News and Articles

แผนการสอน 2557 สมบัติเชิงวิศวกรรมของอาหาร

แผนการสอน 2557 สมบัติเชิงวิศวกรรมของอาหาร


หมวดหมู่: แผนการสอน [แผนการสอนและกิจกรรม]
วันที่: 10 สิงหาคม พ.ศ. 2557

รายละเอียดของรายวิชา

 

ชื่อสถาบันอุดมศึกษา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

 

คณะ/สาขาวิชา คณะวิศวกรรมศาสตร์/ สาขาวิชาวิศวกรรมอาหาร

 

หมวดที่ 1 ข้อมูลโดยทั่วไป

 

1. รหัสและชื่อรายวิชา 01116006 สมบัติเชิงวิศวกรรมของอาหาร

 

ENGINEERING PROPERTIES OF FOOD

 

 

2. จำนวนหน่วยกิต

 

3 หน่วยกิต (3-2-3-6)

 

 

3. หลักสูตรและประเภทของรายวิชา

 

หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมอาหาร

 

 

4. อาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชาและอาจารย์ผู้สอน

 

ผศ.ดร.พิมพ์เพ็ญ พรเฉลิมพงศ์

 

5. ภาคการศึกษา/ชั้นปีที่เรียน

 

ภาคการศึกษาที่ 1/2557 / ชั้นปีที่ 2

 

6. รายวิชาที่ต้องเรียนมาก่อน (Pre-requisites) (ถ้ามี)

 

ไม่มี

 

7. รายวิชาที่ต้องเรียนพร้อมกัน (Co-requisites) (ถ้ามี)

 

ไม่มี

 

8. สถานที่เรียน

 

คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

 

9. วันที่จัดทำหรือปรับปรุงรายละเอียดของรายวิชาครั้งล่าสุด

 

10 สิงหาคม 2557

หมวดที่ 2 จุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์

 

1.จุดมุ่งหมายของรายวิชา

 

1) เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจความหมายและความสำคัญของสมบัติเชิงวิศวกรรมของอาหาร

 

2) สามารถประยุกต์ความรู้ที่ได้ในงานด้านวิศวกรรมอาหาร

 

 

2.วัตถุประสงค์ในการพัฒนา/ปรับปรุงรายวิชา

 

1 เพิ่มการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อใช้ในการเรียนการสอน

2 เปลี่ยนแปลงรายวิชาจากผลงานวิจัยและบริการวิชาการของสาขาวิชา

 

 

หมวดที่ 3 ลักษณะและการดำเนินการ

 

1. คำอธิบายรายวิชา

 

ทฤษฎีและการวัดค่าคุณสมบัติเชิงวิศวกรรมของอาหาร และผลผลติทางการเกษตร ได้แก่ ลักษณะทางกายภาพ สมบัติทางรีโอโลยี สมบัติเชิงความร้อน สมบัติเชิงไฟฟ้า คุณสมบัติเชิงทัศนศาสตร์ คุณสมบัติเชิงอากาศพลศาสตร์และชลพลศาสตร์ การประยุกต์คุณสมบัติดังกล่าวเพื่อออกแบบการเก็บรักษา ระบบลำเลียง และกระบวนการแปรรูปอาหาร

 

Theory and measurement of engineering properties of food and agricaltural materials: physical characteristics, reological , thermal , electrical, optical aero dynamic and Hydro dynamic; applications in design of handling and processing systems for food products

 

 

2. จำนวนชั่วโมงที่ใช้ต่อภาคการศึกษา

 

บรรยาย

สอนเสริม

การฝึกปฏิบัติ/งาน

ภาคสนาม/การฝึกงาน

การศึกษาด้วยตนเอง

บรรยาย 45 ชั่วโมง ต่อภาคการศึกษา

 

ไม่มี

 

ไม่มี

 

การศึกษาด้วยตนเอง 6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

 

3. จำนวนชั่วโมงต่อสัปดาห์ที่อาจารย์ให้คำปรึกษาและแนะนำทางวิชาการแก่นักศึกษาเป็นรายบุคคล

 

2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

 

 

หมวดที่ 4 การพัฒนาการเรียนรู้ของนักศึกษา

 

1.คุณธรรม จริยธรรม

 

1.1.คุณธรรม จริยธรรมที่ต้องพัฒนา

 

1 มีวินัย การตรงต่อเวลา สุขลักษณะส่วนบุคคล ความสะอาดของสิ่งแวดล้อม การแต่งกาย  ความซื่อสัตย์

 

2 มีความเคารพ ความเคารพตนเอง ความกตัญญูต่อบุพการีและผู้มีพระคุณ ความเคารพต่อการศึกษา และ สถานที่ศึกษา รวมทั้ง การมีน้ำใจ และการเคารพสิทธิ ของผู้อื่น

 

3 มีความอดทน รับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย ความอดทนต่อความยากลำบาก รู้จักการทำงานเป็นทีม อดทนต่อความขัดแย้ง และรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น

 

1.2. วิธีการสอน

 

1. เน้นการเข้าชั้นเรียน และพฤติกรรมในชั้นเรียน

 

2. มอบหมายให้นักศึกษาทำงานเป็นกลุ่ม ฝึกการเป็นผู้นำ สมาชิกกลุ่ม ฝึกความรับผิดชอบ

 

3. การเป็นแบบอย่างที่ดีของอาจารย์

 

4 บรรยายสอดแทรก คุณธรรมจริยธรรม ที่จำเป็นต่อวิศวกรอาหาร

 

1.3. วิธีการประเมินผล

 

1. ประเมินจากการตรงต่อเวลาของนักศึกษาในการเข้าชั้นเรียน การส่งงานที่ได้รับมอบหมาย การเข้าร่วมกิจกรรม

 

2. ประเมินจากความรับผิดชอบในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย

 

3. ประเมินจากพฤติกรรมการเรียนและการสอบ

 

2.ความรู้

 

2.1 ความรู้ที่ต้องได้รับ

 

1.มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการและทฤษฎีที่สำคัญในเนื้อหาที่ศึกษา

 

2.สามารถวิเคราะห์ปัญหา เข้าใจและอธิบายความต้องการในอุตสาหกรรมอาหาร รวมทั้งประยุกต์ความรู้ ทักษะ ที่เหมาะสมกับการแก้ไขปัญหา

 

3.สามารถรู้ เข้าใจ สนใจพัฒนาความรู้ และติดตามเทคโนโลยีใหม่ๆ

 

2.2 วิธีการสอน

 

1. ใช้วิธีการบรรยาย การยกตัวอย่างประกอบการบรรยาย

 

2. การมอบหมายให้นักศึกษาทำรายงานกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสมบัติเชิงวิศวกรรมของ

 

3.การมอบหมายให้นักศึกษาจัดนิทรรศการเผยแพร่ความรู้สู่สังคม

 

2.3 วิธีการประเมินผล

 

ประเมินจากรายงานการศึกษาค้นคว้าของนักศึกษา การนำเสนอหน้าชั้นเรียน การสอบกลางภาคเรียนและปลายภาคเรียน

 

3.ทักษะทางปัญญา

 

3.1ทักษะทางปัญญาที่ต้องพัฒนา

 

คิดอย่างมีวิจารณญาณและอย่างเป็นระบบ

 

3.2 วิธีการสอน

 

จัดกระบวนการเรียนการสอนที่ฝึกทักษะการคิด ทั้งในระดับบุคคลและกลุ่ม เช่น การจัดทำรายงานและการอภิปรายกลุ่ม เป็นต้น

 

3.3 วิธีการประเมินผล

 

1. การจัดทำรายงานของนักศึกษา

 

2. การนำเสนอผลงานและการตอบคำถามในเรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

4.ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ

 

4.1 ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบที่ต้องพัฒนา

 

มีความรับผิดชอบในการทำงานและสามารถสื่อสารและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้

 

4.2 วิธีการสอน

 

กำหนดให้นักศึกษาทำรายงานเป็นกลุ่ม

 

4.3 วิธีการประเมินผล

 

1 การนำเสนอผลงานเป็นกลุ่ม

 

2 ประเมินความรับผิดชอบในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย

 

3 ทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

 

5.1 ทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ต้องพัฒนา

  • สามารถสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพทั้งปากเปล่าและการเขียนการเลือกใช้รูปแบบของสื่อการนำเสนอ
5.2 วิธีการสอน
  • ให้ผู้เรียนรู้เอกสารประกอบคำสอน ผ่าน website ประจำวิชา http://www.foodnetworksolution.com/wiki/
  • นำเสนอผลงานโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
5.3 วิธีการประเมินผล
  • การประเมินจากรายงานและสื่อการนำเสนอ
  • การประเมินจากผู้เกี่ยวข้องในห้องเรียน

