แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - Nozzle

หน้า: [1] 2
1
อ่ะะะะ มีพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยตอบและะะะะ ^_^
ขออภัยค่ะ ที่ตอบกระทู้ไปครั้งแรกมุ่งไปทาง food supplement มากไปหน่อย เนื่องจากทำงานอยู่โรงงาน food supplement น่ะค่ะ
ลืมถามว่าเป็น product อะไร
ก็มาช่วยยืนยันคำตอบให้อีกครั้งนะคะ
สำหรับ food supplement นั้น อย  อนุญาต ที่ 9-60 mg/day หรือ 100% ของ Thai RDI ค่ะ
สำหรับ เครื่องดื่มในภาชนะบรรจุปิดสนิทนั้น อย อนุญาต ที่ 120 mg/day หรือ 200 % ของ Thai RDI ค่ะ
 
ถ้าคำถามถามว่า ใส่ 120 mg 200 % จะผ่าน อย ไม๊ คำตอบคือ ผ่านค่ะ โดยระบุวิธีรับประทานว่า วันละ 1 ครั้งค่ะ
 
แต่ถ้าแบ่งใส่ ก็ใส่ตามปริมาณที่กระทู้ด้านบนได้ตอบไว้แล้วได้เลยค่ะ

2
ตอบเรื่องปริมาณการใส่วิตามินซีนะคะ

ประกาศ อย. ให้ใส่วิตามินซีได้ 9-60 mg/day นะคะ
ดังนั้นคุณใส่เท่าไหร่ก็ได้ค่ะใน 1 ครั้งที่รับประทาน แต่รวมๆกันทั้งวันแล้วต้องได้ 9-60 mg/day ค่ะ

ก็เลือกได้เลยค่ะ วันนึงจะให้รับประทานกี่ครั้ง ก็แบ่งกันใส่วิตามินซีในแต่ละครั้ง แต่รวมทานทั้งวันแล้วให้ได้ 9-60 mg/day ค่ะ

3
ถ้าจะต้องการเพิ่มมาตรฐานให้กับองค์กรก็ควรจะต้องมีคู่มือคุณภาพค่ะ เพราะว่าเดี๋ยวนี้เวลามีลูกค้าเจ้าใหม่ๆเข้ามาติดต่อทั้งลูกค้าในประเทศและต่างประเทศ

 ลูกค้าก็มักจะขอดูคู่มือคุณภาพด้วยค่ะ เพื่อดูว่าบริษัทมีการบริหารคุณภาพอย่างไรบ้างนะคะ เพราะคู่มือคุณภาพจะบ่งบอกขอบเขตทั้งหมดของการบริหารคุณภาพ

ส่วนเหตุผลอื่นๆที่ทำให้ควรต้องมีคู่มือคุณภาพก็ตามที่คุณ ป.2/1 แจ้งไว้แล้วนะคะ

4
โดยปกติ ทางโรงงานต้องเขียนเองค่ะ โดยที่ปรึกษาจะให้แนวทางในการเขียนที่ถูกต้องให้สอดคล้องกับหลักปฏิบัติของ GMP และ ISO ค่ะ

เพราะว่าในการเขียนเอกสาร GMP และ ISO นั้น ต้องเขียนจากพื้นฐานหลักปฏิบัติขององค์กร และมีรายละเอียดมาก ที่ปรึกษาไม่สามารถจะเขียนให้ได้ทั้งหมดค่ะ

แต่หากมีกรณีที่อาจจะยากต่อการสื่อสาร ที่ปรึกษาก็อาจจะช่วยเขียน ปรับแต่งบ้างค่ะ แต่คงไม่ได้เขียน 100 %

อย่างไรก็ตาม หากต้องการให้ที่ปรึกษาเขียนให้จริงๆทั้งหมด ก็ทำได้อยู่ค่ะ ก็คงขึ้นอยู่กับสัญญาจ้างที่ปรึกษาอ่ะค่ะ

