News and Articles

มอก. เครื่องแบ่งโดว์

มอก. เครื่องแบ่งโดว์


หมวดหมู่: มาตรฐานอุตสาหกรรมเครื่องจักรและอุปกรณ์แปรรูปอาหาร 2559 [มาตรฐานอุตสาหกรรมเครื่องจักรและอุปกรณ์แปรรูปอาหาร]
วันที่: 20 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ปัจจุบันมีการใช้เครื่องแบ่งโดว์ในการผลิตเบเกอรี่อย่างแพร่หลาย ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคและเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมส่งเสริมอุตสาหกรรมประเภทนี้

มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้จัดทำขึ้นตามความร่วมมือด้านการกำหนดมาตรฐานระหว่างสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกับอุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิเพื่อสถาบันอาหา

มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้กำหนดขึ้นโดยอาศัยข้อมูลจากผู้ทำและเอกสารต่อไปนี้เป็นแนวทาง


มอก. 11 เล่ม 1-2553       สายไฟฟ้าหุ้มฉนวนพอลิไวนิลคลอไรด์แรงดันไฟฟ้าที่กําหนดไม่เกิน 450/750 โวลต์

อก. 166- 2549             เต้าเสียบและเต้ารับสำหรับใช้ในที่อยู่อาศัย และงานทั่วไปที่มีจุดประสงค์คล้ายกัน: เต้าเสียบและเต้ารับที่มีแรงดันไฟฟ้าที่กำหนดไม่เกิน 250 โวลต์

อก. 465 เล่ม 1 - 2554  วิธีการชักตัวอย่างเพื่อการตรวจสอบลักษณะเชิงคุณภาพ เล่ม 1 แบบแผนการชักตัวอย่างระบุโดยขีดจำกัดคุณภาพที่ยอมรับ (AQL)เพื่อการตรวจสอบรุ่นต่อรุ่น

มอ ก. 866- 2550            มอเตอร์เหนี่ยวนำ

มอก . 1375-2547           ความปลอดภัยของเครื่องใช้ไฟฟ้า สำหรับใช้ในที่อยู่อาศัยและเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นที่คล้ายกัน ข้อกำหนดทั่วไป

มอก . 1998-2543           ความปลอดภัยของเครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับใช้ในที่อยู่อาศัยและงานที่มีลักษณะคล้ายกัน ข้อกำหนดเฉพาะสำหรับเครื่องครัวเชิงพาณิชย์

มอก. 2162-2556           เต้าเสียบและเต้ารับสำหรับใช้ในที่อยู่อาศัยและงานทั่วไปที่มีจุดประสงค์คล้ายกัน: คุณลักษณะที่ต้องการทั่วไป

มอก. 2 593 เล่ม 1          สวิตซ์สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า เล่ม 1 คุณลักษณะที่ต้องการทั่วไป

ANSI Z 50.2-2013        American National Standard for Bakery Equipment-Sanitation requirements




มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเครื่องแบ่งโดว์

1. ขอบข่าย

1.1 มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้ครอบคลุมเครื่องแบ่งโดว์ประเภททำงานต่อเนื่องด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ และประเภททำงานเป็นรอบโดยใช้กลไกการแบ่งโดว์ด้วยใบมีดตัด

2. บทนิยาม

ความหมายของคำที่ใช้ในมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้มีดังต่อไปนี้

2 .1 โดว์ (dough) หมายถึง ของผสมที่ได้จากการผสมแป้งสาลีโปรตีนสูงกับน้ำ และส่วนผสมอื่นๆ เช่น ยีสต์ ไข่ นม น้ำมัน เนย น้ำตาล แล้วนวดให้เข้ากัน ทำให้โดว์มีลักษณะ เหนียว นุ่ม ยืดหยุ่น ดึงเป็นแผ่นบางได้โดยไม่ขาดง่าย

2. 2 การแบ่งโดว์ (dough dividing) หมายถึง กระบวนการแบ่งก้อนโดว์ออกเป็นชิ้น เพื่อแบ่งโดว์ให้มีขนาดตามต้องการ

2.3 การโรยแป้ง (dusting) หมายถึง กระบวนการโรยแป้งสาลีลงบนโดว์หรือชิ้นส่วนของเครื่องจักรเพื่อป้องกันไม่ให้โดว์ติดกันเองและติดกับชิ้นส่วนของเครื่องจักร

2.4 แป้ง สาลีชนิดทำขนมปัง (แป้งสาลีชนิดโปรตีนสูง)หมายถึงแป้งสาลีที่มีปริมาณโปรตีนอยู่ระหว่าง 11% - 14 %

3. ประเภท และแบบ

เครื่องแบ่งโดว์แบ่งออกเป็น2 ประเภท ตามลักษณะการทำงานของเครื่องแบ่งโดว์ คือ

3.1 ประเภททำงานต่อเนื่องด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ

3.2 ประเภท ทำงานเป็นรอบใช้กลไกการแบ่งโดว์ด้วยใบมีดตัด (cutting press divider) แบ่งออกเป็น 2 แบบตามต้นกำลังในการทำงาน คือ

3.2.1 แบบทำงานด้วยแรงคน

3.2.2 แบบทำง านด้วยไฟฟ้า


4. วัสดุ ส่วนประกอบและการทำ

4.1 วัสดุ

4.1.1 ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่สัมผัสหรือมีโอกาสสัมผัสกับอาหาร (product zone) คือ พื้นผิวของส่วนประกอบของเครื่องจักรที่มีโอกาสสัมผัสกับผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงพื้นผิวที่อาจเกิดหยดน้ำจากการกลั่นตัวและหยดลงบนผลิตภัณฑ์ หรือวัตถุแปลกปลอมที่อาจตกลงไปปนเปื้อนกับผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ถังป้อนโดว์ ชุดหัวแบ่ง ใบมีดแบ่งโดว์แผ่นรองโดว์กลไกโรยแป้ง กลไกหล่อลื่นโดว์ และกลไกแขนโยกตัด ต้องทำจากวัสดุชั้นคุณภาพใช้กับอาหาร

4.1.2 ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่ไม่สัมผัสอาหาร (non product zone) คือ ส่วนประกอบของเครื่องจักรที่ไม่มีโอกาสสัมผัสหรือปนเปื้อนกับผลิตภัณฑ์ ได้แก่ โครงเครื่อง สวิตซ์ปิด-เปิด ไฟแสดงสถานะการทำงานต้องทำจากวัสดุที่ทนการกัดกร่อน หรือวัสดุที่ผ่านการเคลือบผิวหรือพ่นสีเพื่อป้องกันการกัดกร่อน โดยผิวเคลือบหรือสีที่พ่นต้องมีสารตะกั่วไม่เกิน 0.06% ของมวลสารเคลือบ
การทดสอบทำโดยตรวจสอบตามใบรับรองหรือ การตรวจพินิจ

4.2 ส่วนประกอบ

4.2.1 เครื่องแบ่งโดว์ประเภททำงานต่อเนื่องด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ อย่างน้อยต้องมีส่วนประกอบดังแสดงใน รูปที่ 1

การทดสอบทำโดยการตรวจพินิจ


4.2.2 เครื่องแบ่งโดว์ประเภททำงานเป็นรอบใช้กลไกการแบ่งโดว์ด้วยใบมีดตัดแบบทำงานด้วยแรงคน อย่างน้อยต้องมีส่วนประกอบหลักดังแสดงในรูปที่ 2


การทดสอบทำโดยการตรวจพินิจ

4.2.3 เครื่องแบ่งโดว์ประเภททำงานเป็นรอบใช้กลไกการแบ่งโดว์ด้วยใบมีดตัดแบบทำงานด้วยไฟฟ้า อย่างน้อยต้องมีส่วนประกอบหลักดังแสดงในรูปที่ 3



การทดสอบทำโดยการตรวจพินิจ


4.3 การทำ

ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ของส่วนประกอบของเครื่องแบ่งโดว์ต้องเป็นดังนี้


4.3.1 ถังป้อนโดว์
(สำหรับเครื่องแบ่งโดว์ประเภททำงานต่อเนื่องด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ)

พื้นผิวของถังป้อนโดว์ต้องเรียบ กรณีมีการต่อแผ่นโลหะเข้าด้วยกันต้องเป็นการเชื่อมแบบต่อชนและขัดแต่งรอยเชื่อมให้เรียบเสมอกับผิวโลหะโดยรอบ กรณีที่เป็นการต่อโลหะสองชิ้นเข้าด้วยกันด้วยสกรูเกลียวพื้นผิวระหว่างรอยต่อทั้งสองจะต้องประกบเข้ากันสนิทและแน่นหนา

การทดสอบทำโดยการตรวจพินิจ

4.3.2 ชุดหัวแบ่งโดว์ (สำหรับเครื่องแบ่งโดว์ประเภททำงานต่อเนื่องด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ)

ชุดหัวแบ่งโดว์จะต้องสามารถถอดล้างทำความสะอาดได้โดยง่ายกรณีมีการต่อแผ่นโลหะเข้าด้วยกันต้องเป็นการเชื่อมแบบต่อชนและขัดแต่งรอยเชื่อมให้เรียบเสมอกับผิวโลหะโดยรอบ กรณีที่เป็นการต่อโลหะสองชิ้นเข้าด้วยกันด้วยสกรูและเกลียว พื้นผิวระหว่างรอยต่อทั้งสองจะต้องประกบเข้ากันสนิทและแน่นหนา

ารทดสอบทำโดยการตรวจพินิจ

4.3.3 กลไกโรยแป้ง (ถ้ามี)

4.3.3.1 พื้นผิวของกล่องสำหรับโรยแป้งโดยเฉพาะภายในต้องเรียบและส่วนหรือบริเวณที่ต่อให้ติดกันด้วยการเชื่อมต้องเรียบและสม่ำเสมอ ไม่มีส่วนที่อาจเสี่ยงต่อการสะสมของจุลินทรีย์และสามารถล้างทำความสะอาดได้

4.3.3.2 กล่องบรรจุแป้งสำหรับโรยจะต้องมีฝาปิดมิดชิด และกลไกการโรยแป้งจะต้องถอดล้างหรือทำความสะอาดได้ง่าย หากใช้กลไกการโรยแป้งแบบอื่นนอกจากกล่องโรยแป้งต้องออกแบบสร้างในลักษณะที่สามารถถอดล้างหรือทำความสะอาดได้ง่าย

การทดสอบทำโดยการตรวจพินิจ

    4.3.4 กลไกหล่อลื่นโดว์ (ถ้ามี)

4.3.4.1 กลไกของชุดหล่อลื่นก้อนโดว์ต้องแยกออกจากระบบหล่อลื่นกลไกเครื่องจักรต้องมีอ่างเก็บสารหล่อลื่นก้อนโดว์ที่อยู่ในระยะเอื้อมถึงและถอดล้างทำความสะอาดได้โดยง่าย ระบบท่อสารหล่อลื่น วาล์ว จะต้องสามารถทำความสะอาดได้โดยง่าย 

4.3.4.2 กลไกของชุดหล่อลื่นก้อนโดว์ต้องมีการป้องกันการรั่วไหลของสารหล่อลื่น และต้องอยู่ในตำแหน่งที่สารหล่อลื่นจะไม่รั่ว หยด หรือพุ่งใส่เข้าไปในเขตทำงาน

การทดสอบทำโดยการตรวจพินิจ

4.3.5 โครงเครื่อง

4.3.5.1 วัสดุที่ใช้ทำโครงเครื่องต้องทำจากเหล็กกล้าไร้สนิมหรือวัสดุที่ไม่เป็นสนิม กรณีทำจากเหล็กต้องทาสีหรือเคลือบผิวเพื่อป้องกันสนิมเพื่อป้องกันการกัดกร่อน โดยผิวเคลือบหรือสีที่พ่นต้องมีสารตะกั่วไม่เกิน 0.06 % ของมวลสารเคลือบ

4.3.5.2 แท่นฐานของเครื่องแบ่งโดว์ที่วางติดกับพื้นต้องวางแนบสนิทกับพื้น หรือต้องมีช่องว่างห่างจากพื้นไม่น้อยกว่า 150 mm วัดจากขอบต่ำที่สุดของเครื่องจักรโดยอาจวางบนแท่นรองรับหรือล้อเพื่อความสะดวกในการทำความสะอาด

การทดสอบทำโดยตรวจพินิจ และตรวจสอบตามใบรับรอง

4.3.6 แผ่นรองโดว์ (สำหรับเครื่องแบ่งโดว์ประเภททำงานเป็นรอบใช้กลไกการแบ่งโดว์ด้วยใบมีดตัด) ต้องขึ้นรูปจากวัสดุชิ้นเดียวกัน วางอยู่ในตำแหน่งที่แน่นอนระหว่างการทำงาน สามารถถอดออกได้ง่ายโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ เพื่อนำโดว์ที่แบ่งแล้วออกหรือนำชิ้นส่วนอุปกรณ์ออกมาล้างทำความสะอาด

