News and Articles

Moving and Packing Machinery

Moving and Packing Machinery


หมวดหมู่: ข่าวการตลาด [ข่าวในวงการอาหาร]
วันที่: 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 542
ทางบริษัท Budget Logistics Services Ltd. เป็นผู้ให้บริการ ในการเคลื่อนย้ายเครื่องจักรไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรขนาดเล็กจนไปถึงเครื่องจักรขนาดใหญ่

ขั้นตอนในการขนย้ายเครื่องจักรของลูกค้า

ก่อนขนย้าย เครื่องจักรให้กับลูกค้า ทาง Budget จะส่งทีมผู้เชี่ยวชาญ และชำนาญเฉพาะด้านเข้าไปสำรวจเบื้องต้นเพื่อดูรายละเอียดและขอบเขตในการบริการต่างๆ ที่จำเป็นในการขนย้ายเครื่องจักร และจะมีการวิเคราะห์ขนาดของเครื่องจักร น้ำหนัก สถานที่จอดรถขนส่ง สถานที่ตั้งวางเครนสะดวกหรือไม่ รถโฟอล์คลิฟท์ สามารถเข้าไปได้หรือไม่ ,

มีลิฟท์ขนส่งหรือไม่ , ต้องมีการถอดประกอบ หรือการแพ็คกิ้งส่วนต่างๆด้วยหรือไม่ ,เครื่องจักรจะต้องมีการตั้งระดับน้ำหรือไม่, ต้องการประกันภัยการขนย้ายในวงเงินจำนวนเท่าไร ฯลฯ

ในขณะเดียวกัน เราสามารถให้บริการในการ แพ็คกิ้ง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ พลาสติกฟองอากาศกันกระแทก

การแพ็ค woodencase, wooden crate, pallet ให้มีความเหมาะสมกับเครื่องจักรแต่ละชนิด

เพื่อป้องกันสินค้าในระหว่างการเคลื่อนย้าย รวมถึงมีพาหนะที่มีมาตรฐานหลายประเภท ซึ้งทางเราจะทำการจัดรถให้เหมาะสมกับ ขนาด น้ำหนัก ของเครื่องจักร

จากนั้นทางบริษัทเราจะเอาข้อมูลที่ได้จากการสำรวจสถานที่จริง นำมาวิเคราะห์ เพื่อเลือกใช้อุปกรณ์ สำหรับการเครื่องย้ายเครื่องจักรได้อย่างถูกต้องแม่นยำ เพื่อให้ท่านมั่นใจได้ว่า ถ้าใช้บริการของทาง

Budget Logistics Services Ltd. แล้วจะไม่มีปัญหาและไม่ผิดหวังอย่างแน่นนอน

หวังว่าเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความไว้วางใจจากท่านในการใช้บริการของเรา

