News and Articles

อย. ร่วมกับ เทสโก้ โลตัส เปิดตัวโครงการ “กินฉลาด ต้องอ่านฉลาก หวาน มัน เค็ม”

อย. ร่วมกับ เทสโก้ โลตัส เปิดตัวโครงการ “กินฉลาด ต้องอ่านฉลาก หวาน มัน เค็ม”


หมวดหมู่: ข่าวการตลาด [ข่าวในวงการอาหาร]
วันที่: 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

อย. ร่วมกับ เทสโก้ โลตัส เปิดตัวโครงการ “กินฉลาด ต้องอ่านฉลาก หวาน มัน เค็ม” ติวเข้มวิธีอ่านฉลากอาหาร ให้ผู้บริโภค อย. จับมือ เทสโก้ โลตัส จัดโครงการ “กินฉลาด ต้องอ่านฉลาก หวาน มัน เค็ม” เดินหน้าให้ความรู้แก่ผู้บริโภค ในการอ่านฉลากหวาน มัน เค็ม (ฉลากโภชนาการแบบ จีดีเอ) ตั้งเป้าให้ผู้บริโภค 6 ล้านคน รู้ เข้าใจ นำไปใช้เป็นเครื่องมือเลือกซื้อ เลือกบริโภคอาหารได้อย่างเหมาะสมใน 3 เดือน ดีเดย์ วันนี้ (9 ก.พ. 2555)

อย. ร่วมกับ เทสโก้ โลตัส เปิดตัวโครงการ “กินฉลาด ต้องอ่านฉลาก หวาน มัน เค็ม”

ยกขบวนคาราวานติดอาวุธทางปัญญาให้ผู้บริโภค ในเขตกรุงเทพ ฯ ปริมณฑล ก่อนเดินสายทั่วประเทศเร็ว ๆ นี้ นพ. พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา พร้อมด้วย คุณพรเพ็ญ นาถพิริยรัตน์ รองประธาน กรรมการแผนกกฎหมายการค้าและเทคนิค เทสโก้ โลตัส ร่วมกันแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดย นพ. พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการ ฯ อย. กล่าวว่า จากการที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาภาวะโภชนาการในประเทศไทย โดยออกกฎหมายกำหนดให้แสดงค่าพลังงาน น้ำตาล ไขมัน และโซเดียมในรูปแบบฉลากหวาน มัน เค็ม หรือ จีดีเอ กับขนมขบเคี้ยว 5 ชนิด ได้แก่ มันฝรั่งทอด (potato chip) หรืออบกรอบ ข้าวโพดคั่วทอดหรืออบกรอบ ข้าวเกรียบหรืออาหารขบเคี้ยวชนิดอบพอง ขนมปังกรอบหรือแครกเกอร์ หรือบิสกิต และเวเฟอร์สอดไส้ ซึ่งประกาศ ฯ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 24 สิงหาคม 2554 นั้น ขณะนี้มีขนมขบเคี้ยวที่มีฉลากหวาน มัน เค็ม หรือ จีดีเอ มากกว่า 200 รายการ จัดจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าและร้าน สะดวกซื้อ ซึ่งผู้ผลิต/ผู้นำเข้าอาหารกลุ่มดังกล่าวที่มีอยู่ก่อนวันที่ประกาศ ฯ ใช้บังคับ ต้องปฏิบัติตามประกาศตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2555 และให้ใช้ฉลากเดิมที่เหลืออยู่ได้ไม่เกินวันที่ 24 สิงหาคม 2555 ดังนั้น อาหารดังกล่าวที่มีการจำหน่าย หลังวันที่ 24 สิงหาคม 2555 จะต้องมีฉลากอาหารที่ถูกต้องทุกกรณีตามประกาศฯ กำหนดไว้ และเพื่อเป็นการเตรียมความ พร้อมให้ผู้บริโภค อย. ได้เร่งประชาสัมพันธ์ให้ความรู้กับผู้บริโภคทั่วประเทศ

โดยล่าสุดได้ร่วมมือกับห้างเทสโก้ โลตัส จัดโครงการ “กินฉลาด ต้องอ่านฉลาก หวาน มัน เค็ม” ซึ่งมีกิจกรรมให้ผู้บริโภคที่มาจับจ่ายซื้อสินค้าภายในห้าง และนักเรียน ในโรงเรียนได้มีส่วนร่วม และได้รับความรู้เกี่ยวกับการอ่านฉลากหวาน มัน เค็ม หรือฉลากจีดีเอ รวมถึงทราบวิธีคิด คำนวณหาค่าสารอาหารที่แสดงบนฉลาก ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการเลือกซื้อเลือกบริโภค อาหารที่เหมาะสมกับสุขภาพได้ โดยกิจกรรมดังกล่าวจะจัด ณ ห้างเทสโก้ โลตัส และโรงเรียนในเขตกรุงเทพ ฯ และปริมณฑล จำนวน 50 แห่ง และจะเดินสายให้ความรู้กับผู้บริโภคในส่วนภูมิภาคต่อไป ทั้งนี้ อย. ตั้งเป้าหมายให้ผู้บริโภค 6 ล้านคน มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมใน 3 เดือน ทางด้าน คุณพรเพ็ญ นาถพิริยรัตน์ รองประธานกรรมการแผนกกฎหมายการค้าและเทคนิค เทสโก้ โลตัส กล่าวว่า กิจกรรมในครั้งนี้ เทสโก้ โลตัส มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งในการสนับสนุนกิจกรรมของทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและ ยา โดยจัดสรรพื้นที่ในการจัดกิจกรรมโรดโชว์ไปตามสาขาของเราจำนวน 32 สาขา เริ่มตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ - 18 มีนาคม 2555 นอกจากนี้ อย. ยังให้เกียรติเข้าร่วมโครงการ “สุขภาพดี ชีวิตดี กับเทสโก้ โลตัส” ซึ่งเป็นโครงการที่เทสโก้ โลตัส ได้จัด ขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ด้วยนโยบายที่ชัดเจนในการส่งเสริมให้คนไทยได้ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น

โครงการดังกล่าวมี เป้าหมายในการเชิญชวนให้ลูกค้าและผู้บริโภค 6 ล้านคนเข้าร่วมกิจกรรม โดยมีแผนในการจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ เคลื่อนที่ทั่วประเทศเป็นเวลา 3 เดือน ทั้งนี้ กิจกรรมจะสามารถเข้าถึงชุมชนและสถานที่ออกกำลังกายกว่า 300 ชุมชน ทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการร่วมมือระหว่างภาครัฐฯ และเอกชนอย่าง อย. และเทสโก้ โลตัส ในการสร้างความ ตระหนัก และความเข้าใจถึงความสำคัญของฉลากหวาน มัน เค็ม หรือ จีดีเอ ในกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น



ข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
CPF เชื่อปีหน้ายอดขายก้าวกระโดดโต 50%
