แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - ป. 2/1

หน้า: [1]
1
ขอร่วมวงด้วยนะ

ต้องดูก่อนว่า ตลาดของเราคลอบคลุมไปถึงไหน

หากขายในประเทศ  ตอนนี้กฏหมายกำหนดเฉพาะ GMP สามารถทำเฉพาะ GMP ใช้ไปก่อน

หากขายต่างประเทศด้วย กรณีที่ไม่มีข้อจำกัด เรื่องเวลา บุคลากร งบประมาณ

ก็ควรเตรียม ISO ไว้รองรับได้เลย เพราะเป็นเครื่องมือช่วยสนับสนุนการขาย ที่ผู้ซื้อยอมรับ (ลองปรึกษาทีมงานและผู้บริหาร)

ซึ่งหากขายต่างประเทศ ก็ควรดูเพิ่มเติมว่ากลุ่มผู้บริโภคสินค้ากลุ่มใหญ่คือใคร ควรเพิ่ม Halal หรือ Kosher หรือไม่

ในบางประเทศ ผู้ซื้อจะขอให้เราทำมาตรฐานเพิ่ม เช่น BRC, IFS, etc

GMP หรือ การปฏิบัติที่ดีในการผลิตอาหาร นั้น มีการควบคุมคุณภาพที่ดีอยู่แล้ว ซึ่งหากจัดเตรียมให้ดี จะสนับสนุนการจัดทำมาตรฐานอื่นๆ โดยไม่ต้องทำเอกสารซ้ำซ้อน

2
แลกเปลี่ยน เรียนรู้ / Re: Potassium Sorbate หรือ Sodium Benzoate
« เมื่อ: กรกฎาคม 08, 2011, 07:02:28 PM »
การป้องกันการเน่าเสียมีหลายวิธี สามารถใช้หลายวิธีร่วมกัน โดยมีหลักพื้นฐานที่สำคัญเหมือนกันคือเน้นทึความสะอาด

หากเน้นที่ความสะอาดแล้ว อาหารบางชนิดไม่ต้องใส่สารกันเสียก็ได้

หรือหากต้องการใส่สารกันเสียเพื่อให้มั่นใจ เพราะมีการผลิตในปริมาณที่มาก หากเรามั่นใจในความสะอาดจะสามารถใช้ในปริมาณที่น้อยลง แต่ละบริษัทจึงใช้ปริมาณสารกันเสียไม่เท่ากันในสินค้าอย่างเดียวกัน

สารกันเสียหลายชนิดใช้ร่วมกันได้เพื่อให้ครอบคลุมเชื้อต่างๆ ได้มากขึ้น แต่ต้นทุนก็อาจจะสูงขึ้น เพราะฉะนั้นจึงต้องพิจารณาให้เหมาะสม ใช้ให้น้อยเพื่อลดต้นทุนแต่ครอบคลุมอายุการเก็บ+ระยะเวลาวางขายที่ต้องการ และสอดคล้องกับกฎหมายของแต่ละประเทศ

3
แจ้งพี่ Nozzle

ติดตามอ่านอยู่จ๊า ชอบมาก

4
หากเป็นวัยรุ่น ก็ต้องว่าคุณ Nozzle บ่นอยู่แล้ว
แต่ยอมรับเลยนะ ว่าคุณ Nozzle บ่นแบบผู้ใหญ่ ที่กำลังจะขึ้นเป็นกำนัน ชมจริงๆนะ
ท้ายที่สุด ก็ต้องปรับทัศนคติ ของการทำงานไปตามแบบที่ คุณ Nozzle ว่า
ดูเหมือนธรรมดา หากทำได้ก็ดี (ถูกต้อง)
แต่โดยทั่วไปมันยากมาก ในการนำไปปฏิบัติ เพราะบางทีคนจะเผลอทำแบบ ถูกใจ+สะใจ มากกว่าถูกต้อง

เชื่อว่าที่ถามตอบกันมา ดูเหมือนออกไปจากหัวข้อ แต่ทั้งหมดหากได้ปรับใช้ จะช่วยลดปัญหาหลายๆ
ไม่ว่าจะ GMP, HACCP, หรือ ABC, etc  ปัญหาใหญ่อยู่ที่คน ไม่ใช่เอกสาร หรืองาน
สงสัยจะบ่นไปมากกว่า คุณ Nozzle แล้ว ???
เอาเป็นว่า หาก คุณ Nozzle จะ post เรื่อง conflict management ก็ยินดีไป share ตามกำลัง และ เวลา