มนธิดา เบอร์ติดต่อ 088 757 3839

ปุ้ม เบอร์ติดต่อ 02-170 8720-22# 12



comments powered by Disqus
ข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
RFID เพื่อการตรวจสอบย้อนกลับในอุตสาหกรรมอาหาร
การตรวจสอบสถานภาพสินค้าอย่าง Real Time ทำให้สามารถวางแผนการผลิตทั้งในเรื่องตรวจสอบคุณภาพ ความสูญเสีย และกำลังผลิต กระบวนการโลจิสติกส์ภายในโรงงานผลิต (Internal Logistics) เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีมีบทบาทสำคัญในการวางแผนการผลิต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งปัญหาส่วนมากมักเกิดจากการสูญเสียระหว่างการขนส่ง การแปรรูปอาหาร ความปลอดภัยทางอาหาร ซึ่งเป็น 3 เรื่องหลักที่ RFID เข้ามามีส่วนร่วมทำให้กระบวนผลิตสามารถมองเห็นเป็นภาพ (Visibility) และตรวจสอบได้ (Traceability) ดร. นัยวุฒิ วงษ์โคเมท บริษัท ไอ.อี.เทคโนโลยี จำกัด ได้ทำการศึกษาเทคโนโลยีการตรวจสอบย้อนกลับในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารไทย โดยการสนับสนุนจากสถาบันส่งเสริมความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีแห่งประเทศไทย (RFID Institute of Thailand) โดยได้แสดงความคิดเห็นถึงสถานการณ์ในอุตสาหกรรมอาหารโลกว่า อาหารที่ผลิตขึ้นมามากกว่าครึ่งคือการสูญเสีย สูญหาย หรือต้องนำไปทิ้ง เนื่องจากประสิทธิภาพการจัดการซัพพลายเชนโดยบุคลากรไม่มีคุณภาพพอเพียง ต่อเมื่อนำ RFID มาใช้จะสามารถช่วยในตรวจสอบอย่าง Real Time เกิดผลประโยชน์ในเรื่องความเชื่อถือได้ ความรวดเร็ว แม่นยำ สามารถเชื่อมต่อกับข้อมูลไอทีอื่นๆ ในระบบได้ เพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจ เปลี่ยนวิธีการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนเพิ่มศักยภาพในซัพพลายเชนทั้งระบบ การทำงานของ RFID ในอุตสาหกรรม RFID (Radio Frequency Identification) เป็นระบบที่นำเอาคลื่นวิทยุมาเป็นคลื่นพาหนะเพื่อใช้ในการสื่อสารข้อมูลระหว่างอุปกรณ์สองชนิดที่เรียกว่า tag และตัวอ่านข้อมูล (Reader หรือ Interrogator) ซึ่งเป็นการสื่อสารแบบไร้สาย (Wireless) โดยการนำข้อมูลที่ต้องการส่ง มาทำการ modulation กับคลื่นวิทยุแล้วส่งออกผ่านทางสายอากาศที่อยู่ในตัวรับข้อมูล การประยุกต์ใช้งาน RFID จะมีลักษณะการใช้งานที่คล้ายกับบาร์โค้ด (Barcode) และยังสามารถรองรับความต้องการอีกหลายอย่างที่บาร์โค้ดไม่สามารถตอบสนองได้ แต่สามารถนำมาใช้ร่วมกันได้ สำหรับเป็นข้อมูลทางการขายสินค้าปลีกต่อไป องค์ประกอบที่สำคัญของ RFID คือ tag มีทั้ง Active Tag มีแบตตอรี่อยู่ภายในสามารถอ่านและบันทึกข้อมูลได้ Passive Tag ไม่มีแบตตอรี่แต่จะทำงานโดยอาศัยพลังงานไฟฟ้าที่เกิดจากการเหนี่ยวนำคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากตัวอ่านข้อมูล Semi Passive Tag มีแบตตอรี่อยู่ แต่ไม่สามารถเก็บบันทึกข้อมูลได้ หลังจากนั้นเป็นหน้าที่ของตัวอ่านข้อมูลหรือ Reader/Interrogator รับข้อมูลที่ส่งมาจาก Tag แล้วทำการตรวจสอบ ถอดรหัสข้อมูลและนำข้อมูลเข้าสู่ Middleware ทำหน้าที่เชื่องโยงฮาร์ดแวร์กับแอพพลิเคชั่นที่อุตสาหกรรมใช้ เช่น ERP ก่อนจะส่งไปยัง Enterprise Software ในองค์กรที่ใช้งานเพื่อนำไปประมวลผลขั้นสูงและประกอบการตัดสินใจต่อธุรกิจ การตรวจสอบย้อนกลับในอุตสาหกรรมอาหาร เทคโนโลยี RFID มีประโยชน์ในเรื่องการตรวจสอบย้อนกลับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมอาหาร เพราะเมื่อเห็นกระบวนการผลิตอย่าง Real Time แล้ว ผู้ประกอบการ และผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการผลิตสามารถเห็นสถานภาพของสินค้าได้ทันที โดยเฉพาะเวลามีวิกฤตการณ์การปนเปื้อนสารเคมี จุลินทรีย์ก่อโรค ในอาหาร การใช้เทคโนโลยี RFID สามารถตอบสอบได้ว่า ส่วนผสมมาจากที่ใดบ้าง ผลิตวันและเวลา สินค้ามี Shelf Life เหลืออยู่เป็นระยะเวลาเท่าใด อาหารปลอดภัยต่อการบริโภคหรือไม่ เมื่ออุตสาหกรรมอาหารขึ้นอยู่กับความสดใหม่เป็นสำคัญ RFID สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งเรื่องการตรวจสอบย้อนกลับ รวมถึงการเห็นภาพโดยรวม (visibility) ความปลอดภัย การตัดสินใจ การจัดการสินค้าเข้าออก (FIFO) ความถูกต้อง นอกจากนี้แล้ว ต้นทุนของ RFID คิดเป็น 10-20% ของระบบทั้งหมด การนำ RFID ไปใช้กับสินค้าผักผลไม้โดยนำ Tag ติดไว้ตระกว้าหรือฝังไว้ตะกร้า ถ้าใช้กับอาหารประเภทเนื้อสัตว์จะนำไปติดไว้ในหูของสัตว์ที่จะถูกนำไปชำแหละ ในโรงฆ๋าสัตว์ ตั้งแต่ในฟาร์ม จุดรับซื้อ รวบรวมส่งเข้าโรงงานไปยังศูนย์กระจายสินค้าจนถึงผู้บริโภค ลักษณะการใช้ถูกแบ่งเป็นกระบวนการสั้นๆ แล้วนำข้อมูลมาต่อกัน ข้อมูลที่ได้เป็น Real Time แล้วนำมาประมวลผล การจัดการการผลิต เครื่องมือที่ใช้นำมา Integrate เข้าด้วยกันจนสามารถส่งข้อมูลได้ไกลในระดับประเทศได้ จึงเป็นประโยชน์เมื่อต้องการค้าขายกับต่างประเทศ ในช่วงเวลาที่ความปลอดภัยทางอาหารเป็นเรื่องที่คู่ค้าต่างชาติให้ความสำคัญ กรณีศึกษาการตรวจสอบย้อนกลับ จากการศึกษาพืชผักสดจากโครงการหลวง ใช้การติด Tag กับตะกร้าใหญ่แล้วกระจายสู่ตะกร้าเล็กเพื่อทำการตัดแต่ง แล้วนำสู่สายพานและบรรจุเป็นแพ็คย่อยซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นบาร์โค้ด ข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์จึงสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่จุดผลิต ประหยัดต้นทุนค่าแรงงานที่ต้องใช้ในการจดข้อมูลสินค้าและลดความผิดพลาดที่เกิดจาก Human Error ด้านเครือเบทาโกร ใช้กระบวนการตรวจสอบย้อนกลับอย่างเต็มรูปแบบเรียกว่า Betagro e-Traceability รวมทั้งได้ดำเนินโครงการประกันความปลอดภัยและคุณภาพอาหาร เพื่อให้กระบวนการผลิตอาหารปลอดภัยทั้งระบบและมีขั้นตอนมาตรฐานเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีเครื่อง Spy on Me Kiosk ติดตั้งในซูเปอร์มาร์เกตชั้นนำ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบแหล่งผลิตของสินค้าที่ผลิตโดยเบทาโกรได้ CPF