ถ้าในสัญญามีการระบุว่าให้ที่ปรึกษาเป็นผู้เขียนเอกสารให้ ที่ปรึกษาก็จะเขียนให้ค่ะ แต่ว่าค่าจ้างที่ปรึกษาก็คงสูงขึ้นตามเนื้องานนะคะ คาดว่าแพงมากด้วยค่ะ เนื้องานเยอะค่ะ

ส่วนตัวเห็นว่า ทางโรงงานควรเขียนเอกสารเองค่ะ เพราะหากหมดสัญญาจ้างที่ปรึกษาแล้ว และมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในระบบ

ก็จะสามารถทำให้เราแก้ไขเอกสารเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งที่ปรึกษาค่ะ จะทำให้ระบบ GMP และ ISO มีเสถียรภาพมากขึ้นค่ะ

 

ที่ปรึกษา

(Nozzle)

5
การพิจารณาทิศทางนวัตกรรมอาหารไทย ปี 2554 ตอนที่ 4/2

 

สำหรับแหล่งแสวงหาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากภายนอกองค์กร เพื่อนำมาต่อยอดการสร้างสรรค์และนวัตกรรมทางการค้ามีหลากหลายช่องทาง ในที่นี้ขอนำเสนอการค้นหาจากช่องทางห้องสมุดงานวิจัยออนไลน์ หรือที่เรียกว่า R&De-Library(Research and Development e-Library) ซึ่งเป็นช่องทางที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถค้นหางานวิจัยเพื่อศึกษาให้ได้แนวความคิดใหม่ๆด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การตลาด และ อื่นๆ อันนำมาซึ่งการต่อยอดเกิดเป็น "นวัตกรรมทางการค้า" ต่อไป

"R&De-Library ลักษณะ One Stop Service" ที่น่าสใจ เหมาะกับการสืบค้นของผู้ประกอบการไทย ได้แก่

1.R&De-Library ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

               R&De-Library ของ สกว.สามารถเข้าถึงได้ผ่านทางเว็บไซต์ http://elibrary.trf.or.th โดยห้องสมุดงานวิจัยออนไลน์ดังกล่าว ได้รวบรวมงานวิจัยที่ สกว. ให้ทุนอุดหนุนรวมทั้งสิ้น 3,677 โครงการ ประกอบด้วยงานวิจัยท้องถิ่น งานเชิงพื้นที่ งานวิจัยระบบสนับสนุนการตัดสินใจ งานวิจัยและพัฒนา และงานวิจัยวิชาการ ปัจจุบัน มีสมาชิกเข้าใช้บริการมากถึง 90,207 สมาชิก (ข้อมูล ณ วันที่ 14 ธ.ค. 2553) ในการเข้าใช้บริการ เพียงลงทะเบียนสมัครเป็นสมาชิกผ่านหน้าเว็บไซต์ ก็สามารถค้นหาข้อมูลและบันทึกข้อมูลงานวิจัยที่ต้องการมาใช้ศึกษาได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

2.R&De-Library ของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)

               R&De-Library ของ สวรส. หรือคลังข้อมูลและความรู้ระบบสุขภาพของ สวรส. และองค์กรเครื่องข่าย สามารถเข้าถึงได้ผ่านทางเว็บไซต์ http://dspace.hsri.or.th โดยคลังข้อมูลดังกล่าว ได้รวบรวมงานวิจัย บทความทางวิชาการ เอกสารเผยแพร่ เอกสารนำเสนอ วีดีทัศน์ และอื่นๆของ สวรส. และองค์กรเครือข่าย ซึ่งเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับด้านสุขภาพมารวมไว้มากกว่า 2,000 รายการ ในการเข้าใช้บริการ เพียงลงทะเบียนสมาชิกผ่านหน้าเว็บไซต์ ก็สามารถค้นหาข้อมูลและบันทึกข้อมูลงานวิจัยที่ต้องการมาใช้ศึกษาได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย การค้นหาข้อมูลงานวิจัย และข้อมูลอื่นๆสามารถกระทำได้อย่างสะดวกและง่าย ดังเช่น R&De-Library ของ สกว.