แล้วก็ ที่ถามว่า หาความน่ารักของตัวเองเจอบ้างหรือยัง เป็นห่วงจริงๆ นั้น
ไม่ได้ว่าไม่มี ทุกคนมีแบบของตัวเองอยู่แล้ว มากหรือน้อย แล้วแต่ใครเป็นคนพิจารณา หรือการคิดเข้าข้างตัวเอง
ที่สำคัญ คือ คนอื่น เค๊ามองเห็นและเข้าใจแบบเราเข้าใจหรือตั้งใจสือสารไปหรือไม่
การสื่อสารเรื่องต่างๆ เพื่อให้คนรอบข้างเข้าใจตรงตามที่เราต้องการ
1. ต้องมีข้อมูลปริมาณมากพอ 2. เลือกวิธีการสื่อสารที่ดี เหมาะกับบุคคล สถานที่ 3. เลือกเวลาที่เหมาะสม
4. ความอดทนปรับปรุง สื่อสารใหม่ หากยังไม่เข้าใจตรงกัน
ที่สำคัญอย่าคาดหวัง 100% ในครั้งแรกช่วงแรก ได้ถึงครึ่งก็สอบผ่านแล้ว และค่อยทำให้เพิ่มได้
หากเก่งๆ แบบคุณ Nozzle ได้ 80% ก็เป็นเรื่องเล็ก  :D

5
ไม่ว่ากันอยู่แล้ว เรื่องตอบช้า แต่เร็วๆหน่อยก็ดี
ไม่ได้ว่าคุณ Nozzle นะ เพราะช้าเหมือนกัน
ชอบที่ คุณ Nozzle แนะนำ แต่ไม่ค่อยอยากเชื่อว่าอยู่กลางๆสน เพราะป็นคำแนะนำที่ดี แบบผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ ไม่เรียกว่าใจร้าย
หากอยู่กลางๆสน แล้วยังขอบๆดอยตอนนี้ ก็น่าจะมีโอกาสขึ้นสูง ไปบนดอย และไปถึงยอดสน ยิ่งมีน้ำใจช่วยแนะนำน้องๆ แบบนี้

6
ขอค้างไว้ก่อน ที่ว่าจะเอาหัวหน้ามาเล่าให้ฟัง
วันนี้ ครูสอนเรื่อง ความดี และมีน้องพูดถึงคุณครูบอกให้เป็นเด็กดี มันกว้างดี ก็ขอเล่าตามที่เข้าใจ
ความดี มาจากรากฐาน 3 ส่วน
1. คิดดี (มโนกรรม) อยู่ที่เราคนเดียว
คิดดี สบายใจ คิดไม่ดี อาจสบายใจเพราะถูกใจ หรือ ไม่สบายใจ แล้วแต่คน
หากคิดไม่ดี เช่น คิดจะลักทรัพย์ ยังไม่ผิดในทางนิตินัย แต่ลึกๆ ก็รู้อยู่แก่ใจ ยังอยู่ที่เราคนเดียว
2. พูดดี (วจีกรรม) เริ่มกระทบผู้อื่น
พูดดี เราเองสบายใจ คนฟังก็สบายใจ ประสานงานอะไรก็ง่ายขึ้น
พูดไม่ดี คนพูดอาจสบายใจเพราะถูกใจ หรือ ไม่สบายใจเพราะไม่ถูกต้อง
หากพูดไม่ดี เช่น พูดว่าจะลักทรัพย์ หรือข่มขู่ ยังไม่ผิดในทางนิตินัย แต่เริ่มกระทบผู้อื่น
3. ทำดี (กายกรรม) กระทบผู้อื่นแล้ว
ทำดีสบายใจ เป็นที่รัก ได้รับการยอมรับ
ทำไม่ดีอาจสบายใจเพราะถูกใจ หรือ ไม่สบายใจ
หากทำไม่ดี เช่นกระทำการลักทรัพย์ ผิดโดยสมบูรณ์ กระทบผู้อื่นแล้ว แต่ลึกๆ ส่วนใหญ่ก็รู้อยู่แก่ใจ

