News and Articles

มอก. เครื่องล้างผัก

มอก. เครื่องล้างผัก


หมวดหมู่: มาตรฐานอุตสาหกรรมเครื่องจักรและอุปกรณ์แปรรูปอาหาร 2556 [มาตรฐานอุตสาหกรรมเครื่องจักรและอุปกรณ์แปรรูปอาหาร]
วันที่: 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้เครื่องล้างผักในอุตสาหกรรมอาหาร ดังนั้นเพื่อเป็นการส่งเสริมและยกระดับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมประเภทนี้ จึงกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเครื่องล้างผักขึ้นมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้ กำหนดขึ้นโดยอาศัยข้อมูลจากผู้ทำ และเอกสารต่อไปนี้เป็นแนวทาง

มอก. 513 - 2553 การจัดระดับชั้นการป้องกันของเปลือกหุ้มบริภัณฑ์ไฟฟ้า

มอก. 866 - 2550 มอเตอร์เหนี่ยวนำ


มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเครื่องล้างผัก


1. ขอบข่าย

เป็นเชื้อเพลิงให้ความร้อนเครื่องมีแรงดันไฟฟ้ามอเตอร์ต้นกำลังสำหรับหมุนใบกวนผสมที่กำหนดไม่เกิน 250 โวลต์ สำหรับเครื่องกวนผสมเฟสเดียว และไม่เกิน 480 โวลต์สำหรับเครื่องกวนผสมแบบให้ความร้อนอื่น1.1 มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้ครอบคลุมเฉพาะเครื่องล้างผักชนิดใบที่มีลักษณะการทำงานแบบทำงานเป็นรอบ (batch type)หรือแบบทำงานต่อเนื่อง(continuous type)

2. บทนิยาม

ความหมายของคำที่ใช้ในมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้ มีดังต่อไปนี้

2.1 เครื่องล้างผัก หมายถึง เครื่องจักรในอุตสาหกรรมอาหารที่ใช้สำหรับล้างสิ่งสกปรกออกจากผักชนิดใบ โดยผักที่ล้างจะแช่อยู่ในน้ำที่มีการเคลื่อนที่ด้วยอากาศ หรือการฉีดน้ำ ผักที่ผ่านกระบวนการล้างแล้วจะถูกนำออกจากเครื่องด้วยมือสำหรับเครื่องล้างผักแบบทำงานเป็นรอบ หรือถูกลำเลียงออกจากเครื่องโดยอัตโนมัติสำหรับเครื่องล้างผักแบบทำงานต่อเนื่อง

2.2 สิ่งสกปรก หมายถึง สิ่งแปลกปลอมอื่นๆ ที่ไม่ใช่ผักที่นำมาล้าง เช่น เศษวัสดุ ฝุ่น ดิน หรือทราย

3. แบบ

เครื่องล้างผักแบ่งตามลักษณะการทำงานเป็น2แบบคือ

3.1 แบบทำงานเป็นรอบ

3.2 แบบทำงานต่อเนื่อง

4. ส่วนประกอบและการทำ

4.1 ส่วนประกอบ

เครื่องล้างผัก อย่างน้อยต้องมีส่วนประกอบหลัก ดังแสดงตามรูปที่ 1

ก)ตัวอย่างส่วนประกอบหลักของเครื่องล้างผักแบบทำงานเป็นรอบ

ข) ตัวอย่างส่วนประกอบหลักของเครื่องล้างผักแบบทำงานต่อเนื่อง

รูปที่ 1 ตัวอย่างส่วนประกอบหลักของเครื่องล้างผักแบบให้ความร้อน (ข้อ 4.1)

 

มือหมุนหรือไฮดรอลิกสำหรับหมุนถัง 4.2 3.1.1 ระบบการกวนผสม ทำหน้าที่ผสมวัตถุดิบให้ผสมคลุกเคล้ากันและมีการกระจายความร้อนได้ทั่วถึง 

3.1.2 ถังกวนผสมหรือกระทะกวนผสม ทำหน้าที่บรรจุวัตถุดิบสำหรับผสม

3.1.3 อุปกรณ์ควบคุมสำหรับปรับรอบใบกวน ทำหน้าที่ปรับตั้งความเร็วรอบใบกวน

3.1.4 ใบกวนผสม ทำหน้าที่กวนผสมให้วัตถุดิบผสมเข้ากันและความร้อนกระจายตัวในวัตถุดิบทั่วถึง ใบกวนสามารถถอดเปลี่ยนได้เพื่อเลือกชนิดใบกวนให้เหมาะสมกับวัตถุดิบ

3.1.5 หัวแก๊สให้ความร้อน ทำหน้าที่ให้ความร้อนวัตถุดิบที่ด้านล่างถัง

3.1.6 ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ ต้องเป็นดังนี้

3.1.6.1 โครงถังผสม

ต้องเป็นเหล็กกล้าไร้สนิมชั้นคุณภาพเทียบเท่ากับ AISI series 300 โดยต้องมีคุณลักษณะตามมาตรฐาน AISI หรือวัสดุชนิดอื่นที่มีคุณภาพเทียบเท่าหรือสูงกว่าที่กำหนดในมาตรฐานนี้ 

ผู้ทำต้องพิสูจน์หรือแสดงเอกสารรับรองคุณภาพหรือผลการวิเคราะห์คุณลักษณะของวัสดุว่าสามารถสัมผัสกับอาหารได้จากสถาบันหรือหน่วยงานที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมยอมรับจากสถาบันหรือหน่วยงานที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมยอมรับ

3.1.6.2 ใบกวนผสม

ต้องเป็นเหล็กกล้าไร้สนิมชั้นคุณภาพเทียบเท่ากับ AISI series 300โดยต้องมีคุณลักษณะตามมาตรฐาน AISI หรือวัสดุชนิดอื่นที่มีคุณภาพเทียบเท่าหรือสูงกว่าที่กำหนดในมาตรฐานนี้ 

ผู้ทำต้องพิสูจน์หรือแสดงเอกสารรับรองคุณภาพหรือผลการวิเคราะห์คุณลักษณะของวัสดุว่าสามารถสัมผัสกับอาหารได้จากสถาบันหรือหน่วยงานที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมยอมรับ

3.1.6.3 มอเตอร์เกียร์ไฟฟ้า

ต้องเป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเลขที่มอก.866และต้องเป็นไปตามการทดสอบข้อ 7.2

3.1.6.4 ตู้ควบคุมไฟฟ้า(อุปกรณ์ควบคุมสำหรับปรับรอบใบกวน)

มีระดับชั้นการป้องกันน้ำอย่างน้อยเป็นชนิดป้องกันน้ำสาด(IPX4)(หมายเหตุ:ระดับชั้นการป้องกันน้ำ ให้ดู มอก. 513)

4.2 การทำ

4.2.1 ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ ต้องเป็นดังนี้

4.2.1.1 โครงเครื่อง

ทำด้วยเหล็กกล้าไร้สนิม อย่างน้อยชั้นคุณภาพ 304มีโครงสร้างแข็งแรง คงรูป ผิวเรียบ และสามารถทำความสะอาดได้ง่าย 

การทดสอบให้ทำโดยการตรวจสอบใบรับรองและตรวจพินิจ

4.2.1.2 อ่างล้างผัก

ทำด้วยเหล็กกล้าไร้สนิม อย่างน้อยชั้นคุณภาพ 304มีโครงสร้างแข็งแรง คงรูป ผิวเรียบ และสามารถทำความสะอาดได้ง่ายไม่มีส่วนที่อาจเสี่ยงต่อการสะสมของจุลินทรีย์

การทดสอบให้ทำโดยการตรวจสอบใบรับรองและตรวจพินิจ

4.2.1.3 เครื่องสูบน้ำ

อยู่ในตำแหน่งที่ปลอดภัยต่อการทำงาน ไม่เป็นที่สะสมของฝุ่น

การทดสอบให้ทำโดยการตรวจพินิจ

4.2.1.4 หัวฉีด

ทำด้วยวัสดุชั้นคุณภาพใช้กับอาหาร (food grade)

การทดสอบให้ทำโดยการตรวจสอบใบรับรอง

4.2.1.5 ตะแกรงดักสิ่งสกปรก

ทำด้วยวัสดุชั้นคุณภาพใช้กับอาหาร

การทดสอบให้ทำโดยการตรวจสอบใบรับรอง

4.2.1.6 แผงอุปกรณ์ควบคุมการทำงาน (ถ้ามี)

มีระดับชั้นการป้องกันอย่างน้อย IPX4 (ชนิดป้องกันน้ำสาด) ตาม มอก. 513 และอยู่ในตำแหน่งที่ควบคุมการทำงานได้สะดวก

การทดสอบให้ทำโดยการตรวจพินิจ

4.2.1.7 อุปกรณ์ลำเลียง (กรณีเครื่องล้างผักแบบทำงานต่อเนื่อง)

ทำจากวัสดุชั้นคุณภาพใช้กับอาหารสามารถปรับความเร็วการลำเลียงได้

การทดสอบให้ทำโดยการตรวจสอบใบรับรองและตรวจพินิจ

4.2.1.8 มอเตอร์เหนี่ยวนำ (กรณีเครื่องล้างผักแบบทำงานต่อเนื่อง)

ควรเป็นไปตามมอก. 866และติดตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ปลอดภัยต่อการทำงาน ไม่เป็นที่สะสมของฝุ่นหรือสัมผัสโดนน้ำ

การทดสอบให้ทำโดยการตรวจพินิจ

4.2.2 ส่วนที่เป็นจุดหมุนหรือส่วนที่มีการเสียดสีระหว่างโลหะ ของเครื่องล้างผักแบบทำงานต่อเนื่อง มีส่วนที่สามารถให้สารหล่อลื่นได้โดยสะดวก