การทดสอบทำโดยการตรวจพินิจ

4.3.7 ชุดใบมีดแบ่งโดว์ (สำหรับเครื่องแบ่งโดว์ประเภททำงานเป็นรอบใช้กลไกการแบ่งโดว์ด้วยใบมีดตัด)

4.3.7.1 ต้องมีลักษณะเป็นชิ้นเดียวกัน สามารถถอดล้างทำความสะอาดได้โดยง่าย กรณีที่ทำโดยการต่อโลหะเข้าด้วยกัน ต้องเป็นการเชื่อมแบบต่อชนและขัดแต่งรอยเชื่อมให้เรียบเสมอกับผิวโลหะโดยรอบ 

4.3.7.2 ต้องมีระบบป้องกันความเสียหายของชุดใบมีดในกรณีที่มีของแข็งปลอมปนเข้าไปกับโดว์ โดยอาจเป็นระบบกลไก หรือระบบไฟฟ้า หรือทั้งสองอย่าง หรือติดตั้งสวิทช์ฉุกเฉินสำหรับหยุดเครื่องในกรณีฉุกเฉิน ต้องติดตั้งให้ง่ายต่อการเข้าถึง มองเห็นสะดวก

การทดสอบทำโดยการตรวจพินิจ

4.3.8 ระบบหล่อลื่นสำหรับกลไกการทำงานเครื่องแบ่งโดว์ (machine lubrication system) (ถ้ามี)

ต้องถูกออกแบบสร้างในลักษณะที่ป้องกันการรั่วไหลของสารหล่อลื่น และต้องอยู่ในตำแหน่งที่สารหล่อลื่นจะไม่รั่ว หยด หรือพุ่งใส่เข้าไปในเขตทำงาน

การทดสอบทำโดยการตรวจพินิจ

4.3.9 กลไกการกดตัด (สำหรับเครื่องแบ่งโดว์ประเภทประเภททำงานเป็นรอบใช้กลไกการแบ่งโดว์ด้วยใบมีดตัด)

ต้องมีช่องเปิด ฝาปิดหรือประตู ที่สามารถถอดออกหรือหมุนเปิดได้ เพื่อใช้ในการตรวจสอบพื้นผิวที่สัมผัสผลิตภัณฑ์ ช่องเปิดจะต้องมีขนาดเพียงพอต่อการทำความสะอาดพื้นผิวที่สัมผัสผลิตภัณฑ์

การทดสอบทำโดยการตรวจพินิจ

4.3.10 มอเตอร์ไฟฟ้าเหนี่ยวนำเป็นต้นกำลังสำหรับกลไกการแบ่งโดว์ (ถ้ามี)

4.3.10.1 มอเตอร์ควรเป็นไปตาม มอก.866

4.3.10.2 ควรติดตั้งอยู่ในบริเวณหรือพื้นที่ที่มีระดับชั้นการป้องกันน้ำ

4.3.11 เต้าเสียบ (ถ้ามี)

เต้าเสียบต้องเป็นไปตาม มอก. 166และ มอก.2162

การทดสอบทำโดยตรวจสอบตามใบรับรอง

4.3.12 สายไฟฟ้า 

สายไฟต้องเป็นไปตาม มอก. 11

การทดสอบทำโดยตรวจสอบตามใบรับรอง

4.3.13 สวิทซ์ปิด-เปิด

4.3.13.1 ติดตั้งในตำแหน่งที่ผู้ใช้งานสามารถ ปิด-เปิด ได้อย่างสะดวก 

4.3.13.2 สวิทซ์เป็นไปตามมอก. 2593

การทดสอบทำโดยการตรวจพินิจ และตรวจสอบตามใบรับรอง


5. คุณลักษณะที่ต้องการ

5.1 คุณลักษณะทั่วไป

5.1.1 เครื่องแบ่งโดว์ต้องไม่ก่ออันตรายต่อผู้ใช้ เช่น ต้องไม่มีขอบคมหรือปลายแหลมมีการป้องกันอย่างเพียงพอเพื่อไม่ให้ผู้ใช้สัมผัสกับส่วนที่มีกระแสไฟฟ้า

การทดสอบทำโดยการตรวจพินิจ

5.1.2 โครงเครื่องต้องแข็งแรงเพียงพอที่จะรับภาระสูงสุดได้ขณะใช้งาน

การทดสอบให้ทำโดยการตรวจพินิจ

5.2 คุณลักษณะด้านความปลอดภัย

ให้เป็นไปตามมอก. 1998

5.3 สมรรถนะ

เมื่อทดสอบเครื่องแบ่งโดว์ตามข้อ 8.3 แล้วต้องเป็นดังนี้

5.3.1 ในกรณีทำงานด้วยไฟฟ้า อัตราการใช้พลังงาน (energy input rate) ไม่เกิน 5% ของค่าพลังงานที่ผู้ทำระบุ

5.3.2 การใช้งาน

5.3.2.1 กำลังการผลิต มีความคลาดเคลื่อน (c) ไม่เกิน1% และมวลโดแต่ละก้อนที่ถูกแบ่งโดยเครื่องแบ่งโดว์ (M_ai) จะต้องมีความคลาดเคลื่อน eiไม่เกิน 5%

5.3.2.2 เกณฑ์การชักตัวอย่างและเกณฑ์การตัดสินใจสำหรับการทดสอบความผิดพลาดในการแบ่งโดว์ให้เป็นไปตาม มอก. 465 เล่ม 1 แผนการชักตัวอย่างเชิงเดี่ยว ระดับการตรวจสอบแบบปกติ และขีดจำกัดคุณภาพที่ยอมรับ (acceptance quality limit, AQL) 6. 5โดยใช้ระดับการตรวจสอบทั่วไป II และขนาดตัวอย่างให้กำหนดเป็นตัวอักษรรหัสดังตารางที่ 1 เพื่อนำไปใช้ในตารางที่ 2

5.3.2.3 กรณีการทดสอบแรงที่ใช้ในการกดเครื่องแบ่งโดว์ประเภททำงานเป็นรอบใช้กลไกการแบ่งโดว์ด้วยใบมีดตัด แบบทำงานด้วยแรงคน ก้อนโดว์ทุกก้อนจะต้องถูกแบ่งออกจากกันอย่างสมบูรณ์โดยใช้แรงในการกดที่บริเวณมือจับด้ามกดไม่เกิน 200 N

5.3.3.3 กลไกการโรยแป้ง (ถ้ามี) สามารถโรยแป้งได้ต่อเนื่องในปริมาณที่ผู้ทำระบุไว้ โดยไม่เกิดการอุดตันในระหว่างการทำงานและต้องมีความคลาดเคลื่อน (P) จากปริมาณที่ผู้ทำระบุไม่เกิน5%

 

 

 

6. เครื่องหมายและฉลาก

6.1 เครื่องแบ่งโดว์อย่างน้อยต้องมีตัวเลข อักษร หรือเครื่องหมายแจ้งรายละเอียดต่อไปนี้ ให้เห็นง่าย ชัดเจน และถาวร

(1) คำว่า "เครื่องแบ่งโดว์" และระบุประเภทและแบบ ของเครื่องแบ่งโดว์

(2) แบบรุ่น (model)

(3) หมายเลขลำดับเครื่อง (serial number)

(4) มิติของเครื่อง ระบุ ความกว้าง x ความยาว x ความสูง หน่วยเป็น mm x mm x mm

(5) กำลังการผลิต ระบุเป็น เป็น กิโลกรัมต่อชั่วโมงหรือ กรัมต่อชั่วโมง หรือ กิโลกรัมต่อรอบการทำงาน หรือ ชิ้นต่อชั่วโมง หรือ ชิ้นต่อรอบการทำงาน

(6) กำลังไฟฟ้าที่ภาวะโหลดสูงสุด หน่วยเป็น วัตต์ 

(7) กระแสไฟฟ้า หน่วยเป็น แอมแปร์ แรงดันไฟฟ้า หน่วยเป็น โวลต์ ความถี่หน่วยเป็น เฮิรตซ์ และเฟส

(8) ข้อควรระวัง

(9) เดือนปีที่ผลิต หรือรหัสรุ่นที่ผลิต

(10) ชื่อผู้ผลิต หรือโรงงานที่ผลิต หรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน

(11) น้ำหนักของเครื่อง หน่วยเป็น กิโลกรัม

6.2 เครื่องแบ่งโดว์ทุกเครื่องต้องมีคู่มือแนะนำการใช้งาน ซึ่งอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

(1) คำว่า "เครื่องแบ่งโดว์" และระบุประเภทและแบบของเครื่องแบ่งโดว์

(2) แบบรุ่น

(3) มิติของเครื่อง ระบุ ความกว้าง x ความยาว x ความสูง หน่วยเป็น mm x mm x mm

(4) กำลังการผลิต ระบุเป็น กิโลกรัมต่อชั่วโมง หรือ กรัมต่อชั่วโมง หรือ กิโลกรัมต่อรอบการทำงาน หรือ ชิ้นต่อชั่วโมง หรือ ชิ้นต่อรอบการทำงาน

(5) กำลังไฟฟ้าที่ภาวะโหลดสูงสุด หน่วยเป็น วัตต์ 

(6) กระแสไฟฟ้า หน่วยเป็น แอมแปร์ แรงดันไฟฟ้า หน่วยเป็น โวลต์ ความถี่ หน่วยเป็น เฮิรตซ์ และเฟส

(7) ข้อควรระวัง

(8) คำแนะนำการใช้งาน

(8.1) วิธีการติดตั้ง และถอดประกอบเครื่องและอุปกรณ์แบ่งโดว์

(8.2) ความจุหรือมวลโดว์สูงสุดที่สามารถบรรจุในถังรับโดว์หรือถาดรองโดว์ในแต่ละรอบการทำงาน

(8.3) ปริมาณการใช้แป้งสำหรับโรย เป็นกิโลกรัมต่อชั่วโมง

(8.4) วิธีการใช้งานเครื่องแบ่งโดว์

(8.4.1) ขั้นตอนการทำงานของเครื่องจักรอย่างละเอียด โดยอาจมีภาพประกอบให้เข้าใจได้ง่าย

(8.4.2) การปรับตั้งอุปกรณ์ปรับเปลี่ยนขนาดก้อนโดว์ที่แบ่งได้ (ถ้ามี)

(8.4.3) มีการระบุข้อควรระวังและข้อห้ามในการปฏิบัติงานกับเครื่องแบ่งโดว์ในแต่ละขั้นตอน

(8.4.4) วิธีการทำความสะอาดเครื่องแบ่งโดว์และอุปกรณ์

(8.4.5) การตรวจสอบ และบำรุงรักษาเครื่องเบื้องต้น

(9) รายการอะไหล่และชิ้นส่วนอุปกรณ์ของเครื่อง

(10) ชื่อผู้ผลิต หรือโรงงานที่ผลิต หรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน

 

7. การชักตัวอย่างและการตัดสินใจ

7.1 รุ่น (lot) หมายถึง เครื่องแบ่งโดว์แบบเดียวกัน หรือประเภทเดียวกันทำจากวัสดุ และผ่านกรรมวิธีทางการผลิตอย่างเดียวกัน และทำต่อเนื่องคราวเดียวกัน หรือส่งมอบ หรือซื้อขายในระยะเวลาเดียวกัน

7.2 การชักตัวอย่างและเกณฑ์ตัดสิน

ให้เป็นไปตามแผนการชักตัวอย่างที่กำหนดต่อไปนี้

7.2.1 การชักตัวอย่าง

ให้ชักตัวอย่างโดยวิธีสุ่มจากรุ่นเดียวกันจำนวน 1 เครื่อง

7.2.2 เกณฑ์ตัดสิน

ตัวอย่างเครื่องแบ่งโดว์ต้องเป็นไปตามหัวข้อ 4 5 และ 6 ทุกรายการจึงจะถือว่าเครื่องแบ่งโดว์รุ่นนั้นเป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้

8. การทดสอบ

การทดสอบสมรรถนะของเครื่องแบ่งโดว์ให้เป็นไปตามที่กำหนดต่อไปนี้ หรืออาจใช้การทดสอบที่เทียบเท่ากันทางวิชาการกับการทดสอบสมรรถนะที่กำหนดไว้

8.1 ทั่วไป

ข้อกำหนดทั่วไปในการหาค่าต่าง ๆ และอุปกรณ์วัดในการทดสอบให้เป็นดังนี้

8.1.1 กำลังไฟฟ้า

ใช้เครื่องวัดกำลังไฟฟ้าชนิด watt meter ที่มีความละเอียด 1 w

8.1.2 มวล

ใช้เครื่องชั่งมวลที่มีความละเอียด 0.1 g

8.1.3 เวลา

ใช้นาฬิกาจับเวลาที่มีความละเอียด 1 sec

8.2 การเตรียมการทดสอบ

8.2.1 การเตรียมเครื่องแบ่งโดว์สำหรับทดสอบ

8.2.1.1 ติดตั้งเครื่องแบ่งโดว์บนพื้นเรียบแข็งที่ได้ระดับ

8.2.1.2 ประกอบและติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ของเครื่องแบ่งโดว์ตามคู่มือการใช้งาน