สำหรับ คนที่บอกว่าทำความดี ไม่เห็นได้ดี ก็อย่าพึ่งใจร้อน
ผลของความดี จะออกผลได้นั้นประกอบด้วย 3 ส่วน
(อ่านมาจากหนังสือของคุณครูไม่ใหญ่ นานมากแล้ว ตอนนี้หาหนังสือไม่เจอ ขออนุญาตินำมาปรับเล่า ตามที่เข้าใจ)
1. ถูกดี: ถูกวัตถุประสงค์
การทำความดี ต้องเป็นประโยชน์ ทั้งต่อตนเอง ต่อหน่วยงาน และต่อสังคม โดยไม่ขัดต่อประเพณี กกหมาย
หากจะไปส่งเพื่อนขึ้นเครื่องบินเดินทางไปต่างประเทศ เป็นความคิดดี ไปบอกเค๊าก็พูดดี หากไปส่งที่สนามบินสุวรรณภูมิก็ทำดี
แต่หากไปส่งที่สนามบินดอนเมือง ก็ไม่ถูกดี ไม่ถูกวัตถุประสงค์ ไม่ได้ทำดี เพราะดอนเมืองปัจจุบันมีแต่บินภายในประเทศ สำหรับเดินทางต่างประเทศต้องไปสุวรรณภูมิ
2. ถึงดี: มีปริมาณมากพอ
หากได้ทำดี ไปสักหน่อย แล้วคอยหวังผล ก็มีแต่ทุกใจ
การทำดีต้องทำสม่ำเสมอ มีปริมาณมากพอ และไม่หวังสิ่งตอบแทน ผลของความดีคือเราสบายใจ เกิดได้ทันที
คนรอบข้างก็จะสามารถระลึกถึงการทำดีนั้นได้ และหากเค๊าสามารถตอบแทนอะไรได้ โดยส่วนใหญ่จะรีบทำเพื่อตอบแทน
3. พอดี: ไม่น้อยจนไม่เห็นผล และไม่มากจนอึดอัด
อย่างที่ว่า การทำดีต้องทำสม่ำเสมอ มีปริมาณมากพอ คนรอบข้างถึงจะระลึกถึงการทำดีนั้นได้ และคิดหาวิธีตอบแทนเมื่อทำได้
ส่วนคนที่บอกว่าทำความดี ไม่เห็นได้ดี เป็นเพราะ ทำไม่ถูกดี ไม่ถึงดี และไม่พอดี
ความพอดี ก็เป็นสิ่งสำคัญ หากไม่พอดีจะทำให้อึดอัด เข้าใจผิด
เช่น การไปส่งเพื่อนถึงบ้านหรือห้องรับแขกเป็นความพอดี แต่หากจะขึ้นไปส่งถึงห้องนอน เค๊าคงอึดอัดและแปรเจตนาไปอีกแบบ เพราะเกินพอดี สำหรับการไปส่งเพื่อน

7
แหม คุณ Nozzle บอกมาว่าถูกใจ ไม่บ้ายอจริงๆนะ แต่ชอบมากเฉยๆ
งานอื่นๆ ก็เหมือนกัน หากขอความรู้/ความร่วมมือ อย่างอ่อนน้อมถ่อมตน แจกลูกยอ ยาหอมให้เหมาะ ใครก็อยากช่วยอยากทำ
เห็นแมะ เลยต้องอดนอน มาเขียนต่อ