 

ที่

สัปดาห์ที่ / วันเดือนปี

หัวข้อบรรยาย

หัวข้อ

ปฏิบัติการ

1

15 สิงหาคม

ชี้แจงแผนการสอน และปฏิบัติการ

 

 

2

22 สิงหาคม

ความหมายและความสำคัญของของสมบัติเชิงวิศวกรรมของอาหาร ต่อ

 

ปฏิบัติการ 1 ผลของความชื้นต่อสมบัติทางกายภาพของเมล็ดพืช

 

3

29 สิงหาคม

ปฏิบัติการที่ 2 (ต่อ)

1 หาความชื้นเริ่มต้นของเมล็ดพืชตัวอย่าง

2 ส่งวิธีการปรับความชื้น และปริมาณน้ำที่ต้องเติมเพื่อปรับความชื้นเมล็ดพืชให้ได้  4 ระดับ ระดับละ 100 กรัม (หรือไม่น้อยกว่า 100 เมล็ด) ให้ผู้สอนตรวจสอบความถูกต้อง

3 ปรับความชื้นของเมล็ดพืชและเก็บรักษาตามตามวิธีที่กำหนดในข้อ 2

สมบัติทางกายภาพของเมล็ดพืชทุกระดับ

ส่งผล ปฏิบัติการที่1 (ความชื้น file exel)

4

27 กรกฏาคม

  • ปฏิบัติการที่ 2 (ต่อ)

5

4 กรกฏาคม

 

  • ปฏิบัติการที่ 2 (ต่อ)
  • ปฏิบัติการที่ 3 water sorption isotherm

6

11 กรกฎาคม

 

  • การหาสมการความสัมพันธ์ของ water sorption isotherm (บรรยายโดย ดร.เอกพงษ์ ชีวิตโสภณ)
  • ปฏิบัติการwater sorption isotherm (ต่อ)
  • ส่งรายงาน ปฏิบัติการ ที่ 2 (ฉบับสมบูรณ์) ของทั้ง 9 กลุ่ม
  • และ ส่งผลปฏิบัติการ 3 (file exel, ข้อมูลและกราฟความสัมพันธ์

7

18  กรกฎาคม

 

  • รายงานผลการวิจัย เรื่องผลของความชื้นต่อสมบัติทางกายภาพและ water sorption isotherm ของวัสดุปริมาณมวล9 กลุ่ม

 

  • ส่งรายงานผลการปฏิบัติการ 2  และส่งรายงานปฏิบัติการ 3 ฉบับบสมบูรณ์

8

27กรกฎาคม

- 4 สิงหาคม

 

  • งดเรียน สอบกลางภาค

     

 

       

9

8 สิงหาคม

10

15 สิงหาคม

  • ปฏิบัติการที่ 6 สมบัติทางกายภาพ และสมบัติทางรีโอโลยี ของอาหารเหลว

11

22 สิงหาคม

  • ปฏิบัติการที่ 7 เรื่องการวัดสี

12

29 สิงหาคม

  • เยี่ยมชมโรงงาน

 

13

5 กันยายน

  • อภิปรายกลุ่ม เรื่องการประยุกต์ใช้สมบัติทางกายภาพในงานวิศวกรรมอาหาร

14

12 กันยายน

  • ปฏิบัติการการที่ 8 สมบัติเชิงความร้อน และ คำนวณค่าสมบัติเชิงความร้อนของอาหาร
15

 

 

 19 กันยายน
  • ปฏิบัติการที่ 4 สมบัติทางการยภาพของอาหารที่เป็นชิ้น
  • การหา drying rate
  • หมายเหตุ

    สอบกลางภาค วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม 2556

    สอบปลายภาค วันที่ 2 ตุลาคม 2556 เวลา 13.00-16.30

    หมวดที่ 6 ทรัพยากรประกอบการเรียนการสอน

    1.กลยุทธ์การประเมินประสิทธิผลของรายวิชาโดยนักศึกษา

     

    การประเมินประสิทธิผลในรายวิชานี้ จัดโดยสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยให้นักศึกษาเข้าประเมินผลการเรียนการสอนทางเว็บไซต์ของสถาบันฯ ซึ่งเป็นการนำแนวคิดและความคิดเห็นจากนักศึกษาดังนี้

     

    - แบบประเมินผู้สอนเป็นรายวิชา

     

    2.กลยุทธ์การประเมินการสอน

     

    ใช้กลยุทธ์ในการเก็บข้อมูลเพื่อประเมินการสอนดังนี้

     

    -ประเมินจากผลการประเมินผู้สอนและผลการสอบของนักศึกษา

     

    -การทวนสอบผลประเมินการเรียนรู้

     

    3.การปรับปรุงการสอน

     

    การสัมมนาการจัดการเรียนการสอน

     

    4.การทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาในรายวิชา

     

    หลังจากได้รับผลการประเมินการสอนในข้อ 2 จะมีการปรับปรุงการสอน โดยการใช้ระบบประกันคุณภาพภายในช่วยในการทวนสอบมาตรฐานผลการเรียนรู้ของนักศึกษา

     

    5.การดำเนินการทบทวนและการวางแผนปรับปรุงประสิทธิผลของรายวิชา

     

    ปรับปรุงรายวิชาตามข้อเสนอแนะปรับปรุงการสอนในข้อ 3 และผลการทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ตามข้อ 4

     

     

    หมวดที่ 7 การประเมินและปรับปรุงการดำเนินการของรายวิชา

     

    2. แผนการประเมินผลการเรียนรู้

     

    กิจกรรมที่

    ผลการ

    เรียนรู้

    วิธีการประเมิน

    สัปดาห์ที่

    ประเมิน

    สัดส่วนของการ

    ประเมินผล

    1

    1.1, 1.4,

     

    2.1, 2.2, 2.3

     

    3.1

     

    สอบกลางภาค

     

    สอบปลายภาค

     

    การบ้าน

     

    วันที่ 28 กรกฏาคม

    วันที่ 23 กันยายน

     

    40%

    40%

    10%

    2

    1.1,1.2,1.3,1.4, 1.5,

     

    2.1, 2.2, 2.3,2.4,2.5

     

    3.1,3.2,

     