8.2.2 เงื่อนไขการทดสอบ

การเตรียมตัวอย่างสำหรับการทดสอบเป็นดังนี้

8.2.2.1 ตัวอย่างโดว์สำหรับทดสอบ (ขนมปังอิตาเลียน) มีส่วนผสมประกอบด้วย แป้งสาลีชนิดทำขนมปัง 61% น้ำ 37% เกลือ (table salt) 1% และยีสต์ผง (instant dry yeast) สำหรับทำขนมปังจืด 1% (% โดยมวล) ในการชั่งมวลส่วนผสมให้ใช้เครื่องชั่งมวลตามข้อ 8.1.2

8.2.2.2 วิธีการเตรียมโดว์ทดสอบใช้เครื่องผสมแบบสองแขนผสม (double arm mixer) โดยมีขั้นตอนดังนี้

1) ร่อนแป้งด้วยตะแกรงร่อนแป้งสแตนเลส แบบกรองละเอียด 60 mesh (60 ช่องต่อนิ้ว) 

2) เปิดเครื่องผสม จากนั้นผสมของแห้งเข้าด้วยกันในอ่างผสมโดยเริ่มจากใส่แป้งสาลี ตามด้วยเกลือ แล้วจึงเติมยีสต์ลงไป 

3) ค่อย ๆ เติมน้ำจนหมด นวดต่อให้เป็นเนื้อเดียวกัน ไม่ติดขอบอ่างผสมและเมื่อทดสอบดึงโดว์สามารถดึงเป็นแผ่นบางๆ โดยไม่ขาด 

4) ปิดเครื่องผสม นำโดว์ที่ได้ไปทดสอบสมรรถนะ

8.3 สมรรถนะ

8.3.1 การทดสอบกำลังไฟฟ้า

ให้วัดกำลังไฟฟ้าของเครื่องแบ่งโดว์ที่ภาวะโหลดสูงสุดตามที่ผู้ทำระบุ

8.3.2 การทดสอบการใช้งาน

8.3.2.1 วิธีการทดสอบเครื่องแบ่งโดว์ประเภททำงานต่อเนื่องด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ (ข้อ 3.1)

1) เตรียมโดว์ทดสอบให้มีมวลเท่ากับ จำนวนที่ต้องการทดสอบ เป็นไปตามตารางที่กำหนดจำนวนที่ต้องการทดสอบ ตามหัวข้อ 5.3.2.2 

2) นำโดทดสอบใส่ในถังรับโดว์ เริ่มเดินเครื่องทำงาน จับเวลาเมื่อเครื่องแบ่งโดว์เริ่มทำงาน และหยุดจับเวลาเมื่อก้อนโดว์ก้อนสุดท้ายออกมาจากเครื่องแบ่งโดว์ ในระหว่างจับเวลาให้ชักตัวอย่างก้อนโดว์ โดยใช้วิธีการชักตัวอย่างและเกณฑ์ตัดสินสำหรับการทดสอบความผิดพลาดในการแบ่งโดว์ให้เป็นไปตามข้อ 5.3.2.2

3) คำนวณกำลังการผลิตของเครื่องแบ่งโดว์จากสมการ (1) คำนวณเปอร์เซ็นต์ความคลาดเคลื่อนของกำลังการผลิต (c) ตามสมการ (2) และคำนวณเปอร์เซ็นต์ความคลาดเคลื่อนของมวลก้อนโดว์แต่ละก้อนได้จากสมการ (3)

4) บันทึกข้อมูล

5) ทดสอบทั้งหมด 3 ครั้งโดยพิจารณาจากค่าเฉลี่ยของการทดสอบทั้งสามครั้ง

8.2.2.2 วิธีการทดสอบเครื่องแบ่งโดว์ประเภททำงานเป็นรอบใช้กลไกการแบ่งโดว์ด้วยใบมีดตัด (ข้อ 3.2)

1) นำโดว์ทดสอบที่เตรียมไว้มาชั่งมวลด้วยเครื่องชั่งให้ได้มวลโดว์เท่ากับจำนวนที่ต้องการทดสอบ เป็นไปตามตารางที่กำหนดจำนวนที่ต้องการทดสอบ ตามหัวข้อ 5.3.2.2 แต่ในการทดสอบต้องทำให้เต็มจำนวนก้อนที่สามารถทำได้ในแต่ละรอบ แล้วจึงสุ่มตามจำนวนที่กำหนดตามหัวข้อ 5.3.2.2

2) ใส่โดว์ลงในเครื่องแบ่งก้อนโดว์ จากนั้นเริ่มเดินเครื่องทำงาน

3) ชั่งมวลโดว์ที่ถูกแบ่งแล้วทุกก้อน บันทึกค่ามวล

4) คำนวณกำลังการผลิตที่สามารถทำได้ในแต่ละรอบได้จากสมการ (5) และคำนวณเปอร์เซ็นต์ความคลาดเคลื่อนของก้อนโดว์แต่ละก้อนคำนวณได้จากสมการ (6)

5) บันทึกข้อมูล

6) การทดสอบทำทั้งหมด 3 ครั้ง โดยพิจารณาจากค่าเฉลี่ยของการทดสอบทั้งสามครั้ง

 

8.3.2.3 วิธีการทดสอบแรงที่ใช้ในการกดเครื่องแบ่งโดว์ประเภททำงานเป็นรอบใช้กลไกการแบ่งโดว์ด้วยใบมีดตัดแบบทำงานด้วยแรงคน (ข้อ 3.2.1)

1) นำโดว์ทดสอบที่เตรียมไว้มาชั่งมวลด้วยเครื่องชั่งให้ได้มวลโดว์เท่ากับจำนวนที่ต้องการทดสอบ เป็นไปตามตารางที่กำหนดจำนวนที่ต้องการทดสอบ ตามหัวข้อ 5.3.2.2 แต่ในการทดสอบต้องทำให้เต็มจำนวนก้อนที่สามารถทำได้ในแต่ละรอบ แล้วจึงสุ่มตามจำนวนที่กำหนดตามหัวข้อ 5.3.2.2 

2) ใส่โดว์ลงในเครื่องแบ่งก้อนโดว์ จากนั้นถ่วงก้อนมวลที่มีมวลรวมกัน 20 kg (เทียบเท่ากับแรงกด 200 N) ที่บริเวณมือจับของด้ามกดของเครื่องแบ่งก้อนโดว์

3) ปลดก้อนมวลออกและตรวจสอบโดว์ที่ถูกแบ่ง

4) บันทึกจำนวนก้อนโดว์ที่ไม่ขาดออกจากกันอย่างสมบูรณ์

5) การทดสอบทำทั้งหมด 3 ครั้ง โดยพิจารณาจากค่าเฉลี่ยของการทดสอบทั้งสามครั้ง

 