การทดสอบให้ทำโดยการตรวจพินิจ

4.2.3 ส่วนหรือบริเวณที่ต้องทำความสะอาดหรือบำรุงรักษาอยู่เสมอ อยู่ในตำแหน่งที่สามารถทำความสะอาดและบำรุงรักษาได้สะดวก

การทดสอบให้ทำโดยการตรวจพินิจ

4.2.4 มีอุปกรณ์ที่สามารถปรับความดันน้ำหรืออัตราการไหล เพื่อให้น้ำเกิดการหมุนเวียน

การทดสอบให้ทำโดยการตรวจพินิจ

 

5. คุณลักษณะที่ต้องการ

5.1 ลักษณะทั่วไป

5.1.1 เครื่องล้างผักต้องสามารถปรับปริมาณลมสำหรับการล้างผักที่แช่อยู่ในน้ำที่มีการเคลื่อนที่ด้วยอากาศ หรือปรับอัตราการไหลของน้ำสำหรับการล้างผักที่แช่อยู่ในน้ำที่มีการเคลื่อนที่ด้วยการฉีดน้ำ

5.1.2 เมื่อทดสอบตามข้อ 7.1 แล้วต้องเป็นดังนี้เครื่องล้างผักต้องไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ เช่น

5.1.2.1 ชิ้นส่วนต่าง ๆ ต้องไม่มีขอบคม หรือปลายแหลม

5.1.1.2 การป้องกันการเข้าถึงส่วนที่มีไฟฟ้า

เครื่องล้างผักต้องสร้างและหุ้มเพื่อให้มีการป้องกันอย่างเพียงพอต่อการสัมผัสโดยบังเอิญกับส่วนที่มีไฟฟ้า

การทดสอบให้ทำโดยการตรวจพินิจ

5.2 สมรรถนะ

เมื่อทดสอบตามข้อ 8.1แล้วต้องเป็นดังนี้

5.2.1 ไม่เกิดเสียงผิดปกติไม่หยุดชะงักหรือติดขัดในการทำงาน

5.2.2 ไม่มีชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ใดชำรุดเสียหายและชิ้นส่วนที่ยึดให้ติดกันต้องไม่ร้าว หรือแยกออกจากกัน

5.2.3 ปริมาณสิ่งสกปรกที่ตกค้างไม่เกิน 1000mg/L

5.2.4 อัตราการทำงานของเครื่องล้างผัก ไม่น้อยกว่า 95% ของค่าที่ผู้ทำระบุ 4.1.4 ตลับลูกปืนต้องไม่ร้อนผิดปกติ เช่น เนื่องจากแกนเพลาไม่ได้แนว4.2 คุณลักษณะที่ต้องการทางไฟฟ้า

 

6. เครื่องหมายและฉลาก

6.1 ที่เครื่องล้างผักทุกเครื่อง อย่างน้อยต้องมีเลข อักษร หรือเครื่องหมายแจ้งรายละเอียดต่อไปนี้ให้เห็นได้ง่ายชัดเจน และถาวร

(1) คำว่า "เครื่องล้างผัก"

(2) หมายเลขลำดับเครื่อง

(3) มิติของเครื่อง ความกว้างxความยาวxความสูง เป็นมิลลิเมตรxมิลลิเมตรxมิลลิเมตร

(4) พิกัดของมอเตอร์เหนี่ยวนำ(กรณีเครื่องล้างผักแบบทำงานต่อเนื่อง)

(5) อัตราการทำงานที่สัมพันธ์กับชนิดของผัก เป็น กิโลกรัมผักต่อ 1 รอบทำงานสำหรับเครื่องล้างผักแบบทำงานเป็นรอบหรือเป็น กิโลกรัมผักต่อชั่วโมงสำหรับเครื่องล้างผักแบบทำงานต่อเนื่อง

(6) ข้อควรระวัง

(7) เดือนปีที่ทำ หรือรหัสรุ่นที่ทำ

(8) ชื่อผู้ทำหรือโรงงานที่ทำ หรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน

6.2 เครื่องล้างผักทุกเครื่องต้องมีคู่มือแนะนำการใช้ซึ่งอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

(1) คำว่า "เครื่องล้างผัก"

(2) หมายเลขลำดับเครื่อง

(3) มิติของเครื่อง ความกว้างxความยาวxความสูง เป็นมิลลิเมตรxมิลลิเมตรxมิลลิเมตร

(4) พิกัดของมอเตอร์เหนี่ยวนำ(กรณีเครื่องล้างผักแบบทำงานต่อเนื่อง)

(5) อัตราการทำงานที่สัมพันธ์กับชนิดของผัก เป็น กิโลกรัมผักต่อรอบทำงานสำหรับเครื่องล้างผักแบบทำงานเป็นรอบ หรือเป็น กิโลกรัมผักต่อชั่วโมงสำหรับเครื่องล้างผักแบบทำงานต่อเนื่อง

(6) ความดันน้ำ เป็น เมกะพาสคาล(กรณีน้ำมีการเคลื่อนที่ด้วยการฉีด)

(7) เวลาสำหรับการล้างผักที่สัมพันธ์กับชนิดของผัก เป็น นาที(กรณีเครื่องล้างผักแบบทำงานเป็นรอบ)

(8) รายชื่อและรูปแสดงส่วนประกอบ การประกอบ และการติดตั้ง 

(9) คำแนะนำการใช้งาน

(9.1) คำแนะนำ เช่น ควรเปลี่ยนน้ำล้างผักเมื่อไม่สามารถล้างผักให้สะอาดได้ตามที่ต้องการ 

(9.2) คำเตือนและข้อควรระวังที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้งาน และ/หรือ ความเสียหายต่อเครื่องล้างผัก เช่น ห้ามยื่นอวัยวะเข้าไปในตัวเครื่องล้างผักขณะที่เครื่องกำลังทำงาน

(9.3) การดูแลรักษา เช่น วิธีทำความสะอาด ข้อปฏิบัติหลังทำความสะอาดข้อควรระวังเกี่ยวกับการใช้งาน

(10) เดือนปีที่ทำ หรือรหัสรุ่นที่ทำ

(11) ชื่อผู้ทำหรือโรงงานที่ทำ หรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน

7. การชักตัวอย่างและเกณฑ์ตัดสิน

7.1 รุ่นในที่นี้ หมายถึง เครื่องล้างผักแบบเดียวกันที่ทำหรือส่งมอบหรือซื้อขายในระยะเวลาเดียวกัน

7.2 การชักตัวอย่างและการตัดสิน ให้เป็นไปตามแผนการชักตัวอย่างที่กำหนดต่อไปนี้ หรืออาจใช้แผนการชักตัวอย่างอื่นที่เทียบเท่ากันทางวิชาการกับแผนที่กำหนดไว้

7.2.1 การชักตัวอย่าง

ให้ชักตัวอย่างโดยวิธีสุ่มจากรุ่นเดียวกันจำนวน 1 เครื่อง

7.2.2 เกณฑ์ตัดสิน

ตัวอย่างเครื่องล้างผักต้องเป็นไปตามข้อ 4.ข้อ 5.และข้อ 6.ทุกรายการจึงจะถือว่าเครื่องล้างผักรุ่นนั้นเป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้

8. การทดสอบ

8.1 สมรรถนะ

8.1.1 ทั่วไป

8.1.1.1 ข้อกำหนดทั่วไปในการหาค่าต่าง ๆ และอุปกรณ์วัดในการทดสอบให้เป็นดังนี้

(1) เวลา

ใช้นาฬิกาจับเวลาที่มีความละเอียด 1 s

(2) มวล

(2.1) ใช้เครื่องชั่งที่ชั่งมวลได้ละเอียดถึง 100 g สำหรับชั่งมวลสิ่งสกปรกทดสอบ (ข้อ 8.1.2.2)และผักทดสอบ (ข้อ 8.1.2.3)

(2.2) ใช้เครื่องชั่งที่ชั่งมวลได้ละเอียดถึง 0.001 g สำหรับชั่งมวลสิ่งสกปรกตกค้าง (ข้อ 8.1.3.4และข้อ 8.1.3.6) และชั่งมวลกระดาษกรอง (ข้อ 8.1.3.5)

(2.3) ความยาวของผัก

ใช้เครื่องวัดที่มีความละเอียดถึง 1mm

8.1.2 การเตรียมการทดสอบ

8.1.2.1 การเตรียมเครื่องล้างผักทดสอบ

(1) ติดตั้งเครื่องเครื่องล้างผักทดสอบบนพื้นแข็งที่ได้ระดับ

(2) ปรับแต่งชิ้นส่วนและอุปกรณ์ต่าง ๆ ตามที่ผู้ทำระบุ

8.1.2.2 การเตรียมสิ่งสกปรกทดสอบ

(1) นำทรายแห้งเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 4.75 mm (ขนาดทรายซึ่งร่อนผ่านตะแกรง 4 mesh) มีมวลที่เพียงพอที่จะผสมกับผักทดสอบในอัตราส่วน มวลผักทดสอบต่อมวลทรายแห้งเท่ากับ 10:1มร่อนด้วยตะแกรง 8 mesh (เส้นผ่านศูนย์กลางของสิ่งสกปรก 2.38 - 4.75 mm)และ 50 mesh (เส้นผ่านศูนย์กลางของสิ่งสกปรก 0.30 - 2.37 mm)

(2) ผสมทรายแห้งที่ร่อนผ่านตะแกรง 8meshและ 50 mesh เข้าด้วยกันในสัดส่วนโดยมวล ดังนี้

ทรายแห้งที่ไม่ผ่านตะแกรง 8 mesh 30% ทรายแห้งที่ไม่ผ่านตะแกรง 50 mesh40% และทรายแห้งที่ผ่านตะแกรง 50 mesh30%

