News and Articles

บทที่ 1  บทนำ

บทที่ 1 บทนำ


หมวดหมู่: การพัฒนากระบวนการผลิตชาสมุนไพรคุณภาพสูงระดับ SME [ผลงานวิจัย]
วันที่: 23 มกราคม พ.ศ. 2556

บทที่ 1

บทนำ

1.1 ที่มาและความสำคัญ

        ชาสมุนไพร (herbal tea) เป็นเครื่องดื่มที่มีความสำคัญและดื่มกันอย่างกว้างขวางทั่วโลก ได้จากการนำสมุนไพร (herb) ที่มีสรรพคุณที่ดีต่อสุขภาพ มาผ่านกระบวนการแปรรูป ด้วยการทำแห้ง (dehydration) แล้วบรรจุในบรรจุภัณฑ์ที่พร้อมใช้ ผู้บริโภคใช้ผลิตภัณฑ์ ด้วยการคืนตัวชาสมุนไพรด้วยการแช่ในน้ำร้อนแล้วดื่มขณะร้อนหรือเย็น สรรพคุณหลักของชาสมุนไพร ซึ่งประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหย (essential oil) คือ ทำให้รู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย แก้กระหาย นอกจากนั้นสมุนไพรหลายชนิดมีสรรพคุณทางยา เช่น ช่วยกระตุ้นระบบประสาท ระบบหมุนเวียนเลือด ต้านอนุมูลอิสระ ลดคลอเรสเตอรอล และยังมีสรรพคุณรักษาโรค เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง เป็นต้น เป็นแนวทางการแพทย์ทางเลือก ที่ไม่ต้องใช้สารเคมีในการบำบัด

        ปัจจุบันในระดับอุตสาหกรรม ได้เริ่มมีการนำสมุนไพรชนิดต่าง ๆ มาผลิตเป็นชาสมุนไพร ดึงสรรพคุณเด่นทางยา ปรับสี และรสชาติให้เพื่อให้เกิดความสะดวกเหมาะแก่การบริโภคมากขึ้น เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตผลทางการเกษตร ธุรกิจการผลิตชาสมุนไพรกึ่งสำเร็จรูป มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่ทั้งนี้ในกระบวนการผลิตยังขาดมาตรฐาน และกรรมวิธีการผลิตที่ชัดเจน รวมไปถึงการตรวจสอบระดับคุณภาพของชาสมุนไพร
        จึงได้มีการจัดตั้งโครงการ การพัฒนากระบวนการผลิตชาสมุนไพร นี้ขึ้นมาเพื่อการพัฒนากระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐาน การทำวิจัยและทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพ และการตรวจสอบในระดับคุณภาพของชาสมุนไพร รวมไปถึงการพัฒนาคุณภาพด้านต่าง ๆ ของกระบวนการเพื่อตอบสนองคุณภาพในการผลิต


1.2 วัตถุประสงค์ของโครงงาน
        1. เพื่อศึกษาผลของการล้างวัตถุดิบสมุนไพรต่อการลดปริมาณจุลินทรีย์
        2. เพื่อศึกษาอัตราการทำแห้งชาสมุนไพรด้วยเครื่องอบแห้งแบบถาด
        3. เพื่อศึกษาไอโซเทอมการดูดซับและคายความชื้นของชาสมุนไพร
        4. เพื่อศึกษาการทำแห้งชาสมุนไพร ด้วยเครื่องอบแห้งแบบถาดร่วมกับการใช้สารดูดความชื้น
        5. เพื่อประเมินอายุการเก็บของชาสมุนไพร

 

1.3 ผลที่คาดว่าจะได้รับ
        ได้กระบวนการผลิตชาสมุนไพรกึ่งสำเร็จรูปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน ตั้งแต่การล้าง การทำแห้ง และการเก็บรักษา เพื่อให้ได้ชาสมุนไพรที่มีคุณภาพ

 

 

คณะผู้จัดทำ

นางสาวดวงดาว โหมดวัฒนะ
นางสาวดวงมณี อัครสินวิโรจน์
นายเทพกร ยอดทอง
นางสาววราภรณ์ เหลืองละมัย

 