ข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
บรรจุภัณฑ์ผักและผลไม้สดเพื่อการส่งออก(ตอนที่ 3)
ก) กล่องกระดาษลูกฟูกขนาด 60 x 40 ซม. ในยุโรปมักนิยมใช้ขนส่งผลไม้จำพวกองุ่น กล้วย มะเขือเทศ และผักกาดหอม (Lettuce) เป็นต้น ส่วนรูปแบบของกล่องมักจะนิยมแบบกล่องสวม (Telescopic) ซึ่งอาจจะเป็นแบบสวมฝาหรือกล่องสวมทั้งใบ (Full telescopic) ข) กล่องกระดาษลูกฟูกขนาด 60 x 40 ซม. กล่องกระดาษลูกฟูกขนาดนี้นับเป็นสัดส่วนครึ่งหนึ่งของกล่องแบบแรก (Halved ISO Module) นับได้ว่าเป็นขนาดกล่องที่นิยมใช้มากสำหรับผลไม้ที่มีขนาดเล็กในตารางที่ 4.4.2 ได้รวบรวมกล่องขนาด 40 x 30 ซม. ที่ใช้ขนส่งผลไม้ประเภทต่างๆในแถบประเทศยุโรป ค) กล่องกระดาษลูกฟูก 30 x 20 ซม. ขนาดของกล่องนับเป็นเศษหนึ่งส่วนสีของกล่องแบบใหญ่ที่สุดมีปริมาณการใช้ค่อนข้างน้อย เนื่องจากมีต้นทุนค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับสินค้าปริมาณนิดเดียวที่ใช้ขนส่งต่อหน่วยบรรจุผลไม้ที่ยังคงใช้บรรจุในกล่องขนาดนี้มักจะเป็นผลไม้ที่มีมูลค่าสูง ตัวอย่างเช่น ลิ้นจี่ เป็นต้น นอกจากกล่องกระดาษลูกฟูกที่มักจะใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง กระแสรณรงค์ให้รักษาสิ่งแวดล้อมได้เริ่มหันมาใช้บรรจุภัณฑ์ขนส่งที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้ (RTC _ Round Trip Carrier) ดังแสดงไว้ในรูปที่ 4.4.5 บรรจุภัณฑ์ขนส่งแบบ RTC ที่นิยมใช้จะเป็นถาดพลาสติกที่สามารถใช้ซ้ำได้ถึง 10 - 15 เที่ยว หลังจากการขนส่งจะสามารถพับด้านข้างทั้ง 4 ด้านลงทำให้สามารถลดปริมาตรในการส่งกลับได้มากถึง 80% 2) ถาดหรือลังพลาสติก กระแสสังคมที่เรียกร้องให้ใช้บรรจุภัณฑ์ประเภทนำกลับมาใช้ใหม่ได้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นมาเรื่อย ชื่อของบรรจุภัณฑ์ประเภทนี้นอกจาก RTC (Round Trip Carrier) ที่นิยมใช้ในประเทศแถบยุโรปแล้ว ทางประเทศสหรัฐอเมริกาก็มีการรณรงค์ให้ใช้บรรจุภัณฑ์ ที่นำกลับมาใช้ใหม่ด้วยเหมือนกัน ทางประเทศสหรัฐอเมริกาใช้ชื่อรวมว่า RPC (Reusable Pallet Carrier) สำหรับบรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่นั้นต่างพัฒนาเป็นบรรจุภัณฑ์พลาสติกเหมือนกัน เนื่องจากใช้งานได้สะดวกและคงทน ลักษณะการใช้งานของถาดหรือลังพลาสติกในประเทศที่พัฒนาแล้วมักเป็นการใช้งานแบบร่วมกัน (Pool System) เริ่มต้นจากสวนผลไม้ เช่าถาดหรือลังจากศูนย์รวบรวมถาดในท้องถิ่นมาใช้งานเพื่อขนส่งผลไม้ไปยังผู้ค้าปลีก หลังจากจัดจำหน่ายแล้วผู้ค้าปลีกจะรวบรวมถาดส่งคืนให้แก่ศูนย์รวบรวมถาด ณ จุดหมายปลายทางเพื่อทำการล้าง ซ่อมแล้วเก็บคงคลังเพื่อให้ผู้ประกอบการรายอื่นเช่าต่อไป หรืออาจส่งไปยังศูนย์เก็บรวบรวมในสาขาอื่นๆ ที่มีผู้ต้องการเช่าใช้ สืบเนื่องจากความสามารถที่พับได้ของถาดหรือลังพลาสติกทำให้ได้ขยายขอบข่ายการใช้งานแบบร่วมกันนี้ไปยังการขนส่งระหว่างทวีป เช่น มีการจัดส่งผลไม้บรรจุใน RTC จากประเทศบราซิลไปยังผู้ค้าปลีกในกลุ่มประเทศอียู เป็นต้น 4.4 หน่วยขนส่ง (Unit Load) การขนส่งสินค้าผักผลไม้บนกระบะเพื่อใช้เป็นหน่วยขนส่งมีบทบาทสำคัญมากในการลดโอกาสที่ผักผลไม้บอบช้ำเสียหายในระหว่างการขนส่ง ขนาดของกระบะที่นิยมใช้มากที่สุดสำหรับการขนส่งผลไม้ระหว่างประเทศคือ กระบะขนาด 1200 x 1000 มม. ซึ่งเป็นขนาดที่รับรองโดย ISO และอาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่ากระบะใช้ขนส่งทางทะเล (Sea Pallet) ข้อดีของกระบะขนาดดังกล่าวมีดังนี้ สามารถจัดเรียงบรรจุภัณฑ์บนกระบะได้ง่ายและประหยัด สามารถจัดเรียงแบบซ้อนในแนวเดียวกัน (Column Stacking) หรือจัดเรียงวางแบบไขว้กัน (Interlock Stacking) มีพื้นที่รองรับบนผิวได้มากพอ ส่วนความสูงของการเรียงซ้อนแนะนำให้อย่าเรียงซ้อนเกินกว่า 2 เมตร วิธีการเรียงซ้อนของบรรจุภัณฑ์แนะนำให้เรียงซ้อนเป็นแถวตรงในแนวดิ่ง (Column Stacking) แม้ว่าการเรียงซ้อนแบบนี้จะมีโอกาสที่กล่องจะตกหล่นลงมาหรือล้มได้ง่ายกว่าการเรียงซ้อนแบบไขว้ แต่จะสามารถรับแรงกดจากการเรียงซ้อนได้ดีกว่า การทำให้บรรจุภัณฑ์ขนส่งบนกระบะมีความมั่นคง ในกรณีที่ต้องการปกป้องเป็นพิเศษ แนะนำให้ใช้กระดาษแข็งเข้ามุม (Corner Pad) ยึดมุมทั้งสี่ของหน่วยขนส่งแล้วรัดในแนวราบด้วยสายคาดพลาสติกหรือโลหะ (Straps) ในอุตสาหกรรมอื่นๆ การจัดส่งสินค้าของหน่วยขนส่งมักจะนิยมใช้วิธีการรัดสินค้าโดยฟิล์มพลาสติกยืด (Stretch Film) หรือฟิล์มหด (Shrink Film) สำหรับสินค้าผักผลไม้ไม่แนะนำให้ใช้ฟิล์มดังกล่าว เนื่องจากฟิล์มที่รัดจะบดบังการถ่ายเทอากาศระหว่างการขนส่งทำให้มีโอกาสเน่าเสียได้ง่ายหรือเร็วขึ้น 5. การพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์ รายละเอียดที่พิมพ์บนบรรจุภัณฑ์จะช่วยให้การไหลเวียนของสินค้าได้ถูกต้องและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้สิ่งที่ตีพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์ยังช่วยทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ผลไม้ที่บรรจุอยู่ภายในอีกด้วย รายละเอียดที่พิมพ์บนบรรจุภัณฑ์ควรอ่านได้ชัดเจน (Clear) สื่อความหมายได้ตามต้องการ (Informative) และดูแล้วสบายตา (Friendly Appearance) ผักผลไม้ที่ส่งไปยังประเทศในแถบยุโรป ควรมีข้อมูลอย่างน้อยที่สุดประกอบด้วยรายละเอียดต่อไปนี้ ชื่อและที่อยู่ของผู้ปลูกหรือผู้บรรจุหรือผู้จัดส่ง คุณลักษณะของผักผลไม้ ประเภทหรือสายพันธุ์ของผักผลไม้ ตราสินค้า (ถ้ามี) ระดับคุณภาพหรือเกรด ขนาด น้ำหนักและจำนวนที่บรรจุ สัญลักษณ์ (Marks) ที่พิมพ์บนบรรจุภัณฑ์ขนส่งแบ่งได้ 3 แบบ คือ 1) สัญลักษณ์สำหรับการขนส่ง (Shipping Marks) เป็นรายละเอียดที่พิมพ์เพื่อให้มีการจัดส่งอย่างถูกต้อง สัญลักษณ์ประเภทนี้ประกอบด้วยตราและชื่อย่อของผู้ซื้อสินค้า หมายเลขที่ตกลงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย อาจเป็นหมายเลขของใบสั่งซื้อหรือสัญญาซื้อขาย เป็นต้น จุดหมายปลายทางที่ส่งสินค้า พร้อมทั้งหมายเลขประจำตัวบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดที่จัดส่ง สัญลักษณ์สำหรับการขนส่งมักพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์อย่างน้อยที่สุด 2 ด้าน ดังแสดงไว้ในรูปที่ 4.4.7 โดยพิมพ์อยู่ตรงกลางของแต่ละด้าน 2) สัญลักษณ์ที่เกี่ยงข้องกับรายละเอียดสินค้า ได้แก่ สายพันธุ์ ระดับคุณภาพ ขนาด ปริมาณ และน้ำหนัก 3) สัญลักษณ์สำหรับการข้นย้าย (Handling Marks) เป็นสัญลักษณ์ที่เป็นภาพ (Pictorial Form) ได้รับการ ยอมรับกันทั่วโลก สัญลักษณ์ภาพนี้จะช่วยทำให้ขนย้ายบรรจุภัณฑ์ทำได้อย่างถูกต้อง บริษัทประกันหลายแห่งจะไม่ยอมชดใช้ความสูญเสียที่เกิดจากการขนย้าย ถ้าไม่ได้พิมพ์สัญลักษณ์ภาพเหล่านี้บนบรรจุภัณฑ์ขนส่ง สัญลักษณ์สำหรับการขนย้ายที่คุ้นเคยบางสัญลักษณ์แสดงอยู่ในรูปที่ 5.1 ตำแหน่งการพิมพ์ของสัญลักษณ์ทั้ง 3 แบบ แบ่งเป็น ส่วนที่ 1 เป็นรายละเอียดของผู้รับมีขนาดตัวอักษรประมาณ 2 นิ้ว บริเวณบรรทัดสุดท้ายของส่วนนี้ได้แจ้งหมายเลขบรรจุภัณฑ์ต่อด้วยจำนวนบรรจุภัณฑ์ทั้งหมด ส่วนที่ 2 เป็นรายละเอียดของผู้จัดส่ง ใช้ตัวอักษรขนาดเล็กกว่าส่วนที่ 1 ส่วนที่ 3 เป็นบริเวณที่ใช้พิมพ์สัญลักษณ์สำหรับการขนย้าย 6. มาตรฐานของ สมอ. ที่เกี่ยวข้องกับบรรจุภัณฑ์ รายละเอียดของมาตรฐานต่างๆที่พิมพ์เผยแพร่โดย สมอ. เป็นแหล่งความรู้อย่างดีที่ใช้เป็นบรรทัดฐานในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับบรรจุภัณฑ์ของสมอ. มีดังต่อไปนี้ ลำดับที่ เลขที่ มอก. รายชื่อ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 286 - 2521 296 - 2522 321 - 2522 550 - 2528 587 - 2528 588 - 2528 589 - 2528 619 - 2529 685 - เล่ม 2 - 2530 923 - 2533 924 - 2533 925 - 2533 1027 - 2534 1116 - 2535 1136 - 2536 1175 - 2536 1254 - 2537 ศ.5 - 2527 ศ.7 - 2532 การทำภาพเครื่องหมายเพื่อการยกขนพัสดุหรือสินค้า : สัญลักษณ์ทั่วไป บรรยากาศสำหรับปรับสภาพและทดสอบและอุณหภูมิอ้างอิงที่เป็นมาตรฐาน กระดาษทำลูกฟูก กล่องกระดาษลูกฟูก ขนาดตู้ขนส่งสินค้า ไม้รองรับสินค้า ขนาดหีบห่อผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเพื่อการขนส่ง แถบกระดาษกาวย่น ภาชนะบรรจุและฉลาก แถบกระดาษกาวในตัว แถบพลาสติกกาวในตัว : โอเรียนเทคโพลิโพรพิลีน แผ่นรองรับสินค้า ถุงพลาสติกสำหรับบรรจุอาหาร ถุงพลาสติกหิ้วรูปตัวยู ฟิล์มยืดหุ้มห่ออาหาร สัญลักษณ์รหัสแท่งสำหรับแสดงข้อมูลสินค้า ถุงพลาสติกแบบกดปิด ศัพท์บัญญัติผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมพลาสติก ศัพท์บัญญัติผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกาว 7. บทสรุป ผักและผลไม้กลายมาเป็นสินค้าส่งออกเป้าหมายของรัฐบาลนายกทักษิณ ทาง WTO ของสหประชาชาติได้ตีพิมพ์บทความ "Export Product Profile Fresh Fruit and Vegetable" ช่วยส่งเสริมให้ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายใช้เป็นแนวทางในการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อการส่งออก ซึ่งบทความนี้ได้เป็นเอกสารหลักในการเรียบเรียงเป็นบทความภาษาไทย ตอนท้ายของบทได้แนบรายละเอียดมาตรฐานของ สมอ. ที่เกี่ยวข้องกับบรรจุภัณฑ์ เพื่อใช้เป็นแหล่งอ้างอิงในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ กลับสู่เมนูหลัก
แนวทางการศึกษาการกระจายความร้อนสำหรับการฆ่าเชื้อด้วยไอน้ำและนิ่ง (steam still retort)
บทความนี้เป็น แนวทางการศึกษาการกระจายความร้อนสำหรับการฆ่าเชื้อด้วยไอน้ำและนิ่ง (steam still retort) ไม่รวมหม้อฆ่าเชื้อชนิด crateless เรียบเรียงโดยสุรพล ขุมทรัพย์, ภัสราภา แก้วเนิน, นิศานาถ ตัณฑัยย์ และสุวิมล กีรติวิริยาภรณ์ กองตรวจสอบรับรองมาตรฐานคุณภาพสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ กรมประมง จาก Temperature Distribution Protocol for Processing in Steam Still Retorts, Excluding Crateless Retorts ของ Institute forThermal Processing Specialists สหรัฐอเมริกา การศึกษาการกระจายความร้อน สำคัญสำหรับการแปรรูปอาหารกระป๋อง (canning) ในหม้อฆ่าเชื้อที่ใช้ไอน้ำเป็นตัวกลางความร้อน (steam retort) บทความที่เกี่ยวข้อง ส่วนประกอบของหม้อฆ่าเชื้ออาหารกระป๋อง คำแนะนำการออกแบบหม้อฆ่าเชื้ออาหารกระป๋อง แนวทางการศึกษาการกระจายความร้อนสำหรับการฆ่าเชื้อด้วยไอน้ำและนิ่ง การศึกษาและการทวนสอบสภาวะการกระจายความร้อนภายในหม้อฆ่าเชื้อ ต้องใช้วิธีการและอุปกรณ์ต่างๆ ที่เหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่าหม้อฆ่าเชื้อสามารถฆ่าเชื้อได้ตามกระบวนการที่กำหนด (scheduled process) แนวทางในการปฏิบัติการทดสอบการกระจายความร้อนมีรายละเอียดดังนี้ 1. การเตรียมการ:การสำรวจอุปกรณ์ทั่วไป (General Processing Equipment Survey) 2. การเลือกหม้อฆ่าเชื้อที่จะใช้ในการศึกษา (Selection of The Test Retort ) 3. การจัดทำเอกสารรายละเอียดหม้อฆ่าเชื้อที่จะศึกษา (Test Retort Documentation) 4. อุปกรณ์สำหรับการทดสอบ (Test Equipment) 5. การปรับเทียบมาตรฐานของอุปกรณ์สำหรับการทดสอบ (Standardization of Test Equipment) 6. การวางตำแหน่งอุปกรณ์วัดอุณหภูมิภายในหม้อฆ่าเชื้อ (Placement