CPF เชื่อปี 2555 ยอดขายก้าวกระโดดโต 50% ยืน 3 แสนล้านบาท จากปกติยอดขายโตปีละ 10-15% หลังผู้ถือหุ้นอนุมัติซื้อหุ้น CPP 18 ม.ค.นี้ ขยับงบลงทุนเป็น 12,000 ล้านบาท จากงบลงทุนปกติที่ปีละประมาณ 8,000-10,000 ล้านบาท นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF กล่าวว่า ปี 2555เป็นปีที่บริษัทจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากการเข้าซื้อหุ้นของบริษัท ซี.พี.โภคภัณฑ์ จำกัด (C.P. Pokphand Co., Ltd.) หรือ CPP ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ที่ดำเนินธุรกิจทั้งในประเทศจีน และธุรกิจในประเทศเวียดนาม (C.P.Vietnam Corporation หรือ CPV) ทำให้บริษัทตั้งเป้ายอดขายประมาณ 3 แสนล้านบาท เติบโต 50% จากปีนี้ที่ประมาณ 2 แสนล้านบาท ทั้งนี้ การเข้าซื้อธุรกิจในฮ่องกงครั้งนี้ จะทำให้บริษัทเป็นหนึ่งในบริษัทจดทะเบียนชั้นนำในประเทศไทย ในธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งมีการดำเนินธุรกิจครอบคลุมไปสู่ 14ประเทศทั่วโลก รองรับการบริโภคของประชากรกว่า 3,000 ล้านคน โดยเป็นประชากรจากจีน และเวียดนาม ประมาณ 1,400 ล้านคน เป็นจากเดิมที่ดำเนินธุรกิจครอบคลุม 12 ประเทศทั่วโลก รองรับการบริโภคของประชากรเพียง 1,500 ล้านคน อย่างไรก็ตาม การเข้าซื้อ CPP จะต้องรอขออนุมัติจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทที่จะจัดขึ้นในวันที่ 18 มกราคม 2555 ก่อน ซึ่งเมื่อได้รับการอนุมัติงบลงทุนของบริษัทจะเพิ่มเป็น 12,000 ล้านบาทต่อปี จากปกติที่มีการลงทุนปีละ 8,000-10,000 ล้านบาท แต่หากไม่ได้รับการอนุมัติ บริษัทก็ยังคงมีการเติบโตในระดับปกติ ที่โดยเฉลี่ยจะมียอดขายโตประมาณ 10-15% ต่อปี ส่วนกรณีที่สหภาพยุโรป (EU) จะพิจารณาทบทวนนำเข้าผลิตภัณฑ์ไก่สด (ไก่ดิบ และไก่สดแช่แข็ง) จากไทยอีกครั้งภายในปี 2555 หลังจากที่ EU ได้ระงับการนำเข้าไก่สดจากไทยตั้งแต่ปี 2546 เป็นผลจากการระบาดของไข้หวัดนกในประเทศไทย จนทำให้หลายประเทศประกาศห้ามนำเข้าไก่สดจากไทย รวมถึงสภาพยุโรป ถือว่าเป็นข่าวดีกับอุตสาหกรรมไก่ในประเทศไทย ซึ่งเมื่อมีการกลับมาส่งออกอีกครั้งทั้งในสหภาพยุโรป และญี่ปุ่น น่าจะส่งผลให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น สำหรับกรณีที่ประเทศรัสเซียเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) โดยรวมแล้วเป็นบวกต่อรัสเซีย ทำให้ประเทศยิ่งมีความมั่นคง รวมถึงทำให้การค้าดีขึ้น ซึ่งบริษัทมีการลงทุนในรัสเซียมาแล้ว 2-3 ปี ทั้งในส่วนของธุรกิจโรงงานอาหารสัตว์ และธุรกิจแปรรูปสุกร นายอดิเรก กล่าวว่า จากกลยุทธ์ที่ทาง CPFตั้งเป้าหมายที่จะเป็นครัวอาหารของโลก เป็นบริษัทระดับโลก ดังนั้น เทคโนโลยีสารสนเทศหรือไอทีจึงเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนให้ก้าวสู่เป้าหมาย ซึ่งทางบริษัทก่อตั้งบริษัท ซีพีเอฟ ไอทีเซ็นเตอร์ จำกัด โดยมีทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท ขึ้นมาเพื่อดูแลระบบโครงสร้างพื้นฐานทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ของบริษัทในเครือ CPF ทั้งหมดที่มีกว่า 100 บริษัท โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ใช้งบลงทุนด้านระบบไอทีไปแล้วกว่า 2 พันล้านบาท โดยในแต่ละปีมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องที่ปีละประมาณ 200-300 ล้านบาท เพื่ออัพเดทระบบไอทีให้ทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป หน่วยงานนี้มีทีมงานอยู่ประมาณ 400 คน ซึ่งต้องคอยดูแลตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานไปจนถึงการพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้นใช้ภายในองค์กรนำระบบไอทีเข้ามาช่วยในการทำงานแทบจะทุกกระบวนการดำเนินธุรกิจ ทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ดีขึ้น รวมถึงลดต้นทุนต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะเห็นได้จากยอดขายและกำไรที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง "ระบบไอทีได้เข้าเกี่ยวข้องกับบุคลากรในเครือกว่า 8 หมื่นคน เข้ามาช่วยในการทำงานแทบจะทุกกระบวนการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต งานในส่วนบริการ การตลาด จนถึงตัวลูกค้า ซึ่งทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีขึ้น รวมถึงลดต้นทุนต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะเห็นได้จากยอดขายและกำไรที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง หากดูจากยอดขายที่กว่า 2 แสนล้านบาทเทียบกับงบไอทีประมาณ 200-300 ล้านบาทถือว่าคุ้มค่ามาก" นายประเดิม โชติศุภราช รองกรรมการผู้จัดการบริหาร สายงานเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบงาน CPF ดูแล บริษัท ซีพีเอฟ ไอทีเซ็นเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ซีพีเอฟ ไอที เซ็นเตอร์ สามารถผลักดันการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์และการให้บริการด้านสารสนเทศ จนสามารถคว้ามาตรฐาน CMMI ML5 (Capability Maturity Model Integration Maturity Level 5) ที่ทางสถาบัน Software Engineering Institute (SEI) แห่งมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน สหรัฐอเมริกาได้พัฒนาขึ้น ให้แก่กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา เป็นมาตรฐานระดับสูงสุดในการปรับปรุงคุณภาพซอฟต์แวร์ให้มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ซีพีเอฟ ไอที เซ็นเตอร์ ถือเป็นบริษัทรายแรกและรายเดียวในประเทศไทย และถือเป็นรายที่ 18 ของโลก ที่ได้รับการรับรองด้วยมาตรฐานใหม่ล่าสุด CMMI-DEV version 1.3 ซึ่งประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิถุนายน 2554 ที่ผ่านมา ขณะเดียวกันบริษัทยังสามารถผ่านการตรวจประเมินเพื่อรับรองมาตรฐาน ISO27001:2005 หรือระบบบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศ (Information Security Management System-ISMS) จาก BSI Group (Thailand) จำกัด ซึ่งสะท้อนมาตรฐานและขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ดีที่บริษัทดำเนินการมาตลอด ที่มา http://www.kaohoon.com/daily/index.php?option=com_content&view=article&id=17026&Itemid=121
อ ย. ยันไม่มีการนำเข้านมผง ปนเปื้อนเชื้อทำทารกเสียชีวิต
อย. ยืนยัน ไม่มีการนำเข้านมผงเอนฟามิลชนิดที่เป็นข่าวว่าอาจปนเปื้อนเชื้อทำทารกสหรัฐเสียชีวิต คลายกังวล พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ผลิตภัณฑ์นมผงสำหรับทารกสูตร Enfamil Premium Newborn Infant Formula รุ่น ZP1K7G ที่มีรายงานข่าวว่าเป็นนมที่ใช้เลี้ยงทารกในสหรัฐอเมริกาและอาจปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์เอ็นเทอร์โรแบคเตอร์ ซากาซากิ (Enterobacter sakazakii) จนเป็นเหตุให้ทารก 1 ราย เสียชีวิต อย. ตรวจสอบแล้วไม่ได้มีการนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย โดยผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ที่นำเข้ามาจากประเทศสหรัฐอเมริกา มีเพียง 3 ชนิด ได้แก่ อาหารสำหรับเสริม นมแม่ของทารกคลอดก่อนกำหนด (อาหารทางการแพทย์) นมดัดแปลงสำหรับทารกเสริมธาตุเหล็กชนิดน้ำ และนมดัดแปลงสำหรับทารกชนิดน้ำ ในปี 2554 อย. ได้เก็บตัวอย่าง 50 ตัวอย่าง ผลการตรวจวิเคราะห์ไม่พบการปนเปื้อนจุลินทรีย์เอ็นเทอร์โรแบคเตอร์ ซากาซากิซึ่งเป็นแบคทีเรียในสกุลEnterobacterอยู่ในกลุ่มโคลิฟอร์ม (coliform) เป็นจุลินทรีย์ก่อโรค (pathogen) ซึ่งเป็นอันตรายในอาหาร ประเภทอันตรายทางชีวภาพ (biological hazard) ภญ.ศรีนวล กรกชกร รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า กรณีทางการรัฐมิสซูรี ประเทศสหรัฐอเมริกา พบเด็กแรกเกิดจำนวน 2 ราย เข้ารับการรักษาด้วยอาการติดเชื้อเอ็นเทอร์โรแบคเตอร์ ซากาซากิ (Enterobacter Sakazakii หรือ Cronobacter Sakazakii) ซึ่งเชื้อดังกล่าวทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองหรือไขสันหลังอักเสบติดเชื้อในกระแสโลหิต ลำไส้ติดเชื้อชนิดเนื้อตาย จุลินทรีย์นี้ยังทำให้เกิดความเจ็บป่วยในคนทุกกลุ่มอายุ โดยเฉพาะทารกอายุน้อยกว่า 28 วัน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงเนื่องจากกระเพาะอาหารของทารกมีปริมาณกรดต่ำกว่าผู้ใหญ่ จึงเป็นปัจจัยสำคัญทำให้เชื้ออยู่รอดและเกิดการติดเชื้อได้ ซึ่งต่อมาทารก 1 รายได้เสียชีวิต โดยทารกทั้ง 2 ราย ได้รับการเลี้ยงดูด้วยอาหารดัดแปลงสำหรับทารก Enfamil Premium Newborn Infant Formula รุ่น ZP1K7G ซึ่งผลิตโดยบริษัท Mead Johnson Nutrition รองเลขาธิการฯ อย. กล่าวต่อไปว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เมื่อได้ทราบข่าว จึงได้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์ของบริษัท มี๊ด จอห์นสัน นิวทรีชัน (ประเทศไทย) จำกัด พบว่า ผลิตภัณฑ์นมผง Enfamil Premium Newborn Infant Formula รุ่น ZP1K7G ไม่ได้มีการนำเข้ามาจำหน่ายโดยผลิตภัณฑ์นมผงสำหรับทารกของบริษัทฯ ที่มีวางจำหน่ายในประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ที่สำหรับทารกสูตรในประเทศไทยผลิตขึ้นในประเทศ โดยการนำเข้าวัตถุดิบมาจากประเทศออสเตรเลีย และมาเลเซีย ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ที่นำเข้ามา จากประเทศสหรัฐอเมริกามีเพียง 3 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ อาหารสำหรับเสริมนมแม่ของทารกคลอดก่อนกำหนด (อาหารทางการแพทย์) เลขสารบบอาหาร 10-3-13344-1-0036 นมดัดแปลงสำหรับทารกเสริมธาตุเหล็กชนิดน้ำ เลขสารบบอาหาร 11-3-02723-1-0083 และนมดัดแปลงสำหรับทารกชนิดน้ำ เลขสารบบอาหาร 11-3-02723- 1-0090 นอกจากนี้ อย. ได้กำหนดให้เชื้อเอ็นเทอร์โรแบคเตอร์ ซากาซากิ เป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคที่จะต้องตรวจสอบเฝ้าระวังหากตรวจพบการปนเปื้อนของเชื้อนี้เข้าลักษณะเป็นอาหารผิดมาตรฐาน ซึ่งผู้ผลิต นำเข้าเพื่อจำหน่าย หรือจำหน่าย มีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท รวมทั้งยังกำหนดให้มีการตรวจสอบเฝ้าระวังให้มีความครอบคลุมโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์นมผงดัดแปลงสำหรับทารก (สำหรับช่วงอายุ 0-12 เดือน) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับกลุ่มเสี่ยง รองเลขาธิการฯ อย. กล่าวในตอนท้ายว่า อย. ได้เก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์อาหารประเภทนมดัดแปลงสำหรับทารกฯ ตามแผนเฝ้าระวังความปลอดภัยด้านอาหาร ปี พ.