กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 10
21

ทดลองเครื่องจักรกับผลิตภัณฑ์ของท่านฟรี


ดูรายการเครื่องจักรhttp://www.foodnetworksolution.com/company/forefront-foodtech-co-ltd/products

ติดต่อฝ่ายขาย:  สมสุดา ศรีวัฒนานนท์ มือถือ: + 66(0)81 558 3704  E-Mail: somsuda@forefrontfoodtech.com
Forefront Foodtech Co., Ltd.
4/46 Moo 10, Bangna, Bangna, Bangkok 10260
T: +66 (0)2 758 8445 F: +66 (0)2 758 8447
M: +66 (0)81 558 3704
22
แลกเปลี่ยน เรียนรู้ / ซุปเปอร์หมูตุ๋น
« กระทู้ล่าสุด โดย guupost เมื่อ เมษายน 02, 2020, 11:43:52 AM »


วัตถุดิบและเครื่องปรุง ซุปเปอร์หมูตุ๋น
เนื้อหมู(ขั้วตับ) 500 กรัม
ซอสปรุงรสฝาเขียว 3 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาวเห็ดหอม 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
ผงปรุงน้ำซุป 1 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วดำ 1 ช้อนชา
รากผักชี 3 ราก
พริกไทยป่น 1 ช้อนชา
กระวาน 10 เม็ด
เก๋ากี้ 10 เม็ด
โป๊ยกั๊ก 10 ดอก
หอมใหญ่ 1 ลูก(หั่น 8 ชิ้น)
ผักชีฝรั่ง 1 ต้น
น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
พริกขี้หนูสวน 20 เม็ด

ขั้นตอนการปรุง
ทำความสะอาดขั้วตับ หั่นให้เป็นชิ้นประมาณ 2 นิ้ว

ต้มน้ำให้เดือด นำขั้วตับลงไปต้ม การต้มครั้งนี้จะเป็นการต้มเพื่อเอาเลือดที่ค้างอยู่ในขั้วตับออก เมื่อต้มจนสุกแล้ว ให้ตักขั้วตับออก เทน้ำทิ้งไป
ใส่น้ำ 5 ถ้วยตวง ลงไปในหม้อ เติมผงปรุงน้ำซุป พอน้ำเริ่มเดือด ให้ใส่ รากผักชี พริกไทยป่น กระวาน เก๋ากี้ โป๊ยกั๊ก หอมใหญ่ เนื้อหมู(ขั้วตับ)ลงไป
ตามด้วยเครื่องปรุง ซอสปรุงรสฝาเขียว ซีอิ๊วขาวเห็ดหอม น้ำตาลทราย และซีอิ๊วดำ

ใช้ไฟกลางประมาณ 40 นาที จากนั้นปรับเป็นไฟอ่อน แล้วตุ๋นต่ออีก 1 ชั่วโมง หรือจะใช้การเปิดปิดไฟเป็นระยะก็ได้ เช่นเปิดให้เดือด 5 นาที แล้วปิดไฟ รออีก 10 นาทีค่อยเปิดไฟให้เดือดอีก 5 นาที แล้วปิดไฟ ทำวนไปจนเนื้อหมูเปื่อยตามต้องการ(วิธีนี้ผมเปิดและปิดไปประมาณ 10 ครั้ง ได้หมูตุ๋นที่เปื่อยมาก)

เมื่อหมูตุ๋นเปื่อยได้ที่แล้ว จัดใส่ถ้วยโดยการกรองเอาเครื่องออกให้เหลือแต่น้ำใส ๆ กับชิ้นหมูตุ๋น ปรุงรสด้วยมะนาว พริกขี้หนูสวน ผักชีฝรั่งซอย เพียงเท่านี้ก็เสร็จพร้อมรับประทานกันได้เลย
ดูคลิปขั้นตอนการทำได้ที่
https://youtu.be/Vy4WgWiu1BI

สูตรอาหาร วิธีทำอาหาร
23
ต้องการตรวจวัด TVB-N (Total Volatile Base Nitrogen) ที่ระเหยจากเนื้อปลา ในบรรจุภัณ
อยากทราบการสร้างเครื่องมือ รวมถึงวิธีการวัดหรือคำนวณครับ อย่างเช่น วิธี (Conways micro-diffusion method)
หรือมีวิธีไหน ที่เซตการทดลองได้ง่ายๆไหมครับ
24
แลกเปลี่ยน เรียนรู้ / Hot Air Oven เครื่องอบลมร้อน เริ่มต้น 5,500 บาท
« กระทู้ล่าสุด โดย fnsTeam เมื่อ กุมภาพันธ์ 28, 2020, 09:42:22 AM »

ตู้อบลมร้อน คืออะไร?
ตู้อบลมร้อน เครื่องอบแห้ง ทำหน้าที่อบหรือไล่ความชื้น โดยใช้การทำงานร่วมกันของฮีตเตอร์ (Heater) และ โบลว์เวอร์ (Blower) เพื่อนำพาลมร้อนกระจายเข้าตัวสินค้าอย่างทั่วถึง หรือ สามารถใช้เป็น การอบไล่น้ำมันออกจากวัตถุดิบ (สามารถใช้แทน การตากแดดได้) เพื่อช่วยให้ อาหาร ผลไม้ สมุนไพร ธัญพืช เนื้อสัตว์ หรือ วัตถุดิบของเรานั้นเก็บได้นานยิ่งขึ้น ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการถนอมอาหารประเภทหนึ่งนั่นเอง หลังจากผ่านกระบวนการ อบลมร้อนแล้ว เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ ที่ได้มีความสวยงามและ เก็บได้นานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  จึงนิยม ซีลสูญญากาศ เพื่อเป็นการยืดอายุของสินค้า
เครื่องอบลมร้อน ของทางเรานั้นสามารถอบวัตถุดิบได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งเนื้อสัตว์ เช่น ปลาแดดเดียว หมูแดดเดียว เนื้อไก่ปรุงรส, สินค้าที่นำมาแปรรูปแล้วเพื่อไล่น้ำมัน เช่น สาหร่ายอบกรอบ, หรือแม้กระทั่ง ผัก ผลไม้อบแห้งต่างๆ  ต่อยอดผลิตภัณฑ์ได้ไม่สิ้นสุด

VDO การทำงาน: https://youtu.be/NPd1y1vce9w

รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ
บริษัท สปริงกรีนอีโวลูชั่น จำกัด
658 ซ. เจริญกรุง 67 ถนนเจริญกรุง แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120 https://www.sgethai.com/
Phone: 086-199-8958 Email: sales@sgethai.com
Line: @sgethai
Fanpage: https://facebook.com/sgethai2016/
ฝ่ายขาย: คุณธนพร (เม) โทร. 082-674-1949 E-mail: springgreenevolution@gmail.com
ผู้จัดการฝ่ายขาย: คุณกวิน เอื้อรักษาสัตย์ 065-623-6989 Email: springgreenevolution@gmail.com