ใช้เทคโนโลยี RFID ในด้าน Food Traceability เริ่มตั้งแต่การนำสุกรเข้าสู่โรงงานชำแหละซึ่งจะมี RFID Tag ติดอยู่บนขอเกี่ยว จากนั้นเข้าสู่กระบวนการผลิตแปรรูปโดยมี Tag ติดอยู่ที่ตะกร้า เดินทางไปจนถึงการผลิตเป็นแพ็คเกจ ขั้นตอนสุดท้ายของระบบจะถูกเปลี่ยนเป็นบาร์โค้ดเพื่อกระจายไปยังซูเปอร์มาร์เก็ต ทำให้ผู้บริโภคสามารถติดตามตรวจสอบย้อนกลับจากข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ เช่น เนื้อซื้อมามาจากฟาร์มไหน ถูกชำแหละเมื่อใด ระบบการตรวจสอบย้อนกลับในอุตสาหกรรมผลิตกุ้ง โดยการนำ Tag ไปติดไว้ตะกร้าและดำเนินการตั้งแต่การคัดขนาดกุ้ง แกะเปลือก คัดไซส์ ตัดหัว เครื่องอ่านซอฟท์แวร์จะทำการบันทึกข้อมูลแล้วนำมาแชร์ร่วมกันให้กับบริษัทคู่ค้า จากเดิมใช้พนักงาน 9 คนในการจดบันทึกเมื่อใช้เทคโนโลยี RFID ให้พนักงาน 1 คนในการดำเนินการ นอกจากการใช้เทคโนโลยี RFID เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยทางอาหารและการสูญเสียอาหารแล้ว การใช้เทคโนโลยีนี้ยังสามารถช่วยวางแผนกำลังการผลิต เมื่อข้อมูลเป็น Real Time ทำให้ตรวจสอบว่าพนักงานคนไหนทำอะไรบ้าง จึงสามารถจ่ายแรงงานตามน้ำหนักที่พนักงานทำงาน ถ้าเกิดความผิดปกติจากการผลิต เช่น น้ำหนักสินค้าไม่ตรงตามมาตรฐาน สามารถระบุได้ว่าพนักงานคนไหนทำ หลังจากนั้นจึงฝึกพนักงานคนนั้นใหม่ให้ปฏิบัติงานให้ถูกต้องต่อไป RFID ตรวจสอบเรื่อง Yield คุณภาพ น้ำหนัก การสูญหาย และกำลังการผลิต ทั้งหมดนี้จะนำมารวมเป็นข้อมูลเพื่อควบคุมการผลิต แสดงให้เห็นภาพการผลิตในแต่ละจุดว่า การผลิตขณะนี้เป็นจำนวนเท่าไร และยังไม่ได้ผลิตอีกเท่าใด ระบุชัดให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในการผลิตขณะนั้น รวมถึงการเมื่อการขนย้ายอาหารที่ต้องการควบคุมอุณหภูมิ RFI Dจะช่วยตรวจสอบว่าการขนส่งอาหารถูกต้องตามอุณหภูมิที่กำหนดหรือไม่ ผู้ประกอบการยังไม่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับ จนกว่าจะมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยอาหารเกิดขึ้น จึงตรวจสอบ แต่การใช้เทคโนโลยี RFID ตั้งแต่ปัญหายังไม่เกิดจะช่วยลดขั้นตอนการทำงาน ตรวจสอบได้แม่นยำ นำข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจ วางแผนการผลิต ระยะเวลาการคืนทุนไม่เกิน 2 ปี" ดร.นัยวุฒิ กล่าวสรุป ที่มา : www.logisticsdigest.com
โครงการเลี้ยงอาหาร แก่น้องๆ บ้านเด็กอ่อนปากเกร็ด
เมื่อวันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2552 ทางบริษัท คิว ทู เอส จำกัด จัดทำโครงการเลี้ยงอาหารเย็นแก่น้องๆ บ้านเด็กอ่อนปากเกร็ด พร้อมทั้งบริจาคสิ่งของเครื่องใช้ อาทิ เช่น นม ขนม ของเล่น ของใช้ให้กับน้องๆ ทั้งนี้ต้องขอขอบพระคุณผู้มีอุปการะคุณทุกท่านที่ร่วมบริจาคทุนทรัพย์มาในครั้งนี้ด้วยค่ะ
คุณลักษณะทางกายภาพของเมล็ดมะขาม
คุณลักษณะทางกายภาพของเมล็ดมะขาม Physical properties of Tamarind Seed ( Tamarindus indica Linn. ) สาขาวิชาวิศวกรรมอาหาร คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จิราภา โลหัชวาณิชย์,ปกรณ์ อ่อนสำลี, วรรษมล กาญจนพัฒนกุล, วสันต์ อินทร์ตา บทคัดย่อ คุณสมบัติทางกายภาพของเมล็ดมะขามที่ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการต้ม สมบัติทางกายภาพที่เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาในการต้ม ขนาดของเมล็ดมะขามที่ลอกเปลือกออกจะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาในการต้ม น้ำหนัก 100 เมล็ด จาก 97.65 g เพิ่มขึ้นเป็น 134.5 g ความหนาแน่นจริงจาก 2.2008 g/cm³ เพิ่มขึ้นเป็น 3.0246 g/cm³ Terminal velocity จาก 13.918 m/s เพิ่มขึ้นเป็น 14.61 m/s ส่วนสมบัติทางกายภาพของเมล็ดมะขามที่ลดลงตามระยะเวลาในการต้ม ความหนาแน่นรวมของเมล็ดมะขาม จาก 0.7742 g/cm³ ลดลงเป็น 0.7061 g/cm³สัมประสิทธิ์แรงเสียดทานสถิตของเมล็ดมะขามลดลงในทุกพื้นผิว ตามระยะเวลาในการต้ม และพบว่าเมล็ดมะขามสามารถไถลได้ดีบนไม้ ( 0.3346-0.3819) รองลงมาเป็นเหล็ก (0.3879-0.402) และที่ไถลตัวได้น้อยที่สุดคือ ยาง (0.4473-0.582) 1.บทนำ มะขาม Tamarind เป็นไม้ต้นขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ แตกกิ่งก้านสาขามาก เปลือกต้นขรุขระและหนา สีน้ำตาลอ่อน ใบเป็นใบประกอบ ออกดอกเป็นช่อ ฝักอ่อนมีเปลือกสีเขียวอมเทา เมื่อฝักแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เนื้อในเป็นสีน้ำตาลหุ้มเมล็ด (www.rspg.or.th) มะขามเป็นพืชที่มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจชนิดหนึ่งของประเทศไทย ต้นมาขามนั้นสามารถนำเกือบจะทุกส่วนมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆได้ ยังมีอีกส่วนหนึ่งของมะขามที่ส่วนใหญ่จะถูกนำมาใช้ประโยชน์เป็นจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนที่ถูกคัดทิ้งนั่นก็คือส่วนของเมล็ดมะขาม เมล็ดมะขามนั้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือเปลือกหุ้มเมล็ด และเนื้อในของเมล็ดมะขาม ซึ่งทั้งสองส่วนนั้นล้วนมีสรรพคุณทางยาทั้งสิ้น คือเนื้อในเมล็ดสีขาวใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ เปลือกหุ้มเมล็ดใช้เป็นยาแก้ท้องร่วง และเป็นยาสมานแผลตามร่างกาย อีกทั้งมีงานวิจัยที่วิจัยเกี่ยวกับเรื่องของเนื้อในเมล็ดสีขาวและเปลือกหุ้มเมล็ด อยู่หลายงานวิจัยเช่น งานวิจัยแป้งในเนื้อในเมล็ดของเมล็ดมะขามซึ่งเป็นสารโพลิเมอร์ชีวภาพ ที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารในหลายประเทศ ประกอบ ด้วย โซ่โมเลกุลขนาดใหญ่ เมื่อผสมกับตัวยาที่มีโครงสร้างที่เหมาะสมจะเกิดอันตรกิริยา และมีการจัดเรียงตัวของสารจากแป้งเมล็ดมะขาม ทำให้เกิดเป็นของเหลว หรือเกิดเป็นเจล การทำความเข้าใจกระบวนการเปลี่ยนสภาพเป็นเจล และรูปร่างโครงสร้างของโมเลกุลขณะเป็นเจลหรือเป็นของเหลวนี้มีความสำคัญต่อการพัฒนาระบบนำส่งยา โดยอาจสามารถนำส่งยาไปสู่ตำแหน่งที่ต้องการรักษา ลดความเป็นพิษของยาที่จะแพร่กระจายไปตำแหน่งอื่นของร่างกาย หรือสามารถใช้เพื่อควบคุมการปลดปล่อยตัวยา (ศ.