ศ. 2554 จำนวน 50 ตัวอย่าง ผลการตรวจวิเคราะห์ ไม่พบการปนเปื้อนจุลินทรีย์ เอ็นเทอร์โรแบคเตอร์ ซากาซากิ ทั้งนี้ อย. แนะพ่อ แม่ ผู้ปกครอง ควรเลือก ซื้อผลิตภัณฑ์จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ได้รับเครื่องหมาย อย. มีวัน เดือน ปีที่หมดอายุ สะอาด มีการจัดเก็บอย่างเหมาะสม และระมัดระวังความสะอาดในการชงนม โดยให้ชงเฉพาะปริมาณที่พอดีสำหรับทารกดื่มในแต่ละครั้ง เพราะนมที่ผสมแล้วจะเสียได้ง่ายหรือหากใช้อุปกรณ์และน้ำที่ไม่สะอาดในการชงนมก็อาจมีการปนเปื้อนของเชื้อ เมื่อตั้งทิ้งไว้เชื้อที่มีการปนเปื้อนจะเจริญและเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค วันที่ 23 ธันวาคม 2554 ข่าวแจก 25 / ปีงบประมาณ พ.ศ. 2555
การแปรรูปสมุนไพรเพื่อการพาณิชย์
งานอบรม “การแปรรูปสมุนไพรเพื่อการพาณิชย์” 12มิถุนายน 2556 ณ ศูนย์เรียนรู้เทคโนโลยีการอบแห้งแบบพ่นฝอย ผู้บรรยายโดย นายแพทย์เปรม ชินวันทนานนท์ ประธานฝ่ายพัฒนาภูมิปัญญาไทย มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร มีประสบการณ์ในการวิจัยพัฒนาและผลิตสินค้าด้วยสมุนไพรกว่า 30 ปี วัตถุประสงค์ของการพัฒนาสมุนไพร 1. ความจำเป็นพื้นฐาน “ช่วงสงครามไม่มียาใช้ สมัยรัฐจอมพล ป. พิบูลสงคราม เราจำเป็นต้องผลิตสมุนไรไทยให้มากขึ้น เราไม่มียาต่างประเทศเพียงพอ” 2. ลดดุลการค้า “ใช้สมุนไพรไทยทดแทนยาจากต่างประเทศ ช่วงวิกฤตเศรษฐ์กิจต้มยำกุ้ง พญายอ แทนยาต่างประเทศ รักษาเริม,งูสวัด พญายอต้นทุน10บาท ยาต่างประเทศหลอดละ30บาท” 3. พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย ตอบสนองต่อความต้องการ “นอกจากยาแล้วยังเป็นเครื่องดื่ม ต้องตกลงกับหมอในโรงพยาบาล เอาสมุนไพรมาใช้ ทุกคนตกลงเพราะว่าการเงินของโรงพยาบาลอยู่ในช่วงวิกฤต แต่บางกลุ่มก็ยังไม่ยอมรับ โดยผลิตเครื่องดื่ม มะขามป้อม หว่านหาง สมอไทย อันชัน มะตูม ลูกยอ เป็นตัวนำร่องมาก่อน เวลาประชุม ไม่ใช่น้ำกาแฟ เปลี่ยนเป็นน้ำสมุนไพร พอเขาติดใจรสชาติ เขาก็อยากเอามาใช้ ทั้งยังไปแจกงานต่างๆ งานกาชาด แจกผู้ใหญ่เพื่อดึงคนเขามาให้รู้จักอภัยภูเบศร” 4.สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน “ช่วงแรกไม่ค่อยมีคนสนใจเท่าไหร่ เดิมปลูกต้นไม้สวยงาม ถามว่าจะได้เงินเพิ่มขึ้นไหม เราก็บอกเขาว่า เรามาเรียนรู้ด้วยกัน เขาปลูกเรารับซื้อ ใช้นักวิชาการให้ความรู้แก่เขา ใช้เวลาอย่างน้อย2ปี ต้องปรับเปลี่ยนสภาพพื้นที่ มีน้อยคนที่จะยอมหันมาทำเกษตรอินทรีย์ แต่หลังจากเห็นครอบครัวที่ทำประสบความสำเร็จก็หันมาทำกันมากขึ้น ทำไปทำมาไปตายเพราะเกิดปัญหาปุ๋ยที่ไปซื้อเค้า ไม่ได้ผลิตเอง เราจะอยู่ได้ครบวงจรต้องผลิตเอง ทั้งปุ๋ย ทั้งยาฆ่าแมลง สร้างโครงการสีเขียว ทุกวันนี้มีทั้งภาคเหนือ กลางใต้ อีสาน10กว่าจังหวัด” 5. พัฒนาผลิตภัณฑ์สู่สากลผลิต “ตัวแรกไปขายต่างประเทศคือ ยอ ที่ประเทศออสเตรเลีย กระทิงแดงก็ไปเป็นที่แรก เพราะเข้าง่าย หากเข้าได้ไปแถบEUได้หมด” 6. เสริมการแพทย์กระแสหลัก “คนเราเจ็บป่วยเพราะอาหารการกิน การอยู่ อาหารให้ครบ5หมู่ ตำรับไทยบอกว่าให้กินข้าวกล้องเป็นหลัก กินผักผลไม้หลากสี หลากรส กินปลา ไม่ให้กินซ้ำ เปลี่ยนไปตามฤดูกาล ใจสงบไม่เครียด ออกกำลังกาย เครียดไม่สงบก็เป็นเบาหวานได้ น้ำไม่พอทำให้เกิดปัญญาระบบทางเดิน สูดอากาศไม่บริสุทธิ์ ระบบประสาท ระบบหายใจ ไหลเวียนโลหิต ธาตุไฟคือชีวิต หากไม่สมดุล ระบบตับ ไหลเวียนไม่ดี เราป่วย เพราะธาตุ4ขาดความสมดุล ขาดความสัมพันธ์ คือหลักทั่วๆไป ส่วนวิทยาศาสตร์บอกว่า ป่วยเพราะเนื่องจากภูมิคุ้มกันบกพร่อง อนุมูลอิสระมีมาก เราไม่สามารถทำลายได้ ทางตะวันตกบอกว่าที่เราป่วยเพราะมีเชื้อเข้าไป แต่จริงๆแล้วเชื้อในร่างกายเรามีเชื้ออยู่แล้ว ในลำไส้ ในปาก เต็มไปหมด ทำไมเราไม่ป่วย ที่ไม่ป่วยเพราะเรามีภูมิคุ้มกันดี สมุนไพรไปช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันได้ และถ้าเราจิตใจสงบด้วย สุขภาพก็จะดี สมุนไพรส่วนใหญ่มีตัวต้านอนุมูลอิสระ ยาแก้ไออภัยภูเบศร มีงานวิจัย ไปเสนอโปรตุเกสได้ผลดี ปีพ.ศ.2526รามาวิจัยเสนออเมริกา พะยายอแก้เริม,งูสวัด ไปรักษาโรคมะเร็งลำคอ มีตีพิมพ์ในวารสาร” การควบคุมคุณภาพ “มาตราหลักคือ2Gได้แก่GAP(Good Agricultural Practices),GHPGood Hygiene Practices สิ่ง สำคัญคือเเหล่งปลูก ดิน กรด ด่าง ภูมิอากาศ น้ำ ต้องลงไปตรวจตั้งแต่ต้น พันธุ์พืชต้องเป็นพันธุ์ที่ให้สาระสำคัญมาก อย่างขมิ้นทางใต้ เปล้าน้อยของหัวหิน หรือประจวบคีรีขันธ์ ปุ๋ยเป็นสิ่งสำคัญมาก ต้องทำเองปุ๋ยมูลสัตว์ หรือชีวภาพก็ได้ เกษตรอินทรีย์ถ้าไม่ทำเองจะหมดเงินสารกำจัดศัตรูพืชต้องเป็นสารอินทรีย์ ใช้สะเดา หางไหล เก็บเกี่ยวให้ได้สาระสำคัญมาก จัดการตั้งแต่ปลูก ปราศจากศัตรูพืชและจุลินทรีย์ รับรองโดยสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ” การแปรรูปสมุนไพรตามมาตรฐานGMP “เป็นระบบปิด นำสมุนไพรมาตากแดด ก่อนเอามาอบให้แห้งเพื่อความมั่นใจ เอามาเก็บใส่ถุง ติดสลากให้ดีว่าเก็บเมื่อไหร่ เก็บให้ดีไม่ให้ปนเปื้อนมลภาวะใส่สารกันชื้น ส่งไปอาบรังสี ต้องกักเก็บไว้ตรวจสอบ7-15วัน5-8%ของสินค้าเก็บไว้ทุกล็อต สุ่มมาเก็บ เพื่อให้แน่ใจว่า สินค้าอยู่ได้ตามshelf lifeในโรงงานต้องแต่งกายเหมือนชุดอวกาศ สามารถแวะเยี่ยมชมโรงงานได้ อภัยภูเบศรออกนิทรรศการต่างประเทศทุกๆปี ทั้งทางตะวันตก และตะวันออก เราต้องไปเรียนรู้ประเทศอื่นเขาทำอะไรมั่ง ญี่ปุ่นไปทุกปี ญี่ปุ่นเป็นเรื่องของความงามมากกว่า สบู่ของอภัยภูเบศรไปดังที่ญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นมาไทยต้องหิ้วสบู่ไป จนต้องมีมาตรการห้ามหิ้วกลับไปเกินคนละ2โหล” “มีอีกส่วนที่ อย.