    4.1, 4.2,4.3,4.4 5.1,5.2,5.3, 5.4


    ข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
    การทำแห้งชาสมุนไพรด้วยลมร้อนร่วมกับการใช้สารดูดซับความชื้น
    โครงการพัฒนาการผลิตชาสมุนไพรคุณภาพสูงระดับ SME การทดลองการทำแห้งสมุนไพรด้วยเครื่องอบลมร้อนแบบถาดร่วมกับการใช้สารดูดความชื้น บทนำ การทำแห้งสมุนแห้งสมุนไพร ด้วยเครื่องอบลมร้อนแบบถาดร่วมกับการใช้สารดูดความชื้น เป็นวิธีการทำแห้งแบบ 2 ขั้นตอนที่ประยุกต์ขึ้นมาเพื่อใช้ในการทดลองศึกษาผลการทำแห้งของสมุนไพร 2 ชนิด ได้แก่ ตะไคร้และใบเตย โดยวัตถุประสงค์หลักเพื่อสามารถทำแห้งสมุนไพรได้เป็นอย่างดี และให้สมุนไพรนั้นคงคุณค่าทางโภชนาการ วัตถุประสงค์ศึกษาการทำแห้งตะไคร้ และใบเตย ด้วยเครื่องอบลมร้อนแบบถาด ร่วมกับการใช้สารดูดความชื้นในตู้ดูดความชื้น (desiccator) วิธีการทดลอง การทดลองการทำแห้งสมุนไพรด้วยเครื่องอบลมร้อนแบบถาดร่วมกับการใช้สารดูดความชื้น โดยนำสมุนไพรออกจากเครื่องอบลมร้อนแบบถาดเมื่อครบเวลาการทำแห้งด้วยลมร้อน ตะไคร้นำออกเมื่อครบเวลา 240 นาที และใบเตยเมื่อครบเวลา 90 นาที ให้นำตะแกรงวัตถุดิบใส่ในตู้ Desiccator Cabinet (ยี่ห้อ Northman, ประเทศไทย) โดยวางถาดบนชั้นวาง จากนั้นนำถาดวัตถุดิบ ออกมาชั่งน้ำหนักด้วยเครื่องชั่ง 2 ตำแหน่งโดยตะไคร้ชั่งทุกๆ 60 นาที และใบเตยชั่งทุกๆ 30 นาที จนกว่าน้ำหนักจะคงที่ การวิเคราะห์เพื่อเลือกเวลาที่จะนำถาดวัตถุดิบสมุนไพรมาใส่ตู้ดูดความชื้นนั้น ใช้หลักการวิเคราะห์ร่วมกับกราฟ Adsorption isotherm โดยพิจารณาเลือกค่าวอเตอร์แอกติวิตี้ (aw) ที่ 0.7 ลากไปตัดเส้นกราฟจะได้ค่าความชื้นฐานแห้งออกมา จากนั้นนำค่าความชื้นนี้ไปวิเคราะห์ในกราฟความชื้นฐานแห้งกับเวลาของสมุนไพรชนิดนั้นก็จะได้เวลาในการทำแห้งที่จะทำให้มีค่า aw ของพืชสมุนไพรชนิดนั้นๆ อยู่ที่ 0.7 รูปที่ 1 Desorption isotherm ของตะไคร้รูปที่ 2 กราฟความชื้นกับเวลาของตะไคร้ (60℃) รูปที่ 3 Desorption isotherm ของใบเตย รูปที่ 4 กราฟความชื้นกับเวลาของใบเตย (60℃) วิเคราะห์กราฟ Adsorption isotherm กับกราฟความชื้นกับเวลาของสมุนไพร เพื่อเลือกเวลาที่จะนำถาดวัตถุดิบสมุนไพรออกจากการทำแห้งด้วยลมร้อน แล้วมาใส่ตู้ดูดความชื้นโดยใช้พิจารณาเลือกค่าวอเตอร์แอกติวิตี้ (aw) ที่ 0.7 ลากไปตัดเส้นกราฟจะได้ค่าความชื้นฐานแห้งออกมา จากนั้นนำค่าความชื้นนี้ไปวิเคราะห์ในกราฟความชื้นฐานแห้งกับเวลาของสมุนไพรชนิดนั้นก็จะได้เวลาในการทำแห้งด้วยลมร้อน ผลและวิจารณ์ผลการทดลอง รูปที่ 5 กราฟความชื้นฐานแห้งกับเวลาของตะไคร้ในการทำแห้งแบบลมร้อนร่วมกับสารดูดความชื้น รูปที่ 6 กราฟความชื้นฐานแห้งกับเวลาของใบเตยในการทำแห้งแบบลมร้อนร่วมกับสารดูดความชื้น ผลการทดลองจากรูปที่ 6 และ 7 ช่วงแรกเป็นการทำแห้งด้วยลมร้อน ตะไคร้ใช้เวลาในการทำแห้งช่วงนี้นาน 240 นาที ใบเตยใช้เวลา 90 นาที จากนั้นเป็นการทำแห้งในช่วงที่ 2 โดยนำสมุนไพรที่ออกจากเครื่องอบลมร้อนแบบถาดไปใส่ในตู้ดูดความชื้นที่มีซิลิกาเจล ในการทำแห้งช่วงที่ 2 ตะไคร้และใบเตยใช้เวลา 480 90 นาที ตามลำดับ รวมทั้งสิ้นตะไคร้ใช้เวลาในการทำแห้ง 720 นาที ได้ความชื้น 9.3817 g water/g dry matter (8.5770 %wb) ใบเตย 180 นาที ได้ความชื้น 5.4599 g water/g dry matter (5.1772 %wb) จะเห็นว่าการทำแห้งด้วยลมร้อนแบบถาดร่วมกับการใช้สารดูดความชื้นนี้ใช้เวลานานกว่าการทำแห้งด้วยลมร้อนเพียงอย่างเดียว สรุปผลการทดลอง การทำแห้งด้วยลมร้อนแบบถาดร่วมกับการใช้สารดูดความชื้น ตะไคร้ใช้เวลาในการทำแห้ง 720 นาที ได้ความชื้น 9.3817 g water/g dry matter (8.5770 %wb) ใบเตยใช้เวลา 180 นาที ได้ความชื้น 5.4599 g water/g dry matter (5.1772 %wb) ซึ่งจะเห็นว่าการทำแห้งแบบ 2 วิธีร่วมกันนี้ใช้เวลานานกว่าการทำแห้งด้วยลมร้อน
    อย. ร่วมกับ เทสโก้ โลตัส เปิดตัวโครงการ “กินฉลาด ต้องอ่านฉลาก หวาน มัน เค็ม”
    อย. ร่วมกับ เทสโก้ โลตัส เปิดตัวโครงการ “กินฉลาด ต้องอ่านฉลาก หวาน มัน เค็ม” ติวเข้มวิธีอ่านฉลากอาหาร ให้ผู้บริโภค อย. จับมือ เทสโก้ โลตัส จัดโครงการ “กินฉลาด ต้องอ่านฉลาก หวาน มัน เค็ม” เดินหน้าให้ความรู้แก่ผู้บริโภค ในการอ่านฉลากหวาน มัน เค็ม (ฉลากโภชนาการแบบ จีดีเอ) ตั้งเป้าให้ผู้บริโภค 6 ล้านคน รู้ เข้าใจ นำไปใช้เป็นเครื่องมือเลือกซื้อ เลือกบริโภคอาหารได้อย่างเหมาะสมใน 3 เดือน ดีเดย์ วันนี้ (9 ก.พ. 2555) ยกขบวนคาราวานติดอาวุธทางปัญญาให้ผู้บริโภค ในเขตกรุงเทพ ฯ ปริมณฑล ก่อนเดินสายทั่วประเทศเร็ว ๆ นี้ นพ. พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา พร้อมด้วย คุณพรเพ็ญ นาถพิริยรัตน์ รองประธาน กรรมการแผนกกฎหมายการค้าและเทคนิค เทสโก้ โลตัส ร่วมกันแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดย นพ. พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการ ฯ อย. กล่าวว่า จากการที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาภาวะโภชนาการในประเทศไทย โดยออกกฎหมายกำหนดให้แสดงค่าพลังงาน น้ำตาล ไขมัน และโซเดียมในรูปแบบฉลากหวาน มัน เค็ม หรือ จีดีเอ กับขนมขบเคี้ยว 5 ชนิด ได้แก่ มันฝรั่งทอด (potato chip) หรืออบกรอบ ข้าวโพดคั่วทอดหรืออบกรอบ ข้าวเกรียบหรืออาหารขบเคี้ยวชนิดอบพอง ขนมปังกรอบหรือแครกเกอร์ หรือบิสกิต และเวเฟอร์สอดไส้ ซึ่งประกาศ ฯ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 24 สิงหาคม 2554 นั้น ขณะนี้มีขนมขบเคี้ยวที่มีฉลากหวาน มัน เค็ม หรือ จีดีเอ มากกว่า 200 รายการ จัดจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าและร้าน สะดวกซื้อ ซึ่งผู้ผลิต/ผู้นำเข้าอาหารกลุ่มดังกล่าวที่มีอยู่ก่อนวันที่ประกาศ ฯ ใช้บังคับ ต้องปฏิบัติตามประกาศตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2555 และให้ใช้ฉลากเดิมที่เหลืออยู่ได้ไม่เกินวันที่ 24 สิงหาคม 2555 ดังนั้น อาหารดังกล่าวที่มีการจำหน่าย หลังวันที่ 24 สิงหาคม 2555 จะต้องมีฉลากอาหารที่ถูกต้องทุกกรณีตามประกาศฯ กำหนดไว้ และเพื่อเป็นการเตรียมความ พร้อมให้ผู้บริโภค อย. ได้เร่งประชาสัมพันธ์ให้ความรู้กับผู้บริโภคทั่วประเทศ โดยล่าสุดได้ร่วมมือกับห้างเทสโก้ โลตัส จัดโครงการ “กินฉลาด