ดร.วิมลและคณะ,2555) งานวิจัยเกี่ยวกับเปลือกหุ้มเมล็ด สารสกัดจากเปลือกหุ้มเมล็ดมะขามมีฤทธิ์ต้านออกซิเดชันที่สูงมากใกล้เคียงกับสารสกัดจากเมล็ดองุ่น การวิจัยครั้งนี้จึงเป็นแนวโน้มที่ดีในการพัฒนาตำรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่นำพืชพื้นไทยมาใช้ประโยชน์ด้านสุขภาพ ซึ่งควร มีการศึกษาความคงสภาพของผลิตภัณฑ์เม็ดสารสกัดเปลือกหุ้มเมล็ดมะขามก่อนนำไปผลิตในเชิงอุตสาหกรรมต่อไป (ทรงวุฒิและคณะ,2555) จึงเกิดการศึกษาสมบัติทางกายภาพของเมล็ดมะขามขึ้นเพื่อที่จะศึกษาวิธีการลอกเปลือกกับเนื้อในเมล็ดออกจากกันและเพื่อศึกษาสมบัติทางกายภาพต่างๆของเนื้อในเมล็ดมะขาม เพื่อเป็นประโยชน์ในด้านการผลิตเมล็ดมะขามในการในไปใช้ประโยชน์ในรูปของยารักษาโรค C ความชื้นฐานเปียก (%) T ความหนาของเมล็ด (mm) Mi มวลเริ่มต้นของตัวอย่างก่อนหาความชื้นเริ่มต้น (g) P ความพรุน (%) Mf มวลสุดท้ายของตัวอย่างหลังหาความชื้นเริ่มต้น (g) Qb ความหนาแน่นรวม (g/cm³) Ø ความเป็นทรงกลม Qs ความหนาแน่นจริง (g/cm³) L ความยาวของเมล็ด (mm) µ สัมประสิทธิ์แรงเสียดทานสถิต W ความกว้างของเมล็ด (mm) θ มุมที่เมล็ดเริ่มไถล (⁰) 2 วัสดุและวิธีการทดลอง 2.1วัสดุ เมล็ดมะขามที่นำมาใช้ในการทดลองเป็นเมล็ดของต้นมะขามเปรี้ยวที่ปลูกในจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยทาการแยกเนื้อออกจากเมล็ดและนำมาทำความสะอาด จากนั้นคัดเมล็ดที่มีรอยแตก หรือเมล็ดที่เจริญไม่สมบูรณ์ออก 2.2 วิธีการทดลอง การหาความชื้นเริ่มต้นของเมล็ด ทำได้โดยการใช้วิธีการ hot air oven method โดยใช้ตัวอย่างเมล็ดอย่างน้อย 3 กรัม เข้าอบในตู้อบที่มีอุณหภูมิ 105±1 ⁰c เป็นเวลา 3 ชั่วโมงได้ค่าเฉลี่ยของความชื้น 3.3104%w.b. ใช้ความสัมพันธ์ เมื่อ C คือความชื้นฐานเปียก (%) การเตรียมตัวอย่างในการทดลองทำโดยการแบ่งเป็น5กระบวนการกระบวนการละ 100 เมล็ด คือ เมล็ดปกติ เมล็ดที่ผ่านการต้มในน้ำเดือดเป็นเวลา 1.30 ชั่วโมง เมล็ดที่ผ่านการต้มในน้ำเดือด 2 ชั่วโมง เมล็ดที่ผ่านการต้มในน้ำเดือด 2.30 ชั่วโมง และเมล็ดที่ผ่านการแช่น้ำ 1 สัปดาห์ และทำการสังเกตและตรวจนับเมล็ดที่มีการลอกเปลือกออกทั้งเมล็ดเพื่อนำมาทำการทดลองต่อไปโดยทำการเก็บรักษาตัวอย่างเพื่อนใช้ในการทดลองโดยการเก็บรักษาในตู้เย็นที่มีอุณหภูมิ 5⁰C 2.2 น้ำหนัก 100 เมล็ดหลังผ่านการต้ม หลังจากนำเมล็ดมะขามมาผ่านกระบวนการต้มในน้ำเดือดในระยะเวลาต่างๆเรียบร้อยแล้ว ก็นำเมล็ดมะขามในการต้มในระยะเวลาต่างๆทั้ง 100 เมล็ดมาทำการล้างทำความสะอาดทำการคัดเปลือกของเมล็ดมะขามที่ลอกออกจากนั้นก็ทำการชั่งน้ำหนักโดยการใช้เครื่องชั่งน้ำหนักที่มีความละเอียด 4 ตำแหน่ง จากนั้นทำการคัดเลือกเฉพาะเมล็ดมะขามที่สามารถลอกเปลือกออกได้ทั้งหมดไปทำการทดลองต่อไป 2.3 ขนาด ความเป็นทรงกลมและพื้นที่ภาพฉายของเมล็ด ในการหาขนาด ความเป็นทรงกลมและพื้นที่ภาพฉายของเมล็ดจะทำการทดลองกับเมล็ดมะขามที่ทำการลอกเปลือกแล้วในแต่ละกระบวนการ คือ เมล็ดปกติ เมล็ดที่ผ่านการต้มในน้ำเดือดเป็นเวลา 1.30 ชั่วโมง เมล็ดที่ผ่านการต้มในน้ำเดือด 2 ชั่วโมง เมล็ดที่ผ่านการต้มในน้ำเดือด 2.30 ชั่วโมง และเมล็ดที่ผ่านการแช่น้ำ 1 สัปดาห์ นำมาวัดความกว้าง ความยาว และความหนา เมล็ด โดยใช้อุปกรณ์ในการวัดคือ เวอร์เนียร์คาร์ลิเปอร์ ที่มีค่าความละเอียดเท่ากับ 0.05 มิลลิเมตร จากนั้นนำค่าที่ได้มาหาค่า GMD โดยหาได้จากความสัมพันธ์ ซึ่ง GMD เป็นค่าที่ใช้บอกขนาดของเมล็ดในแต่ละกระบวนการ จากนั้นนำความกว้างความยาว และความหนามาหาค่าความเป็นทรงกลมจากความสัมพันธ์ โดยที่ Ø คือความเป็นทรงกลม L คือความยาว (mm) W คือความกว้าง (mm) T คือความหนา (mm) การหาพื้นที่ภาพฉายของเมล็ดที่ลอกในแต่ละกระบวนการทำได้โดยวิธีการพิจารณาพิกเซลของภาพถ่ายของเมล็ดตัวอย่าง โดยการเปรียบเทียบว่า พื้นที่ขนาด 1 ตารางเซนติเมตรมีพิกเซลเท่ากับ 5196 พิกเซล แล้วเมล็ดมะขามที่มีค่าพิกเซลหนึ่งๆจะมีพื้นที่เท่าใด 2.4 ความหนาแน่นจริง ความหนาแน่นรวม การหาความหนาแน่นรวมของเมล็ดมะขามที่ลอกเปลือกออก ทำได้โดยการนำตัวอย่างเมล็ดในแต่ละกระบวนการมาพิจารณาโดยการใส่เมล็ดลงไปในภาชนะทรงกลมที่ทราบปริมาตรและมวลที่แน่นอนให้เต็ม ความหนาแน่นรวมคำนวณได้จากมวลของเมล็ดและปริมาตรของภาชนะที่ใส่ ความหนาแน่นจริงของเมล็ดมะขามที่ลอกเปลือกออกในแต่ละกระบวนการทำได้โดยการใช้วิธีการแทนที่ด้วยของเหลวโดยของเหลวที่ใช้คือ เฮกเซน โดยปริมาตรของเฮกเซนที่เพิ่มขึ้นจะเท่ากับปริมาตรของเมล็ดตัวอย่าง 2.5 Terminal Velocity Terminal Velocity ของเมล็ดมะขามที่ลอกเปลือกออกตัวในแต่ละกระบวนการทำได้โดยการใช้อุปกรณ์เป่าลมที่มีอุปกรณ์วัดความเร็วลมติดตั้งอยู่ในการทดลองแต่ละครั้งทำโดยการหย่อนเมล็ดตัวอย่างลงในด้านบนของท่อใสจากนั้นค่อยๆปรับค่าความเร็วลมจนกระทั่งเมล็ดตัวอย่างหลุดออกจากท่อใส ความเร็วลมที่ทำให้เมล็ดหลุดออกจาท่อใสคือ Terminal Velocity ของเมล็ดตัวอย่าง ในแต่ละตัวอย่างทำการทดลองทั้งหมด 10 ครั้ง 2.6สัมประสิทธิ์แรงเสียดทานสถิต สัมประสิทธิ์แรงเสียดทานสถิตของเมล็ดมะขามตัวอย่างที่ลอกเปลือกออกในแต่ละกระบวนการวัดโดยการใช้วัสดุ 3 พื้นผิวคือ ไม้ ยาง และเหล็กมาใช้ในการทดลอง โดยการนำเมล็ดลงมาวางบนพื้นผิวของวัสดุที่ต้องการทดลองจากนั้นค่อยๆยกวัสดุขึ้นโดยค่อยๆทำมุมกับพื้น จนกระทั่งเมล็ดเริ่มไถลลงจากวัสดุ สัมประสิทธิ์แรงเสียดทานสถิตคำนวณจากความสัมพันธ์ โดยที่ µ คือสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานสถิต θ คือมุมที่เมล็ดเริ่มไถล (⁰) 3.