News and Articles

คุณภาพทางเคมี
เด็ก 4 ขวบ ขุดมันสำปะหลังมาทอดกินตาย
ด ญ 4 ขวบราชบุรีขุดมันสำปะหลังมาทอดกินตาย ที่มา คมชัดลึก เรื่องราวที่ เกี่ยวข้องกับอันตรายทางเคมี chemical hazard คือสารไซยาไนด์ ที่มีอยู่ตามธรรมชาติในมันสำปะหลัง เป็นอันตรายในอาหาร food hazard เกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และความยากจน เด็กน้อยเอามาทอดกิน เพราะการทอดไม่สุก สารพิษไม่ถูกทำลาย ทำให้เด็กหญิงน้อย อายุเพียว 4 ขวบต้องเสียชีวิตอย่างน่าสลดใจ นี่หรือชีวิต ความจนเป็นทุกข์ในโลก เฮ้อ imageที่มา คมชัดลึก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09 45 น วันที่ 4 ม ค 55 ร ต ท จรินทร์ เที่ยงธรรม ร้อยเวร สภ จอมบึง จ ราชบุรีได้รับแจ้งเหตุมีเด็กหญิง อายุ 4 ปี เสียชีวิตภายในบ้านเลขที่ 95 บ้านรางดอกอาว หมู่ 3 ต รางบัว อ จอมบึง ที่เกิดเหตุเป็นโรงเรือนไม้ชั้นเดียว อยู่กลางไร่มันสำปะหลัง ภายในบ้านใช้ผ้าตาข่ายสีเขียวกันเป็นห้องนอนเล็ก ๆ หลายห้อง กางเต็นท์นอนจำนวน 6 หลัง และที่ด้านข้างบ้านซึ่งมีที่นอนสำหรับเด็ก พบศพเด็กหญิงสุทธิดา แซ่อิ๋ว อายุ 4 ปี สภาพศพนอนหนุนหมอนข้างใบเล็ก และมีผ้าขนหนูผืนเล็ก ๆ ห่มอยู่กับพื้น จากการตรวจสอบตามร่างกายไม่พบบาดแผลใด ๆ นายวรวิทย์ คลี่สุนทร อายุ 23 ปี ซึ่งอยู่ในบ้านหลังดังกล่าว เปิดเผยว่า บ้านหลังนี้มีแต่เด็กๆ อยู่รวมทั้งตนเองด้วย 5 คน เป็นเด็กหญิง 3 คน ชาย 2 คน ทุกคนล้วนเป็นลูกของคนยากคนจน ถูกนำมาฝากเลี้ยงที่นี่ ส่วนผู้ใหญ่ที่ดูแลอยู่นั้นชื่อ นางกนกอร เจริญทรัพย์ ขณะนี้เดินทางไปทำธุระที่ต่างจังหวัดยังไม่กลับ ตนกับน้องทั้ง 4 คน จึงอยู่ตามลำพัง และเมื่อช่วงเย็นวันที่ 3 ม ค ที่ผ่านมา เด็กหญิงทั้ง 3 คน ได้เข้าไปขุดมันสำปะหลังในไร่ นำมาทอดกิน จากนั้น ช่วงกลางคืนเริ่มมีอาการอาเจียน ซึ่ง ด ญ สุทธิดา นั้นมีอาการอาเจียนมากที่สุด แต่ตนคิดว่าไม่เป็นอะไรมาก กระทั่งช่วงเช้าจึงพบว่าเสียชีวิตแล้ว ทั้งนี้ตำรวจได้ส่งตัวเด็กที่เหลือทั้งหมดไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชจอมบึง เนื่องจากในมันสำปะหลังนั้น มีสารไฮโดรไซยานิค ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย ถ้าหากได้รับเข้าไปมาก ก็จะทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ เบื้องต้นสำหรับเด็กหญิงที่เสียชีวิตนั้น คาดว่าอาจจะทานมันสำปะหลังทอดที่มีสารดังกล่าวอยู่มากเกินไป จึงทำให้เสียชีวิต แพทย์สรุปมันสำปะหลังมีสารไซยาไนด์แพทย์หญิงผกาพันธุ์ เปี่ยมคล้า ผุ้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชจอมบึง จ ราชบุรีได้กล่าวว่า ในมันสำปะหลังมีสารไซยาไนด์ Cyanide ที่มีผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดทำให้ความดันโลหิตตก มีผลต่อศูนย์ควบคุมการหายใจทำให้หยุดหายใจ เด็กหญิงที่เสียชีวิตกินเข้าไปมากกว่าคนอื่น สำหรับมันสำปะหลังถ้านำไปล้างให้สะอาดและปรุงให้สุกก็สามารถรับประทานได้ แต่กรณีที่เกิดขึ้นเป็นเพราะกินมันสำปะหลังที่ผ่านการทอดไม่สุก เมื่อกินเข้าไปในปริมาณที่มากก็จะเป็นโทษต่อร่างกายด้านเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ ราชบุรีได้เข้าไปรับตัวเด็กหญิง 2 คน มาอยู่ที่บ้านพักเด็กและครอบครัว จ ราชบุรี เนื่องจากเข้าตรวจสอบที่บ้านของเด็กทั้งหมดแล้วพบว่า เด็กที่มาอยู่นั้นมาอยู่กับเพื่อนของแม่ และเป็นแค่คนรู้จักไม่ได้เกี่ยวพันเป็นญาติ และในช่วงที่เกิดเหตุเด็กๆไปขุดมันสำปะหลังในไร่มาทอดกินนั้นก็เกิดจากความหิวโหยเพราะผู้ปกครองที่อยู่ด้วยเดินทางไปต่างจังหวัดหลายวัน ปล่อยให้เด็กๆอยู่กันตามลำพัง เกรงว่าจะเกิดอันตราย จึงต้องรับตัวไปดูแลเพื่อความปลอดภัย
Setting New Standards for Purity, Quality and Innovation in Test Kits and Reagents
Power Tech Chemical Industry Co Ltd PTCI Tel 66 0 2 000 4415 66 0 2 915 9100 Fax 66 0 915 9101 E mail info ptci co th Line ID ptci FaceBook Power Tech Chemical Industry
Provide High Purity Enzymes and Reagents for the Analytical Community
Power Tech Chemical Industry Co Ltd PTCI Tel 66 0 2 000 4415 66 0 2 915 9100 Fax 66 0 915 9101 E mail info ptci co th Line ID ptci FaceBook Power Tech Chemical Industry
จาก PCR ถึง LAMP: วิวัฒนาการของการทดสอบความปลอดภัยของอาหารที่รวดเร็ว
From PCR to LAMP The evolution of rapid testing in food safety Want your work tasks to be simpler and faster The answer for most of us is yes Food manufacturers want to move food from the plant to the shelf as quickly as possible When testing for pathogens getting an answer quickly can help get your products to the shelf faster Culture based tests or rapid methods are the two most common testing methods Culture based tests the historic gold standard in testing look for growth of pathogens in a specific media However they are labor intensive and require from three days to a week for results In contrast rapid methods have evolved in recent years and