ไม่ยอมผ่าน ที่เอามาต้มแล้วspray dryเนื่องจากผงที่ออกมายังไม่มีสาระสำคัญสม่ำเสมอ ต้องไปทำวิจัยเพิ่มเติม จริงๆก็ทำได้ใช้กับคน1000ราย ใช้เวลา2ปี ถ้าจะผลิตสินค้าขายทางยุโรปจำเป็นต้องผ่านEUรับรองมาตรฐาน ต้องเป็นคนที่จบจากEUหรือเป็นบริษัทที่EUรับรอง ซึ่งค่อนข้างโหด ผลิตภัณฑ์ต้องเอามาสุ่มตรวจ ถ้าไม่ผ่านต้องrejectหมด เวลาที่จะทำลายทิ้งต้องเชิญสรรพากรมาตรวจสอบก่อนว่ามีเท่าไหร่จะได้ไม่ต้อง เสียภาษีส่วนนั้น ถ้าสร้างโรงงานใหม่ ควรออกแบบแล้วส่งไปให้ อย.ตรวจสอบก่อน พื้นที่ใช้flowให้ได้มาตรฐาน ถ้าทำไปแล้วต้องมาแก้ทีหลังจะเสียเงินมาก สมุนไพรหลักๆ ยาร้อน ยาเย็น ในบัญชี 71 อย่างที่สามารถผลิตได้ ไม่สามารถบอกว่ารักษาโรคได้ บอกได้แค่บรรเทาโรค ทางอินเดียมีผลงานวิจัยมาก ผลงานวิจัยมี อย.ก็ไม่เชื่อ ต้องเอามาทำเอง สามารถทำกับมหาวิทยาลัยต่างๆ หากจะทำวิจัยจะต้องเขียนสัญญาให้ครบถ้วน ให้รัดกุมว่าผลงานเป็นของใคร บางทีพอวิจัยออกมาแล้วเราไม่สามารถนำผลงานมาใช้ได้” การผลิตของอภัยภูเบศร 1. ใช้supplierที่ผ่านGMP 2. ผลิตเอง ประเภทของสินค้า 1. เครื่องสำอาง 2. อาหารเสริม 3. ยาแผนโบราณ 4. อาหาร ตัวอย่างสมุนไพรที่นำมาใช้รักษาโรค 1. ระบบไหลเวียนโลหิต อภัยภูเบศรผลิต4ตัว ยาหอมทิพโอสถ, เทพจิต, นวโกฐ, อินทจักร์ 2. ธาตุเหล็กบำรุงโลหิต ได้แก่ ยอ มะขามป้อม รักษากล้ามเนื้อ และกระดูกแก้ ได้แก่เถาวัลย์เปรียง ครีมพริก น้ำมันไพล 3. ระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ ขมิ้นชันแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ขิง แก้คลื่นไส้อาเจียน ชุมเห็ดเทศ มะขามแขก ฝักคูณเป็นยาระบาย เพกา แก้ริดสีดวงทวาร 4. ระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ ยามะขามป้อม ฟ้าทะลายโจร แก้เจ็บคอ แก้หวัด ละลายเสมหะ 5. ระบบผิวหนัง ได้แก่ ครีมบัวบก สมานแผล เปลือกมังคุดแผลสด 6. ระบบทางเดินปัสสาวะ ได้แก่ กระเจี๊ยบแดง หญ้าหนวดแมว บัวบก ช่วยขับปัสสาวะ บำรุงไต 7. แก้ไข แก้ร้อนใน ได้แก่ ยาห้าราก ฟ้าทะลายโจร จันทร์ลีลา 8. แก้พิษเบื่อเมา ยารางจืด หลักการใช้สมุนไพร “ใช้ตามอาการ ไม่ควรเกิน3สัปดาห์ อย่างมาก3เดือน คนที่กินนานควรสังเกตุตัวเอง หากเกิดอาการขี้ร้อนหรือ ขี้หนาวเกินไป ร่างกายอุณภูมิไปเย็นไป ควรกินอาหารประเภทร้อนเข้าไป หากกินนานติดต่อกัน ควรหยุดกิน2-3เดือน แล้วค่อยกลับมากินใหม่ อย่างบอระเพ็ดหากกินนานไปจะทำให้ตับอักเสบเอนไซม์จะขึ้น สิ่งสำคัญควรกินสมุนไพรให้เป็นอาหาร เปลี่ยนไปเรื่อยๆจะได้รับสารอาหารครบถ้วน กินยาสมุนไพร2-3สัปดาห์ ควบคู่แผนปัจจุบัน แล้วจึงดูอาการว่า จะลดยาแผนปัจจุบันหรือไม่ตามการวินิจฉัยของแพทย์ แต่จริงแล้วที่สำคัญอยู่ที่ต้นเหตุของอาการ เบาหวานเกิดจากตับอ่อนมันเสีย เพราะว่าอาหารหวานไป แป้งมากไป ต้องลด ที่สำคัญจิตใจไม่เครียด ออกกำลังกายช่วยให้ระบบการย่อยดีขึ้น” การตลาด “อภัยภูเบศรทำ30ปีได้แค่นี้ สมัยนี้เด็กหนุ่มๆทำปีเดียวเป็นพันล้านหมื่นล้าน สมัยก่อนเจริญช้า ตอนนี้เราโตปีละ20%ช่วงแรกโตเร็วแล้วคงตัว หลังจากนั้นก็ขึ้น สิ่งที่ขาดคือการวิจัยการตลาด ต้องวิจัย เขาชอบอะไร สีอะไร ทุกอย่างถ้าเราผลิตสินค้าที่เขาไม่ชอบ แล้วเราจะขายใคร บรรจุภัณฑ์ต้องเตะตา สะดวกใช้ ขายต่างประเทศก็ต้องรู้ว่าต่างชาติอะไร มีสารต้องห้ามอะไร ขายในประเทศก็ชอบอีกอย่างนึง ฝรั่งไม่ชอบของเราเพราะต้องกินเยอะ คนไม่ชอบกินยาเยอะ ชอบกินน้อยๆ เม็ดเดียวต่อวัน ยาลดไขมันกินก่อนนอนเม็ดเดียว กินหลังอาหารได้ก็จะดีเพราะคนชอบลืม สลากต้องเป็นภาษาของประเทศนั้นๆ ต้องเขียนให้ชัดเจนว่า วิธีใช้ รักษาอะไร วันหมดอายุ สังเกตุดูตัวอักษรต้องตัวใหญ่ กลุ่มเป้าหมายคือคนสูงอายุ เขียนเยอะแยะมากมายเขามองไม่เห็น หากเราขึ้นทะเบียนในบ้านเราแล้วเป็นยา อย.ไม่ยอมอนุญาติให้เราไปขายเป็นอาหารเสริมต้องไปคุยกัน แต่ช่วงหลังๆมานี้ก็เริ่มอนุญาติแล้ว” การประชาสัมพันธ์ “เราไม่สามารถเคลมว่ารักษาได้จึงต้องใช้การประชาสัมพันธ์เข้าช่วย และใช้การท่องเที่ยวเข้ามาเสริม ให้เค้ามาดูโรงพยาบาลดูการผลิตทำให้เขาเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์” โฆษณา “ทำอย่างไรโฆษณาแบรนด์ให้ดี ให้เกิดความชื่อมั่น สร้างแฟนคลับ อย่างดารายังต้องมีแฟนคลับ ผลิตภัณฑ์ก็ต้องมี เราจะเห็นว่างานสมุนไพรแห่งชาติมีคนมาเขามาทุกปี ถามว่าทำไม เค้าอยากมาดูว่าอภัยภูเบศร มีสินค้าอะไรใหม่บ้าง มีโปรโมชั่นอะไร โฆษณาทางสื่อต่างๆเช่น หนังสือพิมพ์ สิ่งพิม อีเล็คทรอนิกส์” ราคา “ต้องตั้งราคาให้สมเหตุสมผล ก่อนที่จะตั้งราคาต้องดูผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ จะตั้งให้ถูกกว่าหรือแพงกว่าต้องเลือกดู