(3) เตรียมดินโคลนทดสอบซึ่งได้จากผสมดินเหนียวกับน้ำในอัตราส่วน 1:1 เพื่อให้เกิดการยึดเกาะกันของสิ่งสกปรก

(4) ผสมทรายแห้งกับดินโคลนทดสอบในอัตราส่วน 5:1 เป็นสิ่งสกปรกทดสอบ

8.1.2.3 การเตรียมผักทดสอบ

(1) ผักที่ใช้ทดสอบต้องมีลักษณะทางกายภาพที่ดี ไม่ช้ำ ผ่านการล้างทำความสะอาดและสะเด็ดน้ำชนิดผักทดสอบ ได้แก่ผักชี (รวมราก) ความยาว (ไม่รวมราก)15cmถึง 25 cm สำหรับทดสอบเครื่องล้างผักแบบทำงานเป็นรอบ มวลที่เพียงพอกับการทดสอบตามอัตราการทำงานที่ผู้ทำระบุนำไปชั่งเป็นมวลผักทดสอบ (MVB)เป็น กิโลกรัม

(1.2) ผักกาดขาวแกะใบ สำหรับทดสอบเครื่องล้างผักแบบทำงานต่อเนื่องมวลที่เพียงพอกับการทดสอบที่อัตราการทำงานตามที่ผู้ทำระบุ เป็นเวลา 15 minนำไปชั่งเป็นมวลผักทดสอบ (MVC) เป็นกิโลกรัม

(2) คลุกเคล้าผักทดสอบกับสิ่งสกปรกทดสอบในอัตราส่วนมวลผักทดสอบต่อมวลสิ่งสกปรกทดสอบเท่ากับ 10:1 โดยคลุกเคล้าให้สิ่งสกปรกทดสอบกระจายให้ทั่วผักทดสอบ

8.1.3 วิธีทดสอบ

8.1.3.1 ให้เครื่องล้างผักล้างทำความสะอาดผักทดสอบเป็นเวลาตามที่ผู้ทำระบุสำหรับเครื่องล้างผักแบบทำงานเป็นรอบ หรือเป็นเวลา15 minสำหรับเครื่องล้างผักแบบทำงานต่อเนื่อง

หมายเหตุเวลาตามที่ผู้ทำระบุสำหรับเครื่องล้างผักแบบทำงานเป็นรอบ นับจากการเริ่มเดินเครื่องเมื่อใส่ผักทดสอบเรียบร้อยแล้ว จนหยุดการเดินเครื่อง เป็น นาที

8.1.3.2 สุ่มตัวอย่างผักทดสอบมวล 1000 g มาล้างทำความสะอาดด้วยน้ำปริมาตร 15 L

8.1.3.3 เก็บตัวอย่างน้ำล้างปริมาตร 200 ml นำไปกรองด้วยตะแกรง200 meshที่ทราบมวล (MS) เป็น มิลลิกรัมเพื่อแยกสิ่งสกปรกที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 0.075 mm

8.1.3.4 นำตะแกรงไปอบที่อุณหภูมิ 105 oC± 2 oCเป็นเวลา 3 h นำออกมาชั่งมวลตะแกรงกับมวลสิ่งสกปรกตกค้างที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 0.075 mm (MSP)เป็นมิลลิกรัม

8.1.3.5 กรองน้ำที่ผ่านตะแกรง 200 mesh ด้วยกระดาษกรอง ที่ทราบมวล (MF)เป็น มิลลิกรัมเพื่อแยกสิ่งสกปรกที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 0.011 mm

8.1.3.6 นำกระดาษกรองไปอบที่อุณหภูมิ 105 oC± 2 oCเป็นเวลา 3 h นำออกมาชั่งมวลกระดาษกรองกับมวลสิ่งสกปรกตกค้างที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง0.011 mm ถึง 0.075 mm (MFP)เป็น มิลลิกรัม

8.1.3.7 คำนวณปริมาณสิ่งสกปรกที่ตกค้าง(R)เป็น มิลลิกรัมต่อลิตร จากสูตร

R= A+B

เมื่อ A คือ ปริมาณสิ่งสกปรกตกค้างที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 0.075 mm 

มีค่าเท่ากับ 5(MSP- MS)เป็น มิลลิกรัมต่อลิตร

B คือ ปริมาณสิ่งสกปรกตกค้างที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง0.011mmถึง 0.075 mm 

