือ ขวดขนาด 750 ซีซีหรือมิลลิลิตร ซึ่งถูกกำหนดโดยกลุ่มประเทศในยุโรป นอกจากขวดมาตรฐาน 750 มิลลิลิตรนี้แล้วยังมีการออกแบบผลิตขวดเพื่อการบรรจุขนาดต่างๆ เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคอีกหลายขนาดดังต่อไปนี้ ตารางที่ 5.1 ขนาดมาตรฐานของขวดไวน์ ปริมาณบรรจุ ขนาดเทียบเท่า จำนวนคนที่ดื่ม / หน่วย 187 มิลลิลิตร 1/4 ขวด 1 คน 375 มิลลิลิตร 1/2 ขวด 2 คน 500 มิลลิลิตร 2/3 ขวด 3 คนหรือน้อยกว่า 750 มิลลิลิตร ขวดมาตรฐาน 4 คนหรือน้อยกว่า 1.5 ลิตร 2 ขวด 8 คนหรือน้อยกว่า 3 ลิตร 4 ขวด 17 คนหรือน้อยกว่า 4.5/5 ลิตร 6/6+2/3 ขวด 25 - 28 คน 6 ลิตร 8 ขวด 34 คน 9 ลิตร 12 ขวด (1 ลัง) 50 คนหรือมากกว่า 12 ลิตร 16 ขวด 67 คนหรือมากกว่า 16 ลิตร 24 ขวด 112 คนหรือมากกว่า 5.2 จุกคอร์ก เมื่อกล่าวถึงจุกปิดฝาขวดไวน์ ทุกคนมักคิดถึงจุกคอร์ก แม้ว่าความกว้างหน้าทางเทคโนโลยีพลาสติกจะสามารถผลิตคอร์กเทียม (Artificial Cork) ได้ก็ตาม แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคงยอมรับจุกคอร์กมากกว่า ด้วยเหตุนี้จุกคอร์กซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่แยกไม่ได้จากขวดไวน์ ภายในเนื้อคอร์กประกอบด้วยเซลล์ขนาดเล็กรูปทรงปริซึม (Prism) แยกเป็นห้ามุม (Pentagonal) หรือหกมุม (Hexagonal) มีขนาดของเซลล์อยู่ในช่วง 0.010 - 0.45 มิลลิเมตร จำนวนของเซลล์ในเนื้อคอร์กมีมากถึง 40 ล้านเซลล์ต่อหนึ่งลูกบาศก์เซนติเมตร ภายในเนื้อคอร์กมีอากาศแทรกอยู่ 50% โดยปริมาณ ส่วนประกอบหลักของเนื้อคอร์กจะช่วยป้องกันอากาศภายนอกซึมผ่าน (Air Tight) และสกัดกั้นการซึมผ่านของความชื้น (Impermeable) นอกจากนี้ยังป้องกันการกัดกร่อนของแมลง ข้อดีอีกประการหนึ่งของจุกคอร์กคือ น้ำไม่สามารถละลายคอร์ก สมบัติเด่นของจุกคอร์ก มีดังนี้คือ - เป็นสารธรรมชาติ นำมาใช้ใหม่ได้ และเสื่อมสลายด้วยปฏิกิริยาชีวภาค - น้ำหนักเบา - ยืดหยุ่นได้ขณะเดียวกันป้องกันการซึมผ่าน -เป็นฉนวนอย่างดีต่อความร้อน การสั่นสะเทือนหรือแม้กระทั่งเสียง - ทนต่อการฉีดขาด จุกคอร์กสามารถแยกตามวัสดุที่ใช้ผลิตเป็น 2 ประเภท ประเภทแรก เป็นจุกที่ผลิตจากคอร์กธรรมชาติที่ตัดมาเป็นแผ่นๆ แล้วกด (Punch) ออกมาเป็นจุกตามขนาดที่ต้องการ จุกประเภทนี้มีราคาแพง จุกคอร์กประเภทนี้ยังสามารถแบ่งเกรดเป็นอีก 4 ระดับ A B C D โดยแบ่งตามขนาดของรูพรุนบนผิวคอร์ก รอยแตก รอยฉีกขาด และส่วนผสมของเปลือกที่ติดมากับคอร์ก เป็นต้น ประเภทที่สอง เป็นจุกที่ได้จากการขึ้นรูปของเศษคอร์ก (Granulate) ที่เหลือจากการอัดจุกคอร์กประเภทแรก ทำให้มีราคาถูกกว่าและใช้ปิดขวดไวน์ที่มีราคาถูก วิวัฒนาการทางเทคโนโลยีพลาสติกได้ผลิตคอร์กสังเคราะห์ (Synthetic Cork) ที่ทำจากพลาสติก นอกจากผลิตเป็นสีน้ำตาลคล้ายสีของคอร์กแล้ว ยังผลิตเป็นสีฉูดฉาดอื่นๆ เพื่อเจาะตลาดอื่นๆ เช่น ตลาดวัยรุ่นหรือตลาดกีฬา เป็นต้น พลาสติกที่ใช้ผลิตมีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับคอร์กธรรมชาติทุกประการแต่ที่ดีกว่าคือ ไม่ยุ่ยและขาดง่ายเหมือนคอร์กธรรมชาติพร้อมทั้งลดโอกาสที่จะเกิดจุกคอร์กเน่าเสียที่เกิดกับจุกคอร์กธรรมชาติ 5.3ถุงในกล่อง (BIB, Bag In box) การบรรจุแบบ BIB ได้รับความนิยมจนกลายมาเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ใช้กับไวน์มากที่สุดสาเหตุหนึ่งเกิดจากการลดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง นอกจากนี้ถุงนกล่องยังเป็นบรรจุภัณฑ์ทางเดียว (One-Way) ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการนำกลับ โครงสร้างของตัวถุงจะประกอบด้วยพลาสติกที่เคลือบชั้นไว้อย่างน้อย 3 ชั้น โดยมีพลาสติกชั้นหนึ่ง ทำหน้าที่ป้องกันการซึมผ่านของออกซิเจนเพื่อช่วยถนอมอายุของไวน์บริเวณมุมหรือขอบของถุงจะมีฝาเปิดปิดซึ่งกดแล้วไวน์จะไหลออกมาได้ ตัวอย่างของฝาที่เปิดปิดแบบนี้มักเห็นได้จากถังแช่น้ำแข็งโดยทั่วไป มีรายงานว่าระบบ BIB สามารถเก็บรักษาไวน์ได้นานถึง 6 เดือน ขนาดบรรจุของถุงในกล่องเริ่มจากขนาด 1.5 ลิตร ที่นิยมกันมากจะเป็นขนาด 5 ลิตร แต่ถ้าเป็นบรรจุภัณฑ์ขนส่งอาจจะมากถึง 200 ลิตร หรือ 1000 ลิตร ภาพลักษณ์ของไวน์ที่บรรจุในรูปแบบของถุงในกล่องไดรับการวางตำแหน่งสินค้าว่าเป็นไวน์ระดับล่างเพราะใช้ปริมาณเป็นจุดขาย อย่างไรก็ตามความนิยมของบรรจุภัณฑ์ประเภทนี้จะแปรเปลี่ยนตามรสนิยมของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ เช่น ในประเทศออสเตรเลียมียอดขายโดยปริมาตรสูงสุดถึง 52% ส่วนในสหรัฐยอดขายโดยปริมาตรมีเพียง 18% ตารางข้างล่างนี้ สรุปปริมาณการขายโดยปริมาตรของไวน์แบบถุงในกล่องในแต่ละประเทศ พร้อมทั้งอัตราการเจริญเติบโตของไวน์แบบถุงในกล่องของประเทศต่างๆ ตารางที่ 5.2 ยอดการจัดจำหน่ายไวน์บรรจุแบบ BIB และอัตราการเจริญเติบโตในแต่ละประเทศ ประเทศ % การจำหน่ายโดยปริมาตร % อัตราการเจริญเติบโต ออสเตรเลีย 52 5 สหรัฐอเมริกา 18 4 แคนาดา 15 7 สหราชอาณาจักร 10 6 ฝรั่งเศส 4 8 นอร์เวย์ 33 15 สวีเดน 17 22 6. บทสรุป ผลจากการเปิดเสรีในการผลิตสุราพื้นบ้านของรัฐบาลทำให้มีผู้ผลิตสุราพื้นบ้านทั่วประเทศในขณะนี้มีมากกว่าพันราย อุปสรรคร่วมอย่างหนึ่งของผู้ประกอบการในธุรกิจนี้ คือ ความรู้ทางด้านบรรจุภัณฑ์ บทความนี้นำเสนอความรู้พื้นฐานของบรรจุภัณฑ์สำหรับพื้นบ้าน โดยเริ่มจากการแบ่งประเภทของสุรา ทำการเปรียบเทียบสุราไทยกับสุราจีน ซึ่งสามารถจำแนกได้ด้วยปริมาณแอลกอฮอล์หรือกระบวนการผลิต สำหรับบรรจุภัณฑ์สุราพื้นบ้านที่ใช้ในเมืองไทยมักจะเป็นขวดใช้แล้วนำกลับมาใช้ใหม่ ด้วยเหตุนี้การออกแบบฉลากของขวดที่เหมือนกันนี้มีความจำเป็นมากที่จะสร้างความแตกต่างและสร้างสิ่งจูงใจให้ซื้อ นอกเหนือจากขวดและฉลาก ฝาของขวด และวิธีการบรรจุมีบทบาทอย่างมากต่อการถนอมรักษาสุราพร้อมทั้งป้องกันสุราระเบิดระหว่างจัดส่ง ใน 2 หัวข้อสุดท้ายได้แนะนำให้รู้จักบรรจุภัณฑ์ไวน์และบรรจุภัณฑ์รูปแบบที่มีอัตราการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง คือ ถุงในกล่องหรือBIB ขวดไวน์ที่ใช้กันอยู่ทั่วโลกสามารถแยกเป็น 2 ประเภทคือ ไวน์ที่ผลิตจากประเทศประวัติศาสตร์ยาวนาน เช่น ฝรั่งเศส และเยอรมัน เป็นต้น ขวดไวน์จากประเทศเล่านี้จะมีรูปทรงมาตรฐานเป็นที่ยอมรับและจำได้จากนักดื่มไวน์ทั่วโลก ส่วนขวดไวน์ที่บรรจุไวน์จากประเทศที่มีประวัติศาสตร์สั้นกว่า เช่น อิตาลี สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และชิลี จะมีรูปทรงที่แปลกใหม่กว่าโดยไม่มีมาตรฐานใดๆ จุกคอร์กซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของไวน์ก็ได้วิวัฒนาการมาเป็นจุกคอร์กพลาสติกที่ค่อยๆคืบคลานมาแย่งตลาดของคอร์กจากธรรมชาติ ส่วนบรรจุภัณฑ์แบบถุงในกล่องยังคงมีอนาคตที่สดใส โดยมีอัตราการเจริญเติบโตโดยเฉลี่ยประมาณ 10% ต่อปี แปรตามความนิยมในประเทศต่างๆ กลับสู่เมนูหลัก