25
แลกเปลี่ยน เรียนรู้ / Vacuum Sealer เครื่องซีลสุญญากาศ เริ่มต้น 890 บาท
« กระทู้ล่าสุด โดย fnsTeam เมื่อ กุมภาพันธ์ 27, 2020, 06:00:57 PM »

การซีลสูญญากาศคืออะไร และประโยชน์คืออะไร ?
การซีลสูญญากาศ คือ วิธีการเก็บรักษาบรรจุภัณฑ์ โดยการดูดอากาศออกจากบรรจุภัณฑ์ ก่อนทำการปิดซีลปิดปากถุง ด้วยเครื่องสูญญากาศส่วนประโยชน์ของการซีลสูญญากาศนั้นมีหลายอย่างเช่น
1. ช่วยยืดอายุการเก็บรักษาอาหารให้นานมากขึ้น
2. ป้องกันแมลง ที่รบกวนธัญพืช เมื่อไม่มีอากาศภายใน แมลงก็ไม่สามารถอยู่ได้
3. ประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บอาหาร และเป็นระเบียบในตู้เย็น
4. ควบคุมกลิ่นรบกวนจากสินค้าที่มีกลิ่นแรง เช่น ทุเรียน
5. ป้องกันไม่ให้เกิดกลิ่นอับ เนื่องจาก สูญญากาศ จะทำให้กลิ่นไม่รอดออกมา
6. เพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ สามารถจัดรูปทรงได้ง่ายขึ้น
7. ป้องกันการเกิดกลิ่นเหม็น จากอากาศที่เข้าไปทำปฏิกิริยากับไขมันในอาหาร
8. คงสภาพความสดใหม่ ทั้ง สี คุณภาพ รสชาติ
9. ป้องกันความชื้นของผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นสาเหตุของเชื้อราได้ ใช้แทน Silica Gel ได้
10. ช่วยป้องกันสินค้าเสียหายได้ดีเนื่องจาก แพคเกจพอดีกับตัวสินค้า จึงฉีกขาดได้ยาก
11. สามารถใช้ร่วมกับสินค้าอื่นๆ ที่ แพ้ความชื้น เช่น การเก็บอะไหล่ต่างๆ เลนส์กล้อง
12. ป้องกันการสูญเสียความชื้นในอาหาร จากการแช่แข็ง (Freezer Burn)
13. ประหยัดเวลาในการหมักเนื้อได้ เมื่อมีการรัดตึงของอาหารจะทำให้เครื่องเทศซึมเข้าเนื้อได้ดีขึ้น

หลักเกณฑ์ในการเลือกว่า เครื่องสูญญากาศ รุ่นไหนเหมาะกับการใช้งาน
หลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่าเครื่องซีลสุญญากาศรุ่นไหนเหมาะกับการใช้งานของลูกค้า เราต้องคำนึงถึง 4 ข้อหลักๆ ดังนี้
1. จำนวนถุงที่ต้องการซีลต่อวัน หากปริมาณที่ ต้องการใช้ซีลต่อวัน มีจำนวนมากควรเลือกรุ่นที่เหมาะสม กับการทำงาน เช่น ต้องการซีลต่อวัน อยู่ที่เกิน 100 ถุงต่อวัน ควรมองเป็น รุ่นอุตสาหกรรม
2. สินค้าที่ต้องการนำมาซีล เช่น หากสินค้าเป็นของแห้ง สามารถใช้เครื่องดูดสูญญากาศรุ่น VC01, VCX, VC77 (รุ่นพวกนี้ข้อควรระวัง คือ ห้ามน้ำเข้าตัวเครื่อง) แต่ถ้าสินค้าของเรามีน้ำด้วยต้องใช้เป็นเครื่องซีลรุ่น VC88, VC99, VCC02, VCC03
3. ประเภทถุงบรรจุภัณฑ์ที่ต้องการ หากเราต้องการให้แพคเกจมีความหลากหลาย ควรเลือกใช้รุ่น กึ่งอุตสาหกรรมขึ้นไป
4. ขนาดบรรจุภัณฑ์ที่ต้องการ โดยส่วนมากเครื่องซีลสุญญากาศจะมีหน้ากว้างตั้งแต่ 30-45 cm แต่หากสินค้ามีหน้ากว้างยาวเป็นพิเศษ รุ่น VC100 ที่มีหน้ากว้างถึง 60 cm ถึงสามารถตอบโจทย์ได้

บทความนี้จะช่วยให้ท่านตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
จำนวนถุงที่ต้องการซีลต่อวัน
1. ซีลถุงไม่เกิน 50 ถุงต่อวัน VC01, VCX
2. ซีลถุงไม่เกิน 100 ถุงต่อวัน VC77, VC88
3. ซีลถุงเกิน 100 ถุงต่อวัน VC99, VC100, VCC02, VCC03
สินค้าที่ต้องการนำมาซีล
1. ของแห้ง ได้ทุกรุ่น
2. สินค้าที่มีน้ำหมาดๆ หรือซอส VC88, VC99, VC100, VCC02, VCC03
3. สินค้าที่เป็นผง หรือ ครีม เช่น พริกไท VCC02, VCC03
ประเภทถุงบรรจุภัณฑ์ (ข้อแตกต่างระหว่าง ถุงซีลสุญญากาศแบบเรียบ VS ถุงซีลสุญญากาศลายนูน)
1. ถุงซีลสุญญากาศลายนูน VC01, VCX, VC77, VCC02, VCC03
2. ถุงซีลสุญญากาศแบบเรียบ VC88, VC99, VC100, VCC02, VCC03
3. ถุงฟอยด์ ถุงอลูมิเนียม ถุงร้อน ถุงเย็น ถุงคราฟท์ VC88, VC99, VC100, VCC02, VCC03
ขนาดบรรจุภัณฑ์ที่ต้องการ
1. หน้ากว้างถุงไม่เกิน 30 cm ได้ทุกรุ่น
2. หน้ากว้างถุง 30-45 cm VC99, VC100
3. หน้ากว้างถุง 45-60 cm VC100

รายการสินค้า ขนาด และ รุ่น ต่างๆ

รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ
บริษัท สปริงกรีนอีโวลูชั่น จำกัด
658 ซ. เจริญกรุง 67 ถนนเจริญกรุง แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120 https://www.sgethai.com/
Phone: 086-199-8958 Email: sales@sgethai.com
Line: @sgethai
Fanpage: https://facebook.com/sgethai2016/
ฝ่ายขาย: คุณธนพร (เม) โทร. 082-674-1949 E-mail: springgreenevolution@gmail.com
ผู้จัดการฝ่ายขาย: คุณกวิน เอื้อรักษาสัตย์ 065-623-6989 Email: springgreenevolution@gmail.com
26
สัมมนาฟรี: นวัตกรรมการแปรรูปสมุนไพรแบบสกัด เพื่อการส่งออก