มีค่าเท่ากับ 5(MFP- MF) เป็น มิลลิกรัมต่อลิตร

8.1.3.8 คำนวณอัตราการทำงาน 

(1) เครื่องล้างผักแบบทำงานเป็นรอบ

อัตราการทำงาน = MVB/เวลาที่ใช้ในการล้าง 1 รอบการทำงาน

(2) เครื่องล้างผักแบบทำงานต่อเนื่อง

อัตราการทำงาน = 4MVC




ข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
การตรวจวัดปริมาณจุลินทรีย์ในสมุนไพรด้วยวิธี Rapid Method : การอ่านผล
โครงการพัฒนาการผลิตชาสมุนไพรคุณภาพสูงระดับ SME หลักการเลือก plate เพื่อคำนวณผลที่อ่านได้1. พิจารณา plate ปริมาณแอโรบิคแบคทีเรีย (Aerobic Bacteria Count) จะพิจารณาเฉพาะ แผ่น ที่สามารถนับได้ มีจำนวนอยู่ระหว่าง 30 - 300โคโลนีปริมาณโคลิฟอร์ม (Total Coliform) และอีโคไล (E.coli) พิจารณาเฉพาะ แผ่นที่สามารถนับได้ มีจำนวนอยู่ระหว่าง 15 - 150โคโลนี หมายเหตุ ให้เลือกนับเฉพาะโคโลนีในช่องที่ไม่ถูกกระทบ เนื่องจากจุลินทรีย์บางชนิดสามารถย่อยเนื้อเจลในแผ่นได้ และรูปร่างที่ไม่สมบูรณ์ เนื่องจากอาจเป็นเศษอาหารปะปนอยู่ในแผ่น2. ถ้าแผ่นใดมีจำนวนแอโรบิคแบคทีเรีย มากกว่า 300โคโลนี จำนวนโคลิฟอร์มและอีโคไล จำนวนมากกว่า 150โคโลนี - ถ้าสามารถนับจำนวนได้ใน dilution นั้น ก็ให้ค่าที่นับได้นั้น หรือ ถ้าหากไม่สามารถนับได้ ก็ให้นับค่าเฉลี่ยโดยเลือกนับโดโลนีจากช่องใดช่องหนึ่งที่มีการกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ (1 ซม.2) แล้วคูณด้วย 20 จะได้จำนวนโคโลนีทั้งหมดโดยประมาณ แล้วรายงานเป็น TNTC (Estimated count) Est. CFU/ml (โดยที่ Est. หมายถึง estimated) 3. ถ้าแผ่นใดมีจำนวนแอโรบิคแบคทีเรีย จำนวนน้อยกว่า 30โคโลนี จำนวนโคลิฟอร์มและอีโคไลจำนวนน้อยกว่า 15 โคโลนี- ถ้าสามารถนับจำนวนได้ใน dilution นั้น ก็ให้ค่าที่นับได้นั้น - ถ้าไม่พบโคโลนีใดเลย ให้คำนวณ Est. CFU/ml เป็น < 1 DF (dilution factor) หรือ count = 0 ตัวอย่าง การคำนวณ Aerobic Bacteria Count ตัวอย่าง การคำนวณ Total Coliform , E.coli การอ่านผลจากการทดลอง ล้างขมิ้น การอ่านผลจากการทดลอง ล้างใบเตย การอ่านผลจากการทดลอง ล้างอัญชัน
การพาสเจอร์ไรซ์อาหารเหลว (liquid food pasteurization) ตอนที่ 1
การพาสเจอร์ไรซ์เป็นการแปรรูปอาหารด้วยความร้อน (thermal processing) วิธีหนึง ซึ่งใช้กันมานานตั้งแต่สมัยของหลุยส์พาสเตอร์ และสืบต่อมาถึงปัจจุบัน เทคโนโลยีการพาสเตอร์ไรซ์อาหาร รุดหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง บทความนี้จะกล่าวถึงการพาสเจอไรซ์อาหารเหลว เช่น นม น้ำผลไม้ เบียร์ เครื่องดื่มต่างๆ โดยตอนแรกจะเป็นพื้นฐานก่อนนะคะ ประวัติการพาสเจอร์ไรซ์ วัตถุประสงค์ของการพาสเจอร์ไรซ์ การทำลายจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค (pathogen) ทุกชนิด และเอนไซม์ (enzyme) ที่เป็นสาเหตุให้อาหารเสื่อมเสีย เป็นวิธีการถนอมอาหาร (food preservation) เพื่อยืดอายุการเก็บอาหาร ทำให้อาหารปลอดภัย การพาสเจอร์ไรซ์อาหารสามารถทำลายเซล (vegetative cell) ยีสต์ (yeast) รา (mold) และแบคทีเรีย (bacteria) ที่ไม่ทนร้อนแต่ยังไม่เพียงพอที่จะทำลายแบคทีเรียที่ทนความร้อนสูง (thermophillic bacteria) และสปอร์ของแบคทีเรีย (bacterial spore) จึงต้องเก็บรักษาอาหารที่ผ่านการพาสเจอร์ไรซ์แล้ว ที่อุณหภูมิต่ำหรือการแช่แข็ง (freezing) หรืออาจใช้ร่วมกับการถนอมอาหารอื่น เช่น การลดวอเตอร์แอคทิวิตี้ (water activity) การปรับให้เป็นกรด (acidification) เพื่อให้อาหารที่ผ่านการพาสเจอไรซ์เก็บได้โดยไม่ต้องแช่เย็น กรรมวิธีการพาสเจอรไรซ์ การพาสเจอร์ไรซ์อาหารที่ใช้โดยทั่วไปใช้ความร้อน จึงจัดเป็นการแปรรูปด้วยความร้อน (thermal processing) วิธีหนึ่ง ซึ่งปกติจะใช้ความร้อนที่อุณหภูมิต่ำกว่า 100 C แต่อาจจะใช้กระบวนการอื่นเพื่อการพาสเจอไรซ์ได้ เช่น รังสี (irradiation) ความดันสูง (High pressure) การให้ความร้อนวิธีโอมห์มิก (ohmic heating) เป็นต้น ประเภทของการพาสเจอร์ไรซ์ การพาสเจอรไรซ์อาหารสามารถแบ่งตามวิธีการผลิตได้ดังนี้ 1 การพาสเจอร์ไรซ์อาหารในอาหารปิดผนึกสนิท (In-container pasteurization) โดยบรรจุอาหารที่ต้องการพาสเจอร์ไรซ์ ในบรรจุภัณฑ์ที่ปิดผนึกสนิท (hermectically sealed container) เช่น กระป๋อง (can) ขวดแก้ว (glass jar) หรือบรรจุภัณฑ์ที่ทนร้อนเช่น ถุง ถ้วยพลาสติก แล้วฆ่าเชื้อในเครื่องฆ่าเชื้อ (cooker) หรือในอ่างน้ำเดือด ความร้อนจะผ่านจากผิวด้านนอกของอาหาร เข้าสู่ภายใน โดยให้อุณหภูมิและเวลาที่จุดร้อนช้าที่สุด (cold point) ของอาหาร ได้รับความร้อนเพียงพอสำหรับการพาสเจอไรซ์ การพาสเจอรไรซ์วิธี ความร้อนจะถ่ายเทอย่างช้า เป็น Low Temperature LongTime (LTLT) proecessใช้ได้กับอาหารได้หลายชนิด ทั้งที่เป็นของแข็ง ของเหลว มีชิ้นเนื้อ เช่น ไส้กรอก แฮม นมข้นหวาน 2 การพาสเจอร์ไรซ์ก่อนการบรรจุ ใช้พาสเจอร์ไรซ์ ผลิตภัณฑอาหารเหลวได้แก่ เช่น นม (milk) เบียร์ (beer) ไอศกรีมมิกซ์ (ice creammixed) น้ำผลไม้ การพาสเจอร์ไรซ์แบบเป็นกะ (batch pasteurization) การต้มในหม้อต้ม (batch pasteurizer) ที่มา : http://www.tpub.com/content/armymedical/md0715/md07150020.htm การพาสเจอร์ไรซ์แบบต่อเนื่อง (continuous pasteurization) โดยใช้อุปกรณ์ แลกเปลี่ยนความร้อน (heat exchanger) เช่น เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบแผ่น (plate heat exchanger) เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบท่อ (tubular heat exchanger) หลังจากพาสเจอร์ไรซ์แล้วจึงบรรจุ (filling) ในบรรจุภัณฑ์ ซึ่งนิยมใช้ระบบการบรรจุแบบปลอดเชื้อ (aseptic packaging system) ระบบพาสเจอร์ไรซ์แบบต่อเนื่อง (continuous pasteurization) ที่มา : http://www.foodnetworksolution.com/site/company/11/product/39 การตรวจสอบความสมบูรณ์ของการพาสเจอรไรซ์ด้วยความร้อน การตรวจสอบว่าความร้อนที่ใช้เพื่อการพาสเจอร์ไรซ์เพียงพอที่จะทำลายจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค ตามที่กำหนดไว้หรือไม่ มักใช้การทดสอบเอนไซม์ที่เหลืออยู่แทนการทดสอบหาจุลินทรีย์ เนื่องจากความร้อน ทำลายเอนไซม์ ซึ่งเป็นโปรตีน ให้สูญเสียสภาพธรรมชาติ (protein denaturation) เช่นเดียวกับจุลินทรีย์ แต่การทดสอบหาเอนไซม์ใช้เวลารวดเร็วกว่า โดยเลือกตรวจหาเอนไซม์ที่พบในอาหารนั้น และมีความต้านทานความร้อน (D value) ใกล้เคียงกับจุลินทรีย์ที่เป็นเป้าหมายที่ต้องการทำลาย เช่น น้ำนม จะตรวจสอบหากิจกรรมของเอนไซม์ อัลลาไลน์ฟอสฟาเทส (alkaline phosphatase) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่พบในนมดิบมักเรียกว่าphosphatase testเอนไซม์นี้ทำลายด้วยความร้อนได้ค่า D (D value) ใกล้เคียงกับจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค ส่วนการพาสเจอร์ไรซ์ ไข่ จะตรวจสอบหากิจกรรมของเอนไซม์อมัยเลส (amylase) เพราะมีค่า D (D value) ใกล้เคียงกับเชื้อ Salmonellaspp.
ผลของความชื้นต่อคุณสมบัติทางกายภาพของเมล็ดถั่วแดงหลวง