บางครั้งเราเห็นว่าบางอย่างยาสมุนไพรแพงกว่ายาต่างประเทศ เนื่องจากว่าการผลิตยังน้อยไม่ได้สเกล ตัวที่ทำให้แพงคือตัวบรรจุภัณฑ์ ตัวแคปซูลต้นทุน1แคปซูล30สตางค์ ตัวสมุนไพรไม่ได้แพง ดูอย่างเครื่องดื่มที่ขายชาเขียว ค่าขวดที่ขาย6-8บาท ขายมากต้นทุนก็จะต่ำ สั่งมากเขาคิดถูก สั่งน้อยเค้าก็คิดแพง ต้องให้รัฐบาลมาช่วยเรื่องบรรจุภัณฑ์ ทุกอย่างมันแพงหมด ทั้งบรรจุภัณฑ์และสลาก แต่ก่อนเขาบอกว่าเราซื้อของ เราซื้อค่าโฆษณา แต่สมุนไพรค่าโฆษณายังน้อย บรรจุภัณฑ์แพง” การลดต้นทุน “โลจิสติกเนี้ยดูตัวอย่างModern tradeพวกBigC Topsพวกนี้เวลาเค้าสั่งของเค้าจะมีศูนย์กลางคอยส่งของไปตามสาขา แต่เดี๋ยวนี้เขาแยกสาขาให้แต่ละสาขาสั่งของเอง ของเราก็มีวิธีเหมือนกันคล้ายๆอย่างงี้ เราจะฝากเขาคอยรับทีละน้อยๆ สุดท้ายเขามีลูกเล่น เขาคิดค่าระวาง เราจ้างเขาผลิตและเราต้องจ่ายค่าเช่าที่เก็บเขา แต่เราก็มีวิธีเหมือนกัน จากที่เราจ้างผลิตเป็นล็อต เราจ้างเป็นปี จะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงไปได้” ช่องทางการจำหน่าย “ยาหนีไม่พ้นต้องเป็นโรงพยาบาล สมุนไพรขายตรงเยอะที่สุด จะเป็นMulti-levelหรือเชิงเดี่ยว, ร้านสะดวกซื้อ,e-commerceตัวอย่างเช่นebaye-commerceทำเงินได้สูง ขายได้ทีละล็อตใหญ่ โตได้เร็ว งานนิทรรศการต่างๆ งานexpoเช่น งานสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่10วันที่4-8กันยายน เมืองทอง หอ7-8อภัยภูเบศรก็ไปออกงานด้วยเชิญไปชมได้” การขายต่างประเทศ “หากต้องการไปขายต่างประเทศ สามารถติดต่อสภาหอการค้า เขาสามารถช่วยได้ เวลาการขายต่างประเทศ เขาว่าเป็นการค้าที่เป็นธรรม แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นการกีดกันทางการค้า ตั้งแต่เรื่องของไม่ใช้แรงงานเด็ก ต้องระวัง ไม่ค้ามนุษย์ ไม่ทุ่มตลาด ตรวจสอบคุณภาพ อย่างEUต้องเป็นคนของเขารับรอง แม้กระทั้งshippingบางแห่งบางประเทศต้องshippingผ่านบริษัท ผ่านเครือของเขา ต้องเราระบุพิกัดของวัตถุดิบFDAมีความสำคัญ หาคู่ค้าในต่างประเทศอันนี้แล้วแต่โชคเหมือนกัน ของอภัยภูเบศร บางประเทศก็รุ่ง บางที่ก็ลุ่มๆดอนๆ” โปรโมชั่น “จะลด แลก แจก แถมอย่างไร เดี่ยวนี้ส่วนใหญ่ใช้แล้วไม่ได้ผลยินดีคืนเงิน หรือเราจะเปลี่ยนให้อย่างไรแล้วแต่ เดี๋ยวนี้บุกเดี่ยวไม่ได้ เราต้องมีพันธมิตร อย่างบรรจุภัณฑ์ แล้วแต่Lineที่ผลิต บางท่านไปต่างประเทศคนที่ผลิตceramicกาว อาจจะไปด้วยกัน เป็นpartnershipของอภัยภูเบศรจะก้าวข้ามจุดนี้ไปอีก นอกจากเป็นผู้ผลิตแล้วยังเป็นmetro-polisจะทำเป็นสาขาวิจัย เวชกรสีเขียว สถาบันวิจัยวิถีสุขภาพองค์รวม ทั้งแผนไทย และแผนปัจจุบัน มีนวด สปา เกษตรอินทรีย์ ศูนย์เรียนรู้มีทั้งคนไทยและต่างประเทศ วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร มีทั้งคอร์สสั้น และเต็มหลักสูตรปริญญาตรี”
TUF ช็อควงการอีกครั้งรวบหุ้น PPC ผงาดขึ้นเบอร์ 1
TUF ช็อควงการอีกครั้งรวบหุ้น 40% PPC ผงาดขึ้นเบอร์ 1 ครองตลาดส่งออกกุ้งโลก นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรการบริหาร บริษัทไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) (TUF) ผู้ผลิตและส่งออกอาหารทะเลแช่เยือกแข็งและบรรจุกระป๋องรายใหญ่ของไทย เปิดเผยว่า ทางTUF ได้เข้าลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นกับผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท แพ็คฟู้ด จำกัด (มหาชน) (PPC) ผู้ผลิตและส่งออกอาหารทะเลระดับต้นๆ ของไทย ไม่ต่ำกว่า 40% ในจำนวน 30 ล้านหุ้น ทั้งนี้ ราคาเสนอซื้อหุ้น PPC ต่อหุ้นจะกำหนดจากมูลค่าตาม บัญชีสุทธิ ต่อหุ้นของงบการเงินรวมของ PPC ประจำปี 2554 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2554 ที่่ตรวจสอบแล้วโดยผู้สอบบัญชีของ PPC การเข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องและเกื้อหนุนกัน ทาง TUF ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการร่วมมือผสานความชำนาญและประสบการณ์ในธุรกิจของบุคลากรทั้ง 2 บริษัท จะนำมาซึ่งการร่วมมือกันในหลายด้าน เช่น การจัดหาและบริหารจัดการวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารกำลังการผลิตที่มีอยู่ในปัจจุบัน การทำตลาดทั้งในและต่างประเทศด้วยแผนที่ครอบคลุมและเข้าถึงลูกค้าทุกตลาดทุกกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ศักยภาพของความร่วมเป็นพันธมิตรในครั้งนี้ จะส่งผลให้เกิดการขยายฐานรายได้และทำกำไรจากทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ หลังจากทั้งสองบริษัทรวมกันจะทำให้ยอดกำลังการผลิตกุ้งเพิ่มขึ้นเป็น 400 ตันต่อวัน แบ่งเป็นยอดการผลิตของ TUF 220 ตันต่อวัน PPC 200 ตันต่อวัน ปัจจุบัน PPC ถือเป็นผู้ส่งออกกุ้งเข้าสู่ตลาดสหรัฐอเมริกาติดอันดับ 1 ใน 2 มียอดรายได้รวมจากการส่งออกต่อปีประมาณ 8,000 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม การรวมตัวกันครั้งนี้จะทำให้ TUF มีกำไรเพิ่มขึ้น โดยคาดการณ์ตัวเลขปี 2555 TUF จะยอดรายได้เติบโตประมาณ 20% และภายใน 2 ปี หรือประมาณปี 2556 จะสามารถทำกำไรเติบโตได้ถึง 