ผลการทดลอง เมื่อนำเมล็ดมะขาม 100 เมล็ดไปผ่านการต้มในระยะเวลาที่ต่างกันพบว่าเมล็ดที่ผ่านการต้มในน้ำเดือดเป็นเวลา 1.30 ชั่วโมง มีเมล็ดที่ลอก 28 เมล็ดจาก 100 เมล็ด (28%) เมล็ดที่ผ่านการต้มในน้ำเดือด 2 ชั่วโมงมีเมล็ดที่ลอกสมบูรณ์ 71 เมล็ดจาก 100เมล็ด (71%) เมล็ดที่ผ่านการต้มในน้ำเดือด 2.30 ชั่วโมงมีเมล็ดที่ลอกสมบูรณ์ 100 เมล็ดจาก 100เมล็ด (100%) และเมล็ดที่ผ่านการแช่น้ำ 1 สัปดาห์ มีเมล็ดที่ลอกสมบูรณ์ 6 เมล็ดจาก 100เมล็ด (6%) รูปที่1 เปรียบเทียบจำนวนเมล็ดที่ลอกในแต่ละกระบวนการ 3.1 น้ำหนัก 100 เมล็ดของเมล็ดมะขามหลังต้ม น้ำหนัก 100 เมล็ด ของเมล็ดมะขามเพิ่มขึ้นเป็นเส้นตรงตามระยะเวลาในการต้มจาก 97.65 g เพิ่มขึ้นเป็น 134.5 g ตามสมการ y = 15.469x + 96.021 และค่า R²= 0.9691 เมื่อ y คือ น้ำหนัก 100 เมล็ด x คือ ระยะเวลาในการต้ม รูปที่ 2 ความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนัก 100 เมล็ดหลังการต้มกับระยะเวลาในการต้ม การเปรียบเทียบน้ำหนักหลังการต้มกับหลังการแช่เมล็ดเป็นระยะเวลา 1 พบว่า เมล็ดที่แช่น้ำเป็นเวลา 1 สัปดาห์มีน้ำหนัก 100 เมล็ด เท่ากับ 108.65 g ซึ่งมีค่ามากว่าเมล็ดปกติแต่จะมีค่าน้อยกว่าเมล็ดที่ผ่านกระบวนการต้ม รูปที่ 3 กราฟเปรียบเทียบน้ำหนักของเมล็ด 100 เมล็ดกลังการผ่านแต่ละกระบวนการ จากนั้นได้ทำการคัดแยกเมล็ดที่ลอกเพื่อนำในทำการทดลองต่อไป โดยเมื่อนำเมล็ดที่ลอกแล้วในแต่ละกระบวนการมาเปรียบเทียบกัน พบว่า เมล็ดที่ลอกเปลือกจากกระบวนการแช่ 1 สัปดาห์ ให้เมล็ดที่มีสีเหลืองและเมล็ดมีขนาดใหญ่มากที่สุด ส่วนเมล็ดที่ลอกเปลือกจากกระบวนการการต้มจะมีลักษณะคล้ายๆกันคือมีสีเหลืองแต่จะคล้ำกว่าเมล็ดที่ทำการแช่ 1 สัปดาห์ 3.2 ขนาดของเมล็ด ขนาดของเมล็ดมะขามทั้งสามด้านด้านกว้าง ด้านยาวและด้านหนา ของเมล็ดปกติ คือ 1.118,2.110,0.764 cmตามลำดับ เมล็ดที่ลอกสมบูรณ์ที่ผ่านการต้มในน้ำเดือดเป็นเวลา 1.30 ชั่วโมง คือ 1.1695,1.6432,0.9275 cm ตามลำดับ เมล็ดที่ลอกสมบูรณ์ที่ผ่านการต้มในน้ำเดือด 2 ชั่วโมง คือ 1.328,1.944,1.108 cm ตามลำดับ เมล็ดที่ลอกสมบูรณ์ที่ผ่านการต้มในน้ำเดือด 2.30 ชั่วโมง คือ1.2845,1,8908,1.0500 cm และเมล็ดที่ลอกสมบูรณ์ที่ผ่านการแช่น้ำ 1 สัปดาห์ คือ 1.2481,1.9687,1.2985 cm ตามลำดับ ค่า GMD เฉลี่ยของเมล็ดมะขามปกติคือ 0.8842 เมล็ดที่ลอกสมบูรณ์ที่ผ่านการต้มในน้ำเดือดเป็นเวลา 1.30 ชั่วโมง คือ 1.2125 เมล็ดที่ลอกสมบูรณ์ที่ผ่านการต้มในน้ำเดือด 2 ชั่วโมง คือ 1.4197 เมล็ดที่ลอกสมบูรณ์ที่ผ่านการต้มในน้ำเดือด 2.30 ชั่วโมง คือ 1.3488 และเมล็ดที่ลอกสมบูรณ์ที่ผ่านการแช่น้ำ 1 สัปดาห์ คือ 1.6032 ค่า GMD ของเมล็ดมะขามที่ลอกจะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาในการลอก ส่วนค่า GMD ของเมล็ดมะขามที่ลอกจากการแช่น้ำ 1 สัปดาห์จะมีค่ามากที่สุด รูปที่4 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างค่า GMD กับระยะเวลาในการต้ม รูปที่ 5 เปรียบเทียบค่า GMD ในแต่ละกระบวนการ 3.3ความเป็นทรงกลม ค่าความเป็นทรงกลมเฉลี่ยของเมล็ดมะขามปกติคือ 0.6500 เมล็ดที่ลอกสมบูรณ์ที่ผ่านการต้มในน้ำเดือดเป็นเวลา 1.30 ชั่วโมง คือ 0.7343 เมล็ดที่ลอกสมบูรณ์ที่ผ่านการต้มในน้ำเดือด 2 ชั่วโมง คือ 0.4934 เมล็ดที่ลอกสมบูรณ์ที่ผ่านการต้มในน้ำเดือด 2.30 ชั่วโมง คือ 0.7206 และเมล็ดที่ลอกสมบูรณ์ที่ผ่านการแช่น้ำ 1 สัปดาห์ คือ 0.6552 รูปที่ 6 เปรียบเทียบความเป็นทรงกลมในแต่ละกระบวนการ 3.4พื้นที่ภาพฉาย พื้นที่ภาพฉายของเมล็ดมะขามปกติมีพื้นที่ภาพฉาย 2.0386 m² และเมล็ดที่ลอกจาการต้มมีพื้นที่ภาพฉายเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาในการต้มจาก 1.4455 m² เป็น 1.9463 m² ตามสมการ y = 0.4149x²- 0.9913 + 2.0379 และค่า R²= 0.9991 รูปที่ 7 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ภาพฉายของเมล็ดที่ลอกกับระยะเวลาในการต้ม เมื่อ y คือ พื้นที่ภาพฉาย x คือ ระยะเวลาในการต้ม การเปรียบระหว่างเมล็ดที่ลอกจากการต้มกับการแช่เมล็ดเป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ พบว่าพื้นที่ภาพฉายของเมล็ดที่แช่น้ำเป็นเวลา 1 สัปดาห์ มีค่าเท่ากับ 10.2706 m² ซึ่งมากกว่า เมล็ดปกติและเมล็ดที่ผ่านกระบวนการการต้ม รูปที่ 8 เปรียบเทียบพื้นที่ภาพฉายของเมล็ดที่ลอกในแต่ละกระบวนการ 3.5 ความหนาแน่นรวม ความหนาแน่นรวมของเมล็ดมะขามที่ลอกจะลดลงตามระยะเวลาในการต้ม จาก 0.7742 g/cm³ ลดลงเป็น 0.7061 g/cm³ ตามสมการ y = -0.0373x + 0.76 และค่า R²= 0.6543 เมื่อ y คือ ความหนาแน่นรวม x คือ ระยะเวลาในการต้ม รูปที่ 9 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างความหนาแน่นรวมของเมล็ดที่ลอกกับระยะเวลาในการต้ม การเปรียบเทียบระหว่างการต้มกับการแช่เมล็ดเป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ พบว่าความหนาแน่นรวมของเมล็ดที่ลอกซึ่งแช่น้ำเป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ มีค่าเท่ากับ 0.7873g/cm³ ซึ่งมีค่ามากกว่าเมล็ดปกติและเมล็ดที่ลอกที่ผ่านกระบวนการการต้ม รูปที่ 10 เปรียบเทียบค่าความหนาแน่นรวมของเมล็ดที่ลอกในกระบวนการต่างๆ 3.6 ความหนาแน่นจริง ความหนาแน่นจริงของเมล็ดที่ลอกเพิ่มขึ้นเป็นเส้นตรงตามระยะเวลาในการต้มจาก 2.2008 g/cm³ เพิ่มขึ้นเป็น 3.0246 g/cm³ ตามสมการ y = 0.3578x + 2.2652 และค่า R²= 0.9229 เมื่อ y คือ ความหนาแน่นจริง x คือ ระยะเวลาในการต้ม รูปที่ 11 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างความหนาแน่นจริงของเมล็ดที่ลอกกับระยะเวลาในการต้ม การเปรียบเทียบค่าความหนาแน่นจริงระหว่างเมล็ดที่ลอกจากการการต้มกับเมล็ดที่ลอกที่ผ่านการแช่เมล็ดเป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ พบว่าความหนาแน่นจริงของของเมล็ดที่ลอกที่ผ่านการแช่น้ำเป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ มีค่าเท่ากั2.4132 g/cm³ ซึ่งมากกว่าเมล็ดปกติแต่น้อยกว่าเมล็ดที่ลอกที่ผ่านกระบวนการการต้ม รูปที่ 12 เปรียบเทียบค่าความหนาแน่นจริงในแต่ละกระบวนการ 3.7 Terminal velocity Terminal velocity ของเมล็ดที่ลอก เพิ่มขึ้นเป็นเส้นตรงตามระยะเวลาในการต้ม จาก 13.918 m/s เพิ่มขึ้นเป็น 14.61 m/s ตามสมการ y = 0.2993x + 13.845 และค่า R² = 0.8686 เมื่อ y คือ Terminal Velocity x คือ ระยะเวลาในการต้ม รูปที่ 13 แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง Terminal Velocity ของเมล็ดที่ลอกกับระยะเวลาในการต้ม การเปรียบการเปรียบเทียบ ของ Terminal Velocity ของเมล็ดที่ลอกระหว่างการต้มกับการแช่เมล็ดเป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์พบว่า terminal velocity ของเมล็ดที่ลอกที่ผ่านการแช่น้ำเป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ เท่ากับ 14.02 m/s ซึ่งมีค่ามากกว่า terminal velocity ของเมล็ดปกติ แต่มีค่าน้อยกว่า terminal velocity ของเมล็ดที่ลอกที่ผ่านกระบวนการต้ม รูปที่ 14 เปรียบเทียบค่าความ terminal Velocity ของเมล็ดที่ลอกในแต่ละกระบวนการ 3.8 สัมประสิทธิ์แรงเสียดทานสถิต สัมประสิทธิ์แรงเสียดทานสถิตของเมล็ดมะขามที่ลอก ลดลงในทุกพื้นผิว ตามระยะเวลาในการต้ม และพบว่าเมล็ดมะขามสามารถไถลได้ดีบนไม้ ( 0.3346-0.3819) รองลงมาเป็นเหล็ก (0.3879-0.402) และที่ไถลตัวได้น้อยที่สุดคือ ยาง (0.4473-0.582) รูปที่ 15 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานของเมล็ดที่ลอกกับระยะเวลาในการต้ม การเปรียบเทียบระหว่างเมล็ดที่ลอกที่ผ่านการต้มกับการแช่เมล็ดเป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ พบว่า สัมประสิทธิ์แรงเสียดทานสถิตของ ยาง คือ 0.5123 ไม้ คือ 0.3689 และ เหล็ก คือ 0.3864 ซึ่งมีค่าน้อยกว่าเมล็ดปกติแต่มีค่ามากกว่าเมล็ดที่ผ่านกระบวนการการต้ม รูปที่ 16 เปรียบเทียบค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานของเมล็ดที่ลอกในกระบวนการต่างๆ 4. สรุปผลการทดลอง สมบัติทางกายภาพของเมล็ดมะขามที่ลอกเปลือกออกซึ่งขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการต้ม ซึ่งพิจารณาระยะเวลาในการต้มระหว่าง 1.30 ชั่วโมง ถึง 2.30 ชั่วโมง ซึ่งขนาด พื้นที่ภาพฉาย น้ำหนัก 100 เมล็ด ความหนาแน่นจริง และ Terminal Velocity เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาในการต้ม ส่วน ความหนาแน่นรวมและสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานสถิต จะลดลงตามระยะเวลาในการต้ม อ้างอิง www.มะขาม.com/ประโยชน์ของมะขาม/เรื่องของเมล็ดมะขาม www.pharmacy.cmu.ac.th/web2553/n43.php th.wikipedia.org/wiki/มะขาม eureka.bangkokbiznews.com/detail/461262 ศ.ดร.วิมลและคณะ.2555. "การศึกษาแป้งจากเมล็ดมะขามผลิตโพลิแซคคาไรน์สู่ระบบส่งยา" คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นางสาวนันทิดา หมวกเหล็ก นายบวร บุตรดีสิงห์ และ ผศ. ดร.ทรงวุฒิ ยศวิมลวัฒน์. 2555 "การพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต้านอนุมูลอิสระชนิดอัดเม็ดจากสารสกัดเปลือกหุ้มเมล็ดมะขาม" คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
บรรจุภัณฑ์ผักและผลไม้สดเพื่อการส่งออก(ตอนที่ 3)
ก) กล่องกระดาษลูกฟูกขนาด 60 x 40 ซม. ในยุโรปมักนิยมใช้ขนส่งผลไม้จำพวกองุ่น กล้วย มะเขือเทศ และผักกาดหอม (Lettuce) เป็นต้น ส่วนรูปแบบของกล่องมักจะนิยมแบบกล่องสวม (Telescopic) ซึ่งอาจจะเป็นแบบสวมฝาหรือกล่องสวมทั้งใบ (Full telescopic) ข) กล่องกระดาษลูกฟูกขนาด 60 x 40 ซม. กล่องกระดาษลูกฟูกขนาดนี้นับเป็นสัดส่วนครึ่งหนึ่งของกล่องแบบแรก (Halved ISO Module) นับได้ว่าเป็นขนาดกล่องที่นิยมใช้มากสำหรับผลไม้ที่มีขนาดเล็กในตารางที่ 4.4.2 ได้รวบรวมกล่องขนาด 40 x 30 ซม. ที่ใช้ขนส่งผลไม้ประเภทต่างๆในแถบประเทศยุโรป ค) กล่องกระดาษลูกฟูก 30 x 20 ซม. ขนาดของกล่องนับเป็นเศษหนึ่งส่วนสีของกล่องแบบใหญ่ที่สุดมีปริมาณการใช้ค่อนข้างน้อย เนื่องจากมีต้นทุนค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับสินค้าปริมาณนิดเดียวที่ใช้ขนส่งต่อหน่วยบรรจุผลไม้ที่ยังคงใช้บรรจุในกล่องขนาดนี้มักจะเป็นผลไม้ที่มีมูลค่าสูง ตัวอย่างเช่น ลิ้นจี่ เป็นต้น นอกจากกล่องกระดาษลูกฟูกที่มักจะใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง กระแสรณรงค์ให้รักษาสิ่งแวดล้อมได้เริ่มหันมาใช้บรรจุภัณฑ์ขนส่งที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้ (RTC _ Round Trip Carrier) ดังแสดงไว้ในรูปที่ 4.4.5 บรรจุภัณฑ์ขนส่งแบบ RTC ที่นิยมใช้จะเป็นถาดพลาสติกที่สามารถใช้ซ้ำได้ถึง 10 - 15 เที่ยว หลังจากการขนส่งจะสามารถพับด้านข้างทั้ง 4 ด้านลงทำให้สามารถลดปริมาตรในการส่งกลับได้มากถึง 80% 2) ถาดหรือลังพลาสติก กระแสสังคมที่เรียกร้องให้ใช้บรรจุภัณฑ์ประเภทนำกลับมาใช้ใหม่ได้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นมาเรื่อย ชื่อของบรรจุภัณฑ์ประเภทนี้นอกจาก RTC (Round Trip Carrier) ที่นิยมใช้ในประเทศแถบยุโรปแล้ว ทางประเทศสหรัฐอเมริกาก็มีการรณรงค์ให้ใช้บรรจุภัณฑ์ ที่นำกลับมาใช้ใหม่ด้วยเหมือนกัน ทางประเทศสหรัฐอเมริกาใช้ชื่อรวมว่า RPC (Reusable Pallet Carrier) สำหรับบรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่นั้นต่างพัฒนาเป็นบรรจุภัณฑ์พลาสติกเหมือนกัน เนื่องจากใช้งานได้สะดวกและคงทน ลักษณะการใช้งานของถาดหรือลังพลาสติกในประเทศที่พัฒนาแล้วมักเป็นการใช้งานแบบร่วมกัน (Pool System) เริ่มต้นจากสวนผลไม้ เช่าถาดหรือลังจากศูนย์รวบรวมถาดในท้องถิ่นมาใช้งานเพื่อขนส่งผลไม้ไปยังผู้ค้าปลีก หลังจากจัดจำหน่ายแล้วผู้ค้าปลีกจะรวบรวมถาดส่งคืนให้แก่ศูนย์รวบรวมถาด ณ จุดหมายปลายทางเพื่อทำการล้าง ซ่อมแล้วเก็บคงคลังเพื่อให้ผู้ประกอบการรายอื่นเช่าต่อไป หรืออาจส่งไปยังศูนย์เก็บรวบรวมในสาขาอื่นๆ ที่มีผู้ต้องการเช่าใช้ สืบเนื่องจากความสามารถที่พับได้ของถาดหรือลังพลาสติกทำให้ได้ขยายขอบข่ายการใช้งานแบบร่วมกันนี้ไปยังการขนส่งระหว่างทวีป เช่น มีการจัดส่งผลไม้บรรจุใน RTC จากประเทศบราซิลไปยังผู้ค้าปลีกในกลุ่มประเทศอียู เป็นต้น 4.4 หน่วยขนส่ง (Unit Load) การขนส่งสินค้าผักผลไม้บนกระบะเพื่อใช้เป็นหน่วยขนส่งมีบทบาทสำคัญมากในการลดโอกาสที่ผักผลไม้บอบช้ำเสียหายในระหว่างการขนส่ง ขนาดของกระบะที่นิยมใช้มากที่สุดสำหรับการขนส่งผลไม้ระหว่างประเทศคือ กระบะขนาด 1200 x 1000 