อย่างไรก็ตาม ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการค้าให้เกิดขึ้น นอกเหนือจากการศึกษาให้ได้แนวคิดผ่าน R&De-Library แล้ว ยังควรต้องสร้างเครือข่ายพันธมิตร ทั้งจากลูกค้า บริษัทคู่ค้า และผู้เกี่ยวข้ออื่นๆที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิต เพื่อเป็นแรงเสริมในการแลกเปลี่ยนความคิด ประสบการณ์ ความรู้และข่าวสารต่างๆ ด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆให้เกิดขึ้นในอีกทางหนึ่งด้วย

ซึ่งตอนที่ 4/1 ก็เป็นตอนสุดท้ายของหัวข้อนี้แล้วนะคะ

สำหรับรายละเอียดบรรจุภัณฑ์สีเขียว ขอแยกไปเล่าในหัวข้อใหม่นะคะ

โปรดติดตามหัวข้อใหม่ค่ะ

ขอบคุณทุกคนที่ติดตาม

NoZZle

6
การพิจารณาทิศทางนวัตกรรมอาหารไทย ปี 2554 ตอนที่ 4/1

แนวโน้มเศรษฐกิจ

ปัญหาภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก และภายในประเทศได้ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความกังวล ทำให้เกิดความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ดังนั้นกลุ่มสินค้าที่ช่วยให้ประหยัดจะได้รับความสนใจจากผู้บริโภคมากขึ้น และการตัดสินใจซื้อสินค้าอาหารและเครื่องดื่มของผู้บริโภคชาวไทยจะเน้นเรื่อง "ความคุ้มค่า(Value)" ของเงินที่จ่ายไปมากขึ้น โดยจะนิยมซื้อสินค้าที่สามารถตอบสนองความจำเป็นของตนได้อย่างสูงสุด ในราคาที่ไม่แพงมากนัก
จากปัจจัยแนวโน้มดังกล่าว สามารถสรุปได้ว่า แนวทางการพัฒนานวัตกรรมอาหารในประเทศไทย ปี 2554 จะมุ่งไปสู่การสร้างสรรค์
- นวัตกรรมอาหารยั่งยืน
- นวัตกรรมอาหารสำหรับผู้สูงอายุ
- นวัตกรรมอาหารเฉพาะกลุ่ม
- นวัตกรรมอาหารคุ้มค่า
โดยการพัฒนานวัตกรรมจะยังคงอยู่บนแนวคิดการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง แต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์จะอยู่บนพื้นฐานการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดนวัตกรรมแบบก้าวกระโดด ที่ทำให้เกิดความล้ำหน้าคู่แข่งขัน ยากต่อการลอกเลียนแบบ และทำให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน เพราะการแข่งขันในอุตสาหกรรมอาหารบนโลกยุคใหม่เป็นการแข่งขันบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นสำคัญ เนื่องจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมืออันทรงประสิทธิภาพในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร
อย่างไรก็ตาม การนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมอาหารมีหลากหลายแนวทาง ขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละบริษัท แต่หากโดยพื้นฐานแล้วจะอยู่บนการพิจารณาความต้องการของตลาดเป็นหลัก จากนั้น จึงพิจารณาว่าจะนำวิทยาศาสตร์เข้าไปสนับสนุนเพิ่มเติมได้อย่างไร ทั้งนี้ การแสวงหาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการค้าให้เกิดขึ้นกับธุรกิจนั้น สามารถหาได้มาจากการคิดค้นขึ้นเองภายในองค์กร และ หรือ การแสวงหาจากภายนอกองค์กร ซึ่งปัจจุบันกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เลือกใช้ คือ การแสวงหาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากภายนอก เพราะสามารถลดความเสี่ยงและลดต้นทุนในการทำนวัตกรรมทางการค้าแบบก้าวกระโดดได้
ตัวอย่างเช่น บริษัท Proctor &Gamble (P&G) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของโลก ที่มีขีดความสามารถด้านนวัตกรรมสูง มุ่งใช้กลยุทธ์แสวงหาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากภายนอกมาสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการค้าให้เกิดขึ้นกับบริษัท เพราะเล็งเห็นว่า จะทำให้บริษัทลดต้นทุนการทำนวัตกรรมลงได้ (เดิมบริษัทจะเน้นแสวงหานวัตกรรมด้วยการทำวิจัยภายในองค์กรเป็นสำคัญ) และทำให้บริษัทได้รับผลตอบแทนจากากรลงทุนเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงสามารถลดระยะเวลาการออกสู่ตลาดของผลิตภัณฑ์ใหม่ได้อีกด้วย

โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ  :D
Nozzle

7
การพิจารณาทิศทางนวัตกรรมอาหารไทย ปี 2554 ตอนที่ 3/2

แนวโน้มผู้บริโภค (ตอนที่ 2)
อาหารที่มีความเรียบง่าย (simplicity)
วิถีของชาวไทยส่วนใหญ่เริ่มเป็นไปด้วยความเร่งรีบและให้เวลากับการทำงานเป็นสำคัญ ทำให้ผู้บริโภคต้องการอาหารที่มีความสะดวกและความเรียบง่ายเพื่อช่วยลดความซับซ้อนในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะในเรื่องความสะดวก ทั้งในการซื้อหา การบริโภค การเตรียมอาหาร และเวลาในการรับประทานอาหาร ตัวอย่างแนวโน้มนวัตกรรม เช่น การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้อำนวยความสะดวก ต่อการบริโภค หรือการใช้ชีวิตของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้มีขนาดเล็กๆ หรือแบ่งการบรรจุหีบห่อให้มีขนาดเล็กลง สามารถรับประทานหมดภายในครั้งเดียว เพื่อตอบสนองผู้บริโภคที่เป็นโสด และ หรือมีขนาดครอบครัวเดี่ยว เป็นต้น

อาหารตามหลักศาสนา อันได้แก่ ตลาดอาหารฮาลาล (Halal food) และตลาดอาหารโคเชอร์(Kosher food) เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคที่มองหาอาหารฮาลาลและอาหารโคเชอร์ ไม่ได้มีเพียงชาวมุสลิมและชาวยิวผู้เลื่อมใสในศาสนาอิสลามและศาสนายูดายเท่านั้น แต่เป็นผู้บริโภคโดยทั่วไปที่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่เน้นเรื่องความปลอดภัยและการมีสุขภาพดีเป็นสำคัญ ซึ่งผู้บริโภคมีทัศนคติว่า อาหารฮาลาล และอาหารโคเชอร์ เป็นผลิตภัณฑ์ที่แสดงถึงสุขภาพ(healthy)ธรรมชาติ(Natural) และ ความสด(Fresh) ที่มากกว่าอาหารทั่วไป ทั้งนี้ ผู้บริโภคในตลาดเฉพาะกลุ่มดังกล่าว เป็นผู้ที่มีกำลังซื้อสูง และความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มนี้กำลังเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในขณะที่ผู้ผลิตยังคงมีอยู่ในวงจำกัด โดยแนวโน้มนวัตกรรมของตลาดกลุ่มนี้จะมุ่งสร้างสรรค์ตามต้องการของผู้บริโภคเป็นสำคัญ ตัวอย่าง เช่น การรวมคุณประโยชน์ หรือความต้องการของผู้บริโภคมาไว้ในผลิตภัณฑ์เดียว เช่น เป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติ 100% มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ไขมันต่ำ ปราศจากน้ำตาล ปราศจากวัตถุเจือปน/วัตถุกันเสีย และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรอง (product claims)ในความเป็นฮาลาล หรือโคเชอร์ ตลอดจนการกล่าวอ้างทางสุขภาพตามมาตรฐานสากลด้วย รวมถึงมีความแปลกใหม่และมีความหลากหลายของความทันสมัยที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้นเป็นต้น

โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ  ;)

Nozzle

9
ขอทราบปริมาณการสั่งซื้อในแต่ละครั้งด้วยค่ะ

10
หมายถึง คอลลาเจน และ กลูตาไธโอน ใช่ไม๊คะ ที่ต้องการซื้อ

11
การพิจารณาทิศทางนวัตกรรมอาหารไทย ปี 2554 ตอนที่ 3/1

แนวโน้มผู้บริโภค (Consumer Trends)

พฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคจะมีแนวโน้มหลากหลายมากขึ้น โดยแนวโน้มที่สำคัญคือ ความต้องการคุณสมบัติของอาหารที่สามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลมากขึ้น โดยตลาดอาหารกลุ่มเฉพาะ (Niche Market) คาดว่าจะมีอัตราการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ได้แก่
อาหารสำหรับผู้บริโภคที่มีข้อจำกัดในการบริโภค
เช่น กลุ่มมังสวิรัติ กลุ่มที่ร่างกายไม่สามารถรับสารอาหารบางชนิดได้ หรือ ที่เรียกว่า กลุ่มแพ้อาหาร
อาหารเพื่อความสวยงาม
(โดยเฉพาะรูปลักษณ์ภายนอก) กระแสสังคมที่ยอมรับคนสวย คนหล่อ คนหุ่นดี ได้ส่งผลให้ผู้บริโภคชาวไทยใส่ใจในเรื่องความงามและการรักษารูปลักษณ์ภายนอก เพิ่มมากขึ้น
อาหารชาติพันธุ์ (Ethnic Food)
โลกปัจจุบันได้กลายเป็นโลกไร้พรมแดน ทำให้ชาวไทยสามารถเดินทางท่องเที่ยวไปยังดินแดนต่างๆ ได้อย่างเสรี ตลอดจนชาวไทยต้องการสัมผัสวัฒนธรรมทางอาหารที่มีความแปลกใหม่ และเปิดรับอาหารใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้ชาวไทยนิยมบริโภค อาหารชาติพันธุ์ หรืออาหารนานาชาติเพิ่มมากขึ้น ตัวอย่างอาหารที่ได้รับความนิยม ได้แก่ อาหารเกาหลี อาหารญี่ปุ่น อาหารจีน อาหารอินเดีย เป็นต้น ซึ่งมีทั้งอาหารนานาชาติที่มีรสชาติดั้งเดิม (Regional Ethnic) และอาหารนานาชาติที่มีรสชาติผสมผสาน (Ethnic Fusion)
อาหารที่ผลิตภายในแหล่งท้องถิ่น (Local Sourcing)
ผลิตภัณฑ์จากแหล่งท้องถิ่นกำลังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคขาวไทยเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอาหารที่ผลิตภายในท้องถิ่น เพราะสามารถตอบสนองความต้องการของชาวไทยในด้านความคุ้มค่าของราคา ความสดใหม่ เพราะมีระยะทางการขนส่งที่สั้น และเป็นการสนับสนุนชุมชน และ ธุรกิจในท้องถิ่น อันได้แก่ ผู้ผลิต ร้านค้าปลีก และ ประชาชนภายในท้องถิ่น

ตอนที่ 3/1 ขอพักไว้ก่อนนะคะะะ เนื้อหายาว เลยต้องแบ่งเป็นสองตอน เดี๋ยวจะเอาตอนที่ 3/2 มาเล่าวันหลังนะคะะะ
ขอบคุณทุกๆท่านที่ติดตามค่ะ โปรดติดตามตอนต่อไป ^^ :D