วันที่: พุธ 19 ก.พ. 2563
เวลา: 08.30-15.30 น.
สถานที่: ณ ศูนย์เรียนรู้เทคโนโลยี่การอบแห้งแบบพ่นฝอย
โทร: 02-574 2275, 093-140 2275, 081-807 2275, 081 736 2275 แฟกซ์: 02-981 7856
อีเมล์: spraydrytech@gmail.com
www.eurobesttechnology.co.th

จัดโดย
- ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8
- ศูนย์เรียนรู้เทคโนโลยี่การอบแห้งแบบพ่นฝอย
- บริษัท ยูโร เบสท์ เทคโนโลยี จำกัด
- และภาคีเครือข่าย

สนับสนุนโดย: กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม

สัมมนา ฟรี
ลุ้นรับ คูปองเงินสด มูลค่า 2,000 – 5,000 บาท
เมื่อสมัคร และ ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน


27
แลกเปลี่ยน เรียนรู้ / Does your dairy test measure up? Why certifications matter
« กระทู้ล่าสุด โดย fnsTeam เมื่อ มกราคม 23, 2020, 02:42:22 PM »

Does your dairy test measure up? Why certifications matter

As a food manufacturer in a rapid-turn environment, you are constantly looking for ways to maintain quality and safety while getting your food to the shelf faster than ever. The dairy industry has seen a lot of new technologies and techniques to detect pathogens and spoilage bacteria since the first Pasteurized Milk Ordinance was passed in 1924. Scientists continue to find new technologies and techniques to detect pathogens in food and beverages.
Whether you process milk, butter, ice cream or dry ingredients, you want to know your products are safe. And you want to test quickly and easily without waste. But has your dairy test passed the test?

The importance of third-party validations

When you select methods to test your food and beverage products, you should ensure that those methods have data to back them up. Rigorous testing reviewed by a third-party agency – and certification from them – lets you know that those methods have been proven effective and accurate.

AOAC® International is an independent, third-party association of international government agencies, industry organizations and research institutions. They were established in 1884 as the Association of Official Agricultural Chemists, but they have expanded their membership and mission since then. They develop standards for laboratory testing and provide multiple certifications and validations for food and beverages, baby formula, and more.

3M Food Safety works with AOAC International to validate methods and to reaffirm test kits have a consistently high level of performance. 3M™ Petrifilm™ Plates are used to test for yeasts and mold in dairy and other foods, coliform, and bacterial populations. These methods have all been tested and certified by the AOAC so food manufacturers have assurance that the tests have been approved by an unbiased agent.

Read more about the importance of validations

What are 3M Petrifilm Plates?

For the past 35 years, 3M Petrifilm Plates have served as a potential replacement for traditional agar plates. One 3M Petrifilm Plate is used to replace one agar plate. They are a rehydratable, culture medium system that contains nutrients, a cold-water-soluble gelling agent and indicator dyes that facilitate colony enumeration. They test a wide range of microorganisms including E. coli, Listeria, yeasts, molds, and Staphylococcus aureus. 3M Petrifilm Plates are used for the enumeration of bacteria in environmental monitoring, in-process testing, and finished product testing in the food and beverage industries.

Skip the agar: save time and space

Who wants to spend time preparing culture-based tests using agar plates? Food safety lab technicians can spend hours preparing Petri dishes for microbial analysis. They can reduce the amount of time spent preparing tests by about 45%. A study of 292 U.S. food-processing plants showed that 3.7 hours of technicians’ time was saved per day by using 3M Petrifilm Plates*. They come ready-to-use and may give you faster results – often half the time that is needed with traditional agar methods. Technicians just follow three simple steps: inoculate – no prep needed, incubate using a compact incubator and interpret by counting colonies easily detected thanks to chromogenic indicators.

Plus, 3M Petrifilm Plates are shelf-stable and paper-thin, so that means they last longer and allow for more open room on your countertops and in storage areas.

Save water and energy and cut waste

You have a commitment to meeting sustainability goals and reducing your environmental footprint. Using 3M Petrifilm Plates can help you meet those goals. Compared to traditional agar methods, a study conducted by the 3M Environmental Laboratory shows that you’ll use 76 percent less energy and 79 percent less water.

The study also shows the 3M Petrifilm Plates result in 75 percent less greenhouse gas and produce 66 percent less waste than agar methods. That’s good news for everyone.
Calculate your sustainability savings


If you are using traditional agar plate testing, take a look at 3M Petrifilm Plates for dairy. They are easy to use – no time-consuming prep – and have a stable shelf-life. These paper-thin plates can also help you meet your sustainability goals by using less water and less energy and reducing greenhouse gas emissions.
What are you waiting for? Learn more about 3M Petrifilm Plates.

Learn more about environmental monitoring

Learn more about the importance of environmental monitoring and the steps you can take to be more proactive about food safety in your facility. Download the full handbook by visiting 3M Environmental Monitoring.

Need more information on the total 3M Food Safety testing solution? Simply reach out and we’ll be happy to help you with any questions you have.

Adherence to industry regulations and keeping your dairy facility free of spoilage or pathogenic microorganisms continue to remain important. 3M Food Safety has developed a total solution to help industry professionals along each stage of the food processing journey.

Contact Detail:
3M Food Safety Department
3M Thailand Limited
159 Asokemontri Rd., Klongtoey Nue, Wattana, Bangkok 10110 | Thailand
Tel: 0 2260 8577, M: 098-582 4428
Ms. Narisara Wanigorn E-Mail: nwanigorn@mmm.com
Ms. Masinee Likhitrattanapaiboon E-Mail: maneelik@mmm.com
Ms. Narunras (Kavisra) Bhuyothin E-Mail: kbhuyothin@mmm.com

การทดสอบผลิตภัณฑ์นมของคุณวัดได้หรือไม่ ทำไมการรับรองจึงมีความสำคัญ

ในฐานะผู้ผลิตอาหารภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คุณกำลังมองหาวิธีที่จะรักษาคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งสามารถนำอาหารออกจำหน่ายได้เร็วกว่าเดิมหรือไม่ ตั้งแต่กฎหมายนมพาสเจอร์ไรส์ฉบับแรกผ่านในปี 1924 เราก็ได้เห็นเทคโนโลยีและเทคนิคใหม่ๆ มากมายในการตรวจหาเชื้อก่อโรคและแบคทีเรียที่ทำให้อาหารเน่าเสียในวงการอุตสาหกรรมนม นักวิทยาศาสตร์ยังคงคิดค้นเทคโนโลยี และเทคนิคใหม่ๆ ในการตรวจหาเชื้อก่อโรคในอาหารและเครื่องดื่ม
ไม่ว่าคุณจะทำการแปรรูปนม เนย ไอศกรีม หรือส่วนผสมแห้ง คุณต้องรู้ว่าผลิตภัณฑ์ของคุณปลอดภัยหรือไม่ และคุณต้องการการทดสอบที่รวดเร็วและง่ายโดยไม่สิ้นเปลือง แต่ผลิตภัณฑ์นมของคุณผ่านการทดสอบหรือไม่