ผลของความชื้นต่อคุณสมบัติทางกายภาพของเมล็ดถั่วแดงหลวง (Effect of moisture content on some physical properties of Red Kidney Bean) สาขาวิชาวิศวกรรมอาหารคณะวิศวกรรมศาสตร์สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จรัสแสงเหลี่ยมบางวารุณีจำเริญพูน วิจิตราต่อตรงนิสาร วสันต์ อินทร์ตา บทคัดย่อ จากการศึกษาสมบัติทางกายภาพของเมล็ดถั่วแดงหลวง (Red Kiney Bean) พิจารณาจากความชื้นฐานแห้งในช่วง 4-16 % เพิ่มขึ้นช่วงละ 3% มีทั้งหมด 5 ระดับความชื้นพบว่าค่าขนาดความกว้างความยาวความหนาและความเป็นทรงกลม (Sphericity) โดยเฉลี่ยมีค่าอยู่ที่ 8.61 มิลลิเมตร , 16.93 มิลลิเมตร, 6.40 มิลลิเมตรและ 57.72 มิลลิเมตรตามลำดับค่าน้ำหนัก100 เมล็ดมีค่าอยู่ในช่วง 52-66 กรัมความหนาแน่นเนื้ออยู่ในช่วง 1.0 - 1.4 % ความหนาแน่นรวม 0.70 - 0.80 % พื้นที่ภาพฉายอยู่ในช่วง 1.10 - 1.35 ตารางเซนติเมตรรวมถึงความเร็วลมสุดท้ายโดยเฉลี่ยคือ18.76 เมตร/วินาทีจะได้ว่าเมื่อความชื้นเพิ่มขึ้นกราฟมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเชิงเส้นแบบแปรผันตรงในทางกลับกันค่าความหนาแน่นเนื้อ (Bulk density) เมื่อค่าความชื้นเพิ่มขึ้นกราฟมีแนวโน้มจะลดลงเชิงเส้นแบบแปรผกผันและจากการหาค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานสถิตย์ (Static coefficient of friction ) บนพื้นผิวไม้อลูมิเนียมและพื้นยางจะได้ค่าอยู่ในช่วง 16 -23 , 19-25 และ 25 - 31 ตามลาดับพบว่าค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานสถิตย์ระหว่างเมล็ดถั่วแดงหลวงกับพื้นยางจะมีค่ามากที่สุดรองลงมาคืออะลูมิเนียมและพื้นไม้มีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานสถิตน้อยที่สุด 1.บทนำ ถั่วแดงหลวง (Red kidney bean) มีชื่อวิทยาศาสตร์Phaseolus vulgarisL.เป็นพืชตระกูลถั่วเมล็ดแห้งที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจที่สำคัญของเกษตรกรบนพื้นที่สูงจะเพาะปลูกถั่วแดงหลวงเป็นรายได้หลัก และใช้ปลูกเป็นพืชเสริมหมุนเวียนกับพืชไร่ชนิดอื่นๆ เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินและลดปัญหาการสะสมโรค-แมลง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกรปลูกเป็นพืชรายได้ทดแทนฝิ่นและใช้รับประทานเป็นแหล่งอาหารโปรตีนในครัวเรือนพื้นที่เพาะปลูกที่เหมาะสมควรเป็นพื้นที่ราบ ไม่ควรมีความชันมาก ดินควรเป็นดินร่วนเหนียวที่เก็บรักษาความชื้นดีและมีความอุดมสมบูรณ์ดี มีความเป็นกรด-ด่าง ประมาณ 5.5-6.5 ในแต่ละฝักของถั่วแดงหลวงจะมีเมล็ดอยู่ 4-5เมล็ดต่อฝัก นอกจากนี้ยังถั่วแดงหลวงยังมีสารอาหารต่างๆมากมาย คือฟอสฟอรัส แคลเซียม โปรตีนวิตามินแร่ธาตุเส้นใยอาหารและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ในถั่วแดงจำนวน 100 กรัม จะให้พลังงานทั้งหมด 332 kCalโปรตีน25 กรัม คาร์โบไฮเดรต 58 กรัมใยอาหาร 24.9 กรัม น้ำตาลน้อยกว่า 2.4 กรัม โซเดียม 10 มิลลิกรัม และวิตามินแร่ธาตุ ได้แก่ วิตามินเอและบี 0.1% วิตามินบี27.6% วิตามินบี1114% วิตามินซี 4.1% แคลเซียม 8.9% และธาตุเหล็ก 31.5% ทั้งนี้จะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี ขจัดคอเรสเตอรอลส่วนเกินที่เป็นสาเหตุของโรคหัวใจ ป้องกันโรคความดันโลหิตสูงและเพิ่มพูนแบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย รวมทั้งยังช่วยบำรุงประสาทช่วยขับพิษขับของเหลวในร่างกายบำบัดอาการเหน็บชาบรรเทาอาการปวดตามข้อกระดูก ทั้งนี้ถั่วแดงหลวงยังมีฤทธิ์เป็นกลาง คือไม่ร้อนไม่เย็น แต่ก็ยังสามารถช่วยขับร้อนได้นอกจากนี้ถั่วแดงหลวงยังใช้ประโยชน์ในด้านใช้เป็นอาหารลดความอ้วนและเป็นอาหารสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานได้ดีอีกด้วย วัตถุประสงค์เพื่อวัดขนาดของถั่วแดงหลวง (วัดความกว้าง,ความยาว,ความหนา) การเตรียมความชื้นการหาปริมาตรเมล็ดพืชการหาความหนาแน่นเนื้อความพรุนการวัดความเป็นทรงกลมการวัดพื้นที่ภาพฉายการวัดพื้นเอียงการหาความหนาแน่นรวมและการวัดความเร็วลม 2. วัสดุและวิธีการทดลอง 2.1 วัสดุ เมล็ดถั่วแดงหลวง (Red Kiney Bean) เป็นเมล็ดที่หามาจากไร่ธัญญะ 62/3 หมู่3 ตำบลบางใหญ่อำเภอบางใหญ่จังหวัดนนทบุรี 11140 เป็นถั่วแดงหลวงเชียงใหม่พันธุ์ดีผ่านกระบวนการคัดแยกผลิตและบรรจุคัดแยกเอาเฉพาะเมล็ดที่สมบูรณ์ไม่เป็นเชื้อราไม่ฟ่อลีบ เมล็ดถั่วแดงหลวงก่อนนำมาทดลองจะต้องมีลักษณะเมล็ดสีแดงเต่งแน่น ผิวไม่ขรุขระ และคัดแยกเอาเฉพาะเมล็ดที่อ้วนสมบูรณ์ ไม่มีแมลงหรือมอดกัดแทะโดยคัดเอาเมล็ดที่เป็นเชื้อราเมล็ดที่มีขนาดเล็กต่างจากพวกและเมล็ดที่ฟ่อออกเมล็ดที่ใช้ในการทดลองต้องเป็นเมล็ดที่มีขนาดสม่ำเสมอกันไม่เล็กบ้างใหญ่บ้าง 2.2.วิธีการทดลอง ค่าความชื้นเริ่มต้นของเมล็ดถั่วแดงหลวงสามารถหาได้จากแบ่งตัวอย่างออกเป็น 3 ชุดการทดลองชุดละประมาณ 5 กรัมโดยชั่งจากเครื่องชั่งไฟฟ้า 2 ตำแหน่งเมื่อชั่งน้ำหนักแล้วนำเมล็ดถั่วแดงหลวงใส่ลงในถาดฟรอยด์ที่เตรียมไว้ 1 ชุดการทดลองต่อ1 ถาดแล้วทำเครื่องหมายมาร์คไว้จากนั้นนำตัวอย่างทั้ง 3 ชุดเข้าตู้อบเพื่อหาความชื้นเริ่มต้นที่อุณหภูมิ 105˚C เป็นเวลา 2 ชั่วโมงเมื่อครบระยะเวลาที่กำหนดแล้วนำเมล็ดถั่วแดงทั้ง 3 ชุดไปพักไว้ที่ตู้ดูดความชื้นเพื่อรักษาระดับความชื้นไม่ให้เพิ่มขึ้นจากนั้นนำเมล็ดถั่วแดงหลวงทั้ง 3 ชุดมาชั่งน้ำหนักทีละชุดเพื่อคำนวณหาความชื้นเริ่มต้นเฉลี่ยโดยหาจากสูตรการหาเปอร์เซ็นต์ความชื้อเริ่มต้นฐานแห้ง (d.b) ดังสมการที่ 1 จะได้ค่าความชื้นเริ่มต้นของเมล็ดถั่วแดงที่ 4.43 % (d.b) จากการทดลองเราจะได้ %d.b. เท่ากับ4.43% หลังจากคำนวณหาค่าเปอร์เซ็นต์ความชื้นเริ่มต้นแล้วนำเมล็ดตัวอย่างจำนวน 100 เมล็ดปรับค่าเปอร์เซ็นต์ความชื้นโดยแต่ละถุงที่บรรจุเมล็ดถั่วแดงหลวงจะมีความชื้นไม่เท่ากันโดยแบ่งเป็น 4 ระดับโดยความชื้นจะเพิ่มขึ้นถุงละ 3% คือถุงแรกจะมีความชื้นเพิ่มขึ้น 3% ถุงที่สองมีความชื้น 6% ถุงที่สามมี ความชื้น 9% และถุงที่สี่มีความชื้น 12% โดยจะใช้ความชื้นพื้นฐานที่หามาได้แล้วบวกกับความชื้นที่เพิ่มขึ้นของแต่ละถุงจะได้ 7.43% , 10.43% ,13.43% และ 16.43% ตามลำดับโดยการคำนวณหาระดับปริมาณน้ำที่ต้องเติมเพื่อให้ได้ค่าเปอร์เซ็นต์ความชื้นที่ต้องการ จากนั้นเติมน้ำลงในถุงเก็บความชื้นพร้อมตัวอย่างในแต่ละชุดการทดลองโดยจะซีลปิดปากถุงให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนของความชื้นภายในถุงเมล็ดที่ผ่านการปรับความชื้นแล้ว ก่อนนำไปทดลองจะต้องเก็บไว้ในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 5˚C เป็นระยะเวลา 168 ชั่วโมงหรือ 7 วันในระหว่างที่เก็บในตู้เย็นต้องเขย่าถุงเมล็ดถั่วแดงหลวงทุกๆ 2 วันเพื่อให้มีความชื้นสม่ำเสมอทั่วทุกเมล็ด (เพื่อที่ทุกเมล็ดจะสัมผัสกับน้ำได้อย่างทั่วถึง) 2.3 ขนาด (size) นำเมล็ดถั่วแดงหลวง 100 เม็ดจากแต่ละระดับความชื้น มาหาขนาด (size) ของแต่ละเมล็ด ซึ่งประกอบด้วย ความยาว (L) ความกว้าง ( W) และความหนา ( T) โดยใช้เวอร์เนียร์คาร์ลิปเปอร์ ซึ่งค่า least count อยู่ที่ 0.05 cm. และนำค่ามาบันทึกผล ภาพที่1 ผลของปริมาณความชื้นต่อขนาด (Size) ของเมล็ดถั่วแดงหลวง 2.4ความเป็นทรงกลม (sphericity) วัดความยาว (L) ความกว้าง (W) และความหนา (T) เพื่อหาค่า Dimension นำค่าที่วัดได้ไปคำนวณหาค่าความเป็นทรงกลม (Ø) ของเมล็ดตัวอย่างซึ่งถ้าเมล็ดมีความกลมจะมีค่าความเป็นทรงกลมเท่ากับ 1 (100%) สามารถหาได้จากสมการ หาน้ำหนักหนักมวล 100 เมล็ดจากการทดลองโดยการซุ่มเลือกเมล็ดตัวอย่างจำนวน 100 เมล็ดชั่งบนเครื่องชั่งไฟฟ้าที่มีค่าความละเอียดอยู่ที่ 0.01g 2.5ความหนาแน่นเนื้อ (True Density) เตรียมเมล็ดถั่วแดงหลวงที่ความชื้นตามต้องการความชื้นละ 10 เมล็ด ชั่งน้ำหนักของเฮกเซนก่อนที่จะจุ่มเมล็ดถั่วแดง จากนั้นชั่งน้ำหนักของเฮกเซนหลังจุ่มเมล็ดถั่วแดงแล้ว ด้วยเครื่องชั่ง 4 ตำแหน่ง นำมาลบออกจากน้ำหนักของภาชนะที่ใส่เฮกเซนในเบื้องต้น ซึ่งความหนาแน่นของเฮกเซนมีค่าประมาณ 0.6548 g/ml. 2.6 ความหนาแน่นรวม (Bulk Density) การวัดความหนาแน่นรวมโดยเตรียมเมล็ดถั่วแดงหลวงที่ความชื้นที่ต้องการ นำไปเทใส่ภาชนะผ่านกรวยที่สูงประมาณ 15 เซนติเมตร จากนั้นนำไปชั่งน้ำหนัก ทำซ้ำทั้งหมด 3 ซ้ำเพื่อคำนวณหาความหนาแน่นรวมของเมล็ด จากสูตร ภาพที่ 2 การหาความหนาแน่นรวม (Bulk Density) 2.7 ความเร็วสุดท้าย (Terminal velocity) เตรียมเมล็ดถั่วแดงหลวงที่ความชื้นต้องการ ความชื้นละ 10 เมล็ด ใส่ลงในเครื่องปรับความเร็วรอบของมอเตอร์ (ทีละ 1 เมล็ด) ให้เมล็ดถั่วลอยขึ้น 80% ของท่อเป่าลม จากนั้นนำเครื่องวัดความเร็วลมวัดค่าความเร็วลมในขณะที่เมล็ดถั่วลอย ภาพที่3 การหาความเร็วลมสุดท้าย (Terminal velocity) 2.8สัมประสิทธิ์แรงเสียดทานสถิตย์ (Static Friction Coefficient) สัมประสิทธิ์แรงเสียดทานบนพื้นไม้พื้นโลหะและพื้นยางโดยมุมที่วัดได้คำนวณจาก 2.9การวัดเมล็ดถั่วแดงหลวงจากภาพฉาย เตรียมเมล็ดถั่วแดงหลวงที่ความชื้นต้องการมาเรียงบนกระดาษกราฟ จำนวนความชื้นละ 50 เมล็ดถ่ายรูปเมล็ดถั่วที่เรียงแล้ว นำไปลงในโปรแกรม Photoshop CS5 Extendedเพื่อ Cropภาพหา Pixel ของภาพ 1x1 จากนั้น Crop ภาพเมล็ดแต่ละเมล็ดหา Pixel นำมาคำนวณหาพื้นที่ของเมล็ดถั่วแดงหลวงจากสูตร ภาพที่ 4 แสดงการจัดเรียงเมล็ดถั่วแดงจำนวน 50 เมล็ด เรียงในกระดาษกราฟ 3. ผลการทดลองและวิจารณ์ 3.1 ขนาดของเมล็ดและการกระจายขนาด ขนาดเฉลี่ยของเมล็ด 100 เมล็ดที่วัดในความชื้น 4.43% d.b.