results are now typically available by the next day Raj Rajagopal Ph D is a senior global technical service expert in 3M&rsquo s Food Safety Lab He explains that two types of rapid pathogen detection exist &ndash either immuno based assays or DNA based assays DNA based rapid method tests are generally considered to be the most accurate &ldquo They look for the specific and unique DNA sequence of the targeted bacteria&rdquo says Raj &ldquo They can detect the gene codes for pathogens like Salmonella or Listeria in the sample &rdquo DNA based methods How does PCR differ from LAMP Among the several kinds of DNA based rapid methods polymerase chain reaction PCR has been used for pathogen detection for more than 30 years It can detect foodborne pathogens like Salmonella Listeria Listeria monocytogenes and Cronobacter PCR uses heating and cooling cycles to cause DNA melting and replication Here&rsquo s how PCR works The process uses heat to separate the two strands of DNA and then temperatures are cooled allowing primers to bind to the DNA followed by replication by a polymerase enzyme Repeated cycles of heating and cooling amplify the DNA for detection of pathogens In contrast loop mediated isothermal amplification LAMP is a technology that also uses DNA based testing LAMP technology is used in the 3M&trade Molecular Detection System which combines isothermal DNA amplification and bioluminescence detection Using methods similar to PCR LAMP technology uses primers that search for the DNA of Salmonella Campylobacter or other specific pathogens If the DNA is present in the sample the primer will bind and begin the replication process By amplifying the target DNA in combination with some unique chemistry light is generated in the reaction and is detectable by the instrument However LAMP differs from PCR in several ways It uses four to six primers to recognize six distinct regions of DNA or RNA while PCR uses two primers to recognize two regions The polymerase used in LAMP cause DNA strand displacement and the primer design causes the end of the DNA strand to form a loop This structure is the basis for amplification and allows for the exponential accumulation of additional double stranded DNA PCR testing requires numerous cycles of heating and cooling to amplify the target &ndash and that calls for more complex equipment LAMP uses isothermal amplification meaning it only needs to be heated up to one temperature &ndash 60 to 65 degrees Celsius That means fewer steps for the technician and smaller simpler equipment LAMP also uses bioluminescence to detect the pathogen so the equipment can detect amplification of the target during the reaction in as little as 15 minutes LAMP and PCR comparison Why switch to LAMP LAMP technology is creating a buzz in the research community and more than 8000 peer reviewed publications about the topic have been published since it was introduced Lisa Monteroso Senior Regulatory Affairs Associate in 3M Food Safety emphasizes the importance of an independent lab evaluation &ldquo It&rsquo s important for our methods to perform as expected in the hands of wide variety of users and independent testing ensures just that We&rsquo re dealing with food safety &ndash foodborne pathogens can cause serious illness or even death &ndash and accuracy of results is critical The rigorous testing that&rsquo s conducted in these certification programs reaffirms our products&rsquo high level of performance and provides our customers with additional data to support method implementation &rdquo Raj sees many advantages for technicians &ldquo With PCR there are multiple steps You add the enzyme you heat it and cool it and there are multiple transfers&rdquo he says &ldquo With LAMP there are only two transfers and only one temperature and only one detection system needed &rdquo He adds that there are indicators to show when it is heated it turns to yellow and when it cools it goes back to pink so you know that is has reached the correct temperature &ldquo There are a lot of process controls to make sure everything is working &rdquo REQUEST A DEMO Contact Detail 3M Food Safety Department 3M Thailand Limited 159 Asokemontri Rd Klongtoey Nue Wattana Bangkok 10110 Thailand Tel 0 2260 8577 M 098 582 