of the Temperature Measuring Device in Retort) 7. การจัดเตรียมภาชนะบรรจุในตะกร้าทดสอบ (Preparing the Test Crates or Baskets with Container) 8. การทดสอบการกระจายความร้อน (The Temperature Distribution Test) 1. การเตรียมการ : การสำรวจอุปกรณ์ทั่วไป (General Processing Equipment Survey) ก่อนการคัดเลือกหม้อฆ่าเชื้อที่เหมาะสมสำหรับการศึกษา ควรมีการสำรวจและบันทึกรายละเอียด อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าเชื้อ ดังนี้ 1. ท่อไอน้ำเข้า (steam inlet) 2. วาล์วควบคุมไอน้ำ (Temperature control valve) 3. ท่อบายพาสส์ (by pass) 4. ท่อลมเข้า (air inlet) 5. เครื่องกรองอากาศ 6. อุปกรณ์ปรับความดัน 7. ท่อระบายน้ำ (Drain) 8. ท่อน้ำเข้า (water inlet) 9. ท่อกระจายไอน้ำ (Steam spreader) 10. ที่รองรับตะกร้า 11. แผ่นกั้นน้ำ 12. รูระบายอากาศ (bleeder) 13. เทอร์โมมิเตอร์ปรอท 14. อุปกรณ์วัดความดัน 15. วาล์วนิรภัย (Safety valve) 16. ท่อน้ำล้น (over flow) 17. ท่อไล่อากาศ (vent) 18. เครื่องควบคุมไอน้ำ 19. อุปกรณ์ควบคุม 20. วาล์วลดความดัน 1.1 การจ่ายไอน้ำไปยังหม้อฆ่าเชื้อ ( Steam Supply to the Retorts) 1.1.1 กำลังการผลิตและแรงดันของเครื่องกำเนิดไอน้ำ (boiler) 1.1.2 ท่อพักไอน้ำของหม้อฆ่าเชื้อ (retort header) ต้องมีแรงดันและปริมาณไอน้ำเพียงพอที่จะจ่ายให้กับหม้อฆ่าเชื้อทดสอบ 1.1.3 ขนาดและความยาวของท่อไอน้ำ รวมทั้งขนาดและชนิดของวาล์ว จากท่อไอน้ำหลัก (main steam line) ไปยังห้องฆ่าเชื้อ 1.1.4 ขนาดของท่อทั้งหมดที่เชื่อมต่อท่อไอน้ำหลัก (main line) ไปยังอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ไอน้ำ เช่น blancher, exhaust box ฯลฯ 1.2 ห้องฆ่าเชื้อ (Retort Room) 1.2.1 ชนิดและขนาดของหม้อฆ่าเชื้อทุกหม้อ 1.2.2 ลักษณะการติดตั้งท่อไอน้ำจากท่อไอน้ำหลักไปยังหม้อฆ่าเชื้อแต่ละหม้อ ขนาดท่อไอน้ำ ขนาดและ ชนิดของวาล์ว 1.2.3 ลักษณะการติดตั้งท่อไล่อากาศ ขนาดท่อ ขนาดวาล์วและชนิด และการเชื่อมต่อท่อไอน้ำ 1.3 อุปกรณ์ที่ใช้ลำเลียงผลิตภัณฑ์เพื่อฆ่าเชื้อ ( Loading Equipment) 1.3.1 ขนาดภาชนะบรรจุผลิตภัณฑ์ รูปแบบการจัดเรียงและลักษณะการลำเลียงผลิตภัณฑ์ลงในตะกร้าหม้อฆ่าเชื้อ 1.3.2 จำนวนที่มากที่สุดของภาชนะบรรจุผลิตภัณฑ์ต่อชั้น และจำนวนที่มากที่สุดของตะกร้าหม้อฆ่าเชื้อต่อหม้อฆ่าเชื้อ 1.3.3 ขนาดของรูและช่องว่างของแผ่นรองพื้นตะกร้าหม้อฆ่าเชื้อ และแผ่นกั้นระหว่างชั้น 1.3.4 ถ้าใช้แผ่นกั้นระหว่างชั้น ให้คำนวณหาเปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เปิด (open area) top 2. การเลือกหม้อฆ่าเชื้อที่จะใช้ในการศึกษา (Selection of The Test Retort ) หม้อฆ่าเชื้อที่ใช้ทดสอบ ควรเป็นหม้อฆ่าเชื้อที่มีสภาวะการฆ่าเชื้อที่เลวร้ายที่สุด (worst condition) ทั้งนี้ ให้พิจารณาจากผลการสำรวจอุปกรณ์ทั่วไปในขั้นตอนการเตรียมการข้างต้น ตัวอย่างปัจจัยที่มีผลต่อสภาวะเลวร้ายที่สุดดังกล่าว เช่น หม้อฆ่าเชื้อที่อยู่ปลายสุดของท่อไอน้ำ การใช้ภาชนะบรรจุขนาดเล็กที่สุด ใช้แผ่นกั้นระหว่างชั้นภาชนะบรรจุ เปรียบเทียบกับการไม่จัดเรียงในตะกร้า (jumble pack) top 3. การจัดทำเอกสารรายละเอียดหม้อฆ่าเชื้อที่จะศึกษา (Test Retort Documentation) ระบุรายการ แผนภูมิ รายละเอียดการปฏิบัติงานและสภาวะต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 3.1 ขนาดของหม้อฆ่าเชื้อ: ความยาว เส้นผ่านศูนย์กลาง และหมายเลข จำนวนตะกร้าที่ใช้ศึกษาในแต่ละครั้งสำหรับหม้อฆ่าเชื้อแนวตั้ง ต้องระบุถึง centering guide และ/หรือ baffle plate 3.2 ท่อไอน้ำจากท่อไอน้ำหลักไปยังหม้อฆ่าเชื้อ : ขนาดท่อ ขนาดและชนิดของวาล์ว อุปกรณ์ควบคุมแรงดันไอน้ำ และ steam by-pass 3.3 อุปกรณ์ควบคุมไอน้ำ : อุปกรณ์ที่ใช้ในการควบคุมอุณหภูมิและความดัน ชนิดและตำแหน่งที่ติดตั้ง 3.4 ระบบลม (ถ้ามี) : ขนาดของเครื่องอัดลม (air compressor) ประสิทธิภาพของ air dryer ตำแหน่งและชนิดของตัวกรองอากาศ 3.5 ระบบท่อ 3.5.1 ท่อกระจายไอน้ำ (steam spreader) - รูปร่าง ขนาด ตำแหน่ง และลักษณะการติดตั้ง (configuration) จำนวน ขนาด และตำแหน่งของรูในท่อไอน้ำ ขนาดของข้อต่อตัว T หรือข้อต่อแบบอื่นๆ 3.5.2 ท่อไล่อากาศ (vent) - ตำแหน่งและขนาดของท่อ ชนิดและขนาดของวาล์ว 3.5.3 ท่อไล่อากาศรวม (vent manifold หรือ manifold header) - ตำแหน่งและขนาดของท่อทั้งหมด รวมทั้งท่อที่ต่อเชื่อม 3.5.4 บรีดเดอร์ มัฟเฟลอร์ (bleeder, muffler) - ตำแหน่ง จำนวน ขนาด และการติดตั้ง 3.5.5 ท่อระบายน้ำ (drain) - ตำแหน่ง และขนาด 3.5.6 ท่อน้ำ (water supply) - ตำแหน่งและขนาดของท่อ ขนาดและชนิดของวาล์ว (ถ้ามี) 3.5.7 ท่อลม (air supply) - ตำแหน่งและขนาดของท่อ ขนาดและชนิดของวาล์ว (ถ้ามี) 3.5.8 เทอร์โมมิเตอร์ชนิดปรอทในหลอดแก้ว (MIG thermometer) - ตำแหน่งที่ติดตั้งบนหม้อฆ่าเชื้อ 3.5.9 มาตรวัดความดัน - ตำแหน่งที่ติดตั้งบนหม้อฆ่าเชื้อ 3.5.10 ท่อหรืออุปกรณ์อื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น ท่อระบายน้ำควบแน่น (condensate) ฯลฯ 3.6 เครื่องบันทึก (recording device) : ชนิดและรายละเอียดของเครื่องบันทึก หรือเครื่องบันทึก/ควบคุม (recorder/ controller) top 4. อุปกรณ์สำหรับการทดสอบ (Test Equipment) 4.1 Data Logger: ต้องมีจำนวนช่องเพียงพอในการตรวจวัดและบันทึกอุณหภูมิตลอดกระบวนการฆ่าเชื้อ 4.2 เทอร์โมคอปเปิ้ล: หรืออุปกรณ์ตรวจวัดอุณหภูมิชนิดอื่น ๆ ต้องมีขนาด ความยาว จำนวน และคุณภาพเหมาะสมในการวัดอุณหภูมิภายในหม้อฆ่าเชื้อ 4.3 อุปกรณ์วัดความดัน (ถ้าจำเป็น) 4.4 เทอร์โมมิเตอร์ชนิดปรอทในหลอดแก้ว: ถ้าหม้อฆ่าเชื้อที่ใช้ศึกษาไม่มี 4.5 Stuffing Box (Packing Gland) : สำหรับสอดสายวัดอุณหภูมิเข้าไปในหม้อฆ่าเชื้อ top 5. การปรับเทียบมาตรฐานของอุปกรณ์สำหรับการทดสอบ (Standardization of Test Equipment) 5.1 เทอร์โมมิเตอร์ของหม้อฆ่าเชื้อ : เทอร์โมมิเตอร์ของหม้อฆ่าเชื้อชนิดปรอท ควรสอดคล้องกับข้อกำหนด และได้รับการสอบเทียบความเที่ยงตรงกับเทอร์โมมิเตอร์มาตรฐานภายในปีที่ผ่านมา 5.2 ระบบการตรวจวัดอุณหภูมิ : ได้แก่ Data Logger, เทอร์โมมิเตอร์, Extension wire หรืออุปกรณ์วัดอุณหภูมิอื่น ๆ ฯลฯ 5.2.1 ก่อนที่จะดำเนินการศึกษาการกระจายความร้อน ควรปรับเทียบอุปกรณ์ทดสอบ เช่น สายวัดอุณหภูมิ (lead) สายไฟต่อ (extension) และข้อต่อทั้งหมดที่จะใช้ในการทดสอบจริงกับหม้อฆ่าเชื้อที่จะศึกษา 5.2.2 มัดรวมสายวัดอุณหภูมิทั้งหมดให้อยู่ใกล้กับกระเปาะ MIG เทอร์โมมิเตอร์ และต้องระมัดระวังไม่ให้มีการปิดบังการไหลผ่านของไอน้ำไปยังกระเปาะ MIG หรือสายวัดอุณหภูมิ 5.2.3 เพิ่มความร้อนหม้อฆ่าเชื้อให้มีอุณหภูมิสูงเท่ากับอุณหภูมิที่ใช้ทดสอบการกระจายความร้อน และให้อุณหภูมิคงที่สม่ำเสมอ 5.2.4 ตรวจสอบความเที่ยงตรงของสายวัดอุณหภูมิ (TMD) กับ MIG เทอร์โมมิเตอร์ของหม้อฆ่าเชื้อที่ผ่านการสอบเทียบแล้ว โดย TMD แต่ละตัวต้องอ่านค่าได้ไม่แตกต่างจาก MIG เทอร์โมมิเตอร์มากกว่า 0.3 OC (0.5O F) และความคลาดเคลื่อนรวมของ TMD ทุกตัวต้องไม่เกิน 0.6 OC (1OF) ถ้าTMD ใดอ่านค่าได้แตกต่างจากมาตรฐานข้างต้น จะต้องได้รับการปรับแก้ก่อนนำมาใช้ TMD ที่อ่านได้ค่าใกล้เคียง MIG เทอร์โมมิเตอร์มากที่สุด ควรจัดวางให้อยู่ใกล้ MIG และใช้เป็นตัวอ้างอิงในการประเมินข้อมูลต่อไป 5.2.5 เพื่อให้การสอบเทียบสอดคล้องตามเกณฑ์ที่กำหนดข้างต้น องค์ประกอบต่าง ๆ ของระบบการวัดอุณหภูมิต้องมีความผิดพลาดน้อยที่สุด ตัวอย่างเช่น ใช้สายวัดอุณหภูมิคุณภาพสูงจากม้วนเดียวกันในการทำ thermocouple lead และสายต่อ top 6. การวางตำแหน่งอุปกรณ์วัดอุณหภูมิภายในหม้อฆ่าเชื้อ (Placement of the Temperature Measuring Device in Retort) 6.1 ตำแหน่งของ TMD ภายในหม้อฆ่าเชื้อ ควรวางในตำแหน่งดังต่อไปนี้ 6.1.1 ติดกัน หรือใกล้กับกระเปาะ MIG เทอร์โมมิเตอร์มากที่สุด 6.1.2 ติดกัน หรือใกล้กับกระเปาะของเครื่องควบคุมไอน้ำ ในกรณีที่กระเปาะของ MIG เทอร์โมมิเตอร์และเครื่องควบคุมไม่อยู่ในตำแหน่งเดียวกัน 6.1.3 ในภาชนะบรรจุที่มีตัวกลางทดสอบ (testing medium) อย่างน้อย 2 ภาชนะ เพื่อวัดอุณหภูมิเริ่มต้น ในกรณีที่มีข้อมูลสัมพันธ์กับอุณหภูมิที่ได้จากการวัดด้วย TMDที่แนบติดภายนอกภาชนะแล้วเป็นอุณหภูมิเริ่มต้นก่อนการทดสอบได้ อาจใช้วิธีการดังกล่าวในการวัดอุณหภูมิเริ่มต้นจริงได้เช่นเดียวกัน 6.1.4 วางอย่างน้อย 3 ตัว แยกกันในแต่ละตะกร้า 6.1.5 อาจจำเป็นต้องวาง Thermocouple ภายในหม้อฆ่าเชื้อในตำแหน่งอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อตรวจติดตามจุดที่ร้อนช้าที่สุดในหม้อฆ่าเชื้อ หรืออุณหภูมิเริ่มต้นของ testing medium 6.2 บันทึกตำแหน่งที่วาง TMD มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยจัดทำเป็นแผนผังแสดงตำแหน่งการวาง TMDทั้งหมดภายในหม้อฆ่าเชื้อที่ใช้ในการทดสอบการกระจายความร้อน top 7. การจัดเตรียมภาชนะบรรจุในตะกร้าทดสอบ (Preparing the Test Crates or Baskets with Container) 7.1 ขนาดของภาชนะบรรจุ: คัดเลือกขนาดภาชนะบรรจุที่ใช้ในการศึกษา โดยทั่วไปจะใช้ภาชนะบรรจุที่มี ขนาดเล็กที่สุด เนื่องจากจะให้สภาวะการกระจายความร้อนที่เลวร้ายที่สุด 7.2 ส่วนประกอบในภาชนะบรรจุ (container content) : โดยทั่วไปจะใช้ภาชนะที่ใส่น้ำ อย่างไรก็ตาม อาจใช้ตัวกลางอื่นที่ร้อนเร็วก็ได้ 7.3 การจัดเรียงภาชนะบรรจุในตะกร้า: ควรจัดเรียงในลักษณะที่ให้สภาวะเลวร้ายที่สุดภายใต้การฆ่าเชื้อปกติหากมีการใช้แผ่นกั้นระหว่างชั้น ควรเลือกใช้แผ่นรองที่มีพื้นที่เปิดน้อยที่สุดในการศึกษานี้ top 8. การทดสอบการกระจายความร้อน (The Temperature Distribution Test) 8.1 การจัดเตรียม 8.1.1 ทวนสอบผลการสำรวจหม้อฆ่าเชื้อ 8.1.2 อุณหภูมิเริ่มต้น (IT) : IT คืออุณหภูมิภายในภาชนะบรรจุที่ร้อนที่สุดของการทดสอบ ซึ่งวัดจากภาชนะบรรจุที่มีอุปกรณ์วัดติดตั้งอยู่ภายใน ในการกำหนดขั้นตอนการไล่อากาศ (venting schedule) ควรพิจารณาช่วงอุณหภูมิเริ่มต้นจากการผลิตในสภาวะปกติด้วย หากไม่ใช้อุปกรณ์วัดภายในภาชนะบรรจุต้องใช้วิธีวัด IT ของผลิตภัณฑ์วิธีอื่นที่เหมาะสม การวัด IT ต้องคำนึงถึงอุณหภูมิของหม้อฆ่าเชื้อและตะกร้าซึ่งอาจสูงหรือต่ำกว่าอุณหภูมิของผลิตภัณฑ์ และมีผลกระทบต่อปริมาณความร้อนที่ต้องใช้ทั้งหมด (Total heat load) 8.2 จุดที่ต้องบันทึกอุณหภูมิ 8.2.1 จุดวิกฤตที่ต้องตรวจวัด และบันทึกในระหว่างการทดสอบ มีดังนี้ 8.2.1.1 อุณหภูมิที่เครื่องควบคุมตั้งค่าไว้ 8.2.1.2 อุณหภูมิเริ่มต้น 8.2.1.3 เวลาที่เปิดไอน้ำเข้าหม้อฆ่าเชื้อ หรือเวลาที่ 0 8.2.1.4 อุณหภูมิและเวลาเมื่อปิดท่อ drain ถ้ามีการเปิดไว้ในระหว่างไล่อากาศ 8.2.1.5 อุณหภูมิและเวลาเมื่อปิดท่อไล่อากาศ โดยดูจาก MIG เทอร์โมมิเตอร์ และ TMD ค่าอ้างอิง 8.2.1.6 เวลาเมื่อ TMD อ้างอิง (อยู่ใกล้กับ MIG เทอร์โมมิเตอร์มากที่สุด) มีอุณหภูมิถึงค่าที่ตั้งไว้ 8.2.1.7 เวลาเมื่อเครื่องควบคุมอุณหภูมิ (ถ้ามี) เริ่มต้นการฆ่าเชื้อตามโปรแกรมที่ตั้งไว้ 8.2.1.8 การอ่านค่าอุณหภูมิจาก MIG เทอร์โมมิเตอร์: ให้อ่านตามช่วงเวลาที่เหมาะสม รวมทั้งเวลาที่อุณหภูมิถึงค่าที่ตั้งไว้ 8.2.2 นอกจากนี้ ยังมีจุดที่สำคัญที่จำเป็นต้องตรวจวัด และบันทึก ดังต่อไปนี้ 8.2.2.1 อุณหภูมิและความดันไอน้ำของท่อไอน้ำรวม (steam header) (ในกรณีที่ superheated steam เป็นประเด็น) และ/หรือความดันไอน้ำที่ปลายท่อกระจายไอนํ้า 8.2.2.2 เวลาที่เครื่องบันทึกอุณหภูมิ ถึงอุณหภูมิฆ่าเชื้อที่ตั้งไว้ 8.2.2.3 ความดันของหม้อฆ่าเชื้อ (เป็นทางเลือก) ที่อ่านในช่วงห่างที่เหมาะสม รวมทั้งเวลาที่อุณหภูมิฆ่าเชื้อถึงจุดที่กำหนด 8.3 การดำเนินการทดสอบ 8.3.1 data logger ต้องบันทึกค่าอุณหภูมิของ TMD แต่ละตัวก่อนที่จะเปิดไอน้ำเข้า และในช่วงห่างที่เหมาะสม ไม่เกินช่วงละ 1 นาทีตลอดการทดสอบ การบันทึกด้วย data logger ถือเป็นจุดวิกฤตของการทดสอบ 8.3.2 จุดวิกฤตต่างๆ ต้องมีการบันทึกไว้ตามช่วงเวลาและความถี่ที่เหมาะสม เพื่อทราบรายละเอียดและทวนสอบค่าการทำงานต่างๆ ของหม้อฆ่าเชื้อระหว่างทำการทดสอบ บันทึกเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของบันทึกการทดสอบ ซึ่งรวมถึงแผ่นบันทึกอุณหภูมิ (temperature record chart) 8.3.3 การทดสอบควรดำเนินต่อไปอีกอย่างน้อย 10 นาที หลังจากหม้อฆ่าเชื้ออยู่ในอุณหภูมิที่กำหนดและคงที่แล้ว หรืออุปกรณ์วัดค่าทั้งหมดแสดงค่าอุณหภูมิคงที่ 8.3.4 ตามหลักการ TMD ไม่ควรอ่านค่าอุณหภูมิได้มากกว่าหรือน้อยกว่า 0.6 OC (1 OF) จาก TMD อ้างอิง ในครั้งแรกที่อุณหภูมิหม้อฆ่าเชื้อถึงค่าที่ตั้งไว้ สถานการณ์หรือสภาวะที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดนี้ ต้องได้รับการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญการฆ่าเชื้อในอาหาร (Thermal processing specialist) top