มม. ซึ่งเป็นขนาดที่รับรองโดย ISO และอาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่ากระบะใช้ขนส่งทางทะเล (Sea Pallet) ข้อดีของกระบะขนาดดังกล่าวมีดังนี้ สามารถจัดเรียงบรรจุภัณฑ์บนกระบะได้ง่ายและประหยัด สามารถจัดเรียงแบบซ้อนในแนวเดียวกัน (Column Stacking) หรือจัดเรียงวางแบบไขว้กัน (Interlock Stacking) มีพื้นที่รองรับบนผิวได้มากพอ ส่วนความสูงของการเรียงซ้อนแนะนำให้อย่าเรียงซ้อนเกินกว่า 2 เมตร วิธีการเรียงซ้อนของบรรจุภัณฑ์แนะนำให้เรียงซ้อนเป็นแถวตรงในแนวดิ่ง (Column Stacking) แม้ว่าการเรียงซ้อนแบบนี้จะมีโอกาสที่กล่องจะตกหล่นลงมาหรือล้มได้ง่ายกว่าการเรียงซ้อนแบบไขว้ แต่จะสามารถรับแรงกดจากการเรียงซ้อนได้ดีกว่า การทำให้บรรจุภัณฑ์ขนส่งบนกระบะมีความมั่นคง ในกรณีที่ต้องการปกป้องเป็นพิเศษ แนะนำให้ใช้กระดาษแข็งเข้ามุม (Corner Pad) ยึดมุมทั้งสี่ของหน่วยขนส่งแล้วรัดในแนวราบด้วยสายคาดพลาสติกหรือโลหะ (Straps) ในอุตสาหกรรมอื่นๆ การจัดส่งสินค้าของหน่วยขนส่งมักจะนิยมใช้วิธีการรัดสินค้าโดยฟิล์มพลาสติกยืด (Stretch Film) หรือฟิล์มหด (Shrink Film) สำหรับสินค้าผักผลไม้ไม่แนะนำให้ใช้ฟิล์มดังกล่าว เนื่องจากฟิล์มที่รัดจะบดบังการถ่ายเทอากาศระหว่างการขนส่งทำให้มีโอกาสเน่าเสียได้ง่ายหรือเร็วขึ้น 5. การพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์ รายละเอียดที่พิมพ์บนบรรจุภัณฑ์จะช่วยให้การไหลเวียนของสินค้าได้ถูกต้องและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้สิ่งที่ตีพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์ยังช่วยทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ผลไม้ที่บรรจุอยู่ภายในอีกด้วย รายละเอียดที่พิมพ์บนบรรจุภัณฑ์ควรอ่านได้ชัดเจน (Clear) สื่อความหมายได้ตามต้องการ (Informative) และดูแล้วสบายตา (Friendly Appearance) ผักผลไม้ที่ส่งไปยังประเทศในแถบยุโรป ควรมีข้อมูลอย่างน้อยที่สุดประกอบด้วยรายละเอียดต่อไปนี้ ชื่อและที่อยู่ของผู้ปลูกหรือผู้บรรจุหรือผู้จัดส่ง คุณลักษณะของผักผลไม้ ประเภทหรือสายพันธุ์ของผักผลไม้ ตราสินค้า (ถ้ามี) ระดับคุณภาพหรือเกรด ขนาด น้ำหนักและจำนวนที่บรรจุ สัญลักษณ์ (Marks) ที่พิมพ์บนบรรจุภัณฑ์ขนส่งแบ่งได้ 3 แบบ คือ 1) สัญลักษณ์สำหรับการขนส่ง (Shipping Marks) เป็นรายละเอียดที่พิมพ์เพื่อให้มีการจัดส่งอย่างถูกต้อง สัญลักษณ์ประเภทนี้ประกอบด้วยตราและชื่อย่อของผู้ซื้อสินค้า หมายเลขที่ตกลงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย อาจเป็นหมายเลขของใบสั่งซื้อหรือสัญญาซื้อขาย เป็นต้น จุดหมายปลายทางที่ส่งสินค้า พร้อมทั้งหมายเลขประจำตัวบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดที่จัดส่ง สัญลักษณ์สำหรับการขนส่งมักพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์อย่างน้อยที่สุด 2 ด้าน ดังแสดงไว้ในรูปที่ 4.4.7 โดยพิมพ์อยู่ตรงกลางของแต่ละด้าน 2) สัญลักษณ์ที่เกี่ยงข้องกับรายละเอียดสินค้า ได้แก่ สายพันธุ์ ระดับคุณภาพ ขนาด ปริมาณ และน้ำหนัก 3) สัญลักษณ์สำหรับการข้นย้าย (Handling Marks) เป็นสัญลักษณ์ที่เป็นภาพ (Pictorial Form) ได้รับการ ยอมรับกันทั่วโลก สัญลักษณ์ภาพนี้จะช่วยทำให้ขนย้ายบรรจุภัณฑ์ทำได้อย่างถูกต้อง บริษัทประกันหลายแห่งจะไม่ยอมชดใช้ความสูญเสียที่เกิดจากการขนย้าย ถ้าไม่ได้พิมพ์สัญลักษณ์ภาพเหล่านี้บนบรรจุภัณฑ์ขนส่ง สัญลักษณ์สำหรับการขนย้ายที่คุ้นเคยบางสัญลักษณ์แสดงอยู่ในรูปที่ 5.1 ตำแหน่งการพิมพ์ของสัญลักษณ์ทั้ง 3 แบบ แบ่งเป็น ส่วนที่ 1 เป็นรายละเอียดของผู้รับมีขนาดตัวอักษรประมาณ 2 นิ้ว บริเวณบรรทัดสุดท้ายของส่วนนี้ได้แจ้งหมายเลขบรรจุภัณฑ์ต่อด้วยจำนวนบรรจุภัณฑ์ทั้งหมด ส่วนที่ 2 เป็นรายละเอียดของผู้จัดส่ง ใช้ตัวอักษรขนาดเล็กกว่าส่วนที่ 1 ส่วนที่ 3 เป็นบริเวณที่ใช้พิมพ์สัญลักษณ์สำหรับการขนย้าย 6. มาตรฐานของ สมอ. ที่เกี่ยวข้องกับบรรจุภัณฑ์ รายละเอียดของมาตรฐานต่างๆที่พิมพ์เผยแพร่โดย สมอ. เป็นแหล่งความรู้อย่างดีที่ใช้เป็นบรรทัดฐานในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับบรรจุภัณฑ์ของสมอ. มีดังต่อไปนี้ ลำดับที่ เลขที่ มอก. รายชื่อ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 286 - 2521 296 - 2522 321 - 2522 550 - 2528 587 - 2528 588 - 2528 589 - 2528 619 - 2529 685 - เล่ม 2 - 2530 923 - 2533 924 - 2533 925 - 2533 1027 - 2534 1116 - 2535 1136 - 2536 1175 - 2536 1254 - 2537 ศ.5 - 2527 ศ.7 - 2532 การทำภาพเครื่องหมายเพื่อการยกขนพัสดุหรือสินค้า : สัญลักษณ์ทั่วไป บรรยากาศสำหรับปรับสภาพและทดสอบและอุณหภูมิอ้างอิงที่เป็นมาตรฐาน กระดาษทำลูกฟูก กล่องกระดาษลูกฟูก ขนาดตู้ขนส่งสินค้า ไม้รองรับสินค้า ขนาดหีบห่อผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเพื่อการขนส่ง แถบกระดาษกาวย่น ภาชนะบรรจุและฉลาก แถบกระดาษกาวในตัว แถบพลาสติกกาวในตัว : โอเรียนเทคโพลิโพรพิลีน แผ่นรองรับสินค้า ถุงพลาสติกสำหรับบรรจุอาหาร ถุงพลาสติกหิ้วรูปตัวยู ฟิล์มยืดหุ้มห่ออาหาร สัญลักษณ์รหัสแท่งสำหรับแสดงข้อมูลสินค้า ถุงพลาสติกแบบกดปิด ศัพท์บัญญัติผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมพลาสติก ศัพท์บัญญัติผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกาว 7. บทสรุป ผักและผลไม้กลายมาเป็นสินค้าส่งออกเป้าหมายของรัฐบาลนายกทักษิณ ทาง WTO ของสหประชาชาติได้ตีพิมพ์บทความ "Export Product Profile Fresh Fruit and Vegetable" ช่วยส่งเสริมให้ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายใช้เป็นแนวทางในการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อการส่งออก ซึ่งบทความนี้ได้เป็นเอกสารหลักในการเรียบเรียงเป็นบทความภาษาไทย ตอนท้ายของบทได้แนบรายละเอียดมาตรฐานของ สมอ. ที่เกี่ยวข้องกับบรรจุภัณฑ์ เพื่อใช้เป็นแหล่งอ้างอิงในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ กลับสู่เมนูหลัก
สมัครสมาชิก