การตรวจสอบความถูกต้องโดยผู้ตรวจสอบอิสระจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
เมื่อคุณเลือกวิธีการทดสอบผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มของคุณ คุณควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าวิธีการเหล่านั้นมีข้อมูลสนับสนุนเพียงพอ การทดสอบอย่างเข้มงวดที่ได้รับการตรวจสอบและรับรองจากหน่วยงานอิสระ ช่วยให้คุณทราบว่าวิธีการทดสอบเหล่านั้นมีประสิทธิภาพและถูกต้อง
AOAC® International คือองค์กรอิสระที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐบาลระหว่างประเทศ องค์กรอุตสาหกรรม และสถาบันการวิจัย ก่อตั้งขึ้นในปี 1884 ในฐานะสมาคมนักเคมีเกษตรอย่างเป็นทางการ และได้ขยายการเป็นสมาชิกและภารกิจตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จากนั้นได้พัฒนามาตรฐานสำหรับการทดสอบทางห้องปฏิบัติการ ให้การรับรองและการตรวจสอบที่หลากหลายสำหรับอาหารและเครื่องดื่ม อาหารสูตรสำหรับทารก และอื่นๆ อีกมากมาย ความปลอดภัยด้านอาหารของ 3เอ็ม ทำงานร่วมกับ AOAC International ในการตรวจสอบวิธีการทดสอบ และรับรองยืนยันชุดการทดสอบว่ามีประสิทธิภาพอยู่ในระดับสูงมาอย่างต่อเนื่อง แผ่นอาหารเลี้ยงเชื้อสำเร็จรูป 3M™ Petrifilm™ Plates ใช้สำหรับทดสอบยีสต์และราในนมและอาหารอื่นๆ รวมถึงเชื้อโคลิฟอร์ม และจำนวนเชื้อแบคทีเรียทั่วไป

วิธีการทดสอบเหล่านี้ได้รับการทดสอบและรับรองโดย AOAC เพื่อให้ผู้ผลิตอาหารมีความมั่นใจว่าการทดสอบได้รับการอนุมัติโดยองค์กรอิสระที่เป็นกลาง

ข้อมูลเพิ่มเติมความสำคัญของการตรวจสอบความถูกต้อง

แผ่นอาหารเลี้ยงเชื้อสำเร็จรูปของ 3เอ็ม คืออะไร

ตลอดระยะเวลา 35 ปีที่ผ่านมา แผ่นอาหารเลี้ยงเชื้อสำเร็จรูปของ 3เอ็ม ได้ถูกนำมาใช้ทดแทนจานอาหารเลี้ยงเชื้อแบบดั้งเดิมแผ่นอาหารเลี้ยงเชื้อสำเร็จรูปของ 3เอ็ม หนึ่งแผ่นถูกใช้แทนจานอาหารเลี้ยงเชื้อ 1 จาน แผ่นอาหารเลี้ยงเชื้อแห้งสำเร็จรูป มีอาหารเลี้ยงเชื้อที่อุดมไปด้วยสารอาหาร เจลที่ละลายได้ในน้ำเย็น และสารบ่งชี้ที่ทำให้เกิดสีซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการนับจำนวนโคโลนีของเชื้อ สามารถทดสอบจุลินทรีย์ได้หลากหลายชนิดรวมถึง เชื้ออีโคไล เชื้อลิสทีเรีย ยีสต์ รา และ เชื้อสแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส แผ่นอาหารเลี้ยงเชื้อสำเร็จรูปของ 3เอ็ม ใช้ในการนับจำนวนแบคทีเรียในการตรวจสอบเฝ้าระวังด้านสิ่งแวดล้อม การทดสอบระหว่างกระบวนการผลิต และการทดสอบผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม

เปลี่ยนการใช้อาหารเลี้ยงเชื้อแบบเดิมๆ กันเถอะ ประหยัดเวลา และพื้นที่

ไม่มีใครอยากเสียเวลาในการเตรียมการทดสอบเชื้อจุลินทรีย์โดยการใช้จานอาหารเลี้ยงเชื้อ ผู้ทดสอบของห้องปฏิบัติการเพื่อความปลอดภัยด้านอาหาร ใช้เวลาวันละหลายชั่วโมงในการเตรียมอาหารเลี้ยงเชื้อเพื่อการวิเคราะห์จุลินทรีย์ พวกเขาสามารถลดระยะเวลาที่ใช้ในการเตรียมการทดสอบลงได้ประมาณ 45% การศึกษาในโรงงานอาหารแปรรูปจำนวน 292 แห่งในสหรัฐอเมริกาแสดงให้เห็นว่า ผู้ทดสอบประหยัดเวลาถึง 3.7 ชั่วโมงต่อวัน เมื่อใช้แผ่นอาหารเลี้ยงเชื้อสำเร็จรูปของ 3เอ็ม* แผ่นอาหารเลี้ยงเชื้อสำเร็จรูปจำหน่ายในรูปแบบพร้อมใช้งาน ให้ผลลัพธ์ที่รวดเร็ว ใช้เวลาเพียงครึ่งเดียวของการทดสอบด้วยวิธีการเลี้ยงเชื้อแบบดั้งเดิม
ผู้ทดสอบเพียงทำตาม 3 ขั้นตอนง่ายๆ หยดตัวอย่าง – โดยไม่จำเป็นต้องเตรียมการใดๆ แล้วนำไปบ่มในตู้บ่มเพาะเชื้อขนาดกะทัดรัด และอ่านผลได้อย่างง่ายดายโดยการนับจำนวนจุลินทรีย์ซึ่งมีสารบ่งชี้ที่ทำให้เกิดสี ยิ่งไปกว่านั้นแผ่นอาหารเลี้ยงเชื้อสำเร็จรูปของ 3เอ็ม มีอายุการเก็บรักษาได้นาน และมีขนาดบางเท่ากระดาษ ทำให้เก็บไว้ได้ยาวนาน แถมประหยัดพื้นที่การจัดเก็บ ทำให้ไม่กินพื้นที่บนโต๊ะทำงาน

ประหยัดการใช้น้ำและพลังงาน รวมถึงลดปริมาณของเสีย

หากคุณมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาอย่างยั่งยืนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การใช้แผ่นอาหารเลี้ยงเชื้อสำเร็จรูปของ 3เอ็ม สามารถช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายเหล่านั้น จากการศึกษาที่ดำเนินการโดยห้องปฏิบัติการสิ่งแวดล้อมของ 3เอ็ม พบว่าเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการเพาะเลี้ยงเชื้อแบบดั้งเดิม คุณจะใช้พลังงานน้อยลง 76% และใช้น้ำลดลง 79%