เคยเขียนไว้ในหัวข้อ เขียน เล่า ถาม แลกเปรี่ยนข้อมูล ตามที่เห็น และเข้าใจ
น่าจะ พอเป็นตัวอย่างของศิลปะ ที่ คุณ Nozzle พูดถึงได้บ้าง ขอตัดมาแปะ
ผู้บริหารควรพิจารณา ประสิทธิภาพของสมาชิกในทีม
หลายๆครั้งในที่ประชุม จะได้ยินคำว่า “ไม่มีปัญหา” ซึ่งฟังดูดี ฟังแล้วสบายใจ
อย่างไรก็ตาม คำว่า “ไม่มีปัญหา” ที่ใช้กันนี้ โดยทั่วๆไป สามารถพิจารณาสมาชิกของทีมงานได้หลายแบบ
ขอยกตัวอย่างการแบ่ง แบบตามใจฉัน เช่น
1. บอกไม่มี ปัญหา จริงๆแล้ว ปัญหามี แต่ ใส่ใจ ดูแลส่วนที่รับผิดชอบได้ดี จึงแก้ไขปัญหาไปหมดแล้ว แบบนี้ดีที่สุด มีน้อย
2. บอกไม่มี ปัญหา จริงๆแล้ว ปัญหามี แต่ ไม่รู้  ต้องเพิ่มความรู้ ความสามารถ เช่น อบรม ให้คำแนะนำ
3. บอกไม่มี ปัญหา จริงๆแล้ว ปัญหามี แต่ ไม่ใส่ใจดูแลส่วนที่รับผิดชอบอยู่ ต้องเข้าไปตรวจสอบกระตุ้น
4. บอกไม่มี ปัญหา จริงๆแล้ว ปัญหามี แต่ บอกว่าไม่มี แบบนี้แย่หน่อย ต้องดูเจตนาและผล ว่ากระทบต่อส่วนอื่นๆอย่างไร
ลองพิจารณาดูว่า พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ใช้คำนี้ตามแบบที่ 1, 2, 3, หรือ 4
หัวหน้า ยังต้องหาทางปรับทัศนคติ และเพิ่มประสิทธิภาพของสมาชิกในทีม ซึ่งจะช่วยให้การมอบหมายงานครั้งต่อๆ เหมาะสมกับทีมงาน และได้ผลสำเร็จที่ดี

เห็นด้วย กับคุณ Nozzle ว่าศิลปะ ในการบริหารมีให้เลือกใช้เยอะแยะ ต้องเลือกใช้ให้ถูกต้องซึ่งไม่มี format ที่ถาวร ไม่มีเหตุการณ์ใดที่เหมือนกัน 100% คุณ Nozzle ต้องเป็นผู้บริหารระดับสูงแหงๆ [ระดับยอดสน บนดอย]

ขอบคุณ คุณน้อง ป.1 ที่ให้กำลังใจมา เลยทำให้ไม่ง่วงและมีแรงเขียนต่อ
ที่บอกว่าคิดแบบ ใจเขา-ใจเรา เป็นสิ่งที่ดีมาก หากมีความคิดแบบนี้ และเข้าใจถึงสาเหตุ
จะทำให้เรารับเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีสติ ไม่ถือโกรธ
เพราะบางครั้งทีมงาน อาจเจอเหตุต่างๆ ที่กระทบจิตใจ หรือสภาพเศรฐกิจ (ในครัวเรือน)
จึงทำให้อารมณ์บ่จอย การประสานงานติดขัดบ้าง หากเราไม่ตอบโด้ อดทนและทำด้วยเจตนาที่ดี ผลของความดีคงมีให้เก็บเกี่ยวบ้าง
แล้ว หาความน่ารักของตัวเองเจอบ้างหรือยัง เป็นห่วงจริงๆ

8
แหม เพราะคุณ Nozzle แจกลูกยอมาให้
ใจคน หากได้ มธุรสวาจา ยาหอม ยาดม ก็ต้องเอาไปปลื้มบ้าง
ในที่ทำงานก็เหมือนกัน ทุกคนอยากมีส่วนร่วมและเป็นที่ยอมรับอยู่แล้ว การพูดดีๆ ให้เข้าใจว่าต้องการอะไร เป้าหมายอย่างไร
หากเค๊าช่วยอะไรได้ มันก็ทำให้อยากทำอยากช่วยมากขึ้น ดีกว่าเป็นการสั่งตามหน้าที่ โดยใช้คำพูดที่ไม่น่าฟัง
สรุป ถึงไม่บ้ายอก็ต้องขอเขียนต่อ

อันนี้สำคัญ ก่อนรับงานใด ต้องพิจารณาแล้วว่าเราเอาอยู่ในงานที่ได้รับมอบหมาย…ถึงรับงาน
หากเรารับ แต่ไม่สามารถเอาอยู่ จะทำให้เสียกำลังใจ
หากเสียกำลังใจนานๆ ก็จะ…หมดกำลังใจ
หากหมดกำลังใจนานๆ ก็จะ…ให้ต่อเอาเอง
โดยทั่วไป เค๊าคิดว่า เราทำได้ถึงมอบงานนั้นๆ มาให้ [ยกเว้นการมอบงานมาให้ ด้วยเจตนาอย่างอื่นน๊ะ]
เพราะฉะนั้น อย่าเสียเวลาไปนั่งกลัว กังวล หรือ บ่น
ให้พิจารณาดูว่า งานนี้หากจะทำให้สำเร็จ
ปรกติต้องใช้เวลาเท่าไหร่ หากมีฝีมือจะใช้เวลาน้อยกว่าคนทั่วไป เราก็ถือโอกาสโชวฝีมือซะเลย
ต้องใช้ปัจจัย อะไรบ้าง เช่น อุปกรณ์ต่างๆ จำนวนคน ทีมงาน การสนับสนุนจากหน่วยงานใด
ความรู้ประสบการณ์พอหรือไม่ หากไม่ หาตัวช่วย เช่น ขอไปอบรม หาหนังสือ เขียนถาม อืนๆ
จัดลำดับก่อน-หลัง แล้วก็เริ่ม…
ไม่ต้องกลัว ระหว่างการทำให้บรรลุเป้าหมาย มีอุปสรรคมาให้เราแก้อยู่แล้ว ไม่งั้นเค๊าคงให้ รปภ มาทำ
รปภ ก็ชำนาญและเหมาะกับงานแบบ รปภ เราก็เหมาะกับงานที่ได้รับมา ไม่งั้นงานคงไม่เข้า…มาที่เรา
จริงๆ เป็นเรื่องธรรมดาที่คนทั่วไปรู้อยู่แล้ว แต่ก็มีเย๊อะที่เสียเวลาไปกับการ กังวล หรือ บ่น

สำหรับการชนแล้วดับอนาถ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ถึงแม้มีประสบการณ์ ไม่ได้พูดให้กลัว แล้วไม่ยอมชน
เพราะถ้าไม่ชนเลย หรือให้หัวหน้าชนให้ตลอด เราก็จะเป็นเด็กตลอด
การผ่อนหนักผ่อนเบาให้ถูกที่ถูกเวลา จึงเป็นเรื่องสำคัญ แบบที่ ตุณ Nozzle ว่า
เช่น ชนแล้วรู้จักไปบอกขอโทษและชี้แจงว่า จริงๆต้องการอะไร ขอให้ข้อมูลเค๊าเพิ่มเติม ไม่ได้มีเจตนาร้าย
การชี้แจ้งตามหลัง หลังจากอารมณ์เย็นขึ้นทุกฝ่ายแล้ว การอธิบายของเราและการรับรู้ของทีมงานจะดีขึ้น
และเป็นการบอกว่าเราไม่ได้เอามาถือโกรธ โดยอย่าลืมนำ น และ กาวใจ ไปเย๊อะๆ หากยังไม่คล่องก็ ต้องเอายา ทัมใจ ไปด้วย หรือกินไปล่วงหน้า
ห้ามคิดว่า เราเก่งกว่า ตำแหน่งสูงกว่า หรือเราเป็นฝ่ายถูก เลยไม่ไปขอโทษ ซึ่งจะทำให้การประสานงานต่อไปเป็นการประสานงา
ให้เอาความเก่งกว่า ตำแหน่งที่สูงกว่า ฝ่ายถูก-ผิด ทิ้งไป
แต่ให้เอาความอ่อนน้อมถ่อนตน+ความน่ารักของเรา (คงหาเจอบ้างแล้ว) ไปแทน
เมื่อเรารับมอบหมายงาน คือมองที่ความสำเร็จของงาน ไม่ว่าเค๊าคนนั้น จะประสานงานยากอย่างไร
หลังจากเราได้ทำ ไปสัก 2-3 เรื่อง ก็จะเริ่มดีขึ้นในการประสานงานต่อๆ ไป
ดูเหมือนง่าย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำได้ทุกคน นั่นนะซิ ตำแหน่งผู้บริหาร จึงมีน้อย  ใช่ป่าว!

9
ขอบคุณ คุณ Nozzle ที่ชม ไม่บ้ายอนะ แต่ชอบมาก ขอเขียนและเล่าต่อ เผื่อได้อีก

ในฐานะเป็นคนใหม่, คนเก่าที่ไปรับงานแผนกใหม่, มีโปรเจคใหม่ๆ, หรือมีการปรับเปลี่ยน (ให้ออก) คนที่เข้าไปรับงานตรงนั้นก็ต้องเจอแรงต้านบ้าง
โดยเฉพาะหากช้า หรือการปรับเปลี่ยนครั้งแรกๆ ผลไม่เป็นที่พอใจ เพราะในที่เก่า จะมีคนที่พยายามจะเป็น เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ต่างๆ