4.000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเร็วกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เดิม โดยสิ้นปี 2554 คาดว่าจะมีกำไรประมาณ 3.500 ล้านดอลลาร์สูงกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ แม้ว่าในปีนี้เศรษฐกิจสหรัฐ และยุโรปจะมีปัญหา แต่ตนมองว่า กุ้งเป็นสินค้าพื้นฐานที่มีราคาไม่สูง และมีความต้องการต่อเนื่อง และทางบริษัทมีฐานการตลาดในสหรัฐและยุโรปอยู่แล้ว ปีนี้จึงถือเป็นปีทองของผู้ส่งออกกุ้ง นายธีรพงศ์ กล่าวต่อไปว่า การเข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจระหว่าง TUF และ PPC ในครั้งนี้จึงเป็นก้าวที่สำคัญที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจอาหารแช่เยือกแข็งและอาหารสำเร็จรูปของทั้งสองบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศ เนื่องจากแนวโน้มความต้องการการบริโภคอาหารสำเร็จรูปกำลังเป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้นในทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกา การมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้นจะสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้กว้างขึ้นอีกทั้งการร่วมมือกันในครั้งนี้จะทำให้ทั้ง TUF และ PPC จะเอื้อประโยชน์ต่อทั้งสองบริษัทในการวางกล ยุทธการตลาดให้สอดคล้องกับอุปสงค์และอุปทานของโลกได้เหมาะสมยิ่งขึ้น ปัจจุบัน PPC ถือเป็นผู้ส่งออกกุ้งเข้าสู่ตลาดสหรัฐอเมริกาติดอันดับ 1 ใน 2 มียอดรายได้รวมจากการส่งออกต่อปีประมาณ 8,000 ล้านบาท นอกจากนี้ การจัดหาและการจัดการวัตถุดิบจะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากจากนี้ไป TUF และ PPC จะมีการวางแผนการจัดหาและจัดการวัตถุดิบร่วมกัน ซึ่งผู้บริหารคาดว่าความต้องการวัตถุดิบรวมของ TUF และ PPC นั้นจะส่งผลให้เกิดศักยภาพในการได้มาซึ่งปริมาณวัตถุดิบที่มากขึ้น ในราคาและเงื่อนไขที่ดีขึ้น อีกทั้งการใช้ทรัพยากรร่วมกันยังจะส่งผลดีต่อการมีต้นทุนที่ลดลงและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ในระยะยาว TUF ได้เข้าลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นกับผู้ถือหุ้นใหญ่ของ PPC ในช่วงเช้าวันที่ 21 ธันวาคม 2554 โดย TUF จะเข้าซื้อหุ้นของ PPC ก็ต่อเมื่อเงื่อนไขบังคับก่อนตามที่ระบุในสัญญาซื้อขายหุ้นเสร็จสิ้นลง TUF จะซื้อหุ้นของ PPC โดยการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของ PPC โดยสมัครใจ (Voluntary Tender Offer) และชำระเงินซื้อหุ้นเป็นเงินสดทั้งจำนวน โดยภายหลังการทำรายการนั้น TUF จะถือหุ้นใน PPC ไม่ต่ำกว่า 40% ของหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมด ทั้งนี้ ราคาเสนอซื้อหุ้น PPC ต่อหุ้นจะกำหนดจากมูลค่าตามบัญชีสุทธิ ต่อหุ้นของงบการเงินรวมของ PPC ประจำปี 2554 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2554 ที่่ตรวจสอบแล้วโดยผู้สอบบัญชีของ PPC ภายหลังการเข้าทำรายการ กลุ่มผู้ขายจะยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และยังคงมีสัดส่วนการถือหุ้นใน PPC ที่มากกว่าสัดส่วนการถือหุ้นของ TUF และจะยังคงเป็นผู้บริหารหลักใน PPC ต่อไปขั้นตอนหลังจากนี้ก็จะเป็นการกำหนดราคาเสนอซื้อ ประมาณเดือนมีนาคม 2555 หลังจากนั้น TUF จะทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของ PPC ซึ่งคาดว่าการดำเนินการทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายในไตรมาส 2 ของปี 2555 ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
สมัครสมาชิก

สนับสนุนโดย / Supported By

  • บริษ้ท มาเรล ฟู้ดส์ ซิสเท็ม จำกัด จัดจำหน่ายเครื่องจักรและอุปกรณ์การแปรรูปอาหาร เช่น ระบบการชั่งน้ำหนัก, การคัดขนาด, การแบ่ง, การตรวจสอบกระดูก และการประยุกต์ใช้ร่วมกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ พร้อมกับบริการ ออกแบบ ติดตั้ง กรรมวิธีการแปรรูปทั้งกระบวนการ สำหรับ ผลิตภัณฑ์ ปลา เนื้อ และ สัตว์ปีก โดยมีวิศวกรบริการและ สำนักงานตั้งอยู่ที่กรุงเทพ มาเรล เป็นผู้ให้บริการชั้นนำระดับโลกของอุปกรณ์การแปรรูปอาหารที่ทันสมัย​​ครบวงจรทั้งระบบ สำหรับอุตสาหกรรม ปลา กุ้ง เนื้อ และสัตว์ปีก ต่างๆ เครื่องแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์ปีก Stork และ Townsend จาก Marel อยู่ในกลุ่มเครื่องที่เป็นที่ยอมรับมากที่สุดในอุตสาหกรรม พร้อมกันนี้ สามารถบริการครบวงจรตั้งแต่ต้นสายการผลิตจนเสร็จเป็นสินค้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับทุกความต้องการของลูกค้า ด้วยสำนักงานและบริษัทสาขามากกว่า 30 ประเทศ และ 100 เครือข่ายตัวแทนและผู้จัดจำหน่ายทั่วโลก ที่พร้อมทำงานเคียงข้างลูกค้าเพื่อขยายขอบเขตผลการแปรรูปอาหาร Marel Food Systems Limited. We are supply weighing, grading, portioning, bone detection and software applications as well as complete turn-key processing solutions for fish, meat and poultry. We have service engineer and office in Bangkok. Marel is the leading global provider of advanced food processing equipment, systems and services to the fish, meat, and poultry industries. Our brands - Marel, Stork Poultry Processing and Townsend Further Processing - are among the most respected in the industry. Together, we offer the convenience of a single source to meet our customers' every need. With offices and subsidiaries in over 30 countries and a global network of 100 agents and distributors, we work side-by-side with our customers to extend the boundaries of food processing performance.