การศึกษายังแสดงให้เห็นด้วยว่าแผ่นอาหารเลี้ยงเชื้อสำเร็จรูปของ 3เอ็ม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงถึง 75% และลดปริมาณขยะลง 66% เมื่อเทียบกับวิธีการเลี้ยงเชื้อแบบดั้งเดิม ซึ่งนับเป็นข้อดีมากๆ

คำนวณว่า 3เอ็ม ช่วยคุณประหยัดการใช้ทรัพยากรได้อย่างไร


หากคุณกำลังทดสอบผลิตภัณฑ์นมด้วยจานอาหารเลี้ยงเชื้อแบบดั้งเดิม ลองศึกษาแผ่นอาหารเลี้ยงเชื้อสำเร็จรูปของ 3เอ็ม ใช้งานง่าย ไม่ต้องเสียเวลาในการเตรียมการ และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน นอกจากนี้ แผ่นอาหารเลี้ยงเชื้อขนาดบางเท่ากระดาษนี้ ยังช่วยคุณให้บรรลุเป้าหมายความยั่งยืนด้วยการประหยัดน้ำและพลังงาน อีกทั้งยังลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย
ไม่ต้องลังเล เปลี่ยนมาใช้ 3เอ็มได้เลยตอนนี้ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแผ่นอาหารเลี้ยงเชื้อสำเร็จรูปของ 3เอ็ม

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับความสำคัญของการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม และขั้นตอนเชิงรุกที่คุณสามารถดำเนินการได้มากขึ้นเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหารในโรงงานของคุณ
ดาวน์โหลด คู่มือฉบับสมบูรณ์ได้ที่การตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมของ 3เอ็ม

คุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เพื่อความปลอดภัยด้านอาหารแบบครบวงจรของ 3เอ็ม หรือไม่ ง่ายๆ เพียงติดต่อเรา เรายินดีอย่างยิ่งที่จะช่วยเหลือคุณในทุกๆ คำถามที่คุณมี

การปฏิบัติตามกฎระเบียบอุตสาหกรรม และการทำให้โรงงานผลิตนมของคุณปลอดจากการเน่าเสีย หรือเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคยังคงเป็นสิ่งสำคัญ ความปลอดภัยด้านอาหารของ 3เอ็ม ได้พัฒนานวัตกรรมที่ครบวงจรเพื่อช่วยอุตสาหกรรมอย่างผู้เชี่ยวชาญในทุกๆ ขั้นตอนตลอดเส้นทางการแปรรูปอาหาร

รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ
แผนกผลิตภัณฑ์เพื่อความปลอดภัยของอาหาร (Food Safety)
บริษัท 3เอ็ม ประเทศไทย จำกัด
ชั้น 12 อาคารเสริมมิตรทาวเวอร์ 159 ถนนอโศกมนตรี แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110
โทรศัพท์: 0 2260 8577, 098-582 4428
คุณนริสรา วานิกร  อีเมล์: nwanigorn@mmm.com
คุณเมสิณี ลิขิตรัตนไพบูลย์ อีเมล์: maneelik@mmm.com
คุณณรัณรัชต์ ภู่โยธิน อีเมล์: kbhuyothin@mmm.com
28
แลกเปลี่ยน เรียนรู้ / USDA FSIS Chooses 3M
« กระทู้ล่าสุด โดย fnsTeam เมื่อ มกราคม 23, 2020, 02:39:27 PM »

USDA FSIS Chooses 3M

USDA FSIS Chooses 3M
USDA Food Safety and Inspection Service Chooses 3M for Salmonella and Listeria monocytogenes Testing.

3M Food Safety is honored to announce that following rigorous performance evaluations against other commercially available rapid methods, the United States Department of Agriculture’s Food Safety and Inspection Service (USDA FSIS) has chosen 3M™ Molecular Detection System as the primary method to be used for the detection of Salmonella and Listeria monocytogenes: two major pathogenic organisms continually threatening food production and processing.

Read the updated USDA FSIS Microbiology Laboratory Guidebook (MLG) methods for pathogen detection
Read MLG 4.10  |  Read MLG 8.11  |  Find the entire MLG

For over 150 years, the United States Department of Agriculture has worked to improve the lives of Americans through many facets, including transportation and production of food. The U.S. Department of Agriculture’s Food Safety and Inspection Service (USDA FSIS) is devoted to their mission statement: “Protecting the public’s health by ensuring the safety of meat, poultry, and processed egg products,” and 3M Food Safety is proud to diligently work with them on this.

“Protecting food, consumers and businesses with innovative and reliable technologies has been at the core of everything we do, so the USDA FSIS’ selection of 3M as a partner is validation of the science and the spirit of our work,” said Polly Foss, 3M Food Safety Global Vice President. “The 3M™ Molecular Detection System has proven to be a highly accurate and efficient tool for many food producers globally.”

Pathogen Testing for Salmonella


Salmonella can infect the digestive tracts of humans, warm and cold-blooded animals (this includes your beloved pets), and the environment.  Salmonella is known to be a significant problem in the poultry industry throughout the world and is tightly regulated. Poultry and meat-associated products are recognized as a recurrent vehicle for Salmonella outbreaks. According to the U.S. Centers for Disease Control and Prevention (CDC), every year Salmonellosis results in around 19,000 Salmonella-induced hospitalizations.  3M Food Safety is assisting the food and beverage industries to detect this dangerous pathogen through the use of the 3M™ Molecular Detection Assay 2 – Salmonella and the 3M™ Petrifilm™ Salmonella Express System.

Pathogen Testing for Listeria


Listeria is a ubiquitous and hardy bacterium.  It can survive acidic, higher salt, or refrigerated conditions.  Because of this, it poses a unique challenge to the food industry.  But, not all species are pathogenic to humans and animals.  L. monocytogenes, one of the species considered a pathogen may result in Listeriosis if ingested.  In the United States, the CDC estimates that 1600 people are infected with Listeriosis annually.  L. monocytogenes has a higher mortality rate (20%) when compared to Salmonella (1%).   Unlike Salmonella the population at greatest risk for Listeriosis are pregnant women and their fetuses, newborns, elderly, and the immune-compromised.  Demand for increased preventions and controls are being placed in the food industry; making it crucial to have a detection method that you can trust.  The 3M™ Molecular Detection Assay 2 – Listeria and the 3M™ Molecular Detection Assay 2 – Listeria monocytogenes help you detect this harmful pathogen.

Advanced Technology, Enhanced Reliability


Regardless of the pathogen being tested, a reliable testing method is vital. Our complete portfolio of pathogen testing products feature the instruments, assays, and accessories you need to quickly and reliably test for major pathogens. The 3M™ Molecular Detection System combines novel technologies – isothermal DNA amplification and bioluminescence detection – resulting in a fast, accurate, easy-to-use application that overcomes certain limitations of PCR (Polymerase Chain Reaction) pathogen testing methods.  It simultaneously accommodates individual, pathogen-specific assays, enabling users in meat, poultry and other food and beverage categories to run up to 96 different tests concurrently for a range of organisms and across various food and environmental samples. The next generation 3M™ Molecular Detection Assays have been consistently validated by leading scientific validation organizations throughout the world (AOAC® INTERNATIONAL, AFNOR, Health Canada, MAPA) for a comprehensive variety of sample types.