ลองนึกถึงหมาต่างถิ่น ที่เดินเข้ามาในซอย บ้านเรา จะเห็นพฤติกรรมหมาในซอยหลายๆแบบ
ยินดี ต้อนรับเพราะมีเพื่อนใหม่ เห่าขมขู่ กัดเดี่ยวๆ หรือแม้กระทั่งรุมกัด
ไม่ได้ว่าใครเป็นหมา แมว นะ ให้เปรียบเทียบ…
เอ ไม่ใช่. ให้ลองนึกถึง พฤติกรรมตามธรรมชาติของหมา หรือสัตว์ชนิดต่างๆ เท่านั้น คนเราหากไม่ควบคุมก็จะแสดงอาการบางอย่างที่ไม่แตกต่าง พฤติกรรมเหล่านี้จะมีเพราะกลัวว่าเราจะได้รับการยอมรับจากทีมของเค๊ามากกว่า จึงต้องแสดงอาการข่มไว้ก่อน คนแบบนี้น่าสงสารเป็นคนรุ่นเก่า ที่ไม่ได้รับการ…..ให้เขียนต่อเอง

การที่บริษัทมอบหมายให้เราดู GMP. HACCP, Etc ก็จงภูมิใจ และเชื่อมั่นในตัวเอง และทำต่อไป
ตามที่ถาม การแก้เบื้องต้นก็ให้ใช้ความอ่อนน้อมถ่อนตน และความน่ารักเรา (น่าจะมีบ้าง) เข้าประสานงานทุกเรื่อง
โดยนำ น และ กาวใจ ไปเย๊อะๆ จะได้ไม่เป็นการ ประสานงา
ให้ทำงานเต็มที่ เพื่อให้ผลของงานออกมา เป็นที่ยอมรับ
แต่ไม่ใช่ว่า อะไรจะร้ายไปหมด คนดีๆ อย่างพี่ Nozzle ก็มีเย๊อะ และทีมงานบางคนก็กำลังรออยู่ว่า
เราจะช่วยเค๊าได้ในจุดไหน พร้อมให้ความร่วมมือที่ดีและให้ข้อมูลอย่างเต็มที่ ก็ต้องหาให้เจอจ๊า สู้ สู้ ขอเป็นกำลังใจ

10
ขอร่วมแจมด้วย เห็นบอกว่ากำลังหาทีมเพิ่มทั้งระดับ ซุปเปอร์ไวเซอร์ และผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายผลิต
เวลาเข้าไปที่ใหม่ ก็อย่าใจร้อน สั่งแก้ไขปุ๊บปั๊บ หากไม่เข้าใจ แก้อย่างหนึ่ง อาจสร้างปัญหาหลายอย่างตามมา
หลังเข้าไปร่วมทีม ให้ใช้เวลา สักระยะ (แต่อย่าให้นานมาก เพราะวัยรุ่น ใจร้อน รออยู่เย๊อะ)
ให้เก็บรายละเอียดการทำงาน ศึกษาสเปค แก๊ง/กลุ่ม/ก๊ก ต่างๆ จนเข้าใจ
แล้วถึงทดลองปรับเปลี่ยน… หากทำแบบเดิม จะไม่สามารถพัฒนาได้เลย
ในระหว่างทดลองปรับเปลี่ยน อาจมีเสียงหลายๆแบบ ทั้งจากทีมงานหรือแผนกอื่นๆ… เบาๆ พอได้ยิน
และหากผลการทดลองปรับเปลี่ยนครั้งแรก ยังไม่ได้ผลเป็นที่พอใจ ก็จะมีเสียง จ๊อกแจก จอแจ… ดังมากขึ้น
ให้อดทนและพิจารณาดู แล้วปรับเปลี่ยนอีก โดยนิ่งและไม่ตอบโต้ใดๆ จนท้ายที่สุดดีขึ้น
เช่น ลดเวลาที่ใช้ในการล้าง, คัด, ตัดแต่ง, ส่งของได้ตามสเปค, ลดการคืนสินค้า, สะอาดจนดมดูได้, ฯลฯ
ซึ่งหากมาถึงจุดนี้ ทีมงานทั้งหมดจะเริ่มยอมรับ…ไม่มีเสียงจุ๊บจิ๊บต่างๆ
ใช้เวลานิดหน่อย แต่ต้องใช้ความอดทนมาก
ก่อนรับงานที่ใด ต้องพิจารณาแล้วว่าเราเอาอยู่ในงานที่ได้รับมอบหมาย…ถึงรับงาน
ที่สำดัญเรามีประสบการณ์ผ่านมาแล้วหลายด่าน
ก็ขอเป็นกำลังใจสำหรับคนใหม่