ตัวอย่างข้อสอบวิชา Food processing ปี 2
ตอนที่ 2 เรื่องการแช่เยื่อกแข็ง (freezing) 1 อุณหภูมิอาหารหลังการแช่แข็งควรต่ำกว่า ___________ ซ เพื่อ _____________________________________________________________________ 2 วัตถุประสงค์ของการแช่แข็งอาหาร คือ 1____________________________________________________________________ 2____________________________________________________________________ 3____________________________________________________________________ 3 เมื่อน้ำเปลี่ยนสถานะเป็นน้ำแข็ง ปริมาตร ความร้อนจำเพาะ (specific heat) และการนำความร้อน (thermal conductivity) เปลี่ยนแปลงอย่างไร (วาดกราฟความสัมพันธ์ระหว่างค่าดังกล่าว และอุณหภูมิตั้งแต่ -30- 40 C พร้อมหน่วยกำกับค่าในระบบ SI 4 วาดกราฟของเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของอาหารหารระหว่างการแช่แข็ง เปรียบเทียบระหว่างน้ำบริสุทธิ์กับ สารละลาย ในเส้นเดียวกัน และ แสดงจุดต่างๆ ดังนี้ freezing point , supper cooling 5 วาดกราฟของเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของอาหารหารระหว่างการแช่แข็ง เปรียบเทียบระหว่างการแช่แข็งอย่างรวดเร็ว และการแช่แข็งแบบช้า พร้อม แสดง critical zone 6 วาดรูปแสดงการเกิดผลึกน้ำแข็ง ระหว่างการแช่แข็งแบบรวดเร็วและแบบช้า การแช่แข็งแบบเร็ว (quick freezing) การแช่แข็งแบบช้า (slow freezing) รูปแสดงการเกิดผลึกน้ำแข็งในอาหาร อธิบายความแตกต่าง 7 การแช่แข็งแบบ air blast freezing คือ มีหลักการทำงานอย่างไร ยกตัวอย่าง เครื่องแช่แข็ง (freezer) ที่มีการทำงานแบบการเป่าลมเย็นจัด (air blast freezing) 8 สารไครโอเจน (cryogen) คือ มีสมบัติเด่นคือ ตัวอย่างของสารไครโอเจน ที่ใช้แช่แข็งอาหาร การแตกต่างระหว่างการแช่แข็งแบบไครโอเจนกับการแช่แข็งแบบ air blast freezing 9 IQF ย่อมาจาก วิธีการแช่แข็งอย่างไร จึงจะได้ผลิตภัณฑ์ IQF นิยามคำศัพท์ต่อไปนี้ให้เข้าใจ คำอธิบาย recrystalization Immersion freezing Freezing point depression Latent heat of freezing Critical zone Fluidized bed freezing Ice glazing Freezing concentration Freeze burn psychrophilic bacteria ตอนที่ 3 วิชาแปรรูปอาหาร เรื่องการฉายรังสีอาหาร (food irradiation) cold sterilization หมายถึง อาหารฉายรังสีเป็น cold sterilization หรือไม่เพราะเหตุใด การแช่เยือกแข็งเป็น cold sterilization หรือไม่เพราะเหตุใด ionizing radiation คือ ได้แก่ มีผลต่อสิ่งมีชีวิตอย่างไร non ionizing radiation คือ ได้แก่ มีผลต่อสิ่งมีชีวิตอย่างไร irradiated food หมายถึง รังสีแกมมา เป็นรังสีชนิด แหล่งที่มาคือ มีลักษณะสำคัญ คือ Gray คือ 1 Gray = ปริมาณรังสี วัตถุประสงค์ การใช้กับอาหาร Radappertization Radicidation Radurization วาดรูปสัญญลักษณ์แสดงอาหารที่ผ่านการฉายรังสี เครื่องหมายนี้เรียกว่า__________ (radura) วาดรูปแสดงส่วนประกอบของห้องฉายรังสีแกมม่า ตอนที่ 4 เรื่อง Food additive Food additive หมายถึง ชนิดของสาร หน้าที่ ตัวอย่างสาร (5 ชนิด) Emulsifier Stabilizer Thickening agent Sugar substitute Anticaking agent Preservative Sweetening agent Leavening agent ย่อมาจาก หมายถึง GRAS E-number ADI ชื่อ/ชื่อเต็ม ชื่ออื่น ISN/ E-number วัตถุประสงค์การใช้ในอาหาร อาหารที่ใช้ 3 ชนิด BHT Isomalt Aspartame CMC (Carboxy methyl cellulose) acacia Nitrite Sodium metabisulfite Sorbic acid lecithin carrageenan Guar gum Pectin Reference USFDA Listing of Food Additive Status Part I USFDA Listing of Food Additive Status Part II http://en.wikipedia.org/wiki/List_of_food_additives http://en.wikipedia.org/wiki/E_number http://www.understandingfoodadditives.org/pages/Ch6E400Frameset.htm http://www.codexalimentarius.net/gsfaonline/index.html ตารางการใช้วัตถุเจือปนอาหาร แนบท้ายประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง ข้อกำหนดการใช้วัตถุเจือปนอาหาร กฏระเบียบเรื่องวัตถุเจือปนอาหารในประเทศญี่ปุ่น
หลักเกณฑ์การใช้เครื่องหมายรับรอง Q กับสินค้าเกษตรและอาหาร
หลักเกณฑ์การใช้เครื่องหมายรับรอง Q และQ Premium กับสินค้าเกษตรและอาหาร 1.ขอบข่าย มาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาตินี้ กำหนดหลักเกณฑ์การใช้เครื่องหมายรับรอง Q และ Q Premium กับสินค้าเกษตรและอาหาร รวมทั้งเกณฑ์ข้อกำหนดการใช้เครื่องหมายรับรอง Q Premium กับ สินค้าเกษตรและอาหารแต่ละชนิด เฉพาะขอบข่ายของการรับรองผลิตภัณฑ์ (product certification) 2.บทนิยาม image: www.acfs.go.th/news/docs/ppq1.ppt ความหมายของคำที่ใช้ในมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาตินี้ มีดังต่อไปนี้ 2.1 เครื่องหมายรับรอง Q หมายถึง เครื่องหมายรับรองที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศใช้เพื่อแสดงถึงการให้การรับรองสินค้าเกษตรและอาหาร ว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่ประกาศโดยหรือได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ในด้านความปลอดภัยอาหาร (food safety) และด้านคุณภาพที่จำเป็น (essential quality) 2.2 เครื่องหมายรับรอง Q Premium หมายถึง เครื่องหมายรับรองที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศใช้เพื่อแสดงถึงการให้การรับรองสินค้าเกษตรและอาหาร ว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่ประกาศโดยหรือได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ในด้านความปลอดภัยอาหารและด้านคุณภาพที่จำเป็น นอกจากนี้สินค้าเกษตรและอาหารต้องมีการคัดแยกชั้นคุณภาพ หรือมีการผลิตและจัดการเป็นพิเศษ เพื่อให้สินค้ามีคุณภาพอยู่ในระดับพิเศษ ตามเกณฑ์เฉพาะสินค้าที่กำหนดในมาตรฐานนี้ 2.3 หน่วยรับรอง หมายถึง หน่วยตรวจสอบรับรองภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือหน่วยตรวจสอบรับรองอื่น ที่ได้รับการยอมรับความสามารถจากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ที่มีหน้าที่และความสามารถในการตรวจประเมิน ให้การรับรองระบบและสินค้า และอนุญาตให้ผู้ขอรับการรับรองใช้เครื่องหมาย Q หรือ Q Premium ได้ 3.การใช้เครื่องหมายรับรอง Q และ Q Premium image: www.acfs.go.th/news/docs/ppq1.ppt 3.1 ผู้ที่ต้องการใช้เครื่องหมายรับรอง Q หรือ Q Premium กับสินค้าเกษตรและอาหาร จะต้องยื่นคำขอกับหน่วยรับรอง ตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขและวิธีการที่หน่วยรับรองกำหนด 3.2 สินค้าเกษตรและอาหาร จะสามารถแสดงเครื่องหมายรับรอง Q หรือ Q Premium ได้ เมื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในข้อ 4 หรือข้อ 5 แล้วแต่กรณี รวมทั้งเกณฑ์ข้อกำหนดเฉพาะสำหรับสินค้าเกษตรและอาหารแต่ละชนิดตามที่ระบุไว้ 3.3 เครื่องหมายรับรอง Q และ Q premium สามารถนำไปใช้กับสินค้าที่ได้รับการรับรอง โดยแสดงบนสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์สินค้านั้น โดยผู้ได้รับการรับรองต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของการรับรองผลิตภัณฑ์ และการแสดงเครื่องหมายรับรองที่หน่วยรับรองกำหนด 4.หลักเกณฑ์การใช้เครื่องหมายรับรอง Q บนสินค้าเกษตรและอาหาร image: www.acfs.go.th/news/docs/ppq1.ppt 4.1 การผลิตในระดับฟาร์มของสินค้าเกษตรต้องสอดคล้องกับมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices; GAP) และได้รับการตรวจสอบรับรองโดยหน่วยรับรองที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้อง 4.2 การผลิตในระดับโรงงาน รวมทั้งโรงคัดบรรจุผักผลไม้ โรงฆ่าสัตว์ ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ ต้องสอดคล้องกับมาตรฐานการปฏิบัติในการผลิตที่ดี (Good Manufacturing Practices; GMP) หรือมาตรฐานการวิเคราะห์อันตรายและจุดควบคุมวิกฤต (Hazard Analysis and Critical Control Points; HACCP) และได้รับการตรวจสอบรับรองโดยหน่วยรับรองที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้อง 4.3 ผู้ขออนุญาตใช้เครื่องหมาย ต้องมีระบบการเรียกคืนหรือติดตามสินค้าได้ กรณีที่พบว่ามีปัญหา โดยใช้หลักการของการติดตามผลิตภัณฑ์ (product tracing / tractability) 4.4 สินค้าต้องถูกตรวจสอบคุณภาพที่จำเป็น และตรวจวิเคราะห์การปนเปื้อนทางกายภาพ เคมี และชีวภาพ เช่น สารพิษตกค้าง สารปนเปื้อน หรือสิ่งอันตรายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้สอดคล้องกับมาตรฐาน ตามแผนการตรวจที่หน่วยรับรองกำหนด 4.5 มาตรฐานที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการตรวจตามข้อ 4.1 - 4.4 ให้ใช้มาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติที่ประกาศโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรณีสินค้าเกษตรใดที่ยังไม่มีมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ให้ใช้มาตรฐานสากลหรือมาตรฐานอื่นที่ได้รับการยอมรับจากคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ 5.