4428 Ms Narisara Wanigorn E Mail nwanigorn mmm com Ms Masinee Likhitrattanapaiboon E Mail maneelik mmm com Ms Narunras Kavisra Bhuyothin E Mail kbhuyothin mmm com จาก PCR ถึง LAMP วิวัฒนาการของการทดสอบความปลอดภัยของอาหารที่รวดเร็ว ต้องการให้งานของคุณง่ายและเร็วขึ้นไหม คำตอบส่วนใหญ่ คือ ใช่ ผู้ผลิตอาหารต้องการส่งอาหารออกจากโรงงานไปจำหน่ายโดยเร็วที่สุด เมื่อการทดสอบหาเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ผลิตภัณฑ์ก็จะนำไปจำหน่ายได้เร็วยิ่งขึ้น โดยทั่วไป 2 วิธีที่ใช้ในการทดสอบเชื้อจุลินทรีย์คือวิธีการเพาะเลี้ยงเชื้อ 1 และวิธีที่รวดเร็ว การเพาะเลี้ยงเชื้อจุลินทรีย์บนอาหารเลี้ยงเชื้อเป็นวิธีการมาตรฐานที่มีมายาวนาน ใช้ในการทดสอบเพื่อตรวจหา การเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคในอาหารเลี้ยงเชื้อที่จำเพาะ อย่างไรก็ตาม วิธีการนี้จะต้องใช้แรงงานจำนวนมาก และต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 วัน ถึง 1 สัปดาห์ในการออกผล ในทางตรงกันข้ามวิธีที่รวดเร็วมีการพัฒนาอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และได้ผลการทดสอบในวันถัดไป Dr Raj Rajagopal เป็นผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคระดับอาวุโสที่ห้องทดลองความปลอดภัยด้านอาหารของ 3เอ็ม เขาอธิบายว่ามีการตรวจหาเชื้อก่อโรคอย่างรวดเร็วสองแบบ กล่าวคือการตรวจสอบทางอิมมูโน และการตรวจสอบด้วยดีเอ็นเอ การทดสอบอย่างรวดเร็วด้วยวิธีการตรวจสอบทางดีเอ็นเอ โดยทั่วไปถือว่าเป็นวิธีที่มีความถูกต้องมากที่สุด การทดสอบทำโดยการหาลำดับดีเอ็นเอที่จำเพาะเจาะจงและเป็นเอกลักษณ์ของแบคทีเรียเป้าหมาย&rdquo Dr Raj กล่าว ชุดทดสอบสามารถตรวจจับรหัสยีนของเชื้อก่อโรค เช่น เชื้อซาลโมเนลล่า หรือ เชื้อลิสทีเรีย ในตัวอย่าง วิธีการตรวจสอบด้วยดีเอ็นเอ PCR ต่างจาก LAMP อย่างไร ในบรรดาวิธีการทดสอบอย่างรวดเร็วด้วยวิธีการตรวจสอบทางดีเอ็นเอหลายๆ ชนิด ปฏิกิริยาลูกโซ่โพลีเมอเรส PCR ถูกนำมาใช้ในการตรวจหาเชื้อก่อโรคมายาวนานกว่า 30 ปี วิธี PCR สามารถตรวจจับเชื้อก่อโรคในอาหาร เช่นเชื้อซาลโมเนลล่า เชื้อลิสทีเรีย เชื้อลิสทีเรีย โมโนไซโตจิเนส และเชื้อครอโนแบคเตอร์ วิธี PCR ใช้การให้ความร้อนและความเย็นสลับเป็นวงจรเพื่อทำให้ดีเอ็นเอแยกสายและจำลองตัวเอง PCR ทำงานอย่างไร กระบวนการนี้ใช้ความร้อนเพื่อแยกสายดีเอ็นเอสองเส้นออกกัน จากนั้นอุณหภูมิจะถูกทำให้เย็นลงและไพรเมอร์ ก็จะเข้าจับกับดีเอ็นเอ การให้ความร้อนและความเย็นเป็นวงจรซ้ำๆ พร้อมกับการเพิ่มไพรเมอร์ในแต่ละขั้น จะช่วยเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอเพื่อใช้ในการตรวจหาเชื้อก่อโรค ในทางกลับกันเทคนิคการเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอแบบวนลูปโดยใช้อุณหภูมิเดียว LAMP ก็เป็นเทคโนโลยีที่ใช้การทดสอบด้วยดีเอ็นเอเช่นกัน หากแต่เทคโนโลยี LAMP ที่ใช้ใน ชุดทดสอบเชื้อก่อโรค 3M&trade Molecular Detection System จะใช้เทคนิควิธีการเพิ่มจำนวนดีเอ็นเอที่อุณหภูมิเดียว Isothermal DNA Amplification ร่วมกับการวิเคราะห์ปริมาณดีเอ็นเอ โดยการวัดค่าการเรืองแสง Bioluminescence ด้วยเทคนิควิธีที่คล้ายกับ PCR นักเทคนิคจะปิเปตตัวอย่างลงในไพรเมอร์ที่ใช้ในการหาดีเอ็นเอของเชื้อซาลโมเนลลา เชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ หรือเชื้อก่อโรคจำเพาะอื่นๆหากมีดีเอ็นเออยู่ในตัวอย่าง ไพรเมอร์จะทำสำเนาและเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอนั้นๆโดย 1 การเพิ่มจำนวนของดีเอ็นเอเป้าหมายเพื่อให้สร้างสัญญาณในรูปของแสงที่มีขนาดมากเพียงพอที่เครื่องมือจะสามารถตรวจจับได้ อย่างไรก็ตาม LAMP ก็มีความแตกต่างจาก PCR ในหลายๆ แง่มุม LAMP ใช้ไพรเมอร์ 4 6 เส้นในการเข้าจับกับดีเอ็นเอหรืออาร์เอ็นเอเป้าหมาย 4 6 ตำแหน่ง ในขณะที่ PCR จะใช้ไพรเมอร์ 2 เส้นในการเข้าจับกับดีเอ็นเอเป้าหมาย 2 ตำแหน่งเท่านั้น ไพรเมอร์ใน LAMP จะทำการแยกดีเอ็นเอสายคู่ ให้เป็นสายเดี่ยว ทำให้ที่ปลายสายดีเอ็นเอเกิดเป็นวง loop ซึ่งโครงสร้างนี้เป็นพื้นฐานในการเพิ่มจำนวน และทำการเพิ่มจำนวนเป็นทวีคูณมากขึ้นอย่างต่อเนื่องของ ดีเอ็นเอสายคู่ ในขณะที่การทดสอบ PCR จะใช้วงจรความร้อนและความเย็นต่อเนื่องเพื่อเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอเป้าหมาย ซึ่งหมายถึงจะต้องใช้อุปกรณ์ที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น LAMP เป็นวิธีการเพิ่มจำนวนที่อุณหภูมิความร้อนอุณหภูมิเดียว หมายความว่าต้องได้รับความร้อนสูงถึง อุณหภูมิเดียวที่ 60 65 องศาเซลเซียส จึงมีขั้นตอนที่น้อยกว่าสำหรับนักเทคนิค และอุปกรณ์ที่ใช้ก็มีขนาดเล็กและเรียบง่ายกว่า นอกจากนี้ LAMP ยังใช้การตรวจสอบการเรืองแสงเพื่อตรวจหาเชื้อก่อโรค ดังนั้นอุปกรณ์จะสามารถตรวจจับการเพิ่มจำนวนของดีเอ็นเอเป้าหมายในระหว่างการทำปฏิกิริยาในเวลาเพียงแค่ 15 นาที การเปรียบเทียบ LAMP และ PCR เพราะเหตุใดจึงควรเปลี่ยนไปใช้ LAMP เทคโนโลยี LAMP สร้างความตื่นเต้นในแวดวงการวิจัยอย่างมาก อีกทั้งยังมีสิ่งพิมพ์ วารสารวิชาการเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้ที่ได้รับการตรวจสอบ ทบทวนโดยคณะผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการกว่า 8000 บทความเผยแพร่ออกมานับตั้งแต่ LAMP ได้รับการเปิดตัว คุณลิซ่า มอนเทอโรโซ รองหัวหน้าหน่วยงานกำกับดูแลกิจการอาวุโสความปลอดภัยด้านอาหารของ 3เอ็ม เน้นย้ำถึงความสำคัญของการประเมินห้องปฏิบัติการอิสระ &ldquo สำคัญอย่างยิ่งที่วิธีการของเราจะต้องดำเนินการตามความคาดหวังของผู้ใช้ที่หลากหลาย และการตรวจสอบโดยผู้ตรวจสอบอิสระช่วยเพิ่มความมั่นใจในเรื่องนี้มากยิ่งขึ้นเรากำลังเผชิญกับความปลอดภัยของอาหารซึ่งเชื้อโรคในอาหารสามารถทำให้เกิดการเจ็บป่วยที่รุนแรงหรือกระทั่งเสียชีวิต ความแม่นยำของผลลัพธ์จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การทดสอบอย่างเข้มงวดที่ดำเนินการโดยโปรแกรมการรับรองเหล่านี้ ช่วยยืนยันถึงประสิทธิภาพ ระดับสูงของผลิตภัณฑ์ของเรา และให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่ลูกค้าของเราเพื่อสนับสนุนการใช้วิธีทดสอบเหล่านี้&rdquo Dr Raj เล็งเห็นประโยชน์มากมายต่อนักเทคนิค การใช้ PCR จะต้องมีหลายขั้นตอนหลังจากเติมเอนไซม์ เราต้องให้ความร้อน แล้วทำให้เย็นลงและมีการดูดจ่ายสารละลายอีกหลายครั้ง เขากล่าว การใช้ LAMP มีการถ่ายตัวอย่างเพียงสองครั้งที่อุณหภูมิเดียว และใช้ระบบการตรวจจับเชื้อเพียงระบบเดียวเท่านั้น&rdquo เขายังเสริมอีกว่ามีตัวบ่งชี้ที่จะแสดงตัวเมื่อถูกทำให้ร้อน โดยจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และเมื่อเย็นลง จะกลับไปเป็นสีชมพู ดังนั้นคุณจึงรู้ว่าอุณหภูมินั้นถูกต้องแล้ว &ldquo ต้องมีการควบคุมกระบวนการจำนวนมากเพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างทำงานได้ดี&rdquo ติดต่อเราเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมว่านวัตกรรมความปลอดภัยด้านอาหารของ 3เอ็ม ช่วยคุณได้อย่างไร สนใจทดลองผลิตภัณฑ์ รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ แผนกผลิตภัณฑ์เพื่อความปลอดภัยของอาหาร Food Safety บริษัท 3เอ็ม ประเทศไทย จำกัด ชั้น 12 อาคารเสริมมิตรทาวเวอร์ 159 ถนนอโศกมนตรี แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110 โทรศัพท์ 0 2260 8577 098 582 4428 คุณนริสรา วานิกร อีเมล์ nwanigorn mmm com คุณเมสิณี ลิขิตรัตนไพบูลย์ อีเมล์ maneelik mmm com คุณณรัณรัชต์ ภู่โยธิน อีเมล์ kbhuyothin mmm com
3 ขั้นตอนสำคัญสำหรับการจัดทำแผนการควบคุมสารก่อภูมิแพ้ในอาหารอย่างมีประสิทธิภาพ
3 Key Steps for Establishing an Effective Food Allergen Control Plan With allergies becoming an increasing health problem globally the need to have an allergen control plan has never been more critical Do you know where your allergen control plan is The need for food manufacturers to have a clearly defined allergen control plan in place has never been more essential Today as food allergies are a growing health problem around the world to both children and adults control measures to prevent food allergenic reactions simply must be established and enforced within the food manufacturing environment How did we arrive here After all it wasn&rsquo t that long ago that the approach to prevent an allergic reaction caused by a particular food relied on avoidance of the consumption of that food by reading product labels Allergic individuals would merely rely on the information provided on the label to determine whether the ingredients include a food that may be a source of a potential allergen That approach started to become more stringent in January 2006 when the Food Allergen Labeling and Consumer Protection Act FALCPA took effect in the United States The law requires that food labels specifically and clearly declare the presence of what is commonly referred to as the Big 8 Food Allergens Milk egg fish crustacean shellfish tree nuts peanuts wheat and soy Outside the United States the European Union Canada New Zealand Japan and other countries have similar requirements for these and other known food allergens Despite U S law now requiring the declaration of allergens on food labels estimates of food recalls due to mislabeling is at more than 40 in the United States&mdash alarming evidence for the need for a strong and structured allergen control plan According to the USDA the number of recalls due to undeclared allergens and ingredients considered a public concern increased from 13 in 2008 to 35 in 2012 The most common causes of recalls stem from changes in product formulation changes in supplier&rsquo s ingredient formulation regulatory inspections or consumer complaints So what should today&rsquo s food manufacturers