11
อ้างจาก: "root"
สวัสดี ปีใหม่ย้อนหล้งค่ะ ป 2/1
เป็นยังไงกันบ้างคะ คุณครูให้การบ้านเยอะไหม ป้าชอบที่ ป 2/1 ชวนคุยเรื่องไม่มีปัญหา
มันมีหลายแบบอย่างที่ว่าจริงๆ แต่มันก็คงต้องจับเข่า จับขา จับแขน คุยกันนะยอมรับความจริง ไม่ใช้อารมณ์ เช่น โกรธ คับแต้นใจ อึดอัด ไม่สบายใจ น้อยใจ เดี๋ยวแทนที่จะจับเข่าคุย กลับใช้หน้าแข้ง ฝ่ามือ หรือ ศอก คุยแทน
วันหลังมาคุยด้วยใหม่นะ
ครูผู้น้อย

12
ขอสวัสดี คุณครูผู้น้อยล่วงหน้า

"ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้"  :D
"GONG XI FA CAI"   ^_^
"Gong Hei Fatt Choy"  ;)
"ขอให้ มั่งมี ศรีสุข ประสบความสำเร็จตลอดปี"  :P

การบ้านเย๊อะมาก สงสัยคุณครูลืมว่า เสาร์-ทิตย์ เป็นวันหยุด แต่... ไม่มีปัญหา!
ที่เล่ามา จะพูดถึงกรณีเราแสดงบทบาทผู้สนับสนุน ถ้ากรณีเราต้องแสดงเป็นหัวหน้าล่ะ
หัวหน้ามีหลายแบบเหมือนกัน เช่นไม่กล้าตัดสินใจ, สั่งอย่างเดียว, อารมณ์บ่จอยบ่อยยยย, อื่นๆ อีก
เอาไว้ว่างๆ จะเอาหัวหน้ามาเล่าให้ฟัง ไม่ใช่นินทานะ แต่คล้ายมาก

13
วันก่อนพูดถึงการมอบหมายงานไป จึงขอเล่าต่อ
หลังมอบหมายงาน สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับหัวหน้า คือการติดตามผล
เพราะหากไม่ติดตามผล เราก็ไม่รู้ผลที่แท้จริง
การติดตามผล จะช่วยให้หัวหน้า สามารถพิจารณา ประสิทธิภาพของสมาชิกในทีม
หลายๆครั้งในที่ประชุม จะได้ยินคำว่า “ไม่มีปัญหา” ซึ่งฟังดูดี ฟังแล้วสบายใจ
อย่างไรก็ตาม คำว่า “ไม่มีปัญหา” ที่ใช้กันนี้ โดยทั่วๆไป สามารถพิจารณาสมาชิกของทีมงานได้หลายแบบ
ขอยกตัวอย่างการแบ่ง แบบตามใจฉัน เช่น
1. บอกไม่มี ปัญหา จริงๆแล้ว ปัญหามี แต่ ใส่ใจ ดูแลส่วนที่รับผิดชอบได้ดี จึงแก้ไขปัญหาไปหมดแล้ว แบบนี้ดีที่สุด มีน้อย
2. บอกไม่มี ปัญหา จริงๆแล้ว ปัญหามี แต่ ไม่รู้  ต้องเพิ่มความรู้ ความสามารถ เช่น อบรม ให้คำแนะนำ
3. บอกไม่มี ปัญหา จริงๆแล้ว ปัญหามี แต่ ไม่ใส่ใจดูแลส่วนที่รับผิดชอบอยู่ ต้องเข้าไปตรวจสอบกระตุ้น
4. บอกไม่มี ปัญหา จริงๆแล้ว ปัญหามี แต่ บอกว่าไม่มี แบบนี้แย่หน่อย ต้องดูเจตนาและผล ว่ากระทบต่อส่วนอื่นๆอย่างไร
ลองพิจารณาดูว่า พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ใช้คำนี้ตามแบบที่ 1, 2, 3, หรือ 4
หัวหน้า ยังต้องหาทางปรับทัศนคติ และเพิ่มประสิทธิภาพของสมาชิกในทีม ซึ่งจะช่วยให้การมอบหมายงานครั้งต่อๆ เหมาะสมกับทีมงาน และได้ผลสำเร็จที่ดี
ใครที่แอบเบื่อ หัวหน้า ก็ต้องดูว่า เราจัดอยู่ในกลุ่มที่ทำงานได้กี่เปอร์เซ็นต์ และในงานที่เรารับผิดชอบไม่มี ปัญหาตามแบบที่ 1, 2, 3, หรือ 4