ข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
ปลาทูไทย มี โอเมก้า 3 กินแล้ว ฉลาด ลดความเสียงโรคหัวใจ
ผ่าน ปี 2555มาได้ครบอาทิตย์แล้ว ปีนี้ครูผู้น้อย มาชักชวน ผู้อ่าน เริ่มต้นสิ่งดีๆ ด้วยการแนะนำอาหารที่มีประโยชน์กับ www.foodnetworksolution.comกันนะคะ ปีใหม่นี้ เราจะได้หล่อ สวย รวย ฉลาด และแข็งแรงๆ กันทุกคน หัวเราะ 555 ต้อนรับปีใหม่ ทุกปีที่ผ่านไป พร้อมกับความเจริญที่ทะลักหลั่งไหลเข้ามา รวมทั้งการพัฒนาการอย่างรวดเร็วของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร ก่อให้เกิดเทคนิคการแปรรูปอาหารที่ก้าวหน้า ใช้วัตถุเจือปนอาหาร มากมาย เพื่อพัฒนาอาหารที่มีความหลากหลาย ให้ถูกปากและถูกใจผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น การรับประทานอาหารในโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะไขมันสูง อาหารจานด่วน อาหารแช่แข็งอาหารที่มีรสหวานจัด เค็มจัด ตัวเร่งให้เกิดความอ้วนและโรคนานาชนิดที่แฝงมากับอาหาร และ การดำเนินชีวิตแบบเร่งรีบ แข่งขัน ความเครียดที่เพิ่มมากขึ้น เป็นตัวกระตุ้น ให้ เกิดโรคได้มากมาย โดยเฉพาะโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ซึ่งมีโอกาสพัฒนาไปเป็นโรคหัวใจและโรคเส้นเลือดในสมองได้ในอนาคต และยิ่งอาหารที่เราบริโภคในปัจจุบัน เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า และกรรมวิธีการผลิตที่ซับซ้อน เพื่อทำให้อาหารมีอายุการเก็บรักษาที่ยาวนานขึ้น กลับทำให้ สารอาหารตามธรรมชาติที่มีสรรพคุณที่ดีต่อสุขภาพที่ฝรั่งเค้าเรียกกันว่า Functional Food หดหายไป ทำให้ผู้ผลิตต้องแต่งเสริม เติมกลับสารสกัดทั้งหลาย ที่มีราคาเกินจริง และอาจจะไม่ได้คุณค่าตามที่กล่าวอ้าง วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ กรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่ง มักจะได้ยินคุ้นหูกันในสื่อโฆษณาทุกแขนง เป็นส่วนผสมของนมสำหรับเด็ก เครื่องดื่ม อาหารเสริม หลายชนิด กรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันประเภทหนึ่ง ที่พบตามธรรมชาติ เป็นส่วนประกอบ ของไขมันที่ใช้บริโภค ซึ่งรวมตัวกันในโครงสร้างที่เราเรียกว่า ไตรกลีเซอไรด์ คำว่า ไตร (tri) แปลว่า สาม ดังนั้น ไตรกลีเซอไรด์จึง เกิดจากการรวมตัวกัน ของกลีเซอรอล และกรดไขมัน 3 โมเลกุล ไตรกลีเซอไรด์ ที่เราบริโภคประกอบได้ ทั้งกรดไขมันดีและกรดไขมันไม่ดี กรดไขมันดี ที่ร่างกายต้องการ มีประโยชน์ ช่วยให้การฟื้นฟูเซลล์และฮอร์โมนในส่วนต่าง ๆ กรดไขมันดี ที่ร่างกายต้องนำไปใช้ กรดไขมันประเภท ที่ร่างกายต้องการมากที่สุดคือ กรดไขมันโอเมก้า 3 (omega- 3 fatty acid) มีสรรพคุณ ช่วยเรื่องของการบำรุงสมองเด็กตั้งแต่ อยู่ในครรภ์มารดา ทำให้เรียนเก่ง ความจำดี เฉลียวฉลาด กรดไขมันโอเมก้า 