do They must declare any allergens in their food to consumers and they should follow Good Manufacturing Practices GMP and keep ingredients segregated within the plant However with increased food demand this is more challenging than ever As more food and food varieties are produced the practice of sharing lines for allergen containing and allergen free foods is now commonplace If a company shares production lines within its plant then it needs to take steps to minimize the risk of cross contact and the unintentional addition of allergens during food production The FSMA final rule for Preventive Controls for Human Foods requires facilities to have a food safety plan in place that should consider a risk based analysis of hazards and preventive controls to minimize or eliminate chemical physical and biological hazards in the food supply chain Within these preventive controls food allergen controls should be in place as written and implemented procedures to control cross contact and ensure proper labeling For food and beverage manufacturers looking to establish a food allergen control plan there are three key steps 1 Risk Assessment Is there a chance that unintentional allergens could be present in the food or manufacturing equipment in your plant Risk assessment involves a hazard analysis by a multifunctional team that includes members from such departments as manufacturing quality food safety sanitation research and development and regulatory compliance Risk assessment helps identify potential sources of food allergens and maps their path through each step of the manufacturing process Once the path is identified controls can be put in place in target areas such as reception and storage scheduling of production runs variations in production equipment design and supply and cleaning materials It is important to periodically review and reassess your risk assessment as new products formulation changes or vendor changes may change production conditions 2 Risk Management Now that risks have been identified they need to be managed The key to successful risk management is developing work instructions and standard operating procedures that control the possibility of unintentional allergen contamination These procedures and instructions include quality requirements for vendors&rsquo ingredients segregation production controls manufacturing scheduling equipment and plant design as well as cleaning and sanitation procedures It is important to validate that these procedures and practices are effective using a science based approach In addition these activities should be routinely reviewed and evaluated for effectiveness A successful allergen control plan relies on continuous training clear explanation of procedures and documentation of the existence and effectiveness of the plan 3 Risk Communication The next step after assessment and management is communication If you have an allergenic food in your plant that could be unintentionally found in the finished food product it is essential that this information appears on the food label Risk assessment can help define the nature of the potential allergen Is the final product manufactured from ingredients that contain allergens or is it manufactured on equipment that is in direct contact with allergenic ingredients This analysis can ensure proper labeling either in the food ingredients or as a precautionary allergen label PAL Ultimately it is important to remember that food allergen control plans require management commitment to succeed Continual communication and training increase the safety of manufactured products Allergen control is but one of the many efforts to prevent and minimize foodborne illness in humans but the development of and adherence to an effective allergen control plan will go far in protecting allergic consumers and reducing the food manufacturer&rsquo s risk to reputational and recall costs REQUEST A DEMO Contact Detail 3M Food Safety Department 3M Thailand Limited 159 Asokemontri Rd Klongtoey Nue Wattana Bangkok 10110 Thailand Tel 0 2260 8577 M 098 582 4428 Ms Narisara Wanigorn E Mail nwanigorn mmm com Ms Masinee Likhitrattanapaiboon E Mail maneelik mmm com Ms Narunras Kavisra BhuyothinE Mail kbhuyothin mmm com 3 