NoZZle

12
การพิจารณาทิศทางนวัตกรรมอาหารไทย ปี 2554 ตอนที่ 2

การพิจารณาการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรศาสตร์ (Demographic and change)
โครงสร้างประชากรโลกกำลังเข้าสู่ "สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ซึ่งโครงสร้างประชากรไทยก็มีลักษณะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุดังกล่าวเช่นเดียวกัน(United Nations, 2010; สำนักงานสถิติแห่งชาติ,2553)
ดังนั้น ในปัจจุบันและต่อไปจากนี้ "ผู้สูงอายุ" จะกลายเป็นกลุ่มผู้บริโภคสำคัญสำหรับผู้ประกอบการโดยขณะนี้ผู้ประกอบการทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทยต่างเล็งเห็นถึงโอกาสดังกล่าว และได้สร้างสรรค์สินค้าและบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มนี้กันอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ที่กลุ่มผู้บริโภคสูงวัยให้ความสำคัญเพราะต้องการป้องกันและรักษาสุขภาพของตนให้แข็งแรงเพื่อมีชีวิตยืนยาว และจากการที่องค์การต่างๆร่วมกันผลักดันให้ผู้บริโภคเกิดความตระหนัก เช่น องค์การอนามัยโลก ได้แสดงข้อเท็จจริงให้เห็นถึงสาเหตุหลักที่ทำให้ประชากรโลกเสียชีวิตมากที่สุดว่าส่วนใหญ่เกิดจาก "โรคเรื้อรัง" อันได้แก่ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ และ โรคหลอดเลือด รวมทั้งคาดว่า ในปี 2573 สาเหตุการตายส่วนมากจะเกิดจากโรคมะเร็ง และโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือด ซึ่งสาเหตุของการเป็นโรคเหล่านั้นเกิดจากรูปแบบการใช้ชีวิต โดยเฉพาะการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสมและขาดการออกกำลังกาย
นอกจากนี้ ด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ได้แสดงให้เห็นว่า อาหารสามารถช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคได้ ทำให้แนวคิดการบริโภคอาหารเพื่อป้องกันโรคได้รับความนิยมแพร่หลายเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ ดังนั้น จึงทำให้ต่อจากนี้ไป นวัตกรรมอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพทั้งในระดับโลกและในประเทศไทยจะมีการพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยการสร้างสรรค์จะอยู่บนแนวคิด "การสร้างสุขภาพและความสุขให้กับผู้บริโภค" ส่วนการพัฒนาผลิตภัณฑ์จะอยู่บนพื้นฐาน "การวิจัยและพัฒนา" "การสร้างความสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค" และ " การสร้างผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพและมีความปลอดภัยสูงสุด

โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ

13
สวัสดีค่ะชาวสมาชิก
วันนี้ ก็มีบทความเกี่ยวกับทิศทางนวัตกรรมอาหารไทย ปี 2554 มาฝากนะคะ เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่อยู่ในวงการอุตสาหกรรมอาหารค่ะ
ที่มา หนังสือ food insight connect