ต้องอ่านฉลาก หวาน มัน เค็ม” ซึ่งมีกิจกรรมให้ผู้บริโภคที่มาจับจ่ายซื้อสินค้าภายในห้าง และนักเรียน ในโรงเรียนได้มีส่วนร่วม และได้รับความรู้เกี่ยวกับการอ่านฉลากหวาน มัน เค็ม หรือฉลากจีดีเอ รวมถึงทราบวิธีคิด คำนวณหาค่าสารอาหารที่แสดงบนฉลาก ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการเลือกซื้อเลือกบริโภค อาหารที่เหมาะสมกับสุขภาพได้ โดยกิจกรรมดังกล่าวจะจัด ณ ห้างเทสโก้ โลตัส และโรงเรียนในเขตกรุงเทพ ฯ และปริมณฑล จำนวน 50 แห่ง และจะเดินสายให้ความรู้กับผู้บริโภคในส่วนภูมิภาคต่อไป ทั้งนี้ อย. ตั้งเป้าหมายให้ผู้บริโภค 6 ล้านคน มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมใน 3 เดือน ทางด้าน คุณพรเพ็ญ นาถพิริยรัตน์ รองประธานกรรมการแผนกกฎหมายการค้าและเทคนิค เทสโก้ โลตัส กล่าวว่า กิจกรรมในครั้งนี้ เทสโก้ โลตัส มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งในการสนับสนุนกิจกรรมของทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและ ยา โดยจัดสรรพื้นที่ในการจัดกิจกรรมโรดโชว์ไปตามสาขาของเราจำนวน 32 สาขา เริ่มตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ - 18 มีนาคม 2555 นอกจากนี้ อย. ยังให้เกียรติเข้าร่วมโครงการ “สุขภาพดี ชีวิตดี กับเทสโก้ โลตัส” ซึ่งเป็นโครงการที่เทสโก้ โลตัส ได้จัด ขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ด้วยนโยบายที่ชัดเจนในการส่งเสริมให้คนไทยได้ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น โครงการดังกล่าวมี เป้าหมายในการเชิญชวนให้ลูกค้าและผู้บริโภค 6 ล้านคนเข้าร่วมกิจกรรม โดยมีแผนในการจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ เคลื่อนที่ทั่วประเทศเป็นเวลา 3 เดือน ทั้งนี้ กิจกรรมจะสามารถเข้าถึงชุมชนและสถานที่ออกกำลังกายกว่า 300 ชุมชน ทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการร่วมมือระหว่างภาครัฐฯ และเอกชนอย่าง อย. และเทสโก้ โลตัส ในการสร้างความ ตระหนัก และความเข้าใจถึงความสำคัญของฉลากหวาน มัน เค็ม หรือ จีดีเอ ในกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น
    ผลของความชื้นต่อคุณสมบัติทางกายภาพของเมล็ดมะรุม ส่วนทั้งเมล็ดและเมล็ดใน
    ผลของความชื้นต่อคุณสมบัติทางกายภาพของเมล็ดมะรุม ส่วนทั้งเมล็ดและเมล็ดใน (Effect of moisture content on some physical properties of Moringa seed and kernel) สาขาวิชาวิศวกรรมอาหาร คณะวิศวกรรมศาสตร์สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กรณ์อัฐชญา วีณุตตรานนท์ มาริสา คงเอื้อสิริกุล รุ่งนภา กองทุ่งมน วสันต์ อินทร์ตา บทคัดย่อ การศึกษาคุณสมบัติทางกายภาพของเมล็ดมะรุม เป็นการศึกษาคุณลักษณะของเมล็ดส่วนทั้งเมล็ด และ เมล็ดใน เพื่อใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น การใช้งานเพื่อการขนส่ง การเก็บเกี่ยวที่ดี และบรรจุหีบห่อ ซึ่งได้พิจารณาจากปริมาณความชื้นฐานเปียกที่เมล็ดมะรุมได้รับ มีการกำหนดความหลากหลายของความชื้นทั้งหมด 5 ระดับ ในส่วนทั้งเมล็ด ตั้งแต่ 8.32-20.32 %wb. และในส่วนเมล็ดใน ตั้งแต่ 6.58 - 18.58 %wb. โดยคุณสมบัติที่ได้ทำการศึกษากับช่วงระยะความชื้นนั้น ได้แก่ ค่าเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยเรขาคณิต, ความเป็นทรงกลม, มวล 100 เมล็ด, พื้นที่ภาพฉาย, ความหนาแน่นรวม, ความหนาแน่นเนื้อ, ความพรุน, ปริมาตรต่อหนึ่งเมล็ด, ความเร็วสุดท้าย และสัมประสิทธิ์ความเสียดทานสถิต ซึ่งในส่วนทั้งเมล็ดมีค่า 1.2391 - 1.2690 เซนติเมตร, 0.8947-0.9267 %, 24.23-27.71 กรัม, 1.6030-1.4571 ตารางเซนติเมตร, 0.1969-0.1654 กรัมต่อมิลลิลิตร, 3.7638 - 2.6763 กรัมต่อมิลลิลิตร, 94.7695-93.8211 %, 0.0810-0.0868 ลูกบาศก์เซนติเมตร, 9.78-12.67 เมตรต่อวินาที ตามลำดับ และสัมประสิทธิ์ความเสียดทานที่แผ่นอะลูมิเนียม แผ่นไม้อัด และแผ่นยาง มีค่า 0.4796-0.4956, 0.6126-0.6336, 0.8492-0.8929 ตามลำดับ จะเห็นได้ว่ากราฟจะเป็นแบบเชิงเส้น ค่าแรงเสียดทานจะเพิ่มขึ้นตามลำดับ และในส่วนเมล็ดใน มีค่า 0.7390-0.7482 เซนติเมตร, 0.9425-0.9520 %, 18.23-20.55 กรัม, 0.5720-0.5298 ตารางเซนติเมตร, 0.4796-0.4631 กรัมต่อมิลลิลิตร, 5.8278- 3.2182 กรัมต่อมิลลิลิตร, 91.7699-85.6089 %, 0.0318-0.0381 ลูกบาศก์เซนติเมตร, 10.30-11.53 เมตรต่อวินาที ตามลำดับ และสัมประสิทธิ์ความเสียดทานที่แผ่นอะลูมิเนียม แผ่นไม้อัด และแผ่นยาง มีค่า 0.3019-0.3246, 0.3822-0.4119, 0.4835-0.5669 ตามลำดับ จะเห็นได้ว่ากราฟจะเป็นแบบเชิงเส้น ค่าแรงเสียดทานจะเพิ่มขึ้นตามลำดับ จากศึกษาเมล็ดมะรุมจะเห็นได้ว่า กราฟความสัมพันธ์ที่ได้จะเป็นแบบเส้นตรง ลักษณะกราฟเพิ่ม ยกเว้น พื้นที่ภาพฉาย ความหนาแน่นรวม ความหนาแน่นเนื้อ และ ความพรุน จะมีลักษณะกราฟเป็นกราฟลดทั้งส่วนทั้งเมล็ดและเมล็ดใน 1. บทนำ มะรุม มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Moringa oleifera จัดอยู่ในตระกูล Moringaceae มีถิ่นกำเนิดในประเทศแถบเอเชีย แต่พบได้โดยทั่วไปในแอฟริกา และเขตร้อนของทวีปอเมริกา เป็นไม้ผลัดใบ ขึ้นได้ในทุกภูมิประเทศ สำหรับประเทศไทย มะรุมพื้นเมืองที่ปลูกโดยทั่วไปเป็นพวก M.oleifera ซึ่งมีสายพันธุ์จากอินเดียแถบเทือกเขาหิมาลัย จากการศึกษาโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน พบว่า มะรุมเป็นพืชที่มีสารจำพวก Polyelectrolyte อยู่ในเมล็ด มีคุณสมบัติในการช่วยตกตะกอน และในแถบทวีปแอฟริกา เช่น ซูดาน ใช้เมล็ดมะรุมกำจัดความขุ่นในน้ำ ซึ่งมีผลที่น่าพอใจ (ภิญญ์ฑิตา ,2531) ในข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการวิจัยในระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง พบว่า สารสกัดน้ำมันจากเมล็ดมะรุมสามารถต้านและกำจัดอนุมูลอิสระได้ และ สารสกัดน้ำมันจากเมล็ด ที่เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับใช้กับตา พบว่าใช้ได้ดีในหนูทดลอง ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ที่มีสาเหตุจาก Staphylococcus aureus (http://www.medplant.mahidol.ac.th/document/moringa.asp) เมล็ดมะรุม สามารถสกัดเป็นน้ำมันได้ น้ำมันเมล็ดมะรุม