สนับสนุนโดย / Supported By

  • บริษ้ท มาเรล ฟู้ดส์ ซิสเท็ม จำกัด จัดจำหน่ายเครื่องจักรและอุปกรณ์การแปรรูปอาหาร เช่น ระบบการชั่งน้ำหนัก, การคัดขนาด, การแบ่ง, การตรวจสอบกระดูก และการประยุกต์ใช้ร่วมกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ พร้อมกับบริการ ออกแบบ ติดตั้ง กรรมวิธีการแปรรูปทั้งกระบวนการ สำหรับ ผลิตภัณฑ์ ปลา เนื้อ และ สัตว์ปีก โดยมีวิศวกรบริการและ สำนักงานตั้งอยู่ที่กรุงเทพ มาเรล เป็นผู้ให้บริการชั้นนำระดับโลกของอุปกรณ์การแปรรูปอาหารที่ทันสมัย​​ครบวงจรทั้งระบบ สำหรับอุตสาหกรรม ปลา กุ้ง เนื้อ และสัตว์ปีก ต่างๆ เครื่องแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์ปีก Stork และ Townsend จาก Marel อยู่ในกลุ่มเครื่องที่เป็นที่ยอมรับมากที่สุดในอุตสาหกรรม พร้อมกันนี้ สามารถบริการครบวงจรตั้งแต่ต้นสายการผลิตจนเสร็จเป็นสินค้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับทุกความต้องการของลูกค้า ด้วยสำนักงานและบริษัทสาขามากกว่า 30 ประเทศ และ 100 เครือข่ายตัวแทนและผู้จัดจำหน่ายทั่วโลก ที่พร้อมทำงานเคียงข้างลูกค้าเพื่อขยายขอบเขตผลการแปรรูปอาหาร Marel Food Systems Limited. We are supply weighing, grading, portioning, bone detection and software applications as well as complete turn-key processing solutions for fish, meat and poultry. We have service engineer and office in Bangkok. Marel is the leading global provider of advanced food processing equipment, systems and services to the fish, meat, and poultry industries. Our brands - Marel, Stork Poultry Processing and Townsend Further Processing - are among the most respected in the industry. Together, we offer the convenience of a single source to meet our customers' every need. With offices and subsidiaries in over 30 countries and a global network of 100 agents and distributors, we work side-by-side with our customers to extend the boundaries of food processing performance.
  • วิสัยทัศน์ของบริษัท คือ การอยู่ในระดับแนวหน้า "ฟอร์ฟร้อนท์" ของเทคโนโลยีประเภทต่างๆ และนำเทคโนโลยีนั้นๆ มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมและกระบวนการผลิตในประเทศไทย เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของลูกค้า บริษัท ฟอร์ฟร้อนท์ ฟู้ดเทค จำกัด เชื่อมั่นและยึดมั่นในอุดมการณ์การดำเนินธุรกิจ กล่าวคือ จำหน่าย สินค้าและให้บริการที่มีคุณภาพสูง ซึ่งเหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า ด้วยความซื่อสัตย์และความตรงต่อเวลา เพื่อการทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จร่วมกันระยะยาว Our vision is to be in the "forefront" of technology in its field and suitably apply the technology to industries and production in Thailand for customers' utmost benefits. Forefront Foodtech Co., Ltd. strongly believes in and is committed to our own business philosophy which is to supply high quality products and service appropriately to each customer's requirements with honesty and punctuality in order to maintain long term win-win business relationship. Forefront Foodtech Co., Ltd. is the agent company that supplies machinery and system, install and provide after sales service as well as spare parts. Our products are: Heinrich Frey Maschinenbau Gmbh, Germany: manufacturer of vacuum stuffers and machinery for convenient food Kronen GmbH, Germany: manufacturer of machinery for vegetable and fruits from washing to packing Nock Fleischerei Maschinenbau GmbH, Germany: manufacturer of skinning machines, membrane skinning machine, slicers and scale ice makers K + G Wetter GmbH, Germany: manufacturer of grinders and bowl cutters Ness & Co. GmbH, Germany: manufacturer of smoke chambers, both stand alone and continuous units Dorit DFT GmbH, Germany: manufacturer of tumblers and injectors Maschinenfabrik Leonhardt GmbH, Germany: manufacturer of dosing and filling equipment
  • We are well known for reliable, easy-to-use coding and marking solutions which have a low total cost of ownership, as well as for our strong customer service ethos. Developing new products and a continuous programme of improving existing coding and marking solutions also remain central to Linx's strategy. Coding and marking machines from Linx Printing Technologies Ltd provide a comprehensive solution for date and batch coding of products and packaging across manufacturing industries via a global network of distributors. In the industrial inkjet printer arena, our reputation is second to none. Our continuous ink jet printers, laser coders, outer case coders and thermal transfer overprinters are used on production lines in many manufacturing sectors, including the food, beverage, pharmaceutical, cosmetics, automotive and electronic industries, where product identification codes, batch numbers, use by dates and barcodes are needed. PTasia, THAILAND With more than 3,700 coding, marking, barcode, label applicator, filling, packing and sealing systems installed in THAILAND market. Our range is includes systems across a wide range of technologies. To select the most appropriate technology to suit our customers. An excellent customer service reputation, together with a reputation for reliability that sets standards in the industry, rounds off the PTAsia offering and provides customers with efficient and economical solutions of the high quality. Satisfyingcustomers inTHAILAND for 10 years Our 1,313 customers benefit from our many years of experience in the field, with our successful business model of continuous improvement. Our technical and service associates specialise in providing individual advice and finding the most efficient and practical solution to every requirment. PTAsia extends its expertise to customers in the food, beverage, chemical, personal care, pharmaceutical, medical device, electronics, aerospace, military, automotive, and other industrial markets.