ขั้นตอนสำคัญสำหรับการจัดทำแผนการควบคุมสารก่อภูมิแพ้ในอาหารอย่างมีประสิทธิภาพ โรคภูมิแพ้ได้กลายเป็นปัญหาสุขภาพที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ความจำเป็นที่จะต้องมีแผนควบคุมสารก่อภูมิแพ้จึงมีความสำคัญยิ่งกว่าที่เคย คุณมีแผนควบคุมสารก่อภูมิแพ้หรือยัง ความต้องการในการมีแผนที่ชัดเจนเพื่อควบคุมสารก่อภูมิแพ้ของผู้ผลิตอาหารจึงมีความจำเป็นยิ่งกว่าที่เคย ทุกวันนี้ เนื่องจากการแพ้อาหารเป็นปัญหาสุขภาพของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่กำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก จึงต้องมีการกำหนด และบังคับใช้มาตรการควบคุมสภาวะแวดล้อมในการผลิตอาหารเพื่อป้องกันการเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้จากอาหาร เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้เองที่เราใช้วิธีการป้องกันปฏิกิริยาภูมิแพ้ที่เกิดจากอาหารบางชนิด โดยอาศัยการหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารดังกล่าวจากการอ่านฉลากผลิตภัณฑ์ บุคคลที่มีอาการแพ้ก็จะอาศัยข้อมูลที่ระบุบนฉลากเพื่อพิจารณาว่าในอาหารนั้นมีส่วนผสมที่อาจเป็นแหล่งของสารก่อภูมิแพ้หรือไม่ แนวทางดังกล่าวเริ่มมีความเข้มงวดขึ้นในเดือนมกราคม 2006 เมื่อพระราชบัญญัติการติดฉลากสารก่อภูมิแพ้ในอาหารและการคุ้มครองผู้บริโภค FALCPA มีผลบังคับใช้ในสหรัฐอเมริกา กฎหมายกำหนดให้ฉลากอาหารระบุอย่างเฉพาะเจาะจงและชัดเจนว่า มีอาหาร 8 ชนิดหลักที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าเป็นตัวการในการก่อภูมิแพ้หรือไม่ ได้แก่ นม ไข่ ปลา สัตว์น้ำที่มีเปลือกหุ้ม นัทชนิดต่างๆ ถั่วลิสง ข้าวสาลี และ ถั่วเหลือง สำหรับประเทศอื่นที่นอกเหนือจากประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป แคนาดา นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ ก็มีข้อกำหนดที่คล้ายคลึงกันสำหรับสารก่อภูมิแพ้ในอาหารเหล่านี้และสารก่อภูมิแพ้อื่นๆ แม้ในปัจจุบันกฎหมายของสหรัฐอเมริกากำหนดให้ต้องระบุสารก่อภูมิแพ้บนฉลากอาหาร แต่ยังมีการเรียกคืนอาหาร เนื่องจากการติดฉลากผิดมากกว่า 40 ในสหรัฐอเมริกา หลักฐานที่น่าตกใจนี้นำไปสู่ความต้องการแผนควบคุมสารก่อภูมิแพ้ที่ได้รับการออกแบบอย่างดีและมีประสิทธิภาพ จากข้อมูลของ USDA พบว่าจำนวนการเรียกคืนเนื่องจากไม่มีการระบุสารก่อภูมิแพ้และส่วนผสม ถือเป็นข้อกังวลของสาธารณชนที่เพิ่มขึ้นจาก 13 ในปี 2008 เป็น 35 ในปี 2012 สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการเรียกคืนเกิดจากการเปลี่ยนแปลงในสูตรผลิตภัณฑ์ การเปลี่ยนแปลงส่วนผสมของผู้ผลิต การตรวจสอบโดยหน่วยงานกำกับดูแล หรือการร้องเรียนของผู้บริโภค แล้วผู้ผลิตอาหารในปัจจุบันควรทำอย่างไร ผู้ผลิตอาหารจะต้องระบุสารก่อภูมิแพ้ใดๆ ในอาหารให้ผู้บริโภคทราบ และควรปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิต GMP และแยกส่วนผสมต่างๆ ที่อยู่ภายในโรงงานด้วย อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยความต้องการอาหารที่เพิ่มขึ้น เรื่องนี้จึงท้าทายยิ่งกว่าที่เคย เมื่อมีการผลิตอาหารเพิ่มขึ้นและหลากหลายมากขึ้น จึงเป็นเรื่องธรรมดามากในปัจจุบันที่จะใช้สายการผลิตร่วมกันระหว่างอาหารที่มีสารก่อภูมิแพ้ และอาหารที่ปลอดสารก่อภูมิแพ้ หากบริษัทใช้สายการผลิตร่วมกันภายในโรงงานของตน บริษัทจะต้องดำเนินการเพื่อลดความเสี่ยงของการปนเปื้อนข้ามสายการผลิต และการเพิ่มสารก่อภูมิแพ้โดยไม่ได้ตั้งใจในระหว่างการผลิตอาหาร สาระสำคัญล่าสุดของกฎหมายปฏิรูปความปลอดภัยสินค้าอาหารของสหรัฐฯ FSMA ในมาตรการควบคุมเชิงป้องกันสำหรับอาหารมนุษย์ กำหนดให้โรงงานต้องมีแผนความปลอดภัยของอาหารโดยพิจารณาจากการวิเคราะห์ตามความเสี่ยงของอันตรายและการควบคุมเชิงป้องกัน เพื่อลดหรือกำจัดอันตรายทั้ง ทางด้านเคมี กายภาพ และชีวภาพ ในห่วงโซ่อาหาร เราควรมีมาตรการควบคุมสารก่อภูมิแพ้ในอาหารภายใต้มาตรการควบคุมเชิงป้องกันเหล่านี้เป็นลายลักษณ์อักษร และนำไปใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อควบคุมการปนเปื้อนข้ามสายการผลิต และตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีการติดฉลากอย่างถูกต้องและเหมาะสม 3 ขั้นตอนสำคัญในการกำหนดแผนควบคุมสารก่อภูมิแพ้ในอาหารสำหรับผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม มีดังนี้ 1 การประเมินความเสี่ยง มีโอกาสที่จะมีสารก่อภูมิแพ้โดยไม่ได้ตั้งใจในอาหาร หรืออุปกรณ์การผลิตในโรงงานของคุณหรือไม่ การประเมินความเสี่ยงเป็นการวิเคราะห์อันตรายโดยทีมงานจากหลากหลายหน่วยงาน อันประกอบด้วยสมาชิกจากฝ่ายต่างๆ เช่น ฝ่ายผลิต ฝ่ายควบคุมคุณภาพ ฝ่ายความปลอดภัยของอาหาร ฝ่ายสุขาภิบาล ฝ่ายวิจัยและพัฒนา และการปฏิบัติตามกฎระเบียบของหน่วยงานที่กำกับดูแล การประเมินความเสี่ยงจะช่วยระบุแหล่งที่มาของสารก่อภูมิแพ้ในอาหาร และสร้างแผนที่การเดินทางของสารดังกล่าวในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการผลิต เมื่อเราทราบเส้นทางของสารก่อภูมิแพ้ การควบคุมจะสามารถกระทำได้ในพื้นที่เป้าหมาย เช่น การรับ และการเก็บรักษา การกำหนดตารางการผลิต