3 ยังช่วยป้องกันความจำเสื่อม ลดและป้องกันอาการอักเสบของโรคข้อ อีกทั้งป้องกันโรคหัวใจ และถ้าในคนที่เป็นแล้วยังป้องกันไม่ให้มีอาการกำเริบหนักขึ้น ที่มาของชื่อเรียกกรดไขมันโอเมก้า 3 (omega- 3 fatty acid) มาจากสูตรโครงสร้างโมเลกุลของกรดไขมันกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว (unsatturated fatty acid) มีตำแหน่งของพันธะคู่อยู่ในตำแหน่ง โอเมก้า 3 เช่น กรดไอโคซาเพนตาอีโนอิค (Eicosapentaenoic acid , EPA) ที่แสดงในรูป นับจากปลายทางขวามือ โครงสร้าง กรดไอโคซาเพนตาอีโนอิค (Eicosapentaenoic acid , EPA) กรดไขมันโอเมก้า 3 พบมากใน ปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาทูน่า ปลาแซลมอนซึ่งเป็นปลาที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ มีราคาแพง แต่ขอบอกว่า ปลาทูไทยบ้านเรา ที่รับประทานกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษไม่ว่าจะเป็นปลาทูแม่กลอง หน้างอคอหัก นอนพักอยู่ในเข่ง ราคาไม่แพง ก็มี กรดไขมันโอเมก้า 3 ไม่น้อยกว่าปลาราคาแพงนำเข้า ยิ่งหน้าหนาวนี้ ปลาทูตัวใหญ่ อ้วน ไขมันสูง อร่อยมากเลยค่ะ และอุดมไปด้วยคุณประโยชน์ เคล็ดลับในการประกอบอาหารจากปลาทูเพื่อให้คงคุณค่าของกรดไขมันโอเมก้า 3 คือ กรดไขมันประเภทนี้ จะถูกทำลายเมื่อนำไปประกอบอาหารด้วยวิธีใช้ความร้อนสูง ๆ โดยเฉพาะวิธีการทอดเพราะโอเมก้า 3 จะละลายไปกับน้ำมันที่ใช้ทอดเกือบทั้งหมด ดังนั้น วิธีที่จะประกอบอาหารให้ คงกรดไขมันโอเมก้า 3 ไว้ให้ได้มากที่สุดก็คือ การยำปลาทู ต้มส้มปลาทู ฉู่ฉี่ปลาทู เพราะกรดไขมัน โอเมก้า 3 จะละลายอยู่ในน้ำซุปหรือน้ำแกง ไม่สลายไปไหน แถมได้น้ำแกงร้อนๆ ซดให้ชื่นหัวใจต้อนรับปีใหม่กันด้วยค่ะ
Freezedry Technology
การทำแห้งแบบแช่เยือกแข็ง (freeze dehydration หรือ lyophilization) หมายถึงการทำแห้ง (dehydration) ด้วยการแช่เยือกแข็ง (freezing) ทำให้น้ำเปลี่ยนสถานะเป็นผลึกน้ำแข็งก่อน แล้วจึงลดความดันเพื่อให้ผลึกน้ำแข็งระเหิด (sublimation) เป็นไอ ด้วยการลดความดันให้ต่ำกว่าบรรยากาศปกติ ขณะควบคุมให้อุณหภูมิต่ำ (ที่อุณหภูมิ เท่ากับหรือ ต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส น้ำแข็งระเหิดที่ความดันเท่ากับ 4.7 มิลลิเมตรปรอทหรือต่ำกว่า) ขั้นตอนการทำแห้งแบบแช่เยือกแข็ง ขั้นตอนเบื้องต้นสำหรับการผลิตอาหารด้วยวิธีการทำแห้งแบบแช่เยือกแข็ง ก็เหมือนกับการผลิตอาหารแห้งโดยทั่วไป คือเริ่มจาก ารเตรียมวัตถุดิบให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม เช่น การล้าง การปอกเปลือก การลดขนาดจ ากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการหลักซึ่งประกอบด้วย 3 ขั้นตอนคือ ที่มา : http://www.thairefrig.or.th/download/thairefrig_or_th/lyophilization%20technology1.pdf 