Increase Shelf Space by New Design
Acerola fruit is edible and widely consumed because it has very high vitamin C. Acerola Drink is a fruit-based beverage made from acerola fruit from Brazil. The product had been in existence for 20 years and lost it freshness in the rapidly changing market. Specifically, it was confronted with the following two problems. 1) Aging Customer Base 2) Decreasing Retail Presence We transformed the product from an ordinary beverage onto a "Daily Beauty Drink for women in their 20s". With the new design, by motivating the internal audience and the trade partners, we successfully helped our client increase shelf space for Acerola Drink by 240% year-on-year.
สมัครสมาชิก

สนับสนุนโดย / Supported By

  • บริษ้ท มาเรล ฟู้ดส์ ซิสเท็ม จำกัด จัดจำหน่ายเครื่องจักรและอุปกรณ์การแปรรูปอาหาร เช่น ระบบการชั่งน้ำหนัก, การคัดขนาด, การแบ่ง, การตรวจสอบกระดูก และการประยุกต์ใช้ร่วมกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ พร้อมกับบริการ ออกแบบ ติดตั้ง กรรมวิธีการแปรรูปทั้งกระบวนการ สำหรับ ผลิตภัณฑ์ ปลา เนื้อ และ สัตว์ปีก โดยมีวิศวกรบริการและ สำนักงานตั้งอยู่ที่กรุงเทพ มาเรล เป็นผู้ให้บริการชั้นนำระดับโลกของอุปกรณ์การแปรรูปอาหารที่ทันสมัย​​ครบวงจรทั้งระบบ สำหรับอุตสาหกรรม ปลา กุ้ง เนื้อ และสัตว์ปีก ต่างๆ เครื่องแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์ปีก Stork และ Townsend จาก Marel อยู่ในกลุ่มเครื่องที่เป็นที่ยอมรับมากที่สุดในอุตสาหกรรม พร้อมกันนี้ สามารถบริการครบวงจรตั้งแต่ต้นสายการผลิตจนเสร็จเป็นสินค้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับทุกความต้องการของลูกค้า ด้วยสำนักงานและบริษัทสาขามากกว่า 30 ประเทศ และ 100 เครือข่ายตัวแทนและผู้จัดจำหน่ายทั่วโลก ที่พร้อมทำงานเคียงข้างลูกค้าเพื่อขยายขอบเขตผลการแปรรูปอาหาร Marel Food Systems Limited. We are supply weighing, grading, portioning, bone detection and software applications as well as complete turn-key processing solutions for fish, meat and poultry. We have service engineer and office in Bangkok. Marel is the leading global provider of advanced food processing equipment, systems and services to the fish, meat, and poultry industries. Our brands - Marel, Stork Poultry Processing and Townsend Further Processing - are among the most respected in the industry. Together, we offer the convenience of a single source to meet our customers' every need. With offices and subsidiaries in over 30 countries and a global network of 100 agents and distributors, we work side-by-side with our customers to extend the boundaries of food processing performance.