ความแปรผันของการผลิต การออกแบบและติดตั้งอุปกรณ์ และการจัดหาและอุปกรณ์การทำความสะอาด คุณจะต้องทำการทบทวน และประเมินความเสี่ยงของคุณใหม่เป็นระยะๆ เช่น เมื่อมีผลิตภัณฑ์ใหม่ มีการเปลี่ยนแปลงสูตร หรือมีการเปลี่ยนแปลงผู้จำหน่ายอาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการผลิต 2 การบริหารความเสี่ยง เมื่อมีความเสี่ยง ก็ต้องมีการจัดการกับความเสี่ยง กุญแจสำคัญในการจัดการความเสี่ยงที่ประสบความสำเร็จคือ การพัฒนาคำแนะนำในการทำงาน และขั้นตอนการปฏิบัติงานมาตรฐานที่สามารถควบคุมความเป็นไปได้ที่จะก่อให้เกิดการปนเปื้อนสารก่อภูมิแพ้โดยไม่ได้ตั้งใจ ขั้นตอนและคำแนะนำในการปฏิบัติงานเหล่านี้หมายรวมถึงข้อกำหนดด้านคุณภาพของวัตถุดิบจากผู้จำหน่าย การคัดแยก การควบคุมการผลิต การกำหนดตารางการผลิต การออกแบบและติดตั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ รวมถึงกระบวนการทำความสะอาดและสุขาภิบาล ดังนั้นการใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์เพื่อทำการตรวจสอบว่าขั้นตอนและการปฏิบัติงานเหล่านี้มีประสิทธิภาพจึงมีความสำคัญอย่างมาก นอกจากนี้ ยังควรทบทวนและประเมินผลกิจกรรมต่างๆ อย่างสม่ำเสมอเพื่อให้มีประสิทธิภาพ แผนควบคุมสารก่อภูมิแพ้ที่ประสบความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง ความชัดเจนของขั้นตอนและเอกสาร และประสิทธิผลของแผนที่ใช้ 3 การสื่อสารความเสี่ยง ขั้นตอนต่อไปหลังจากการประเมินความเสี่ยง และการบริหารความเสี่ยง คือการสื่อสารความเสี่ยง หากคุณมีอาหารที่เป็นสารก่อภูมิแพ้ในโรงงานของคุณ ซึ่งอาจพบโดยไม่ได้ตั้งใจในผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป คุณจะต้องแจ้งข้อมูลนี้บนฉลากอาหาร การประเมินความเสี่ยงสามารถช่วยกำหนดลักษณะของสารก่อภูมิแพ้ที่อาจเกิดขึ้นได้ ผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายผลิตจากส่วนผสมที่มีสารก่อภูมิแพ้ หรือผลิตบนอุปกรณ์ที่สัมผัสกับส่วนผสมที่เป็นสารก่อภูมิแพ้โดยตรงหรือไม่ การวิเคราะห์นี้สามารถรับประกันการติดฉลากที่เหมาะสมทั้งในส่วนของส่วนประกอบของอาหาร หรือบนฉลากแจ้งเตือนอาการแพ้ PAL ท้ายที่สุดแล้ว โปรดระลึกไว้เสมอว่าสิ่งสำคัญที่สุดในแผนการควบคุมสารก่อภูมิแพ้ในอาหาร คือความมุ่งมั่นในการจัดการเพื่อความสำเร็จ การสื่อสารและการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องเพิ่มความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ที่ผลิต การควบคุมสารก่อภูมิแพ้เป็นหนึ่งในหลายๆ ความพยายามในการป้องกันและลดการเจ็บป่วยจากอาหารในมนุษย์ การพัฒนา และปฏิบัติตามแผนควบคุมสารก่อภูมิแพ้ที่มีประสิทธิภาพจะช่วยคุ้มครองผู้บริโภคที่แพ้อาหาร รวมถึงลดความเสี่ยงของผู้ผลิตอาหารในด้านของชื่อเสียง และค่าใช้จ่ายในการเรียกคืนผลิตภัณฑ์อีกด้วย ติดต่อเราเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมว่านวัตกรรมความปลอดภัยด้านอาหารของ 3เอ็ม ช่วยคุณได้อย่างไร สนใจทดลองผลิตภัณฑ์ รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ แผนกผลิตภัณฑ์เพื่อความปลอดภัยของอาหาร Food Safety บริษัท 3เอ็ม ประเทศไทย จำกัด ชั้น 12 อาคารเสริมมิตรทาวเวอร์ 159 ถนนอโศกมนตรี แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110 โทรศัพท์ 0 2260 8577 098 582 4428 คุณนริสรา วานิกร อีเมล์ nwanigorn mmm com คุณเมสิณี ลิขิตรัตนไพบูลย์ อีเมล์ maneelik mmm com คุณณรัณรัชต์ ภู่โยธิน อีเมล์ kbhuyothin mmm com


สมัครสมาชิก

สนับสนุนโดย / Supported By

  • บริษ้ท มาเรล ฟู้ดส์ ซิสเท็ม จำกัด จัดจำหน่ายเครื่องจักรและอุปกรณ์การแปรรูปอาหาร เช่น ระบบการชั่งน้ำหนัก, การคัดขนาด, การแบ่ง, การตรวจสอบกระดูก และการประยุกต์ใช้ร่วมกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ พร้อมกับบริการ ออกแบบ ติดตั้ง กรรมวิธีการแปรรูปทั้งกระบวนการ สำหรับ ผลิตภัณฑ์ ปลา เนื้อ และ สัตว์ปีก โดยมีวิศวกรบริการและ สำนักงานตั้งอยู่ที่กรุงเทพ มาเรล เป็นผู้ให้บริการชั้นนำระดับโลกของอุปกรณ์การแปรรูปอาหารที่ทันสมัย​​ครบวงจรทั้งระบบ สำหรับอุตสาหกรรม ปลา กุ้ง เนื้อ และสัตว์ปีก ต่างๆ เครื่องแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์ปีก Stork และ Townsend จาก Marel อยู่ในกลุ่มเครื่องที่เป็นที่ยอมรับมากที่สุดในอุตสาหกรรม พร้อมกันนี้ สามารถบริการครบวงจรตั้งแต่ต้นสายการผลิตจนเสร็จเป็นสินค้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับทุกความต้องการของลูกค้า ด้วยสำนักงานและบริษัทสาขามากกว่า 30 ประเทศ และ 100 เครือข่ายตัวแทนและผู้จัดจำหน่ายทั่วโลก ที่พร้อมทำงานเคียงข้างลูกค้าเพื่อขยายขอบเขตผลการแปรรูปอาหาร Marel Food Systems Limited. We are supply weighing, grading, portioning, bone detection and software applications as well as complete turn-key processing solutions for fish, meat and poultry. We have service engineer and office in Bangkok. Marel is the leading global provider of advanced food processing equipment, systems and services to the fish, meat, and poultry industries. Our brands - Marel, Stork Poultry Processing and Townsend Further Processing - are among the most respected in the industry. Together, we offer the convenience of a single source to meet our customers' every need. With offices and subsidiaries in over 30 countries and a global network of 100 agents and distributors, we work side-by-side with our customers to extend the boundaries of food processing performance.