ประกอบไปด้วย Sterol ได้แก่ campesterol, stigmasterol , b-sitosterol , D5-avenasterol , clerosterol , 24-methylenecholesterol , D7-campestanol,stigmastanol และ 28-isoavenasterol นอกจากนี้ยังประกอบไปด้วยกรดไขมันเช่น Oleic oils (C18:1, 67.90%-76.00%) , C16:0 (6.04%-7.80%) , C18:0 (4.14%-7.60) , C20:0 (2.76%-4.00%) และ C22:0 (5.00%-6.73) ซึ่งเป็นกรดไขมันอิ่มตัวต่ำ และกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง โดยทั้งหมดมีปริมาณน้ำมันสะสมอยู่ 26% ปริมาณฟอสโฟลิปิดต่ำร้อยละ 0.17 น้ำมันที่สกัดได้มีสีเหลืองค่อนข้างใส ไม่พบกรดไซโคลโพรพีน ซึ่งเป็นพิษในน้ำมันเมล็ดมะรุม ปริมาณทองแดงและตะกั่วที่เกินมาตรฐานกระทรวงอุตสาหกรรม คาดว่าจะสามารถกำจัดโลหะหนักเหล่านี้ได้ด้วยกระบวนการรีฟายน์ มีแนวโน้มที่จะใช้ผลิตน้ำมันบริโภคและสามารถนำมาทดแทนน้ำมันมะกอกในอุตสาหกรรมเคมีได้ (จันทนา,2539) วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้เพื่อศึกษาคุณสมบัติทางกายภาพของเมล็ดมะรุม เป็นการศึกษาคุณลักษณะของเมล็ดได้แก่ ค่าเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยเชิงเรขาคณิต ความเป็นทรงกลม มวล 100 เมล็ด พื้นที่ภาพฉาย ความหนาแน่นรวม ความหนาแน่นเนื้อ ความพรุน ปริมาตรต่อหนึ่งเมล็ด ความเร็วสุดท้าย และ สัมประสิทธิ์ความเสียดทานสถิตเพื่อใช้ประโยชน์จากเมล็ด เช่น การใช้งานเพื่อการขนส่ง การบรรจุหีบห่อ การออกแบบเครื่องจักรในการผลิตผลิตภัณฑ์จากเมล็ด ซึ่งมีประโยชน์ในการใช้งานในอุตสาหกรรม 2. วัสดุและวิธีการทดลอง 2.1 วัสดุ เมล็ดมะรุมที่ใช้ในการทดลอง จากร้านสมุนไพรออนไลน์ 196/1 ม. 8 ต.นิคมสร้างตนเอง อ.เมืองฯ จ.ลพบุรี 15000 บรรจุในถุงปิดผนึกเก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง นำเมล็ดมะรุมมาทำความสะอาด โดยการคัดแยกสิ่งแปลกปลอม และเมล็ดที่ไม่สมบูรณ์ออกจากกลุ่มตัวอย่างเมล็ดที่จะใช้ศึกษา แบ่งกลุ่มการศึกษาเป็น 2 กลุ่ม คือ 1. ทั้งเมล็ด (รวมเปลือก) 2. เมล็ดใน (แกะเปลือก) โดยตลอดขั้นตอนการทดลอง จะเรียกโดยรวมว่า เมล็ดมะรุม รูปที่1 แสดงลักษณะรูปร่างของเมล็ดมะรุม ก. แสดงลักษณะของทั้งเมล็ด ข. แสดงลักษณะของเมล็ดใน 2.2 วิธีการ นำเมล็ดตัวอย่างหาค่าความชื้นเริ่มต้น โดยการนำเมล็ดใส่กระทงชั่งน้ำหนักกระทงด้วยเครื่องชั่งดิจิตอล ความละเอียด 4 ตำแหน่ง เติมเมล็ดตัวอย่างประมาณ 5 กรัม บันทึกน้ำหนักกระทงและน้ำหนักเนื้อเมล็ดตัวอย่างไว้ นำเมล็ดตัวอย่างอบในตู้ควบคุมอุณหภูมิ โดยใช้อุณหภูมิ 105 องศาเซลเซียส อบเป็นเวลา 3 ชั่วโมง แล้วจึงชั่งน้ำหนักตัวอย่างหลังอบ หาความชื้นเริ่มต้นจากสมการ ปรับความชื้น โดยการนำค่าความชื้นที่ได้ มาหาปริมาณน้ำที่จะใส่เพิ่ม เพื่อให้ได้ความชื้นที่ต้องการ โดยการคำนวณจาก ความชื้นที่ต้องการปรับมีค่าที่เพิ่มขึ้นจากความชื้นเริ่มต้นครั้งละ 3% จำนวน 4 ความชื้น นำเมล็ดตัวอย่างใส่ถุงพลาสติกจำนวน 3 ถุง ต่อ 1 ระดับความชื้น ถุงละ 100 เมล็ด แล้วนำปริมาณน้ำที่ได้จากการคำนวณเติมลงไปในเมล็ดตัวอย่างทั้ง 4 ความชื้น ซึ่งแต่ละระดับความชื้นจะมีปริมาณน้ำที่ไม่เท่ากัน ตามความชื้นที่คำนวณได้ นำถุงเมล็ดตัวอย่างที่เติมน้ำเรียบร้อยแล้วปิดผนึกปากถุง ไม่ให้อากาศออกหรือเข้าได้ แล้วนำไปเก็บไว้ในตู้เย็น ที่อุณหภูมิ 5 อาศาเซลเซียส เป็นเวลา 1 สัปดาห์ ซึ่งในระหว่างนั้นให้เขย่าถุงทุกๆ 2 วัน เพื่อการกระจายตัวของน้ำเป็นไปอย่างทั่วถึง 2.2.1 คุณสมบัติทางกายภาพ 1) ขนาด (size) คัดเลือกเมล็ดมะรุมที่มีความสมบูรณ์จำนวน 100 เมล็ดของแต่ละความชื้น นำเมล็ดทั้งหมดมาวัดขนาดทั้งความยาว ความกว้าง และความหนา ของแต่ละเมล็ด ในการวัดครั้งนี้ใช้เวอร์เนียคาลิปเปอร์ ซึ่งมีค่า Least count ที่ 0.05 เซนติเมตร แล้วนำค่าที่ได้ทั้งหมดมาหาค่าเฉลี่ย นำค่าความกว้าง ความยาว และ ความหนาของเมล็ดคำนวณหาเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยเชิงเรขาคณิต (GMD) ของเมล็ดข้าวโพดได้โดยการคำนวณที่ใช้ความสัมพันธ์ต่อไปนี้ และหาความเป็นทรงกลม โดยใช้ความสัมพันธ์จาก 2) น้ำหนัก 100 เมล็ด (100 seed mass) ชั่งน้ำหนักเมล็ดตัวอย่าง โดยนำเมล็ดตัวอย่างที่ความชื้นต่างๆ ทั้ง 5 ความชื้น โดยความชื้นเริ่มต้นนั้นต้องนำตัวอย่างวางไว้ให้มีอุณหภูมิเท่ากับอุณหภูมิห้อง และนำตัวอย่างความชื้นๆละ 100เมล็ด นำมาชั่งน้ำหนัก โดยการใช้เครื่องชั่ง 2 ตำแหน่ง ที่มีค่าความละเอียดอยู่ที่ 0.01 กรัม 3) พื้นที่ภาพฉาย (projected area) คัดเลือกเมล็ดมะรุมที่มีความสมบูรณ์ จำนวน 50 เมล็ด ของแต่ละความชื้น นำเมล็ดทั้งหมดมาจัดวางเพื่อถ่ายภาพ โดยกล้องโทรศัพท์มือถือ Galaxy S Samsung ความละเอียด 5 ล้านพิกเซลจากมุมสูง ใช้โปรแกรม PhotoshopCS3 เพื่อหาพื้นที่ (ตารางเซนติเมตร) ของเมล็ดมะรุม 1 เมล็ด แล้วนำค่าที่ได้ทั้งหมดมาหาค่าเฉลี่ย 4) ความหนาแน่นรวม (Bulk Density) ความหนาแน่นรวม (Bulk density) ของเมล็ดมะรุม หาได้โดยบรรจุเมล็ดในกระบอกตวงที่ทราบปริมาตรแน่นอน โดยปล่อยให้หล่นจากปากกรวย มาถึงปากกระบอกตวง ความยาวประมาณ 15 เซนติเมตร ปาดปากกระบอกตวงให้เรียบ แล้วนำไปชั่งน้ำหนัก หาความหนาแน่นรวมจาก 5) ความหนาแน่นเนื้อ (True Density) และปริมาตรต่อหนึ่งเมล็ด (Volume per seed) ความหนาแน่นจริง (True Density) เป็นสัดส่วนของจำนวนโมเลกุลของสารนั้น ในหนึ่งหน่วยปริมาตร ทำการหาทุกระดับความชื้น สำหรับส่วนเมล็ดใน ใช้วิธีการแทนที่ของเหลวในขวด Pycnometer ซึ่งเป็นขวดที่ทราบปริมาตรแน่นอน วิธีการคือ ชั่งน้ำหนักขวดเปล่า จึงหาค่าความหนาแน่นของของเหลว โดยการเติมของเหลวจนเต็มขวดชั่งน้ำหนักของเหลว โดยของเหลวที่ใช้คือเฮกเซน (Hexane) มีค่าความหนาแน่นเท่ากับ 0.6548 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ใส่เมล็ดมะรุมประมาณ 1 ใน 3 ของขนาดขวด แล้วชั่งน้ำหนักพร้อมขวด จากนั้นก็เติมเฮกเซนลงไปจนเต็มขวด นำไปชั่งน้ำหนัก ซึ่งปริมาตรเมล็ด คือ ปริมาตรของของเหลวที่ถูกแทนที่ด้วยเมล็ด ซึ่งคำนวณความหนาแน่นจริงได้จากสูตร ปริมาตรต่อหนึ่งเมล็ดสำหรับเมล็ดใน สำหรับส่วนทั้งเมล็ด ใช้การสมบัติเรื่องแรงลอยตัวของวัตถุบนของเหลว โดยการจุ่มเมล็ดในของเหลว โดยใช้เฮกเซน เหมือนวิธีแทนที่ของเหลวในขวด