1. การแช่เยือกแข็ง (freezing) เป็นการลดอุณหภูมิของอาหารให้ต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง (freezing point) เพื่อให้เกิดผลึกน้ำแข็ง (ice crystal formation) อัตราเร็วของการแช่เยือกแข็ง (freezing rate) ควรเป็นการแช่เยือกแข็งแบบเร็ว เพื่อให้เกิดผลึกและผลึกที่เกิดขึ้นจะมีขนาดเล็ก การแช่เยือกแข็งแบบเร็ว ที่นิยมใช้กันมีหลายวิธี เช่น การแช่เยือกแข็งแบบใช้ลมเย็นเป่า (air blast freezing) การแช่เยือกแข็งแบบไครโอเจน (cryogenic freezing) และการแช่เยือกแข็งแบบจุ่มในของเหลวเย็นจัด (immersion freezing) เป็นต้น 2. การทำแห้งขั้นต้น (primary drying) เป็นการลดปริมาณน้ำ (dehydration) โดยการระเหิด น้ำแข็งให้เป็นไอโดยการลดความดันบรรยากาศ เพื่อให้ผลึกน้ำแข็งที่อยู่ภายในเกิดการระเหิดเป็นไอ ออกไปจากผิวหน้าของผลิตภัณฑ์ ระดับของสุญญากาศ (vacuum) ควรอยู่ต่ำกว่า 132 Pa และ 132 mPa ตามลำดับ การระเหิดของผลึกน้ำแข็งจึงเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ การระเหิดของชั้นน้ำแข็ง (ice layer) จะเริ่มจากชั้นน้ำแข็งบริเวณผิวหน้าของผลิตภัณฑ์ ระเหิดไปเป็นไอ ทำให้บริเวณนี้กลายเป็นชั้นแห้ง (dry layer) จากนั้น เป็นการระเหิดของชั้นน้ำแข็งที่อยู่ภายในผลิตภัณฑ์ ระเหิดผ่านชั้นแห้ง ออกไปสู่ผิวหน้าของผลิตภัณฑ์ ระยะเวลาการระเหิด ขึ้นอยู่กับ ขนาด รูปร่าง และโครงสร้างของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด 3. การทำแห้งขั้นที่สอง (secondary drying) เมื่อการทำแห้งขั้นต้นเสร็จสมบูรณ์ น้ำแข็งจะละลายไปหมด จะมีความชื้นที่หลงเหลืออยู่ จึงต้องมีการทำแห้งด้วยการเพื่ออุณหภูมิให้สูงขึ้น เพื่อดึงเอาความชื้นที่เหลืออยู่ออกถึงระดับความชื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเก็บรักษา ข้อดีการการทำแห้งแบบแช่เยือกแข็ง การทำแห้งแบบแช่เยือกแข็ง เป็นการทำแห้งขณะที่อาหารมีอุณภูมิต่ำจึงลดการสูญเสียของอาหารเนื่องจากความร้อน ลดการทำลายเนื้อเยื่อและโครงสร้างอาหาร ทำให้ได้อาหารแห้งที่ได้มีคุณภาพสูง มีการคืนตัว (rehydration) ที่ดี รักษาคุณภาพอาหารเช่น สี กลิ่น รสชาติ และเลักษณะนื้อสัมผัสของอาหารได้ดีเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการทำแห้ง แบบอื่น เช่น การทำแห้งแบบพ่นละออง (spray drier) การทำแห้งด้วยลมร้อน เช่น ตู้อบลมร้อน (tray drier, carbinet drier) แต่มีค่าใช้จ่ายสูงเมื่อเปรียบเทียบกับการทำแห้งด้วยเครื่องทำแห้งที่ใช้ลมร้อนทั่วไป ที่มา : http://www.thairefrig.or.th/download/thairefrig_or_th/lyophilization%20technology1.pdf การประยุกต์การทำแห้งแบบแช่เยือกแข็งในอาหาร การทำแห้งแบบแช่เยือกแข็ง เหมาะกับอาหารที่ไวต่อการสูญเสียคุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการด้วยความร้อน