มีความยาวเฉลี่ยอยู่ที่ 17.12±0.74 มม. ความกว้าง 8.66 ±0.47 มม. และความหนา6.37±0.48 มม. ที่ปริมาณความชื้น4.43% d.b. ประมาณ 97% ของเมล็ดมีความยาวตั้งแต่ 16.0 ถึง 18.0 มม. ประมาณ 95%, ความกว้างตั้งแต่ 8.0 ถึง 9.5 มม. และประมาณ 91 %, ความหนาตั้งแต่ 5.5 ถึง 7.0 มม. 3.2 เส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยเชิงเรขาคณิต (GMD) เมื่อความชื้นมีค่าเพิ่มมากขึ้นเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยเชิงเรขาคณิตมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นด้วย (ภาพที่5) เนื่องจากขนาดเมล็ดนั้นมีขนาดใหญ่ขึ้นแทนได้จากสมการ y=0.0077x+9.703 (R²=0.9653) ภาพที่5 ผลของปริมาณความชื้นต่อเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยเชิงเรขาคณิตของเมล็ดถั่วแดงหลวง 3.3 มวลรวม100 เมล็ด เมื่อความชื้นเพิ่มขึ้น ค่ามวลรวม 100 เมล็ดมีค่าเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเมล็กเกิดจากโพงตัวและมีขนาดขยายใหญ่ขึ้นเมื่อได้รับปริมาณในปริมาณเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ (ภาพที่ 6) แทนได้จากสมการy= 1.2097x+47.927 (R² = 0.9174) ภาพที่ 6 ผลของปริมาณความชื้นต่อน้ำหนัก 100 เมล็ดถั่วแดงหลวง ซึ่งจากกราฟสอดคล้องกับงานวิจัยของ - İ. Yalçınand group (2007) - A. Al-Mahasneh,M. Rababah (2007) - R .Visvanathanand group (1989) - Kemal C ,ag˘ataySelvi and group (2006) 3.3 ลักษณะของเมล็ดถั่วแดง ผลของความชื้นต่อลักษณะทางกายภาพของเมล็ดถั่วแดงหลวงที่ได้ คือมี ความยาวมีขนาดเล็กลงซึ่งอาจเป็นผลมาจากการคัดเลือกเมล็ดก่อนจะนำไปปรับความชื้นส่วนความกว้างและความหนามีขนาดใหญ่ขึ้นซึ่งผลการทดลองสอดคล้องกับงานวิจัยของM.N. Amin *, M.A. Hossain, K.C. Roy (2003) . จะได้ว่าลักษณะทางกายภาพของเมล็ดถั่วแดงหลวงมีขนาดใหญ่ขึ้นทุกทิศทางไม่ว่าจะเป็นความกว้าง ความยาวและความหนา 3.3.1 ความยาว (Length) เมล็ดถั่วแดงหลวงมีขนาดความยาวตั้งแต่ 17.12ไปถึง 16.93mm.ในขณะที่ปริมาณความชื้นของเมล็ดเพิ่มขึ้นจาก 4.43% เป็น 16.43 % (ภาพที่7) ความยาวของเมล็ดถั่วแดงหลวงหน่วย mm.แทนด้วยสมการ L = -0.0177x + 17.182 (R² = 0.7917) ภาพที่7ผลของปริมาณความชื้นต่อความยาวของเมล็ดถั่วแดงหลวง 3.3.2. ความกว้าง (width) เมล็ดถั่วแดงหลวงมีขนาดความกว้างตั้งแต่7.86ไปถึง 8.91mm.ในขณะที่ปริมาณความชื้นของเมล็ดเพิ่มขึ้นจาก 4.43% เป็น 16.43 % (ภาพที่8) ความกว้างของเมล็ดถั่วแดงหลวงหน่วย mm.แทนด้วยสมการ W = 10.297x - 76.726 (R² = 0.9542) ภาพที่8 ผลของปริมาณความชื้นต่อความกว้างของเมล็ดถั่วแดงหลวง 3.3.3. ความหนา (Thickness) เมล็ดถั่วแดงหลวงมีขนาดความหนาตั้งแต่5.37ไปถึง 6.68mm. ในขณะที่ปริมาณความชื้นของเมล็ดเพิ่มขึ้นจาก 4.43% เป็น 16.43% (ภาพที่9) ความหนาของเมล็ดถั่วแดงหลวงหน่วย mm.แทนด้วยสมการ T = 9.0959x - 45.091 (R² = 0.9793) ภาพที่9 ผลของปริมาณความชื้นต่อความหนาของเมล็ดถั่วแดงหลวง ซึ่งจากกราฟความกว้าง ความยาวและความหนา จะเห็นได้ว่าเมื่อเพิ่มความชื้นให้แก่เมล็ดถั่วแดงในปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้สมบัติทางกายภาพในด้านความกว้าง ความยาวและความหนาเปลี่ยนไปจากเดิม เนื่องจากในเมล็ดถั่วแดงมีส่วนของสตาร์ช เมื่อได้รับความชื้น ทำให้สตาร์ชที่อยู่ภายในเมล็ดเกิดการพองตัว เมล็ดจะเต่งและบวมขึ้น ทำให้ด้านความยาวหดตัวลด (ภาพที่4) และด้านความกว้าง (ภาพที่4) และความหนา (ภาพที่6) เพิ่มขึ้นตามลำดับ 3.4ความเป็นทรงกลม (sphericity) ความเป็นทรงกลมของเมล็ดถั่วแดงหลวงเพิ่มขึ้นจาก 57.30%ถึง57.72%เพิ่มขึ้นตามปริมาณความชื้น (ภาพที่10) ความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นทรงกลมและMc ความชื้นใน % d.b. สามารถแสดงโดยสมการดังต่อไปนี้ y = 0.0327 Mc + 57.16 ( R² = 0.997) ภาพที่10 ผลของปริมาณความชื้นต่อความเป็นทรงกลม จากกราฟ เมื่อค่าความชื้นเพิ่มมากขึ้นทำให้ทำให้ค่าความเป็นทรงกลมเพิ่มขึ้น มีความสัมพันธ์เชิงเส้นแบบแปรผันตรงกับค่าความชื้น กล่าวคือ เมล็ดถั่วแดงดูดซึมน้ำเข้าไปมากขึ้น เมล็ดจะมีลักษณะบวมเต่ง ขนาดขยายใหญ่ขึ้น ทำให้มีค่าความเป็นทรงกลมเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งผลการทดลองสอดคล้องกับผลงานวิจัยของ - İ. Yalçın ,C. Özarslanand T. Akbaş (2007) - A. Al-Mahasneh,M. Rababah (2007) ซึ่งกราฟที่ได้จากการทดลองมีความชันมากกว่าผลงานวิจัย 3.5 ความหนาแน่นเนื้อ (True Density) ค่าความหนาแน่นเนื้อจาก 1.31 ถึง 1.37 กรัมเมื่อปริมาณความชื้นเพิ่มขึ้นจาก 4.43%d.bถึง 16.43%d.b (ภาพที่11) ค่าความหนาแน่นจริงกับปริมาณความชื้นได้สมการดังนี้ y = 0.0707x + 0.9069 (R² = 0.7987) ภาพที่11 ผลของปริมาณความชื้นต่อความหนาแน่นเนื้อ จากกราฟ เมื่อค่าความชื้นเพิ่มมากขึ้นทำให้ทำให้ค่าความหนาแน่นเนื้อเพิ่มขึ้น มีความสัมพันธ์เชิงเส้นแบบแปรผันตรงกับค่าความชื้น กล่าวคือ เมล็ดถั่วแดงดูดซึมน้ำเข้าไปมากขึ้น น้ำจะเข้าไปแทนที่รูพรุนในเมล็ด ทำให้เมล็ดหนักขึ้น ค่าความหนาแน่นเนื้อจึงมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งกราฟจากการทดลองสอดคล้องกับผลของงานวิจัย - M. BülentCoşkun and group. (2006) - Kemal C,agataySelvi (2006) - Esref ISIK ,Halil U NAL (2007) ซึ่งกราฟที่ได้จากผลการทดลองน้อยกว่าผลของงานวิจัย 3.6 ความหนาแน่นรวม (Bulk Density) ค่าของความหนาแน่นรวมในระดับความชื้นที่แตกต่างกันจาก 0.69 ถึง 0.70 กรัม (ภาพที่12) ความหนาแน่นของเมล็ดกับความชื้นมีสมการดังต่อไปนี้ y = -0.0059Mc + 0.7987 (R² = 0.7903) ภาพที่12 ผลของปริมาณความชื้นต่อความหนาแน่นรวม จากกราฟ เมื่อค่าความชื้นเพิ่มมากขึ้นทำให้ทำให้ค่าความหนาแน่นรวมลดน้อยลง กราฟมีความสัมพันธ์เชิงเส้นแบบแปรผกผันกับค่าความชื้น เราหาค่าความหนาแน่นรวมโดยการเทเมล็ดถั่วแดงหลวงลงในกระบอกใส่โดยผ่านกรวย แต่เนื่องจากเมล็ดถั่วแดงดูดซึมน้ำเข้าไปมากขึ้น เมล็ดจะมีขนาดขยายใหญ่ขึ้น จึงใช้พื้นที่ในกระบอกใส่มากขึ้น และเมื่อความชื่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจึงจุเมล็ดถั่วแดงหลวงได้น้อยลง ซึ่งผลการทดลองสอดคล้องกับงานวิจัยของ - İ. Yalçın ,C.Ozarslanand T. Akbaş (2007) - R .Visvanathan and group (1989) - Kemal C,agataySelvi and group (2006) -A. Al-Mahasneha, M. Rababah (2007) ซึ่งกราฟจากการทดลองมีความชันมากกว่ากราฟของงานวิจัย - Esref ISIK ,Halil U NAL (2007) ซึ่งกราฟจากการทดลองมีความชันมากกว่ากราฟของงานวิจัย 3.7 ความเร็วสุดท้าย ผลการทดลองสำหรับความเร็วสุดท้ายของเมล็ดถั่วแดงหลวงที่ระดับความชื้นต่างๆ (ภาพที่13) ความเร็วปลายพบว่าการเพิ่มเชิงเส้นตรง 12.61 ถึง 18.76 เป็นความชื้นที่เพิ่มขึ้นจาก 4.43% เป็น 16.43%d.b. ความสัมพันธ์ระหว่างความเร็วปลายและความชื้นสามารถแสดงโดยสมการ Vt = 0.536Mc + 10.032 (R² = 0.9913) ภาพที่13 ผลของปริมาณความชื้นต่อความเร็วปลาย จากกราฟ เมื่อค่าความชื้นเพิ่มมากขึ้นทำให้ทำให้ค่าความเร็วสุดท้ายเพิ่มขึ้น มีความสัมพันธ์เชิงเส้นแบบแปรผันตรงกับค่าความชื้น กล่าวคือ เมื่อค่าความชื้นเพิ่มขึ้น เมล็ดถั่วแดงดูดซึมน้ำเข้าไปมากขึ้น ทำให้เมล็ดหนักขึ้น จึงต้องใช้ลมในการเป่าเมล็ดให้ลอยมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ - Es ref IS IK , Halil U NAL (2007) ซึ่งกราฟจากผลการทดลองมีความชันมากกว่าจากงานวิจัย - Kemal C ,agataySelviand group (2006) ซึ่งเส้นกราฟมีความชั้นน้อยกว่าจากผลการทดลอง 3.8 ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานสถิต ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานสถิตของเมล็ดถั่วแดงหลวง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นเชิงเส้นแบบแปรผันตรงกับความชื้น (ภาพที่14) ซึ่งพบว่าค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานสถิตย์ระหว่างเมล็ดถั่วแดงหลวงกับพื้นยางจะมีค่ามากที่สุดรองลงมาคืออลูมิเนียม และพื้นไม้มีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานสถิตน้อยที่สุด พื้นยาง :y = 0.2959x+24.516 , R2=0.7085 พื้นไม้ :y = 0.349x+16.551 ,R2=0.7648 พื้นอลูมิเนียม :y = 0.4083x+17.72 , R2=0.9409 ภาพที่14ผลของปริมาณความชื้นต่อค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน จากกราฟเมื่อค่าความชื้นเพิ่มมากขึ้นทำให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานสถิตเพิ่มขึ้นทั้งสามพื้นการทดลองและมีความสัมพันธ์เชิงเส้นแบบแปรผันตรงกับค่าความชื้น ซึ่งค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทางสถิตกับพื้นยางมีค่ามากที่สุด ส่วนพื้นไม้มีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานสถิตน้อยที่สุด แสดงว่าเมื่อค่าความชื้นเพิ่มมากขึ้นเมล็ดถั่วแดงหลวงสามารถทนต่อการไถลต่อพื้นยางได้มากกว่า พื้นอะลูมิเนียมและพื้นไม้ สอดคล้องกับงานวิจัยของ - Es ref IS IK ,Halil U NAL (2007) ซึ่งเส้นกราฟมีความชันมากกว่าจากผลการทดลอง - A.Al-Mahasneha, M. Rababah (2005) ซึ่งกราฟจากการทดลองมีความชันมากกว่ากราฟของงานวิจัย - R.Visvanathan and group (1989) 3.9 พื้นที่ภาพฉาย พื้นที่ภาพฉายของเมล็ดถั่วแดงหลวงเพิ่มจาก 1.11 ถึง 1.35 cm2 ในขณะที่ปริมาณความชื้นของเมล็ดเพิ่มขึ้นจาก 4.43% เป็น 16.43 % (ภาพที่15) ในApของพื้นที่ภาพฉายในหน่วย cm2แทนด้วยสมการ Ap= 0.0179 Mc+1.0536 (R2=0.9532) ภาพที่15 ผลของปริมาณความชื้นต่อพื้นที่ภาพฉาย จากกราฟ เมื่อค่าความชื้นเพิ่มมากขึ้นทำให้ทำให้ค่าพื้นที่ภาพฉายเพิ่มขึ้น มีความสัมพันธ์เชิงเส้นแบบแปรผันตรงกับค่าความชื้น กล่าวคือ เมื่อความชื้นมีปริมาณมากขึ้นเมล็ดถั่วแดงจะมีขนาดใหญ่ขึ้น จึงทำให้ใช้พื้นที่ภาพฉายมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ - Es_ref IS_IK *, Halil U¨NAL (2007) ซึ่งเส้นกราฟมีความชันมากกว่าจากการทดลอง วิจารณ์ผลการทดลอง ความชื้นของเมล็ดถั่วแดงอาจเกิดความคลาดเคลื่อนจากผู้ทดลอง เนื่องจากผู้ทดลองอาจไปสัมผัสหรือจับกับเมล็ดถั่วแดงหลวงโดยตรง ในช่วงการทดลองที่หาค่า ความหนาแน่นเนื้อ (True Density) ทำให้ความชื้นในเมล็ดถั่วแดงอาจเกิดความคลาดเคลื่อนขึ้น หรือในระหว่างการหาค่า True Density ที่จะต้องใช้เข็มขนาดเล็กจิ้มลงบนเมล็ดถั่วแดง อาจทำให้เนื้อสัมผัสเป็นรูพรุน อาจทำให้สารละลายเฮกเซนซึมเข้าไปในเมล็ดได้มากขึ้น จึงอาจทำให้ค่าที่ชั่งเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม 4.สรุปผลการทดลอง 4.1 เส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยเชิงเรขาคณิต (GMD) มีความสัมพันธ์เชิงเส้นแบบแปรผันตรงกับค่าของความชื้น 4.2 มวลรวม 100 เมล็ด ความสัมพันธ์เชิงเส้นแบบแปรผันตรงกับค่าของความชื้น 4.3ความกว้าง (Width) และความหนา (Thickness) ของเมล็ดถั่วแดงหลวงมีความสัมพันธ์ชิงเส้นแบบแปรผันตรงกับค่าของความชื้น ส่วนความยาว (Length) มีความสัมพันธุ์เชิงเส้นแบบแปรผกผันกับค่าความชื้น 4.4 ค่าความเป็นทรงกลม (sphericity) ของเมล็ดถั่วแดงหลวง มีความสัมพันธ์เชิงเส้นแบบแปรผันตรงกับค่าของความชื้น 4.5ความหนาแน่นเนื้อ (True Density) ของเมล็ดถั่วแดงหลวงมีความสัมพันธ์แบบเชิงเส้น โดยพบว่าเมื่อค่าของความชื้นเพิ่มขึ้นเมล็กหนักขึ้นทำให้ความหนาแน่นเนื้อเพิ่มมากขึ้น 4.6ความหนาแน่นรวม (Bulk Density) ของเมล็ดถั่วแดงหลวงมีความสัมพันธ์เชิงเส้นแบบแปรผกผันกับค่าความชื้น 4.7ความเร็วลมสุดท้าย (TeminalVelicity) ของเมล็ดถั่วแดงหลวงมีความสัมพันธ์เชิงเส้นแบบแปรผันตรงกับค่าความชื้น 4.8สัมประสิทธิ์แรงเสียดทานสถิต (Static friction Coefficient) ของเมล็ดถั่วแดงหลวง มีความสัมพันธ์เชิงเส้นแบบแปรผันตรงกับค่าความชื้น โดยค่า สัมประสิทธิ์แรงเสียดทานสถิตที่มากที่สุด คือ พื้นยาง และ สัมประสิทธิ์แรงเสียดทานสถิตที่มีค่าน้อยที่สุด คือ พื้นไม้ 4.9พื้นที่ภาพฉาย (Projected Area) ของเมล็ดถั่วแดงหลวงมีความสัมพันธ์เชิงเส้นแบบแปรผันตรงกับค่าความชื้น เอกสารอ้างอิง - Es ref IS IK ,Halil U NAL, (2007) .Moisture-dependent physical properties of white speckledred kidney bean grains P. (209-216) - Amin, M. and group. (2004) Effects of moisture content on some physical properties of lentil seeds P. ( 83-87) - A .Al-Mahasneh, M . Rababah (2005) Effect of moisture content on some physicalproperties of green wheat P. ( 1467-1473) - R .Visvanathanand group. (1989) Physical Properties of Neem Nut P. ( 19 - 26) - Kemal C, agataySelvi and group. (2006) Some Physical Properties of Linseed P. ( 607-612)
E.coli ระบาดหนักในเยอรมันนี ตายแล้ว 16 คน เจ็บ 1200
เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา สำนักข่าวใหญ่ หลายสำนัก เช่น CNN สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงาน พบการระบาดของเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า Escherichia coliหรือที่เรียกกันว่าE.coli ในประเทศเยอรมนี มีผู้เสียชีวิต 16 คน และมีผู้ป่วยด้วยโรคอาหารเป็นพิษ (food poisoning) อีก มากกว่า 1200 คน จากการติดเชื้อดังกล่าว การระบาดเริ่มต้นที่ ภาคเหนือของประเทศเยอรมนี และตอนนี้ การระบาดของโรค ตอนนี้กระจายไปทุก ภูมิภาค ขณะนี้พบผู้เสียชีวิต อย่างน้อยสองคนในภาคตะวันตกของประเทศเยอรมัน และ หนึ่งใน 16 ผู้เสียชีวิต เป็น หญิงชาวสวีเดน ที่เสียชีวิตหลัง เดินทางกลับจาก ประเทศเยอรมนี รายงานข่าวท้องถิ่นรายงานว่าการเสียชีวิตและการป่วย เกี่ยวข้องกับการ ได้รับเชื้อแบคทีเรีย E. coli ในแตงกวาออร์กานิค ที่นำเข้ามาจากสเปน แล้วมาแบ่งบรรจุ ในประเทศเยอรมนีและ ส่งไปจำหน่ายทั่วประเทศ และ ส่งออกไปยังประเทศออสเตรีย, สาธารณรัฐเช็ก , เดนมาร์ก, เยอรมัน, ลักเซมเบิร์ก, ฮังการี ขณะที่สเปนออกมาปฏิเสธว่าแตงกวาเสปน ไม่เกี่ยวข้องกับการระบาดนี้ Escherichia coliเป็นแบคทีเรียแกรมลบ (gram negative bacteria) รูปร่างเป็นแท่ง (rod shape) ไม่สร้างสปอร์เป็นfacultative anaerobeเจริญได้ทั้งที่มีออกซิเจนและไม่มีออกซิเจน อยู่ในวงศ์Enterobacteriaceae และเป็นแบคทีเรียที่จัดอยู่ในกลุ่มโคลิฟอร์ม (coliform) ประเภท fecal colilormซึ่งเป็นโคลิฟอร์มที่พบในอุจจาระของมนุษย์และสัตว์เลือดอุ่น จึงใช้เป็นดัชนีชี้สุขลักษณะของอาหาร และน้ำ เชื้อ แบคทีเรียEscherichiaส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นแบคทีเรียก่อโรค (pathogen) สายพันธ์ที่ระบาดขณะนี้เป็นShiga toxin-producing E. coli (STEC) ซึ่งเป็นสายพันธ์ในกลุ่ม enterohemorrhagic หรือ EHEC สายพันธ์ใหม่ เป็นสาเหตุของภาวะเลือดออกในลำไส้ (hemolytic uremic syndrome ,HUS) ซึ่งทำให้เกิดไตวายเฉียบพลัน อาการเบื้องต้นคืออุจจาระมีมูกปนเลือด หากพบอาการดังกล่าวให้รีบไปพบแพทย์ อย่าซื้อยาปฏิชีวนะทานเอง การป้องกัน รับประทานอาหารปรุงสุก เชื้อนี้จะ ที่ติดต่อผ่านทางอาหาร แต่เป็นเชื้อที่ไม่ทนร้อน ความร้อนในการหุงต้ม การพาสเจอรไรซ์ (pasteurization) จะทำลายเชื้อได้ ผู้ปรุงอาหาร ควรต้องระวังสุขลักษณะส่วนบุคคล (personal hygiene) ล้างมือให้สะอาด หากมีอาการท้องเสียไม่ควรปรุงอาหาร ระวังการปนเปื้อนข้าม (cross contamination) ระหว่างอาหารที่ปรุงสุก กับอาหารดิบ โรงงานอุตสาหกรรมอาหาร ปฏิบัติตามหลักมาตรฐานอาหาร เช่น GMPHACCP จากการระบาดอย่างกว้างขวางและมีผลกระทบอย่างรุนแรงของเชื้อนี้ มีผลทำให้ประเทศเยอรมันออกประกาศห้ามประชาชนบริโภคผักสด ทำให้การส่งออกแตงกวาและผักสดของสเปนต้องหยุดชะงัก เกษตรกรในสเปนขาดทุนรวมกันแล้วกว่า 9,300 ล้านบาท สำหรับคนไทย ตอนนี้เท่าที่ระวังได้คือ กินร้อน ช้อนกลาง และล้างมือ Reference Outbreak of Shiga toxin-producing E. coli in Germany (2 June 2011, 11:00) http://www.cnn.com/2011/WORLD/europe/06/02/europe.e.coli/index.html
สมัครสมาชิก