  • We are well known for reliable, easy-to-use coding and marking solutions which have a low total cost of ownership, as well as for our strong customer service ethos. Developing new products and a continuous programme of improving existing coding and marking solutions also remain central to Linx's strategy. Coding and marking machines from Linx Printing Technologies Ltd provide a comprehensive solution for date and batch coding of products and packaging across manufacturing industries via a global network of distributors. In the industrial inkjet printer arena, our reputation is second to none. Our continuous ink jet printers, laser coders, outer case coders and thermal transfer overprinters are used on production lines in many manufacturing sectors, including the food, beverage, pharmaceutical, cosmetics, automotive and electronic industries, where product identification codes, batch numbers, use by dates and barcodes are needed. PTasia, THAILAND With more than 3,700 coding, marking, barcode, label applicator, filling, packing and sealing systems installed in THAILAND market. Our range is includes systems across a wide range of technologies. To select the most appropriate technology to suit our customers. An excellent customer service reputation, together with a reputation for reliability that sets standards in the industry, rounds off the PTAsia offering and provides customers with efficient and economical solutions of the high quality. Satisfyingcustomers inTHAILAND for 10 years Our 1,313 customers benefit from our many years of experience in the field, with our successful business model of continuous improvement. Our technical and service associates specialise in providing individual advice and finding the most efficient and practical solution to every requirment. PTAsia extends its expertise to customers in the food, beverage, chemical, personal care, pharmaceutical, medical device, electronics, aerospace, military, automotive, and other industrial markets.
  • วิสัยทัศน์ของบริษัท คือ การอยู่ในระดับแนวหน้า "ฟอร์ฟร้อนท์" ของเทคโนโลยีประเภทต่างๆ และนำเทคโนโลยีนั้นๆ มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมและกระบวนการผลิตในประเทศไทย เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของลูกค้า บริษัท ฟอร์ฟร้อนท์ ฟู้ดเทค จำกัด เชื่อมั่นและยึดมั่นในอุดมการณ์การดำเนินธุรกิจ กล่าวคือ จำหน่าย สินค้าและให้บริการที่มีคุณภาพสูง ซึ่งเหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า ด้วยความซื่อสัตย์และความตรงต่อเวลา เพื่อการทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จร่วมกันระยะยาว Our vision is to be in the "forefront" of technology in its field and suitably apply the technology to industries and production in Thailand for customers' utmost benefits. Forefront Foodtech Co., Ltd. strongly believes in and is committed to our own business philosophy which is to supply high quality products and service appropriately to each customer's requirements with honesty and punctuality in order to maintain long term win-win business relationship. Forefront Foodtech Co., Ltd. is the agent company that supplies machinery and system, install and provide after sales service as well as spare parts. Our products are: Heinrich Frey Maschinenbau Gmbh, Germany: manufacturer of vacuum stuffers and machinery for convenient food Kronen GmbH, Germany: manufacturer of machinery for vegetable and fruits from washing to packing Nock Fleischerei Maschinenbau GmbH, Germany: manufacturer of skinning machines, membrane skinning machine, slicers and scale ice makers K + G Wetter GmbH, Germany: manufacturer of grinders and bowl cutters Ness & Co. GmbH, Germany: manufacturer of smoke chambers, both stand alone and continuous units Dorit DFT GmbH, Germany: manufacturer of tumblers and injectors Maschinenfabrik Leonhardt GmbH, Germany: manufacturer of dosing and filling equipment