การพิจารณาว่า ทิศทางการพัฒนานวัตกรรมอาหารในประเทศไทยจะเป็นเช่นไรนั้น จุดเริ่มต้น คือ การศึกษาถึงเหตุ หรือปัจจัยที่ส่งผลต่อทิศทางดังกล่าว เพราะปัจจัยดังกล่าวสามารถสื่อให้เห็นถึงแนวโน้มในอนาคต ปัจจัยที่สำคัญได้แก่
1.การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ (Climate Change)
ปัจจุบันและต่อไปจากนี้ ผู้บริโภคชาวไทยจะให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและเกิดกระแสการบริโภคอย่างยั่งยืนมากขึ้น ด้วยตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดจากภาวะโลกร้อน ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบกับภัยพิบัติ ธรรมชาติหรือภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศอย่างรุนแรงต่อเนื่องทั้งน้ำท่วมและฝนแล้ง
ในอนาคต ความยั่งยืนที่ชาวไทยตระหนักถึง คาดว่าจะครอบคลุมทุกกระบวนการในห่วงโซ่การผลิต นับตั้งแต่การผลิตที่ต้องการให้เกิดความยั่งยืนทางเกษตรกรรม ถูกต้องตามหลักจริยธรรม บรรจุภัณฑ์สีเขียว (Green Packaging) ช่องทางการจัดจำหน่ายสีเขียว (Green Distribution) การค้าปลีกสีเขียว (Green Retailing) ผู้ผลิตสีเขียว(Green Manufacturing) รวมถึงการเป็นผู้บริโภคสีเขียว (Green Consumers)
ทั้งนี้ ตัวอย่างนวัตกรรมอาหารเพื่อความยั่งยืนที่คาดว่าชาวไทยจะนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้แก่ อาหารที่ผลิตเพื่อความยั่งยืนทางเกษตรกรรม อาหารที่ผลิตถูกต้องตามหลักจริยธรรรม และอาหารที่สามารถลดต้นทุนสิ่งแวดล้อม

วันนี้ก็เอามาฝากกันแค่นี้ก่อนนะคะ บทความมันยาว คราวหน้าจะเอาบทความที่เหลือมาต่อให้อ่านค่ะ
ส่วนรายละเอียดของ green ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการค้าปลีกสีเขียว หรือ ผู้ผลิตสีเขียว ก็จะหารายละเอียดมาให้อ่านเช่นกันนะคะ
แต่คงต้องเป็นภายหลัง ก็ขอให้ทุกคนช่วยติดตามด้วยนะคะ ขอบคุณมากๆค่ะ

Nozzle

14
คุณน้อง ป.1 หากในมุมมองของพี่เองนั้น พี่ก็มองว่าคุณน้อง ป.1 ก็มีความน่ารักอยู่ในตัวมากมาย
1.ตั้งใจทำงาน อยากให้งานสำเร็จ (ถึงได้เข้ามาพูดคุยเพื่อเอาวิธีการแก้ไขไปใช้ จากเว็บบอร์ดนี้)
   ซึ่งความน่ารักแบบนี้ ผู้บังคับบัญชาจะมองเห็น
2.มีความเห็นอกเห็นใจ อยากจะเอาใจเขามาใส่ใจเรา อยากปลอบใจเพื่อนร่วมงาน
   ความน่ารักแบบนี้ก็ เพื่อนร่วมงานจะมองเห็น
3.รู้จักนำคำติชมของผู้อื่น ไปคิด ตระหนัก และคิดจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเอง
   ความน่ารักแบบนี้ก็เป็นแบบที่เรียกว่า คนที่มีความเป็น Learner อันนี้เชื่อว่าคนรอบข้างของคุณน้อง ป.1 จะเห็นค่ะ
   เพราะว่าคนที่มีความเป็น learner จะรู้จักปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ยอมรับในข้อเสียของตัวเอง ซึ่งจัดว่าเป็นคนที่น่ารักมากเลยทีเดียว
ส่วนที่ถามว่าคนอื่นจะมองเห็นไม๊นั้น พี่ขอตอบเชิง marketing เล็กน้อย คือตอบว่าเราคงต้องจำกัดว่า target market ของเราคือใครอ่ะค่ะ
ยกตัวอย่าง target market ของการมองเห็นความน่ารักของคุณน้อง ป.1 คือ ผู้ที่มีวิจารณญานในการแยะแยกว่าสิ่งใดถูกผิด โดยไม่เอา
อารมณ์หรือความลำเอียงมาคิด(เช่น สนิทกะคนนี้เป็นพิเศษเลยเห็นว่าทำอะไรก็น่ารักไปหมด อันนี้ถือว่าไม่ใช่ target market ของเรา เพราะไม่รู้จักแยกแยะความลำเอียงนะคะ)
คำตอบคือ หากเป็น target market กลุ่มนี้จริง เชื่อว่าต้องเห็นความน่ารักของคุณน้อง ป.1 อย่างแน่นอนค่ะ
เหตุที่ต้องตอบแบบนี้เพราะว่า เราไม่มีทางทำให้ใครชอบสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือเห็นพ้องต้องกัน ไปเสียหมด
ต่อให้เราทำดีแค่ไหน ใน 100 คน ต้องมีซักคนที่ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เราทำ ถึงแม้เราจะทำดีมากแล้วก็ตาม
ดังนั้นถ้า target market ของเรามีซัก 80 % แล้วเค้ามองเห็นความน่ารักของเรา ก็แปลว่าประสบความสำเร็จแล้วค่ะะะะ ^-^