Contact Detail:
3M Food Safety Department
3M Thailand Limited
159 Asokemontri Rd., Klongtoey Nue, Wattana, Bangkok 10110 | Thailand
Tel: 0 2260 8577, M: 098-582 4428
Ms. Narisara Wanigorn E-Mail: nwanigorn@mmm.com
Ms. Masinee Likhitrattanapaiboon E-Mail: maneelik@mmm.com
Ms. Narunras (Kavisra) Bhuyothin E-Mail: kbhuyothin@mmm.com


กระทรวงเกษตรแห่งสหรัฐอเมริกา หน่วยบริการด้านความปลอดภัยและตรวจสอบคุณภาพอาหาร (USDA FSIS) เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของ 3เอ็ม
หน่วยบริการด้านความปลอดภัยและตรวจสอบคุณภาพอาหารของ USDA (USDA FSIS) เลือกวิธีของ 3เอ็ม ในการทดสอบ เชื้อซาลโมเนลล่า และ เชื้อลิสทีเรีย โมโนไซโตจิเนส

3เอ็ม รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับการรับรองในการประเมินประสิทธิภาพของ 3M™ Molecular Detection System กับวิธีการที่รวดเร็วอื่นๆ ที่มีจำหน่ายในท้องตลาด โดยหน่วยบริการความปลอดภัยและตรวจสอบอาหารของกระทรวงเกษตรแห่งสหรัฐอเมริกา (USDA FSIS) ซึ่งได้เลือกชุดทดสอบเชื้อก่อโรคระดับโมเลกุล 3M™ Molecular Detection System เป็นวิธีหลักในการตรวจหาเชื้อซาลโมเนลล่าและเชื้อลิสทีเรีย โมโนไซโตจิเนส ซึ่งเป็นสองเชื้อก่อโรคสำคัญที่คุกคามการผลิตและการแปรรูปอาหารมาอย่างต่อเนื่อง

อ่านคู่มือวิธีปฏิบัติการด้านจุลชีววิทยาของ USDA FSIS ฉบับปรับปรุง (MLG) สำหรับวิธีการตรวจหาเชื้อก่อโรค
อ่าน MLG 4.10 | อ่าน MLG 8.11 | ค้นหา MLG ทั้งหมด

กว่า 150 ปีที่กระทรวงเกษตรแห่งสหรัฐอเมริกาได้พัฒนาความเป็นอยู่ของชาวอเมริกันในหลากหลายด้าน ซึ่งรวมถึงการขนส่งและการผลิตอาหาร หน่วยบริการความปลอดภัยและตรวจสอบอาหารของกระทรวงเกษตรแห่งสหรัฐอเมริกา (USDA FSIS) อุทิศตนให้กับพันธกิจของพวกเขา: “การปกป้องสุขภาพของประชาชนด้วยการรับรองความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เนื้อ, ผลิตภัณฑ์สัตว์ปีก และผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากไข่” ซึ่งแผนกผลิตภัณฑ์เพื่อความปลอดภัยด้านอาหารของ 3เอ็ม มีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ทำงานร่วมกับพวกเขาในเรื่องนี้

“การปกป้องอาหาร ผู้บริโภค และธุรกิจด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และน่าเชื่อถือเป็นหัวใจหลักของทุกสิ่งที่เราทำ ดังนั้นการที่ USDA FSIS เลือก 3เอ็ม ในฐานะพันธมิตร เป็นการตอกย้ำคุณค่าของวิทยาศาสตร์ และจิตวิญญาณในการทำงานของพวกเรา” Polly Foss, รองประธานฝ่ายความปลอดภัยด้านอาหารของ 3เอ็ม กล่าว
"ชุดทดสอบเชื้อก่อโรคระดับโมเลกุล 3M™ Molecular Detection System ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นเครื่องมือที่แม่นยำและมีประสิทธิภาพสูงเหมาะสำหรับผู้ผลิตอาหารในทั่วทุกมุมโลก”

การทดสอบเชื้อก่อโรคสำหรับ เชื้อซาลโมเนลล่า


เชื้อซาลโมเนลล่า สามารถติดเชื้อได้ทั้งในทางเดินอาหารของมนุษย์ สัตว์เลือดอุ่นและสัตว์เลือดเย็น (รวมถึงสัตว์เลี้ยงอันเป็นที่รักของคุณ) และในสิ่งแวดล้อม เป็นที่รู้กันดีว่า เชื้อซาลโมเนลล่า เป็นปัญหาสำคัญในอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์ปีกทั่วโลกและถูกควบคุมอย่างเข้มงวด สัตว์ปีก และผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ถือเป็นแหล่งที่ทำให้เกิดการปนเปื้อนชั้นดีที่ทำให้เกิดการระบาดของ เชื้อซาลโมเนลล่า ซ้ำแล้วซ้ำอีก จากรายงานของศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) พบว่าในทุกๆ ปีจะมีผู้ป่วยติดเชื้อที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่มีสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อซาลโมเนลล่าประมาณ 19,000 ราย ความปลอดภัยด้านอาหารของ 3เอ็ม กำลังช่วยเหลืออุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในการตรวจสอบเชื้อก่อโรคที่เป็นอันตรายนี้ โดยผ่านชุดทดสอบเชื้อก่อโรคสำหรับ เชื้อซาลโมเนลล่า 3M™ Molecular Detection Assay 2 – Salmonella และชุดทดสอบ เชื้อซาลโมเนลล่า แบบรวดเร็ว 3M™ Petrifilm™ Salmonella Express System