หลักเกณฑ์การใช้เครื่องหมายรับรอง Q Premium บนสินค้าเกษตรและอาหาร 5.1 สินค้าและกระบวนการผลิตทั้งหมด ต้องได้ตามเกณฑ์ของการใช้เครื่องหมายรับรอง Q ตามข้อ 4 5.2 สินค้านั้นผ่านการคัดแยกระดับชั้นคุณภาพ (grading) และหรือผ่านกระบวนการผลิต บรรจุ ดูแลขนส่งเป็นพิเศษ ทำให้สินค้ามีคุณภาพอยู่ในระดับพิเศษ ตามที่ระบุไว้ 5.3 ผู้ขออนุญาตใช้เครื่องหมาย ต้องมีระบบการจัดการสินค้า เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าที่วางจำหน่ายยังคงคุณภาพตามมาตรฐานและหลักเกณฑ์ดังข้างต้น รวมถึงการระบุวันที่ผลิต บรรจุ หรือวันที่ควรบริโภคก่อน (best before) บนสินค้า รายละเอียดหลักเกณฑ์สินค้าแต่ละชนิด ให้เป็นไปตามที่ระบุไว้ 5.4 หน่วยรับรองควรกำหนดรายละเอียดหลักเกณฑ์การอนุญาตใช้เครื่องหมาย Q Premium โดยยึดหลักการประเมินความสามารถของผู้ประกอบการที่ยื่นขออนุญาตใช้เครื่องหมาย Q Premium ในการผลิตการคัดแยกชั้นคุณภาพ การบรรจุ หรือการควบคุมดูแล ที่ทำให้มั่นใจในความสามารถของผู้ประกอบการ ทั้งนี้รวมถึงการตรวจติดตาม การนำเครื่องหมายไปใช้ของผู้ประกอบการ ให้เกิดความมั่นใจและความเชื่อถือโดยผู้บริโภค เกณฑ์ข้อกำหนดการใช้เครื่องหมาย Q Premium กับสินค้าเกษตรและอาหารแต่ละชนิด 1.ผักและผลไม้ 1.1 เกณฑ์ข้อกำหนด Q Premium ของลำไย 1.1.1 ระบบการผลิตระดับฟาร์มได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GAP (มกอช. 9001-2546 และ มกอช. 1000-2546) 1.1.2 ระบบการผลิตของโรงคัดบรรจุได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GMP (Codex CAC/RCP 1-1969, Rev.3-1997, Amended 1999) 1.1.3 ผลลำไยผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร เรื่อง ลำไย (มกอช. 1-2546) ข้อ 2.1 คุณภาพขั้นต่ำทุกข้อ และมีคุณภาพไม่ต่ำกว่าเกณฑ์คุณภาพชั้นพิเศษ (ข้อ 2.2.1) รวมทั้งผ่านเกณฑ์ตามข้อกำหนดเรื่องเกณฑ์ความคลาดเคลื่อน การบรรจุและการจัดเรียงเสนอ การแสดงเครื่องหมายหรือฉลาก วัตถุเจือปนอาหาร สารปนเปื้อน สารพิษตกค้าง และสุขลักษณะ1.1.4 คุณลักษณะพิเศษ 1.1.4.1 ขนาดผลใหญ่ (รหัสขนาด 1) ตารางที่ 1 ข้อกำหนดเรื่องขนาดของลำไยช่อและลำไยผลเดี่ยว รหัสขนาด จำนวนผล/กิโลกรัม เส้นผ่าศูนย์กลางผล (มิลลิเมตร) ลำไยช่อ ลำไยผลเดี่ยว (ตัดเหลือขั้ว) 1 <85 <91 >28 1.1.4.2 ความหวานวัดเป็นปริมาณของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 16 °Brix 1.1.5 ถ้ามีการบรรจุเพื่อจำหน่าย หรือขนส่ง บรรจุภัณฑ์สามารถป้องกันการปลอมปนจากสินค้าต่างคุณภาพได้1.1.6 ระบุวันที่บรรจุ และวันที่ควรบริโภคก่อน 1.2 เกณฑ์ข้อกำหนด Q Premium ของสับปะรด 1.2.1 ระบบการผลิตระดับฟาร์มได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GAP (มกอช. 9001-2546) 1.2.2 ระบบการผลิตของโรงคัดบรรจุได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GMP (Codex CAC/RCP 1-1969, Rev.3-1997, Amended 1999) 1.2.3 ผลสับปะรดผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เรื่อง สับปะรด (มกอช. 4-2546) ข้อ 3.1 คุณภาพขั้นต่ำทุกข้อ และมีคุณภาพไม่ต่ำกว่าเกณฑ์คุณภาพชั้นพิเศษ (ข้อ 3.2.1) รวมทั้งผ่านเกณฑ์ตามข้อกำหนดเรื่องเกณฑ์ความคลาดเคลื่อน การบรรจุและการจัดเรียงเสนอการแสดงเครื่องหมายหรือฉลาก สารปนเปื้อน สารพิษตกค้าง และสุขลักษณะ1.2.4 คุณลักษณะพิเศษ 1.2.4.1 ความหวานวัดเป็นปริมาณของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 12 °Brix 1.2.5 ระบุวันที่บรรจุ และวันที่ควรบริโภคก่อน 1.3 เกณฑ์ข้อกำหนด Q Premium ของมะม่วง 1.3.1 ระบบการผลิตระดับฟาร์มได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GAP (มกอช. 9001-2546) 1.3.2 ระบบการผลิตของโรงคัดบรรจุได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GMP (Codex CAC/RCP 1-1969, Rev.3-1997, Amended 1999) 1.3.3 ผลมะม่วงผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เรื่อง มะม่วง (มกอช. 5-2546) ข้อ 2.1 คุณภาพขั้นต่ำทุกข้อ และมีคุณภาพไม่ต่ำกว่าเกณฑ์คุณภาพชั้นพิเศษ (ข้อ 2.2.1) รวมทั้งผ่านเกณฑ์ตามข้อกำหนดเรื่องเกณฑ์ความคลาดเคลื่อน การบรรจุและการจัดเรียงเสนอ การแสดงเครื่องหมายหรือฉลาก สารปนเปื้อน สารพิษตกค้าง และสุขลักษณะ1.3.4 ถ้ามีการบรรจุเพื่อจำหน่าย หรือขนส่ง บรรจุภัณฑ์สามารถป้องกันการปลอมปนจากสินค้าต่างคุณภาพได้1.3.5 ระบุวันที่บรรจุ และวันที่ควรบริโภคก่อน 1.4 เกณฑ์ข้อกำหนด Q Premium ของมังคุด 1.4.1 ระบบการผลิตระดับฟาร์มได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GAP (มกอช. 9001-2546) 1.4.2 ระบบการผลิตของโรงคัดบรรจุได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GMP (Codex CAC/RCP 1-1969, Rev.3-1997, Amended 1999) 1.4.3 ผลมังคุดผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เรื่อง มังคุด (มกอช.2-2546) ข้อ 2.1 คุณภาพขั้นต่ำทุกข้อ และมีคุณภาพไม่ต่ำกว่าเกณฑ์คุณภาพชั้นพิเศษ (ข้อ 2.2.1) รวมทั้งผ่านเกณฑ์ตามข้อกำหนดเรื่องเกณฑ์ความคลาดเคลื่อน การบรรจุ และการจัดเรียงเสนอ การแสดงเครื่องหมายหรือฉลาก สารปนเปื้อน สารพิษตกค้าง และสุขลักษณะ1.4.4 คุณลักษณะพิเศษ 1.4.4.1 ความหวานวัดเป็นปริมาณของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 14 °Brix 1.4.5 ถ้ามีการบรรจุเพื่อจำหน่าย หรือขนส่ง บรรจุภัณฑ์สามารถป้องกันการปลอมปนจากสินค้าต่างคุณภาพได้1.4.6 ระบุวันที่บรรจุ และวันที่ควรบริโภคก่อน 1.5 เกณฑ์ข้อกำหนด Q Premium ของเงาะ 1.5.1 ระบบการผลิตระดับฟาร์มได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GAP (มกอช. 9001-2546) 1.5.2 ระบบการผลิตของโรงคัดบรรจุได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GMP (Codex CAC/RCP 1-1969, Rev.3-1997, Amended 1999) 1.5.3 ผลเงาะผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เรื่อง เงาะ ข้อ 2.1 คุณภาพขั้นต่ำทุกข้อ และมีคุณภาพไม่ต่ำกว่าเกณฑ์คุณภาพชั้นพิเศษ (ข้อ 2.2.1) รวมทั้งผ่านเกณฑ์ตามข้อกำหนดเรื่องเกณฑ์ความคลาดเคลื่อน การบรรจุ และการจัดเรียงเสนอ การแสดงเครื่องหมายหรือฉลากสารปนเปื้อน สารพิษตกค้าง และสุขลักษณะ1.5.4 คุณลักษณะพิเศษ 1.5.4.1 ขนาดผลใหญ่ (รหัสขนาด 1) ตารางที่ 2 ข้อกำหนดเรื่องขนาดของเงาะช่อและเงาะผลเดี่ยว รหัสขนาด จำนวนผล/กิโลกรัม เงาะช่อ เงาะผลเดี่ยว (ตัดเหลือขั้ว) 1 < 29 <26 1.5.5 ถ้ามีการบรรจุเพื่อจำหน่าย หรือขนส่ง บรรจุภัณฑ์สามารถป้องกันการปลอมปนจากสินค้าต่างคุณภาพได้1.5.6 ระบุวันที่บรรจุ และวันที่ควรบริโภคก่อน 1.6 เกณฑ์ข้อกำหนด Q Premium ของทุเรียน 1.6.1 ระบบการผลิตระดับฟาร์มได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GAP (มกอช. 9001-2546) 1.6.2 ระบบการผลิตของโรงคัดบรรจุได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GMP (Codex CAC/RCP 1-1969, Rev.3-1997, Amended 1999) 1.6.3 ผลทุเรียนผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เรื่อง ทุเรียน (มกอช. 3-2546) ข้อ 3.1 คุณภาพขั้นต่ำทุกข้อ และมีคุณภาพไม่ต่ำกว่าเกณฑ์คุณภาพชั้นพิเศษ (ข้อ 3.2.1) รวมทั้งผ่านเกณฑ์ตามข้อกำหนดเรื่องเกณฑ์ความคลาดเคลื่อน การบรรจุและการจัดเรียงเสนอ การแสดงเครื่องหมายหรือฉลาก สารปนเปื้อน สารพิษตกค้าง และสุขลักษณะ1.6.4 คุณลักษณะพิเศษ 1.6.4.1 ขนาดผลใหญ่ โดยผลทุเรียนแต่ละพันธุ์มีน้ำหนักต่อผลดังนี้ (1) พันธุ์ชะนี ไม่น้อยกว่า 1.5 kg และไม่มากกว่า 4 kg (2) พันธุ์หมอนทองไม่น้อยกว่า 1.5 kg และไม่มากกว่า 6 kg (3) พันธุ์ก้านยาวไม่น้อยกว่า 1.5 kg (4) พันธุ์กระดุมทองไม่น้อยกว่า 1.3 kg 1.6.5 ระบุวันที่บรรจุ และวันที่ควรบริโภคก่อน 1.7 เกณฑ์ข้อกำหนด Q Premium ของลิ้นจี่ 1.7.1 ระบบการผลิตระดับฟาร์มได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GAP (มกอช. 9001-2546) 1.7.2 ระบบการผลิตของโรงคัดบรรจุได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GMP (Codex CAC/RCP 1-1969, Rev.3-1997, Amended 1999) 1.7.3 ผลลิ้นจี่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เรื่อง ลิ้นจี่ ข้อ 2.1 คุณภาพขั้นต่ำทุกข้อ และมีคุณภาพไม่ต่ำกว่าเกณฑ์คุณภาพชั้นพิเศษ (ข้อ 2.2.1) รวมทั้งผ่านเกณฑ์ตามข้อกำหนดเรื่องเกณฑ์ความคลาดเคลื่อน การบรรจุและการจัดเรียงเสนอ การแสดงเครื่องหมายหรือฉลากสารปนเปื้อน สารพิษตกค้าง และสุขลักษณะ1.7.4 คุณลักษณะพิเศษ 1.7.4.1 ขนาดผลใหญ่ (รหัสขนาด 1) ตารางที่ 3 ข้อกำหนดเรื่องขนาดของลิ้นจี่ รหัสขนาด จำนวนผลต่อกิโลกรัม พันธุ์จักรพรรดิ์ พันธุ์ฮงฮวย พันธุ์โฮเฮียะ พันธุ์กิมเจ็ง พันธุ์ค่อม 1 <18 <33 <44 <40 <55 1.7.5 ถ้ามีการบรรจุเพื่อจำหน่าย หรือขนส่ง บรรจุภัณฑ์สามารถป้องกันการปลอมปนจากสินค้าต่างคุณภาพได้1.7.6 ระบุวันที่บรรจุ และวันที่ควรบริโภคก่อน 1.8 เกณฑ์ข้อกำหนด Q Premium ของหน่อไม้ฝรั่ง 1.8.1 ระบบการผลิตระดับฟาร์มได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GAP (มกอช. 2500-2548) 1.8.2 ระบบการผลิตของโรงคัดบรรจุได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GMP (Codex CAC/RCP 1-1969, Rev.3-1997, Amended 1999) 1.8.3 หน่อไม้ฝรั่งผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เรื่อง หน่อไม้ฝรั่ง (มกอช. 1500-2547) 2.1 คุณภาพขั้นต่ำทุกข้อ และ มีคุณภาพไม่ต่ำกว่าเกณฑ์คุณภาพชั้นพิเศษ (ข้อ 2.2.1) รวมทั้งผ่านเกณฑ์ตามข้อกำหนดเรื่องขนาด เกณฑ์ความคลาดเคลื่อน การบรรจุและการจัดเรียงเสนอ การแสดงเครื่องหมายหรือฉลาก สารปนเปื้อน สารพิษตกค้าง และสุขลักษณะ1.8.4 ระบุวันที่บรรจุ หรือวันที่ควรบริโภคก่อน 1.9 เกณฑ์ข้อกำหนด Q Premium ของกระเจี๊ยบเขียว 1.9.1 ระบบการผลิตระดับฟาร์มได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GAP (มกอช. 2501-2548) 1.9.2 ระบบการผลิตของโรงคัดบรรจุได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GMP (Codex CAC/RCP 1-1969, Rev.3-1997, Amended 1999) 1.9.3 กระเจี๊ยบเขียวผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เรื่อง กระเจี๊ยบเขียว (มกอช. 1501-2547) ข้อ 2.1 คุณภาพขั้นต่ำทุกข้อ และ มีคุณภาพไม่ต่ำกว่าเกณฑ์คุณภาพชั้นพิเศษ (ข้อ 2.2.1) รวมทั้งผ่านเกณฑ์ตามข้อกำหนดเรื่องขนาด เกณฑ์ความคลาดเคลื่อน การบรรจุและการจัดเรียงเสนอ การแสดงเครื่องหมายหรือฉลาก สารปนเปื้อน สารพิษตกค้าง และสุขลักษณะ1.9.4 คุณลักษณะพิเศษ1.9.4.1 เป็นฝักที่ไม่แก่ โดยมีความยาวฝัก (ไม่รวมก้านขั้ว) ไม่เกิน 10 cm หรือน้ำหนักต่อ 10 ฝักไม่เกิน100 g1.9.5 ระบุวันที่บรรจุ หรือวันที่ควรบริโภคก่อน 1.10 เกณฑ์ข้อกำหนด Q Premium ของพริก 1.10.1 ระบบการผลิตระดับฟาร์มได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GAP (มกอช. 2502-2548) 1.10.2 ระบบการผลิตของโรงคัดบรรจุได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GMP (Codex CAC/RCP 1-1969, Rev.3-1997, Amended 1999) 1.10.3 พริกผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เรื่อง พริก (มกอช. 1502-2547) ข้อ 2.1 คุณภาพขั้นต่ำทุกข้อ และมีคุณภาพไม่ต่ำกว่าเกณฑ์คุณภาพชั้นพิเศษ (ข้อ 2.2.1) รวมทั้งผ่านเกณฑ์ตามข้อกำหนดเรื่องขนาด เกณฑ์ความคลาดเคลื่อน การบรรจุและการจัดเรียงเสนอ การแสดงเครื่องหมายหรือฉลาก สารปนเปื้อน สารพิษตกค้าง และสุขลักษณะ1.10.4 คุณลักษณะพิเศษ 1.10.4.1 มีความสม่ำเสมอในเรื่องขนาดของพริกที่บรรจุในภาชนะบรรจุเดียวกัน 1.10.5 ระบุวันที่บรรจุ หรือวันที่ควรบริโภคก่อน ที่มา สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
สมัครสมาชิก