เช่น ผักผลไม้สมุนไพรอาหารทะเลอาหารที่ต้องการรักษา และมีสมบัติในการคืนสภาพได้ดี อาหารเกือบทุกชนิดสามารถฟรีซดรายได้ เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ อาหารสำเร็จรูป น้ำพริก ขนมหวาน เครื่องดื่ม ชา กาแฟ ฯลฯ ทำไมถึงต้องฟรีซดราย 1. สามารถรักษาคุณสมบัติของวัตถุดิบ ในด้าน สี กลิ่น รส และสัมผัสไว้ได้ดีกว่า2. เก็บรักษาไว้ได้นานหลายปี (25 ปี) 3. สามารถแปรรูปอาหารได้เกือบทุกชนิด4. อาหารที่ได้ยังคงมีคุณค่าทางโภชนาการสูง5. สามารถแปรรูปอาหารที่ไวต่อการสูญเสียด้วยความร้อน
บทที่ 2 ตรวจเอกสารและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
โครงการพัฒนาการผลิตชาสมุนไพรคุณภาพสูงระดับ SME บทที่ 2 ตรวจเอกสารและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 2.1 ข้อมูลทั่วไปของสมุนไพร 2.1.1 ขมิ้นชันลักษณะทั่วไป ขมิ้น (Turmeric) หรือ ขมิ้นชัน ชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Curcuma longa L. เป็นพืชวงศ์ขิง ที่ใช้เพื่อเป็นทั้งเครื่องเทศ และพืชสมุนไพร ที่คนไทยรู้จักกันมาแต่โบราณ จัดเป็นพืชล้มลุกที่อยู่ในวงศ์ขิงข่า มีอายุหลายปี ลำต้นเหนือดินเป็นลำต้นที่เกิดจากการอัดตัวกันของกาบใบ ลำต้นจริงอยู่ใต้ดินเรียกเหง้าขมิ้น ประกอบด้วย เหง้าหลักใต้ดินที่เราเรียกกว่าหัวแม่ ซึ่งมีรูปไข่และแตกแขนงทรงประกอบออกด้านข้างทั้ง 2 ด้าน เรียกว่า แง่ง เนื้อในเหง้ามีสีเหลือง มีกลิ่นเฉพาะ ส่วนที่ใช้บริโภคคือลำต้นใต้ดินที่ใช้สะสมอาหาร ขมิ้นมีสารที่เป็นองค์ประกอบหลักทางเคมีคือ Curcumin มีสีเหลือง ส้ม (orange-yellow) รูปที่ 2.1 ต้นขมิ้นชัน รูปที่ 2.2 เหง้าขมิ้นชัน ใช้รับประทานสด เป็นส่วนผสมของเครื่องแกง (curry) โดยนำมาใช้แต่งสี แต่งกลิ่น และรสของอาหาร เช่น แกงเหลือง แกงไตปลา อาจนำมาแปรรูปด้วยการทำแห้ง (dehydration) แล้วบดเป็นผง ใช้เป็นเครื่องเทศ (spice) และใช้เป็นวัตถุเจือปนอาหาร (food additive) เพื่อเป็นสารให้สี (coloring agent) และวัตถุปรุงแต่งรสอาหาร (flavoring agent) ที่ได้จากธรรมชาติ ซึ่งให้ความปลอดภัยมากกว่าสีสังเคราะห์ เป็นวัตถุดิบเพื่อการสกัด (extraction) เป็น curcumin, oleoresin สารสำคัญและโภชนเภสัช รากและเหง้ามีน้ำมันหอมระเหย (essential oil) ได้แก่ ทูมีโรน (tumerone) , zingerene bissboline, zingiberence, (+) - sabinene, alpha-phellandrene, curcumone, สารประกอบ เคอร์คูมิน (curcumin) ที่มีคุณสมบัติเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ (antioxidant) ใช้เป็นยาภายใน คือแก้ท้องอืด บรรเทาอาการปวดท้อง ท้องอืด แน่นจุดเสียดโดยกระตุ้นการหลั่ง mucin มาเคลือบกระเพาะ และยับยั้งการหลั่งน้ำย่อยชนิดต่างๆ มีฤทธิ์ในการลดการอักเสบโดยสาร