การทดสอบเชื้อก่อโรคสำหรับ เชื้อลิสทีเรีย


เชื้อลิสทีเรีย เป็นแบคทีเรียที่พบโดยทั่วไป และมีความทนต่อสภาวะแวดล้อมเป็นอย่างมาก สามารถอาศัยอยู่ได้ทั้งในสภาวะกรด ความเค็มสูง หรืออุณหภูมิต่ำเช่น ในตู้เย็น ด้วยเหตุนี้ถือเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับวงการอุตสาหกรรมอาหาร แต่ไม่ใช่ทุกสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดโรคกับมนุษย์และสัตว์
เชื้อลิสทีเรีย โมโนไซโตจิเนส หนึ่งในสายพันธุ์ที่ถือว่าเป็นเชื้อก่อโรค ซึ่งหากรับประทานเข้าไปอาจทำให้เกิดโรคติดเชื้อลิสทีเรีย CDC ประมาณการว่าทุกๆ ปีจะมีผู้ป่วยโรคติดเชื้อลิสทีเรียถึง 1,600 คนในประเทศสหรัฐอเมริกา
เชื้อลิสทีเรีย โมโนไซโตจิเนส ก่อให้เกิดอัตราการตายที่สูงกว่า (20%) เมื่อเปรียบเทียบกับ เชื้อซาลโมเนลล่า(1%) ประชากรที่มีความเสี่ยงมากที่สุดในการเกิดโรคติดเชื้อลิสทีเรีย คือหญิงตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ ทารกแรกเกิด ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ซึ่งแตกต่างจาก เชื้อซาลโมเนลล่า ความต้องการในการป้องกันและการควบคุมที่เพิ่มขึ้นเป็นที่ต้องการในวงการอุตสาหกรรมอาหาร ทำให้จำเป็นต้องมีวิธีการตรวจจับที่คุณสามารถเชื่อถือได้ ชุดทดสอบเชื้อก่อโรคสำหรับเชื้อลิสทีเรีย 3M™ Molecular Detection Assay 2 – Listeria และชุดทดสอบเชื้อก่อโรคสำหรับเชื้อลิสทีเรีย โมโนไซโตจิเนส 3M™ Molecular Detection Assay 2 – Listeria monocytogenes จะช่วยคุณในการตรวจจับเชื้อก่อโรคที่เป็นอันตรายนี้

เทคโนโลยีขั้นสูง เพิ่มความน่าเชื่อถือ


วิธีการทดสอบที่เชื่อถือได้นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะคำนึงถึงเชื้อก่อโรคที่จะทำการทดสอบหรือไม่ก็ตาม
กลุ่มผลิตภัณฑ์ทดสอบเชื้อก่อโรคทั้งหมดของเรามีเครื่องมือ ชุดตรวจ และอุปกรณ์เสริมที่คุณต้องการ เพื่อทดสอบเชื้อก่อโรคที่สำคัญอย่างรวดเร็วและเชื่อถือได้ ชุดทดสอบเชื้อก่อโรค 3M™ Molecular Detection System รวบรวมเทคโนโลยีที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอแบบวนลูปโดยใช้อุณหภูมิเดียว และการตรวจสอบการเรืองแสง ทำให้ได้ผลการทดสอบที่รวดเร็ว ถูกต้อง และง่ายต่อการใช้งาน ซึ่งสามารถเอาชนะข้อจำกัดบางอย่างของวิธีการทดสอบเชื้อก่อโรค วิธี PCR หรือเทคนิคปฏิกิริยาลูกโซ่พอลิเมอเรส (Polymerase Chain Reaction) ซึ่งสามารถรองรับการใช้งานได้หลายงานพร้อมกัน การตรวจสอบเชื้อก่อโรคที่เฉพาะเจาะจงทำให้ผู้ใช้งานในหมวดเนื้อสัตว์ สัตว์ปีก และอาหารอื่นๆ รวมทั้งเครื่องดื่ม สามารถทำการทดสอบที่แตกต่างกันได้ถึง 96 แบบพร้อมกัน ทั้งนี้สามารถใช้ทดสอบสิ่งมีชีวิตได้หลากหลาย รวมถึงตัวอย่างอาหารและตัวอย่างจากสิ่งแวดล้อมต่างๆ ชุดทดสอบเชื้อก่อโรค 3M™ Molecular Detection System รุ่น 2 นี้ ได้รับการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องโดยองค์กรตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ชั้นนำทั่วโลก (AOAC®  INTERNATIONAL, AFNOR, Health Canada, MAPA) เพื่อให้ครอบคลุมตัวอย่างหลากหลายประเภทมากยิ่งขึ้น
ติดต่อเราเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมว่านวัตกรรมความปลอดภัยด้านอาหารของ 3เอ็ม ช่วยคุณได้อย่างไร


รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ
แผนกผลิตภัณฑ์เพื่อความปลอดภัยของอาหาร (Food Safety)
บริษัท 3เอ็ม ประเทศไทย จำกัด
ชั้น 12 อาคารเสริมมิตรทาวเวอร์ 159 ถนนอโศกมนตรี แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110
โทรศัพท์: 0 2260 8577, 098-582 4428
คุณนริสรา วานิกร  อีเมล์: nwanigorn@mmm.com
คุณเมสิณี ลิขิตรัตนไพบูลย์ อีเมล์: maneelik@mmm.com
คุณณรัณรัชต์ ภู่โยธิน อีเมล์: kbhuyothin@mmm.com
29
แลกเปลี่ยน เรียนรู้ / 3 Key Steps for Establishing an Effective Food Allergen Control Plan
« กระทู้ล่าสุด โดย fnsTeam เมื่อ มกราคม 23, 2020, 02:36:55 PM »

3 Key Steps for Establishing an Effective Food Allergen Control Plan

With allergies becoming an increasing health problem globally, the need to have an allergen control plan has never been more critical.

Do you know where your allergen control plan is? The need for food manufacturers to have a clearly defined allergen control plan in place has never been more essential. Today, as food allergies are a growing health problem around the world to both children and adults, control measures to prevent food allergenic reactions simply must be established and enforced within the food manufacturing environment.

How did we arrive here? After all, it wasn’t that long ago that the approach to prevent an allergic reaction caused by a particular food relied on avoidance of the consumption of that food by reading product labels. Allergic individuals would merely rely on the information provided on the label to determine whether the ingredients include a food that may be a source of a potential allergen.


That approach started to become more stringent in January 2006 when the Food Allergen Labeling and Consumer Protection Act (FALCPA) took effect in the United States. The law requires that food labels specifically and clearly declare the presence of what is commonly referred to as the Big 8 Food Allergens: Milk, egg, fish, crustacean shellfish, tree nuts, peanuts, wheat and soy. Outside the United States, the European Union, Canada, New Zealand, Japan and other countries have similar requirements for these and other known food allergens. Despite U.S. law now requiring the declaration of allergens on food labels, estimates of food recalls due to mislabeling is at more than 40% in the United States—alarming evidence for the need for a strong and structured allergen control plan. According to the USDA, the number of recalls due to undeclared allergens and ingredients considered a public concern increased from 13% in 2008 to 35% in 2012. The most common causes of recalls stem from changes in product formulation, changes in supplier’s ingredient formulation, regulatory inspections or consumer complaints.


So, what should today’s food manufacturers do? They must declare any allergens in their food to consumers, and they should follow Good Manufacturing Practices (GMP) and keep ingredients segregated within the plant. However, with increased food demand, this is more challenging than ever. As more food and food varieties are produced, the practice of sharing lines for allergen-containing and allergen-free foods is now commonplace. If a company shares production lines within its plant, then it needs to take steps to minimize the risk of cross contact and the unintentional addition of allergens during food production.

The FSMA final rule for Preventive Controls for Human Foods requires facilities to have a food safety plan in place that should consider a risk-based analysis of hazards and preventive controls to minimize or eliminate chemical, physical and biological hazards in the food supply chain. Within these preventive controls, food allergen controls should be in place as written and implemented procedures to control cross contact and ensure proper labeling.