  • We are well known for reliable, easy-to-use coding and marking solutions which have a low total cost of ownership, as well as for our strong customer service ethos. Developing new products and a continuous programme of improving existing coding and marking solutions also remain central to Linx's strategy. Coding and marking machines from Linx Printing Technologies Ltd provide a comprehensive solution for date and batch coding of products and packaging across manufacturing industries via a global network of distributors. In the industrial inkjet printer arena, our reputation is second to none. Our continuous ink jet printers, laser coders, outer case coders and thermal transfer overprinters are used on production lines in many manufacturing sectors, including the food, beverage, pharmaceutical, cosmetics, automotive and electronic industries, where product identification codes, batch numbers, use by dates and barcodes are needed. PTasia, THAILAND With more than 3,700 coding, marking, barcode, label applicator, filling, packing and sealing systems installed in THAILAND market. Our range is includes systems across a wide range of technologies. To select the most appropriate technology to suit our customers. An excellent customer service reputation, together with a reputation for reliability that sets standards in the industry, rounds off the PTAsia offering and provides customers with efficient and economical solutions of the high quality. Satisfyingcustomers inTHAILAND for 10 years Our 1,313 customers benefit from our many years of experience in the field, with our successful business model of continuous improvement. Our technical and service associates specialise in providing individual advice and finding the most efficient and practical solution to every requirment. PTAsia extends its expertise to customers in the food, beverage, chemical, personal care, pharmaceutical, medical device, electronics, aerospace, military, automotive, and other industrial markets.
  • วิสัยทัศน์ของบริษัท คือ การอยู่ในระดับแนวหน้า "ฟอร์ฟร้อนท์" ของเทคโนโลยีประเภทต่างๆ และนำเทคโนโลยีนั้นๆ มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมและกระบวนการผลิตในประเทศไทย เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของลูกค้า บริษัท ฟอร์ฟร้อนท์ ฟู้ดเทค จำกัด เชื่อมั่นและยึดมั่นในอุดมการณ์การดำเนินธุรกิจ กล่าวคือ จำหน่าย สินค้าและให้บริการที่มีคุณภาพสูง ซึ่งเหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า ด้วยความซื่อสัตย์และความตรงต่อเวลา เพื่อการทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จร่วมกันระยะยาว Our vision is to be in the "forefront" of technology in its field and suitably apply the technology to industries and production in Thailand for customers' utmost benefits. Forefront Foodtech Co., Ltd. strongly believes in and is committed to our own business philosophy which is to supply high quality products and service appropriately to each customer's requirements with honesty and punctuality in order to maintain long term win-win business relationship. Forefront Foodtech Co., Ltd. is the agent company that supplies machinery and system, install and provide after sales service as well as spare parts. Our products are: Heinrich Frey Maschinenbau Gmbh, Germany: manufacturer of vacuum stuffers and machinery for convenient food Kronen GmbH, Germany: manufacturer of machinery for vegetable and fruits from washing to packing Nock Fleischerei Maschinenbau GmbH, Germany: manufacturer of skinning machines, membrane skinning machine, slicers and scale ice makers K + G Wetter GmbH, Germany: manufacturer of grinders and bowl cutters Ness & Co. GmbH, Germany: manufacturer of smoke chambers, both stand alone and continuous units Dorit DFT GmbH, Germany: manufacturer of tumblers and injectors Maschinenfabrik Leonhardt GmbH, Germany: manufacturer of dosing and filling equipment