  • We are well known for reliable, easy-to-use coding and marking solutions which have a low total cost of ownership, as well as for our strong customer service ethos. Developing new products and a continuous programme of improving existing coding and marking solutions also remain central to Linx's strategy. Coding and marking machines from Linx Printing Technologies Ltd provide a comprehensive solution for date and batch coding of products and packaging across manufacturing industries via a global network of distributors. In the industrial inkjet printer arena, our reputation is second to none. Our continuous ink jet printers, laser coders, outer case coders and thermal transfer overprinters are used on production lines in many manufacturing sectors, including the food, beverage, pharmaceutical, cosmetics, automotive and electronic industries, where product identification codes, batch numbers, use by dates and barcodes are needed. PTasia, THAILAND With more than 3,700 coding, marking, barcode, label applicator, filling, packing and sealing systems installed in THAILAND market. Our range is includes systems across a wide range of technologies. To select the most appropriate technology to suit our customers. An excellent customer service reputation, together with a reputation for reliability that sets standards in the industry, rounds off the PTAsia offering and provides customers with efficient and economical solutions of the high quality. Satisfyingcustomers inTHAILAND for 10 years Our 1,313 customers benefit from our many years of experience in the field, with our successful business model of continuous improvement. Our technical and service associates specialise in providing individual advice and finding the most efficient and practical solution to every requirment. PTAsia extends its expertise to customers in the food, beverage, chemical, personal care, pharmaceutical, medical device, electronics, aerospace, military, automotive, and other industrial markets.
  • วิสัยทัศน์ของบริษัท คือ การอยู่ในระดับแนวหน้า "ฟอร์ฟร้อนท์" ของเทคโนโลยีประเภทต่างๆ และนำเทคโนโลยีนั้นๆ มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมและกระบวนการผลิตในประเทศไทย เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของลูกค้า บริษัท ฟอร์ฟร้อนท์ ฟู้ดเทค จำกัด เชื่อมั่นและยึดมั่นในอุดมการณ์การดำเนินธุรกิจ กล่าวคือ จำหน่าย สินค้าและให้บริการที่มีคุณภาพสูง ซึ่งเหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า ด้วยความซื่อสัตย์และความตรงต่อเวลา เพื่อการทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จร่วมกันระยะยาว Our vision is to be in the "forefront" of technology in its field and suitably apply the technology to industries and production in Thailand for customers' utmost benefits. Forefront Foodtech Co., Ltd. strongly believes in and is committed to our own business philosophy which is to supply high quality products and service appropriately to each customer's requirements with honesty and punctuality in order to maintain long term win-win business relationship. Forefront Foodtech Co., Ltd. is the agent company that supplies machinery and system, install and provide after sales service as well as spare parts. Our products are: Heinrich Frey Maschinenbau Gmbh, Germany: manufacturer of vacuum stuffers and machinery for convenient food Kronen GmbH, Germany: manufacturer of machinery for vegetable and fruits from washing to packing Nock Fleischerei Maschinenbau GmbH, Germany: manufacturer of skinning machines, membrane skinning machine, slicers and scale ice makers K + G Wetter GmbH, Germany: manufacturer of grinders and bowl cutters Ness & Co. GmbH, Germany: manufacturer of smoke chambers, both stand alone and continuous units Dorit DFT GmbH, Germany: manufacturer of tumblers and injectors Maschinenfabrik Leonhardt GmbH, Germany: manufacturer of dosing and filling equipment