สนับสนุนโดย / Supported By

  • บริษ้ท มาเรล ฟู้ดส์ ซิสเท็ม จำกัด จัดจำหน่ายเครื่องจักรและอุปกรณ์การแปรรูปอาหาร เช่น ระบบการชั่งน้ำหนัก, การคัดขนาด, การแบ่ง, การตรวจสอบกระดูก และการประยุกต์ใช้ร่วมกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ พร้อมกับบริการ ออกแบบ ติดตั้ง กรรมวิธีการแปรรูปทั้งกระบวนการ สำหรับ ผลิตภัณฑ์ ปลา เนื้อ และ สัตว์ปีก โดยมีวิศวกรบริการและ สำนักงานตั้งอยู่ที่กรุงเทพ มาเรล เป็นผู้ให้บริการชั้นนำระดับโลกของอุปกรณ์การแปรรูปอาหารที่ทันสมัย​​ครบวงจรทั้งระบบ สำหรับอุตสาหกรรม ปลา กุ้ง เนื้อ และสัตว์ปีก ต่างๆ เครื่องแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์ปีก Stork และ Townsend จาก Marel อยู่ในกลุ่มเครื่องที่เป็นที่ยอมรับมากที่สุดในอุตสาหกรรม พร้อมกันนี้ สามารถบริการครบวงจรตั้งแต่ต้นสายการผลิตจนเสร็จเป็นสินค้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับทุกความต้องการของลูกค้า ด้วยสำนักงานและบริษัทสาขามากกว่า 30 ประเทศ และ 100 เครือข่ายตัวแทนและผู้จัดจำหน่ายทั่วโลก ที่พร้อมทำงานเคียงข้างลูกค้าเพื่อขยายขอบเขตผลการแปรรูปอาหาร Marel Food Systems Limited. We are supply weighing, grading, portioning, bone detection and software applications as well as complete turn-key processing solutions for fish, meat and poultry. We have service engineer and office in Bangkok. Marel is the leading global provider of advanced food processing equipment, systems and services to the fish, meat, and poultry industries. Our brands - Marel, Stork Poultry Processing and Townsend Further Processing - are among the most respected in the industry. Together, we offer the convenience of a single source to meet our customers' every need. With offices and subsidiaries in over 30 countries and a global network of 100 agents and distributors, we work side-by-side with our customers to extend the boundaries of food processing performance.
  • วิสัยทัศน์ของบริษัท คือ การอยู่ในระดับแนวหน้า "ฟอร์ฟร้อนท์" ของเทคโนโลยีประเภทต่างๆ และนำเทคโนโลยีนั้นๆ มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมและกระบวนการผลิตในประเทศไทย เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของลูกค้า บริษัท ฟอร์ฟร้อนท์ ฟู้ดเทค จำกัด เชื่อมั่นและยึดมั่นในอุดมการณ์การดำเนินธุรกิจ กล่าวคือ จำหน่าย สินค้าและให้บริการที่มีคุณภาพสูง ซึ่งเหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า ด้วยความซื่อสัตย์และความตรงต่อเวลา เพื่อการทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จร่วมกันระยะยาว Our vision is to be in the "forefront" of technology in its field and suitably apply the technology to industries and production in Thailand for customers' utmost benefits. Forefront Foodtech Co., Ltd. strongly believes in and is committed to our own business philosophy which is to supply high quality products and service appropriately to each customer's requirements with honesty and punctuality in order to maintain long term win-win business relationship. Forefront Foodtech Co., Ltd. is the agent company that supplies machinery and system, install and provide after sales service as well as spare parts. Our products are: Heinrich Frey Maschinenbau Gmbh, Germany: manufacturer of vacuum stuffers and machinery for convenient food Kronen GmbH, Germany: manufacturer of machinery for vegetable and fruits from washing to packing Nock Fleischerei Maschinenbau GmbH, Germany: manufacturer of skinning machines, membrane skinning machine, slicers and scale ice makers K + G Wetter GmbH, Germany: manufacturer of grinders and bowl cutters Ness & Co. GmbH, Germany: manufacturer of smoke chambers, both stand alone and continuous units Dorit DFT GmbH, Germany: manufacturer of tumblers and injectors Maschinenfabrik Leonhardt GmbH, Germany: manufacturer of dosing and filling equipment
  • We are well known for reliable, easy-to-use coding and marking solutions which have a low total cost of ownership, as well as for our strong customer service ethos. Developing new products and a continuous programme of improving existing coding and marking solutions also remain central to Linx's strategy. Coding and marking machines from Linx Printing Technologies Ltd provide a comprehensive solution for date and batch coding of products and packaging across manufacturing industries via a global network of distributors. In the industrial inkjet printer arena, our reputation is second to none. Our continuous ink jet printers, laser coders, outer case coders and thermal transfer overprinters are used on production lines in many manufacturing sectors, including the food, beverage, pharmaceutical, cosmetics, automotive and electronic industries, where product identification codes, batch numbers, use by dates and barcodes are needed. PTasia, THAILAND With more than 3,700 coding, marking, barcode, label applicator, filling, packing and sealing systems installed in THAILAND market. Our range is includes systems across a wide range of technologies. To select the most appropriate technology to suit our customers. An excellent customer service reputation, together with a reputation for reliability that sets standards in the industry, rounds off the PTAsia offering and provides customers with efficient and economical solutions of the high quality. Satisfyingcustomers inTHAILAND for 10 years Our 1,313 customers benefit from our many years of experience in the field, with our successful business model of continuous improvement. Our technical and service associates specialise in providing individual advice and finding the most efficient and practical solution to every requirment. PTAsia extends its expertise to customers in the food, beverage, chemical, personal care, pharmaceutical, medical device, electronics, aerospace, military, automotive, and other industrial markets.