แต่พี่เชื่ออย่างนึงนะคะว่า คนน่ารัก ส่วนมาก คนอื่นจะมองเห็นค่ะ ยกเว้นเจอเจ้านายลำเอียงจริงๆอ่ะนะคะะะ

เป็นกำลังใจให้น้องน่ารักอย่างคุณ ป.1 เสมอนะคะ

Nozzle

15
ขอบคุณ คุณ ป. 2/1 มากเลยค่ะ ที่เข้าใจกันว่าไม่ได้ใจร้ายค่ะ  ซึ้งใจมากๆค่ะ ^-^
ตอนที่คิดจะตอบคุณน้อง ป. 1 ด้วยคำตอบแบบนี้ คิดอยู่หลายตลบมากเลยค่ะ ว่าควรจะตอบแบบนี้ไม๊
เพราะกลัวเหลือเกินค่ะว่าคุณน้อง ป.1 จะเข้าใจเจตนาผิดไป
แต่ยังดีที่มีคุณ ป.2/1 เข้าใจเจตนาที่แท้จริง เพราะในชีวิตการทำงานจริงไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร
คนที่เป็นมิตรกัน หากวันใดเกิดขัดใจกันขึ้นมาก็พร้อมจะกลายเป็นศัตรูที่น่ากลัวขึ้นมาทันที
ส่วนคนที่ไม่เป็นทั้งมิตรและศัตรูกัน แต่หากไม่พอใจกันเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แทนที่จะได้เป็นมิตรกัน ก็ต้องกลายเป็นศัตรูกันไปซะงั้นแน่นอน
ส่วนคนที่เป็นศัตรูกัน เราก็อย่าไปคิดว่าเค้าจะเป็นศัตรูไปตลอดชาติ เพราะวันนึงเราอาจต้องการความช่วยเหลือจากเค้าก็เป็นได้
ทำอะไรก็ควรจะสายกลาง สนิทกันมากไป ก็ไม่กล้าว่ากล่าวตักเตือนกัน ไม่เกรงกัน ก็น่าจะต้องเว้นช่องว่างไว้บ้าง
ส่วนศัตรูก็อย่ามองโลกในแง่ร้ายว่าศัตรูผู้นั้นจะเป็นผู้ร้ายตลอด คนเราอย่างน้อยต้องมีส่วนดีกันบ้าง ก็พยายามมองหาให้เจอถึงจะเจอยากก็ตาม
ก็คิดว่าน่าจะทำงานแบบสบายๆ ไม่ทุกข์ไม่ร้อนได้แล้วหล่ะค่ะ

อุ๊ย บ่นไรไป บ่นซะยาวเลยค่ะ

ว่าแต่ คุณ ป.2/1 มีเรื่องเกี่ยวกับ conflict management มา share บ้างไม๊คะ อยากฟังบ้างอ่ะค่ะ
จะตั้ง post หัวข้อใหม่ก็ได้นะคะ เดี๋ยวตามไปอ่านค่ะ รู้สึกช่วงหลังๆมา กระทู้นี้ไม่ค่อยเกี่ยวกับ GMP/HACCP เท่าไหร่
ออกแนว management หมดแล้ว 55555 สงสัยจะไม่สมดุล

ขอบคุณค่ะ
Nozzle

หน้า: [1] 2