curcumin ที่มีคุณสมบัติเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ (Cousin et.al., 2007) ขมิ้นขันจะไปออกฤทธิ์ต้านการอักเสบ ฤทธิ์ในการลดการบีบตัวของลำไส้ ฤทธิ์ในการคลายกล้ามเนื้อเรียบ โดยออกฤทธิ์ต้าน acetylcholine, barium chloride และ serotonin ซึ่งช่วยบรรเทาอาการปวดเกร็งในผู้ป่วยโรคกระเพาะ ส่วนที่เป็นยาภายนอกได้แก่ ทาแก้ผื่นคัน โรคผิวหนังพุพอง ยารักษาชันนะตุและหนังศรีษะเป็นเม็ดผื่นคัน เหง้าของขมิ้นชันมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย สามารถยับยั้งสาเหตุการเกิดกรดเนื่องจาก Lactobacillus cidophilus และ L. planturum มีฤทธิ์ในการขับน้ำดี โดยสาร curcumin และ p-tolymethycarbinol สามารถขับน้ำดีและกระตุ้นการสร้างน้ำดี นอกจากนี้ยังสามารถ ออกฤทธิ์แก้ปวดกระดูก ป้องกันกระดูกผุ แก้ตาลาย อาการหน้ามืด ป้องกันโรค เบาหวาน ลดคอเลสเตอรอล และมีฤทธิ์เป็นยานอนหลับ (Gilani A.H. et.al., 2004) 2.1.2 ตะไคร้ลักษณะทั่วไป ตะไคร้ เป็นพืชสมุนไพร และเป็นเครื่องเทศ มีชื่อสามัญคือ Lemon Grass, Lapine, Sweet Rush, Ginger Grass, Takhrai มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Cymbopogon citrates (DC.) Stapf เป็นพืชล้มลุกจำพวกหญ้า อยู่ในวงศ์ GRAMINEAE อายุหลายปี สูงประมาณ 1 เมตร ลำต้นตั้งตรงมีข้อ และปล้องสั้นค่อนข้างแข็ง มีใบเรียงซ้อนสลับกันแน่นมาก กาบใบสีขาวนวลหรือม่วงอ่อนแผ่เป็นกาบ เป็นแผ่นยาวโอบซ้อนกันจนดูแข็ง ใบเป็นเดี่ยว รูปเรียวยาว ปลายใบเรียวแหลม กว้าง 1-2 เซนติเมตร ยาว 70-120 เซนติเมตร ผิวใบสากมือทั้งสองด้าน ขอบใบมีขนอยู่เล็กน้อย ขยายพันธุ์โดยการแตกหน่อ ชื่อเรียกในท้องถิ่น เช่น ตะไคร้แกง (กลาง) คาหอม (ฉาน-แม่ฮ่องสอน) ไคร (ใต้) จะไคร (เหนือ) เชิดเกรย เหลอะเกรย (สุรินทร์) ห่อวอตะโป่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) หัวสิงไค (ปราจีนบุรี)
เครื่องคัดขนาดหอยแครงทุ่นแรงงานคน
ข่าวนี้มาจาก ไทยโพสต์ ครูผู้น้อยว่าเป็นผลงานที่ดี จึงอยากนำมาประชาสัมพันธ์ต่อเป็นกำลังใจกับเยาวชนไทยผู้จะเป็นกำลังสำคัญของวงการอาหารไทย เรายังต้องการนวตกรรมดีๆ อีกมาก ต้องอาศัยกำลังเยาวชนสร้างชาตินะคะ ใครมีผลงานดีๆ อยากอวดก็ฝากผลงานมาได้กับ Foodnetworksolution ได้นะคะ ไปตั้งกระทู้ไว้ใน webbord ได้นะคะ หอยแครงเป็นหอยสองฝาที่นิยมบริโภคกันมาก ตั้งแต่ลวก เผา ย่าง จิ้มน้ำจิ้มแซ่บๆโอย หิวเชียวแหละค่ะ หอยแครงยังเอาไปแปรรูปด้วยการแช่แข็ง (freezing) การทำแห้ง (dehydration) เอาไปแกะเนื้อทำกระป๋อง (canning) ก็น่าจะไม่เลว หรือแกะเอาเนื้อมาทำซ้อสปรุงรส ก็น่าจะลองดู ที่แน่ๆ ก่อนการขายสด หรือ การแปรรูป หอยแครงคงจะต้องคัดขนาด (sorting) เพื่อให้ได้ตัวเท่าๆ กัน ตัวใหญ่ขายสด ตัวกลาง แช่แข็ง ตัวเล็กทำซ้อส คือให้ใช้ประโยชน์ได้ทุกๆขนาดอย่างคุ้มค่า ถ้าจะนับเครื่องคัดหอยแครงผลงานวิจัยของนายพรศักดิ์ จิตรอำไพ และนายยุทธพงษ์ ศรีทา นักศึกษาจากสาขาวิชาเครื่องกล คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มี ผศ.