Pycnometer แต่ทำการวัดแรงได้จากการชั่งน้ำหนักของเหลวทั้งก่อนจุ่มเมล็ด และขณะจุ่มเมล็ด จะได้ซึ่งคำนวณความหนาแน่นจริงได้จากสูตรเดียวกับวิธีแทนที่ของเหลว และคำนวณปริมาตรต่อหนึ่งเมล็ดสำหรับทั้งเมล็ด 6) ความพรุน (Porosity) การหาความพรุน เป็นการหาความสัมพันธ์ของความหนาแน่นรวมกับความหนาแน่นจริง โดยใช้ความสัมพันธ์ 7) ความเร็วสุดท้าย (Terminal velocity) คัดเลือกเมล็ดมะรุมที่มีความสมบูรณ์ จำนวน 10 เมล็ด ของแต่ละความชื้น โดยการหาความเร็วสุดท้ายเป็นการวัดความเร็วลมสุดท้าย (จากพัดลม) ที่เมล็ดตัวอย่างจะสามารถลอยอยู่นิ่งที่ปากกระบอกของชุดอุปกรณ์ทดลอง 8) สัมประสิทธิ์ความเสียดทานสถิต (Static friction coefficient) การหาค่าแรงเสียดทาน ของเมล็ดบนพื้นผิวต่างๆ ได้แก่ แผ่นไม้อัด แผ่นอะลูมิเนียม และแผ่นยาง เป็นการวางเมล็ดบนแผ่นพื้นแบบต่างๆ ดังรูปที่ 2 แล้วหาค่ามุมที่ให้เมล็ดตกลงมาบนพื้น โดยการหาได้จากความสัมพันธ์ รูปที่ 2 แสดงการหามุมแรงเสียดทานที่พื้นผิวต่างๆ 3. ผลการทดลอง จากการศึกษาเปรียบเทียบคุณสมบัติทางกายภาพของเมล็ดมะรุมที่ระดับความชื้นที่แตกต่างกัน 5 ระดับ 3.1 เส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยเชิงเรขาคณิต (GMD) รูปที่ 3 ความสัมพันธ์ระหว่างความชื้น กับ GMD จากกราฟแสดงความสัมพันธ์แสดงให้เห็นว่าเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยเชิงเรขาคณิต (GMD) ของเมล็ดมะรุมส่วนทั้งเมล็ดและเมล็ดในจะเพิ่มขึ้นเมื่อเปอร์เซ็นต์ความชื้นเพิ่มขึ้น (แปรผันตรง) เนื่องจาก เมล็ดมะรุมได้รับความชื้น จึงทำให้เมล็ดมีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวขึ้น ที่สอดคล้องกับการทดลอง เมล็ด cowpea (Ibrahim Yalcin , 2006) และ เมล็ดกระวาน (Tamirat G., 2012) 3.2 ความเป็นทรงกลม (Sphericity) รูปที่ 4 ความสัมพันธ์ระหว่างความชื้นกับความเป็นทรงกลม จากกราฟแสดงความสัมพันธ์แสดงให้เห็นว่าความเป็นทรงกลม (Sphericity) ของเมล็ดมะรุมส่วนทั้งเมล็ดและเมล็ดในจะเพิ่มขึ้นเมื่อเปอร์เซ็นต์ความชื้นเพิ่มขึ้น (แปรผันตรง) เนื่องจาก เมล็ดมะรุมได้รับความชื้น จึงทำให้เมล็ดมีรูปร่างที่กลมมากขึ้น ที่สอดคล้องกับการทดลองเมล็ด cowpea (Ibrahim Yalcin , 2006) และเมล็ดกระวาน (Tamirat G., 2012) 3.3 น้ำหนัก 100 เมล็ด (100 seed mass) รูปที่ 5 ความสัมพันธ์ระหว่างความชื้น กับ น้ำหนัก 100 เมล็ด จากกราฟแสดงความสัมพันธ์แสดงให้เห็นว่าน้ำหนัก 100 เมล็ดของเมล็ดมะรุมส่วนทั้งเมล็ดและเมล็ดในเพิ่มขึ้นเมื่อเปอร์เซ็นต์ความชื้นเพิ่มขึ้น (แปรผันตรง) เนื่องจาก เมล็ดมะรุมได้รับความชื้น จึงทำให้เมล็ดมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ที่สอดคล้องกับการทดลองเมล็ด cowpea (Ibrahim Yalcin , 2006) เมล็ดกระวาน (Tamirat G., 2012) และเมล็ดมะรุม (Aviara N. A. , 2013) 3.4 พื้นที่ภาพฉาย (Projected area) รูปที่ 6 ความสัมพันธ์ระหว่างความชื้นกับพื้นที่ภาพฉาย จากกราฟแสดงความสัมพันธ์แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ภาพฉาย (Projected area) ของเมล็ดมะรุมส่วนทั้งเมล็ดและเมล็ดในจะเพิ่มขึ้น เมื่อเปอร์เซ็นต์ความชื้นเพิ่มขึ้น (แปรผันตรง) เนื่องจาก เมล็ดมะรุมได้รับความชื้น ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยเชิงเรขาคณิตเพิ่มขึ้น จึงทำให้เมล็ดมีพื้นที่ภาพฉายเพิ่มขึ้นที่สอดคล้องกับการทดลองเมล็ด cowpea (Ibrahim Yalcin , 2006) และ เมล็ดกระวาน (Tamirat G., 2012) 3.5 ความหนาแน่นรวม (Bulk density) รูปที่ 7 ความสัมพันธ์ระหว่างความชื้นกับความหนาแน่นรวม จากกราฟแสดงความสัมพันธ์แสดงให้เห็นว่าความหนาแน่นรวม (Bulk density) ของเมล็ดมะรุมส่วนทั้งเมล็ดและเมล็ดในจะลดลงเมื่อเปอร์เซ็นต์ความชื้นเพิ่มขึ้น (แปรผกผัน) เนื่องจาก เมล็ดมะรุมได้รับความชื้น ดูดน้ำเข้าไปทำให้ความหนาแน่นรวมของเมล็ดลดลง ที่สอดคล้องกับการทดลองเมล็ด cowpea (Ibrahim Yalcin , 2006) และ เมล็ดกระวาน (Tamirat G., 2012) แต่ไม่สอดคล้องกับเมล็ดมะรุม (Aviara N. A. , 2013) อาจมีสาเหตุมาจากปริมาณน้ำมันที่อยู่ในเมล็ดมะรุม และสถานที่ปลูกมะรุมที่แตกต่างกัน 3.6 ความหนาแน่นเนื้อ (True density) รูปที่ 8 ความสัมพันธ์ระหว่างความชื้นกับความหนาแน่นเนื้อ จากกราฟแสดงความสัมพันธ์แสดงให้เห็นว่าความหนาแน่นเนื้อ (True density) ของเมล็ดมะรุมส่วนทั้งเมล็ดและเมล็ดในจะลดลงเมื่อเปอร์เซ็นต์ความชื้นเพิ่มขึ้น (แปรผกผัน) เนื่องจาก เมล็ดมะรุมได้รับความชื้น ดูดน้ำเข้าไป ทำให้ความหนาแน่นเนื้อของเมล็ดลดลงที่สอดคล้องกับการทดลองเมล็ด cowpea (Ibrahim Yalcin , 2006) และ เมล็ดกระวาน (Tamirat G., 2012) แต่ไม่สอดคล้องกับเมล็ดมะรุม (Aviara N. A. , 2013) อาจมีสาเหตุมาจากปริมาณน้ำมันที่อยู่ในเมล็ดมะรุม และสถานที่ปลูกมะรุมที่แตกต่างกัน 3.7 ปริมาตรต่อหนึ่งเมล็ด (Volume per seed) รูปที่ 9 ความสัมพันธ์ระหว่างความชื้นกับปริมาตรต่อ หนึ่งเมล็ด จากกราฟแสดงความสัมพันธ์แสดงให้เห็นว่าปริมาตรต่อหนึ่งเมล็ดของเมล็ดมะรุมส่วนทั้งเมล็ดและเมล็ดในจะเพิ่มขึ้นเมื่อเปอร์เซ็นต์ความชื้นเพิ่มขึ้น (แปรผันตรง) เนื่องจาก เมล็ดมะรุมมีขนาดและน้ำหนักเพิ่มขึ้น จึงทำให้ปริมาตรต่อหนึ่งเมล็ดเพิ่มขึ้น ที่สอดคล้องกับ การทดลองเมล็ด cowpea (Ibrahim Yalcin , 2006) และ เมล็ด caper (Dursun E. , 2005) 3.8 ความพรุน (Porosity) รูปที่ 10 ความสัมพันธ์ระหว่างความชื้นกับความพรุน จากกราฟแสดงความสัมพันธ์แสดงให้เห็นว่าความพรุน (Porosity) ของเมล็ดมะรุมส่วนทั้งเมล็ดและเมล็ดในจะลดลงเมื่อเปอร์เซ็นต์ความชื้นเพิ่มขึ้น (แปรผกผัน) เนื่องจาก เมล็ดมะรุมได้รับความชื้น ดูดน้ำเข้าไปทำให้ความหนาแน่นเนื้อ และ ความหนาแน่นรวมของเมล็ดลดลง จึงทำให้ ความพรุนลดลง ที่สอดคล้องกับการทดลองเมล็ด cowpea (Ibrahim Yalcin , 2006) และ เมล็ดกระวาน (Tamirat G., 2012) แต่ไม่สอดคล้องกับเมล็ดมะรุม (Aviara N. A. , 2013) อาจมีสาเหตุมาจากปริมาณน้ำมันที่อยู่ในเมล็ดมะรุม และสถานที่ปลูกมะรุมที่แตกต่างกัน 3.9 ความเร็วสุดท้าย (Terminal velocity) รูปที่ 11 ความสัมพันธ์ระหว่างความชื้นกับความเร็วสุดท้าย จากกราฟแสดงความสัมพันธ์แสดงให้เห็นว่าความเร็วสุดท้าย (Terminal velocity) ของเมล็ดมะรุมส่วนทั้งเมล็ดและเมล็ดในจะเพิ่มขึ้น เมื่อเปอร์เซ็นต์ความชื้นเพิ่มขึ้น (แปรผันตรง) เนื่องจาก เมล็ดมะรุมดูดน้ำเข้าไป น้ำหนักเมล็ดเพิ่มขึ้น ทำให้ความเร็วสุดท้ายของเมล็ดเพิ่มขึ้น ที่สอดคล้องกับการทดลองเมล็ด cowpea (Ibrahim Yalcin , 2006) และ เมล็ด caper (Dursun E. , 2005) 3.10 สัมประสิทธิ์ความเสียดทาน (Static coefficient friction) รูปที่ 12 ความสัมพันธ์ระหว่างความชื้นกับสัมประสิทธิ์ความเสียดทานสถิต (ส่วนทั้งเมล็ด) รูปที่ 13 ความสัมพันธ์ระหว่างความชื้นกับสัมประสิทธิ์ความเสียดทานสถิต (ส่วนเมล็ดใน) จากกราฟแสดงความสัมพันธ์แสดงให้เห็นว่าค่าสัมประสิทธิ์ความเสียดทาน (Static coefficient friction) ของเมล็ดมะรุมส่วนทั้งเมล็ดและเมล็ดในจะเพิ่มขึ้นเมื่อเปอร์เซ็นต์ความชื้นเพิ่มขึ้น (แปรผันตรง) เนื่องจากเมล็ดมะรุมมีขนาดและน้ำหนักเพิ่มขึ้น จึงทำให้สัมประสิทธิ์ความเสียดทานสถิตเพิ่มขึ้น ที่สอดคล้องกับการทดลองเมล็ด cowpea (Ibrahim Yalcin , 2006) เมล็ดกระวาน (Tamirat G., 2012) และ เมล็ดมะรุม (Aviara N. A. , 2013) 4. สรุปผลการทดลอง 4.1 เส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยเชิงเรขาคณิต ความเป็นทรงกลม และ พื้นที่ภาพฉายของเมล็ดมะรุม มีความสัมพันธ์แบบ เป็นเส้นตรงที่เพิ่มขึ้นกับค่าความชื้นที่เพิ่มขึ้น โดย ส่วนทั้งเมล็ด มีการเพิ่มขึ้นที่มากกว่า ส่วนเมล็ดใน 4.2 มวล 100 เมล็ด และ ปริมาตร ของเมล็ดมะรุมมีความสัมพันธ์แบบเป็นเส้นตรงที่เพิ่มขึ้น กับค่าความชื้นที่เพิ่มขึ้น โดยส่วนทั้งเมล็ดมีการเพิ่มขึ้นที่มากกว่าส่วนเมล็ดใน 4.3 ความหนาแน่นรวม ความหนาแน่นเนื้อ และความพรุน มีความสัมพันธ์แบบเป็นเส้นตรงที่ลดลงกับค่าความชื้นที่เพิ่มขึ้น โดยส่วนทั้งเมล็ดมีการลดลงที่มากกว่าส่วนเมล็ดใน 4.4 ความเร็วสุดท้าย มีความสัมพันธ์แบบเส้นตรงที่เพิ่มขึ้น กับค่าความชื้นที่เพิ่มขึ้น โดย ส่วนทั้งเมล็ด มีการเพิ่มขึ้นที่มากกว่า ส่วนเมล็ดใน 4.5 สัมประสิทธิ์ความเสียดทานสถิต มีความสัมพันธ์แบบเป็นเส้นตรงที่เพิ่มขึ้น กับค่าความชื้นที่เพิ่มขึ้น ในทุกพื้นผิว โดยเรียงลำดับสัมประสิทธิ์ความเสียดทานสถิตจากมากไปน้อย ทั้งในส่วนทั้งเมล็ด และเมล็ดในได้เป็น ยาง ไม้ และอลูมิเนียม ตามลาดับ โดย - พื้นผิว ยาง และ อลูมิเนียม ส่วนทั้งเมล็ด มีการเพิ่มขึ้นที่มากกว่า ส่วนเมล็ดใน - พื้นผิว ไม้ ส่วนเมล็ดใน มีการเพิ่มขึ้นที่มากกว่า ส่วนทั้งเมล็ด อ้างอิง จันทนา ก่อนเก่า. (2539) . การพัฒนาน้ำมันพืชชนิดใหม่เพื่ออุตสาหกรรม. วิทยานิพนธ์ ปริญญาวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี. บริษัท สเปเชียลตี้ เนเชอรัล โปรดักส์ จำกัด (ออนไลน์) . สารสกัดเมล็ดมะรุม. วันที่สืบค้นข้อมูล 9 สิงหาคม 2555. เวปไซต์: http://www.snpthai.com/th/product/สารสกัดเมล็ดมะรุม ภิญญ์ทิตา มุ่งการดี. (2531) . การกำจัดความขุ่นของน้ำโดยใช้เมล็ดมะรุม. วิศวกรรมสาร มข. ปีที่ 15, ฉบับที่ 2 (ก.ค.-ธ.ค. 2531) , หน้า 39-43. วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (ออนไลน์) . มะรุม. วันที่สืบค้นข้อมูล 9 สิงหาคม 2555. เวปไซต์: http://th.wikipedia.org/wiki/มะรุม สำนักงานข้อมูลสมุนไพร (ออนไลน์) . มะรุมพืชที่ทุกคนอยากรู้. วันที่สืบค้นข้อมูล 9 สิงหาคม 2555. จาก คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เวปไซต์: http://www.medplant.mahidol.ac.th/document/moringa.asp Aviara N. A. (2013) . Moisture-dependent physical properties of Moringa oleifera seed relevant in bulk handling and mechanical processing. Industrial Crops and Products, volume 42, page 96-104. Maiduguri, Nigeria. Dursun E. (2005) . Some Physical Properties of Caper Seed. Biosystems Engineering , Volume 92, (2) , page 237-245. Ankara, Turkey. Gupta R.K., Das S.K. (1997) . Physical properties of sunflower seeds. Journal of Agricultural Engineering Research, volume66 (1) , page 1-8. Kharagpur, India. Karababa, E. (2006) . Physical properties of popcorn kernels. Journal of Food Engineering, volume 72 (1) ,page 100- 107.Mersin,Turkey. Sacilik, K. et al. (2003) . Some Physical Properties of Hemp Seed. Biosystems Engineering (2003) , volume 86 (2) , page 191-198. Ankara, Turkey. Tamirat Redae Gebreselassie. (2012) . Moisture dependent physical properties of cardamom (Elettaria Cardamomum M.) seed. CIGR Journal, volume 14 (1) , page 108-115. Adama, Ethiopia. Yalcın, I. (2006) . Physical properties of cowpea (Vigna sinensis L.) seed. Journal of Food Engineering 79, Adnan Menderes University, Aydın, Turkey.
    ถั่วลิสงอบกรอบรสกาแฟ
    ถั่วลิสงอบกรอบรสกาแฟ (Peanut with coffee flavour coating) ตรา : โก๋แก่ (Koe Kae) น้ำหนักสุทธิ (net weight) 100 กรัม (g.) ส่วนประกอบที่สำคัญโดยประมาณ (Ingredients) ถั่วลิสง (Peanuts) 50%แป้งสาลี (Wheat flour) 27%น้ำตาล (Sugar) 10%เกลือบริโภคเสริมไอโอดีน (Iodized salt) 4%กะทิ (Coconut cream) 3%สารปรุงแต่งรสกาแฟ (Coffee flavour) 1%แต่งกลิ่นเลียนธรรมชาติ (Artificial flavour) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายโดย บริษัท โรงงานแม่รวย จำกัด 11/1 ถ.บางขุนเทียน-ชายทะเล แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ 10150โทร : (662) 416-0077, 894-1122แฟกต์ : (662) 415-5924, 416-3082 Manufactured and Distributed byMae-Ruay Snack Food Factory Co., Ltd.11/1 Bangkuntien-Chaitalay Rd., Samaedum Bangkuntien Bangkok 10150 ThailandTell : (662) 416-0077, 894-1122Fax : (662) 415-5924, 416-3082 วันผลิต (Manufacturing date,MFG) 6 สิงหาคม 2555วันหมดอายุ (Expiration date,EXP) 6 มิถุนายน 2556ระยะเวลาการเก็บรักษา (Shelf life) 10เดือน (กลุ่ม อาหารแห้ง) คำแนะนำ เก็บแช่ไว้ในตู้เย็น จะเพิ่มรสชาติให้กรอบมันอร่อยยิ่งขึ้น (Keep cool in refrigerator) ราคา 19.50 บาท (Baht)
    สมัครสมาชิก