สนับสนุนโดย / Supported By

  • บริษ้ท มาเรล ฟู้ดส์ ซิสเท็ม จำกัด จัดจำหน่ายเครื่องจักรและอุปกรณ์การแปรรูปอาหาร เช่น ระบบการชั่งน้ำหนัก, การคัดขนาด, การแบ่ง, การตรวจสอบกระดูก และการประยุกต์ใช้ร่วมกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ พร้อมกับบริการ ออกแบบ ติดตั้ง กรรมวิธีการแปรรูปทั้งกระบวนการ สำหรับ ผลิตภัณฑ์ ปลา เนื้อ และ สัตว์ปีก โดยมีวิศวกรบริการและ สำนักงานตั้งอยู่ที่กรุงเทพ มาเรล เป็นผู้ให้บริการชั้นนำระดับโลกของอุปกรณ์การแปรรูปอาหารที่ทันสมัย​​ครบวงจรทั้งระบบ สำหรับอุตสาหกรรม ปลา กุ้ง เนื้อ และสัตว์ปีก ต่างๆ เครื่องแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์ปีก Stork และ Townsend จาก Marel อยู่ในกลุ่มเครื่องที่เป็นที่ยอมรับมากที่สุดในอุตสาหกรรม พร้อมกันนี้ สามารถบริการครบวงจรตั้งแต่ต้นสายการผลิตจนเสร็จเป็นสินค้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับทุกความต้องการของลูกค้า ด้วยสำนักงานและบริษัทสาขามากกว่า 30 ประเทศ และ 100 เครือข่ายตัวแทนและผู้จัดจำหน่ายทั่วโลก ที่พร้อมทำงานเคียงข้างลูกค้าเพื่อขยายขอบเขตผลการแปรรูปอาหาร Marel Food Systems Limited. We are supply weighing, grading, portioning, bone detection and software applications as well as complete turn-key processing solutions for fish, meat and poultry. We have service engineer and office in Bangkok. Marel is the leading global provider of advanced food processing equipment, systems and services to the fish, meat, and poultry industries. Our brands - Marel, Stork Poultry Processing and Townsend Further Processing - are among the most respected in the industry. Together, we offer the convenience of a single source to meet our customers' every need. With offices and subsidiaries in over 30 countries and a global network of 100 agents and distributors, we work side-by-side with our customers to extend the boundaries of food processing performance.
  • วิสัยทัศน์ของบริษัท คือ การอยู่ในระดับแนวหน้า "ฟอร์ฟร้อนท์" ของเทคโนโลยีประเภทต่างๆ และนำเทคโนโลยีนั้นๆ มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมและกระบวนการผลิตในประเทศไทย เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของลูกค้า บริษัท ฟอร์ฟร้อนท์ ฟู้ดเทค จำกัด เชื่อมั่นและยึดมั่นในอุดมการณ์การดำเนินธุรกิจ กล่าวคือ จำหน่าย สินค้าและให้บริการที่มีคุณภาพสูง ซึ่งเหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า ด้วยความซื่อสัตย์และความตรงต่อเวลา เพื่อการทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จร่วมกันระยะยาว Our vision is to be in the "forefront" of technology in its field and suitably apply the technology to industries and production in Thailand for customers' utmost benefits. Forefront Foodtech Co., Ltd. strongly believes in and is committed to our own business philosophy which is to supply high quality products and service appropriately to each customer's requirements with honesty and punctuality in order to maintain long term win-win business relationship. Forefront Foodtech Co., Ltd. is the agent company that supplies machinery and system, install and provide after sales service as well as spare parts. Our products are: Heinrich Frey Maschinenbau Gmbh, Germany: manufacturer of vacuum stuffers and machinery for convenient food Kronen GmbH, Germany: manufacturer of machinery for vegetable and fruits from washing to packing Nock Fleischerei Maschinenbau GmbH, Germany: manufacturer of skinning machines, membrane skinning machine, slicers and scale ice makers K + G Wetter GmbH, Germany: manufacturer of grinders and bowl cutters Ness & Co. GmbH, Germany: manufacturer of smoke chambers, both stand alone and continuous units Dorit DFT GmbH, Germany: manufacturer of tumblers and injectors Maschinenfabrik Leonhardt GmbH, Germany: manufacturer of dosing and filling equipment
  • We are well known for reliable, easy-to-use coding and marking solutions which have a low total cost of ownership, as well as for our strong customer service ethos. Developing new products and a continuous programme of improving existing coding and marking solutions also remain central to Linx's strategy. Coding and marking machines from Linx Printing Technologies Ltd provide a comprehensive solution for date and batch coding of products and packaging across manufacturing industries via a global network of distributors. In the industrial inkjet printer arena, our reputation is second to none. Our continuous ink jet printers, laser coders, outer case coders and thermal transfer overprinters are used on production lines in many manufacturing sectors, including the food, beverage, pharmaceutical, cosmetics, automotive and electronic industries, where product identification codes, batch numbers, use by dates and barcodes are needed. PTasia, THAILAND With more than 3,700 coding, marking, barcode, label applicator, filling, packing and sealing systems installed in THAILAND market. Our range is includes systems across a wide range of technologies. To select the most appropriate technology to suit our customers. An excellent customer service reputation, together with a reputation for reliability that sets standards in the industry, rounds off the PTAsia offering and provides customers with efficient and economical solutions of the high quality. Satisfyingcustomers inTHAILAND for 10 years Our 1,313 customers benefit from our many years of experience in the field, with our successful business model of continuous improvement. Our technical and service associates specialise in providing individual advice and finding the most efficient and practical solution to every requirment. PTAsia extends its expertise to customers in the food, beverage, chemical, personal care, pharmaceutical, medical device, electronics, aerospace, military, automotive, and other industrial markets.