สุเมธ พลับพลา เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ช่วยส่งเสริมทางด้านการเกษตรและการแข่งขันก็คงไม่ผิดหนัก แม้เจ้าของผลงานจะออกตัวว่าแรงบันดาลที่ให้คิดเครื่องคัดหอยแครงเกิดจากความต้องการที่จะช่วยทุ่นแรง ทุ่นเวลา ค่าใช้จ่ายของเกษตรกรเท่านั้นก็ตามตัวเครื่องถูกออกแบบมาอย่างแข็งแรง ใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน เพื่อให้เหมาะกับเกษตรกร อีกทั้งผู้วิจัยยังเลือกใช้วัสดุที่แข็งแรง คงทน ทั้งน้ำหนัก แรงกระแทก และน้ำเค็ม ซึ่งเป็นจุดเด่นของผลงาน นักวิจัยและเครื่องคัดหอยแครงที่น่าภาคภูมิใจ ที่มา http://www.phtnet.org/news52/view-news.asp?nID=541 ส่วนหลักการทำงานของเครื่อง เจ้าของงานวิจัยอธิบายว่า เครื่องนี้ทำงานด้วยสกรูลำเลียง (screw conveyor) และเพลากระรอก ซึ่งจะทำงานเป็นชุดเดียวกัน โดยสกรูจะทำหน้าที่ในการลำเลียงหอยแครงด้วยมอเตอร์ขนาดแรงม้าไปตามเพลากระรอก และเพลากระรอกจะเป็นตัวทำหน้าที่คัดขนาดของหอยแครงผ่านตะแกรง ซึ่งสามารถคัดได้ 3 ขนาด คือ ขนาดเล็ก (1.5 ซม.) ขนาดกลาง (2.5 ซม.) ขนาดใหญ่ (3 ซม.) ตลอดการทำงานเครื่องจะมีฝาปิด มีเพียงหอยแครงที่ถูกคัดแยกแล้วเท่านั้นที่ไหลออกมาตามช่องคัดแยก จึงมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้อย่างแน่นอนนายพรศักดิ์บอกว่า จุดประสงค์ในการประดิษฐ์เครื่องคัดหอยแครงนี้ขึ้นมาก็เพื่อต้องการให้เกษตรนำไปใช้งานได้จริง เพราะถ้าจะเทียบกันแล้วปกติหอยแครง 1 ตันจะใช้คนคัดประมาณ 7 คนใน 1 ชั่วโมง ถ้าใช้เครื่องที่ประดิษฐ์ขึ้นจะสามารถทำงานแทนคนได้โดยใช้แรงงานเพียงคนเดียว คือคนที่ต้องเทหอยแครงลงไปในเครื่องคัดแยก ก็จะสามารถแยกหอยได้ในปริมาณและเวลาเท่ากัน แต่ทุ่นแรงงานไป 6 คนทั้งนี้ การคัดหอยแครงมีความสำคัญไม่น้อย เพราะนอกจากจะนำไปกำหนดราคาตามขนาดแล้ว ยังสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคว่าได้หอยในขนาดที่ต้องการและเป็นธรรม หอยที่ถูกคัดออกมาหมายถึงมีขนาดเล็กเกินไป คือ ขนาดเล็กกว่า 1.5 ซม. ก็จะถูกนำไปปล่อยเพื่อขยายพันธุ์ต่อไปสำหรับกลุ่มเกษตรกรหรือผู้ที่สนใจสามารถสอบถามปรึกษาของรายละเอียดๆ ได้ที่ ผศ.สุเมธ พลับพลา สาขาวิชาเครื่องกล คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มทร.ธัญบุรี โทร.08-1866-1005. ใครมีผลงานดีๆ ที่มีประโยชน์สำหรับวงการอาหารก็อย่างเก็บไว้คนเดียว นำมาอวดกันได้นะคะ ยินดีเป็นคนกลาง ช่วยเผยแพร่และร่วมภาคภูมิใจกับผลงานดีๆ ของเยาวชนไทยทุกคน
สมัครสมาชิก