    สนับสนุนโดย / Supported By

    • บริษ้ท มาเรล ฟู้ดส์ ซิสเท็ม จำกัด จัดจำหน่ายเครื่องจักรและอุปกรณ์การแปรรูปอาหาร เช่น ระบบการชั่งน้ำหนัก, การคัดขนาด, การแบ่ง, การตรวจสอบกระดูก และการประยุกต์ใช้ร่วมกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ พร้อมกับบริการ ออกแบบ ติดตั้ง กรรมวิธีการแปรรูปทั้งกระบวนการ สำหรับ ผลิตภัณฑ์ ปลา เนื้อ และ สัตว์ปีก โดยมีวิศวกรบริการและ สำนักงานตั้งอยู่ที่กรุงเทพ มาเรล เป็นผู้ให้บริการชั้นนำระดับโลกของอุปกรณ์การแปรรูปอาหารที่ทันสมัย​​ครบวงจรทั้งระบบ สำหรับอุตสาหกรรม ปลา กุ้ง เนื้อ และสัตว์ปีก ต่างๆ เครื่องแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์ปีก Stork และ Townsend จาก Marel อยู่ในกลุ่มเครื่องที่เป็นที่ยอมรับมากที่สุดในอุตสาหกรรม พร้อมกันนี้ สามารถบริการครบวงจรตั้งแต่ต้นสายการผลิตจนเสร็จเป็นสินค้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับทุกความต้องการของลูกค้า ด้วยสำนักงานและบริษัทสาขามากกว่า 30 ประเทศ และ 100 เครือข่ายตัวแทนและผู้จัดจำหน่ายทั่วโลก ที่พร้อมทำงานเคียงข้างลูกค้าเพื่อขยายขอบเขตผลการแปรรูปอาหาร Marel Food Systems Limited. We are supply weighing, grading, portioning, bone detection and software applications as well as complete turn-key processing solutions for fish, meat and poultry. We have service engineer and office in Bangkok. Marel is the leading global provider of advanced food processing equipment, systems and services to the fish, meat, and poultry industries. Our brands - Marel, Stork Poultry Processing and Townsend Further Processing - are among the most respected in the industry. Together, we offer the convenience of a single source to meet our customers' every need. With offices and subsidiaries in over 30 countries and a global network of 100 agents and distributors, we work side-by-side with our customers to extend the boundaries of food processing performance.
    • We are well known for reliable, easy-to-use coding and marking solutions which have a low total cost of ownership, as well as for our strong customer service ethos. Developing new products and a continuous programme of improving existing coding and marking solutions also remain central to Linx's strategy. Coding and marking machines from Linx Printing Technologies Ltd provide a comprehensive solution for date and batch coding of products and packaging across manufacturing industries via a global network of distributors. In the industrial inkjet printer arena, our reputation is second to none. Our continuous ink jet printers, laser coders, outer case coders and thermal transfer overprinters are used on production lines in many manufacturing sectors, including the food, beverage, pharmaceutical, cosmetics, automotive and electronic industries, where product identification codes, batch numbers, use by dates and barcodes are needed. PTasia, THAILAND With more than 3,700 coding, marking, barcode, label applicator, filling, packing and sealing systems installed in THAILAND market. Our range is includes systems across a wide range of technologies. To select the most appropriate technology to suit our customers. An excellent customer service reputation, together with a reputation for reliability that sets standards in the industry, rounds off the PTAsia offering and provides customers with efficient and economical solutions of the high quality. Satisfyingcustomers inTHAILAND for 10 years Our 1,313 customers benefit from our many years of experience in the field, with our successful business model of continuous improvement. Our technical and service associates specialise in providing individual advice and finding the most efficient and practical solution to every requirment. PTAsia extends its expertise to customers in the food, beverage, chemical, personal care, pharmaceutical, medical device, electronics, aerospace, military, automotive, and other industrial markets.
    • วิสัยทัศน์ของบริษัท คือ การอยู่ในระดับแนวหน้า "ฟอร์ฟร้อนท์" ของเทคโนโลยีประเภทต่างๆ และนำเทคโนโลยีนั้นๆ มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมและกระบวนการผลิตในประเทศไทย เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของลูกค้า บริษัท ฟอร์ฟร้อนท์ ฟู้ดเทค จำกัด เชื่อมั่นและยึดมั่นในอุดมการณ์การดำเนินธุรกิจ กล่าวคือ จำหน่าย สินค้าและให้บริการที่มีคุณภาพสูง ซึ่งเหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า ด้วยความซื่อสัตย์และความตรงต่อเวลา เพื่อการทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จร่วมกันระยะยาว Our vision is to be in the "forefront" of technology in its field and suitably apply the technology to industries and production in Thailand for customers' utmost benefits. Forefront Foodtech Co., Ltd. strongly believes in and is committed to our own business philosophy which is to supply high quality products and service appropriately to each customer's requirements with honesty and punctuality in order to maintain long term win-win business relationship. Forefront Foodtech Co., Ltd. is the agent company that supplies machinery and system, install and provide after sales service as well as spare parts. Our products are: Heinrich Frey Maschinenbau Gmbh, Germany: manufacturer of vacuum stuffers and machinery for convenient food Kronen GmbH, Germany: manufacturer of machinery for vegetable and fruits from washing to packing Nock Fleischerei Maschinenbau GmbH, Germany: manufacturer of skinning machines, membrane skinning machine, slicers and scale ice makers K + G Wetter GmbH, Germany: manufacturer of grinders and bowl cutters Ness & Co. GmbH, Germany: manufacturer of smoke chambers, both stand alone and continuous units Dorit DFT GmbH, Germany: manufacturer of tumblers and injectors Maschinenfabrik Leonhardt GmbH, Germany: manufacturer of dosing and filling equipment