14
หายไปนาน ขอเล่าตามที่เข้าใจ
อาหารจัดเป็นอุตสาหกรรมหนึ่ง ที่ประเทศไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลก เพราะมีเอกลักษณ์ที่ดี เช่นสวยงาม หลากหลาย มีรสชาติและประโยชน์จากเครื่องเทศต่างๆ ที่ช่วยให้เจริญอาหารและเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ไม่แพ้อาหารชาติอื่นๆ
การทานอาหารไทยในเมกา จัดว่าเป็นโอกาสพิเศษ ราคาทั่วไปจะสูงกว่าอาหารจานด่วน หลายอย่าง
และที่สำคัญ ไม่ว่าเศณษฐกิจจะติดขัดอย่างไร คนเราก็ต้องกิน และจำนวนประชากรที่กินก็มากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งประเทศไทยมีผลกระทบจากภัยธรรมชาติ น้อยกว่าหลายๆประเทศ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบของไทย
ส่วนการแต่งกาย หากมองการใส่หมวก ปิดปาก รองเท้าบู๊ท ว่าเหมือนนักบินนั้น
การแต่งกายให้เหมาะสมกับลักษณะงานที่ทำหรือรับผิดชอบ จะช่วยลดการปนเปื้อนในอาหาร เนื่องจากในการผลิตแบบอุตสาหกรรม ต้องเน้นเรื่องความปลอดภัยของอาหาร เพื่อให้ผู้บริโภคได้อาหารที่มีคุณภาพ
ช่วงแรกจะไม่คุ้นเคย หากใส่ประจำก็จะรู้สึกเท่ไปอีกแบบ !!
ส่วนที่ว่าทำงานทั้งวันนั้น เข้าใจว่างานอย่างอื่นก็ต้องทำครบตามกำหนดเวลาเหมือนกัน
ส่วนเงินเดือนน้อย อันนี้แต่ละบริษัทจะไม่เหมือนและไม่เท่ากัน ตอนสมัครงานนอกจากบริษัทจะเลือกเราแล้ว ตัวเราเองก็ต้องเลือกบริษัทด้วย หากเราพิจารณาแล้วว่า OK ก็น่าจะ OK
จากเหตุผลดังกล่าว เรียนรู้และทำงานเกี่ยวกับอาหารดีแน่นอน เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่เราแข่งขันได้ และยังช่วยการเกษตรของไทยเอง อย่างน้อยที่สุดหากนำความรู้มาทำอาหารเอง ก็รักษาประโยชน์จากวัตถุดิบได้ดีกว่า การทำอาหารโดยไม่เข้าใจพื้นฐานที่ดี

15
วันพุธนี้ ครูสอนเรื่อง การมอบหมายงานให้ทีมงาน จึงขอนำมาเล่า
ก่อนการมอบหมายงาน ควรพิจารณาสมาชิกของทีม หากมีโอกาสประสานงานกันหรือประชุมร่วมกัน
หัวหน้าควรถามทีมงาน ว่ามีข้อสงสัยหรือคิดว่ามีปัญหาอย่างไรหรือไม่ เพื่อจะได้ทราบจากมุมมองทีมงานและเทียบเคียงกับสิ่งที่ได้เห็น พร้อมหาทาง สนับสนุนปัจจัยต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ทีมงาน ต่อการบรรลุเป้าหมายของงาน
หากสมาชิก แจ้งปัญหาได้, ถามต่อถึงวิธีแก้ไข, หาผู้อาสาเข้าไปจัดการปัญหา, ติดตามผล (ดูทำงาน 100%)
゜☆。.:*:・'゜★☆。 สวัสดีปีใหม่ 2554 ★☆。.:*:・'゜☆。 :D

หน้า: [1]