สนับสนุนโดย / Supported By

  • บริษ้ท มาเรล ฟู้ดส์ ซิสเท็ม จำกัด จัดจำหน่ายเครื่องจักรและอุปกรณ์การแปรรูปอาหาร เช่น ระบบการชั่งน้ำหนัก, การคัดขนาด, การแบ่ง, การตรวจสอบกระดูก และการประยุกต์ใช้ร่วมกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ พร้อมกับบริการ ออกแบบ ติดตั้ง กรรมวิธีการแปรรูปทั้งกระบวนการ สำหรับ ผลิตภัณฑ์ ปลา เนื้อ และ สัตว์ปีก โดยมีวิศวกรบริการและ สำนักงานตั้งอยู่ที่กรุงเทพ มาเรล เป็นผู้ให้บริการชั้นนำระดับโลกของอุปกรณ์การแปรรูปอาหารที่ทันสมัย​​ครบวงจรทั้งระบบ สำหรับอุตสาหกรรม ปลา กุ้ง เนื้อ และสัตว์ปีก ต่างๆ เครื่องแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์ปีก Stork และ Townsend จาก Marel อยู่ในกลุ่มเครื่องที่เป็นที่ยอมรับมากที่สุดในอุตสาหกรรม พร้อมกันนี้ สามารถบริการครบวงจรตั้งแต่ต้นสายการผลิตจนเสร็จเป็นสินค้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับทุกความต้องการของลูกค้า ด้วยสำนักงานและบริษัทสาขามากกว่า 30 ประเทศ และ 100 เครือข่ายตัวแทนและผู้จัดจำหน่ายทั่วโลก ที่พร้อมทำงานเคียงข้างลูกค้าเพื่อขยายขอบเขตผลการแปรรูปอาหาร Marel Food Systems Limited. We are supply weighing, grading, portioning, bone detection and software applications as well as complete turn-key processing solutions for fish, meat and poultry. We have service engineer and office in Bangkok. Marel is the leading global provider of advanced food processing equipment, systems and services to the fish, meat, and poultry industries. Our brands - Marel, Stork Poultry Processing and Townsend Further Processing - are among the most respected in the industry. Together, we offer the convenience of a single source to meet our customers' every need. With offices and subsidiaries in over 30 countries and a global network of 100 agents and distributors, we work side-by-side with our customers to extend the boundaries of food processing performance.
  • วิสัยทัศน์ของบริษัท คือ การอยู่ในระดับแนวหน้า "ฟอร์ฟร้อนท์" ของเทคโนโลยีประเภทต่างๆ และนำเทคโนโลยีนั้นๆ มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมและกระบวนการผลิตในประเทศไทย เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของลูกค้า บริษัท ฟอร์ฟร้อนท์ ฟู้ดเทค จำกัด เชื่อมั่นและยึดมั่นในอุดมการณ์การดำเนินธุรกิจ กล่าวคือ จำหน่าย สินค้าและให้บริการที่มีคุณภาพสูง ซึ่งเหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า ด้วยความซื่อสัตย์และความตรงต่อเวลา เพื่อการทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จร่วมกันระยะยาว Our vision is to be in the "forefront" of technology in its field and suitably apply the technology to industries and production in Thailand for customers' utmost benefits. Forefront Foodtech Co., Ltd. strongly believes in and is committed to our own business philosophy which is to supply high quality products and service appropriately to each customer's requirements with honesty and punctuality in order to maintain long term win-win business relationship. Forefront Foodtech Co., Ltd. is the agent company that supplies machinery and system, install and provide after sales service as well as spare parts. Our products are: Heinrich Frey Maschinenbau Gmbh, Germany: manufacturer of vacuum stuffers and machinery for convenient food Kronen GmbH, Germany: manufacturer of machinery for vegetable and fruits from washing to packing Nock Fleischerei Maschinenbau GmbH, Germany: manufacturer of skinning machines, membrane skinning machine, slicers and scale ice makers K + G Wetter GmbH, Germany: manufacturer of grinders and bowl cutters Ness & Co. GmbH, Germany: manufacturer of smoke chambers, both stand alone and continuous units Dorit DFT GmbH, Germany: manufacturer of tumblers and injectors Maschinenfabrik Leonhardt GmbH, Germany: manufacturer of dosing and filling equipment
  • We are well known for reliable, easy-to-use coding and marking solutions which have a low total cost of ownership, as well as for our strong customer service ethos. Developing new products and a continuous programme of improving existing coding and marking solutions also remain central to Linx's strategy. Coding and marking machines from Linx Printing Technologies Ltd provide a comprehensive solution for date and batch coding of products and packaging across manufacturing industries via a global network of distributors. In the industrial inkjet printer arena, our reputation is second to none. Our continuous ink jet printers, laser coders, outer case coders and thermal transfer overprinters are used on production lines in many manufacturing sectors, including the food, beverage, pharmaceutical, cosmetics, automotive and electronic industries, where product identification codes, batch numbers, use by dates and barcodes are needed. PTasia, THAILAND With more than 3,700 coding, marking, barcode, label applicator, filling, packing and sealing systems installed in THAILAND market. Our range is includes systems across a wide range of technologies. To select the most appropriate technology to suit our customers. An excellent customer service reputation, together with a reputation for reliability that sets standards in the industry, rounds off the PTAsia offering and provides customers with efficient and economical solutions of the high quality. Satisfyingcustomers inTHAILAND for 10 years Our 1,313 customers benefit from our many years of experience in the field, with our successful business model of continuous improvement. Our technical and service associates specialise in providing individual advice and finding the most efficient and practical solution to every requirment. PTAsia extends its expertise to customers in the food, beverage, chemical, personal care, pharmaceutical, medical device, electronics, aerospace, military, automotive, and other industrial markets.