For food and beverage manufacturers looking to establish a food allergen control plan, there are three key steps:

1. Risk Assessment: Is there a chance that unintentional allergens could be present in the food or manufacturing equipment in your plant? Risk assessment involves a hazard analysis by a multifunctional team that includes members from such departments as manufacturing, quality, food safety, sanitation, research and development, and regulatory compliance. Risk assessment helps identify potential sources of food allergens and maps their path through each step of the manufacturing process. Once the path is identified, controls can be put in place in target areas such as reception and storage, scheduling of production runs, variations in production, equipment design and supply and cleaning materials. It is important to periodically review and reassess your risk assessment as new products, formulation changes or vendor changes may change production conditions.

2. Risk Management: Now that risks have been identified, they need to be managed. The key to successful risk management is developing work instructions and standard operating procedures that control the possibility of unintentional allergen contamination. These procedures and instructions include quality requirements for vendors’ ingredients, segregation, production controls, manufacturing scheduling, equipment and plant design, as well as cleaning and sanitation procedures. It is important to validate that these procedures and practices are effective using a science-based approach. In addition, these activities should be routinely reviewed and evaluated for effectiveness. A successful allergen control plan relies on continuous training, clear explanation of procedures and documentation of the existence and effectiveness of the plan.

3. Risk Communication: The next step after assessment and management is communication. If you have an allergenic food in your plant that could be unintentionally found in the finished food product, it is essential that this information appears on the food label. Risk assessment can help define the nature of the potential allergen. Is the final product manufactured from ingredients that contain allergens or is it manufactured on equipment that is in direct contact with allergenic ingredients? This analysis can ensure proper labeling, either in the food ingredients or as a precautionary allergen label (PAL).


Ultimately, it is important to remember that food allergen control plans require management commitment to succeed. Continual communication and training increase the safety of manufactured products. Allergen control is but one of the many efforts to prevent and minimize foodborne illness in humans, but the development of and adherence to an effective allergen control plan will go far in protecting allergic consumers and reducing the food manufacturer’s risk to reputational and recall costs.


Contact Detail:
3M Food Safety Department
3M Thailand Limited
159 Asokemontri Rd., Klongtoey Nue, Wattana, Bangkok 10110 | Thailand
Tel: 0 2260 8577, M: 098-582 4428
Ms. Narisara Wanigorn E-Mail: nwanigorn@mmm.com
Ms. Masinee Likhitrattanapaiboon E-Mail: maneelik@mmm.com
Ms. Narunras (Kavisra) Bhuyothin E-Mail: kbhuyothin@mmm.com



3 ขั้นตอนสำคัญสำหรับการจัดทำแผนการควบคุมสารก่อภูมิแพ้ในอาหารอย่างมีประสิทธิภาพ

โรคภูมิแพ้ได้กลายเป็นปัญหาสุขภาพที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ความจำเป็นที่จะต้องมีแผนควบคุมสารก่อภูมิแพ้จึงมีความสำคัญยิ่งกว่าที่เคย

คุณมีแผนควบคุมสารก่อภูมิแพ้หรือยัง ความต้องการในการมีแผนที่ชัดเจนเพื่อควบคุมสารก่อภูมิแพ้ของผู้ผลิตอาหารจึงมีความจำเป็นยิ่งกว่าที่เคย ทุกวันนี้ เนื่องจากการแพ้อาหารเป็นปัญหาสุขภาพของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่กำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก จึงต้องมีการกำหนด และบังคับใช้มาตรการควบคุมสภาวะแวดล้อมในการผลิตอาหารเพื่อป้องกันการเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้จากอาหาร

เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้เองที่เราใช้วิธีการป้องกันปฏิกิริยาภูมิแพ้ที่เกิดจากอาหารบางชนิด โดยอาศัยการหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารดังกล่าวจากการอ่านฉลากผลิตภัณฑ์
บุคคลที่มีอาการแพ้ก็จะอาศัยข้อมูลที่ระบุบนฉลากเพื่อพิจารณาว่าในอาหารนั้นมีส่วนผสมที่อาจเป็นแหล่งของสารก่อภูมิแพ้หรือไม่


แนวทางดังกล่าวเริ่มมีความเข้มงวดขึ้นในเดือนมกราคม 2006 เมื่อพระราชบัญญัติการติดฉลากสารก่อภูมิแพ้ในอาหารและการคุ้มครองผู้บริโภค (FALCPA) มีผลบังคับใช้ในสหรัฐอเมริกา

กฎหมายกำหนดให้ฉลากอาหารระบุอย่างเฉพาะเจาะจงและชัดเจนว่า มีอาหาร 8 ชนิดหลักที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าเป็นตัวการในการก่อภูมิแพ้หรือไม่ ได้แก่ นม ไข่ ปลา สัตว์น้ำที่มีเปลือกหุ้ม นัทชนิดต่างๆ ถั่วลิสง ข้าวสาลี และ ถั่วเหลือง

สำหรับประเทศอื่นที่นอกเหนือจากประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป แคนาดา นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ ก็มีข้อกำหนดที่คล้ายคลึงกันสำหรับสารก่อภูมิแพ้ในอาหารเหล่านี้และสารก่อภูมิแพ้อื่นๆ

แม้ในปัจจุบันกฎหมายของสหรัฐอเมริกากำหนดให้ต้องระบุสารก่อภูมิแพ้บนฉลากอาหาร แต่ยังมีการเรียกคืนอาหาร เนื่องจากการติดฉลากผิดมากกว่า 40% ในสหรัฐอเมริกา หลักฐานที่น่าตกใจนี้นำไปสู่ความต้องการแผนควบคุมสารก่อภูมิแพ้ที่ได้รับการออกแบบอย่างดีและมีประสิทธิภาพ

จากข้อมูลของ USDA พบว่าจำนวนการเรียกคืนเนื่องจากไม่มีการระบุสารก่อภูมิแพ้และส่วนผสม ถือเป็นข้อกังวลของสาธารณชนที่เพิ่มขึ้นจาก 13% ในปี 2008 เป็น 35% ในปี 2012 สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการเรียกคืนเกิดจากการเปลี่ยนแปลงในสูตรผลิตภัณฑ์ การเปลี่ยนแปลงส่วนผสมของผู้ผลิต การตรวจสอบโดยหน่วยงานกำกับดูแล หรือการร้องเรียนของผู้บริโภค


แล้วผู้ผลิตอาหารในปัจจุบันควรทำอย่างไร ผู้ผลิตอาหารจะต้องระบุสารก่อภูมิแพ้ใดๆ ในอาหารให้ผู้บริโภคทราบ และควรปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิต (GMP) และแยกส่วนผสมต่างๆ ที่อยู่ภายในโรงงานด้วย

อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยความต้องการอาหารที่เพิ่มขึ้น เรื่องนี้จึงท้าทายยิ่งกว่าที่เคย เมื่อมีการผลิตอาหารเพิ่มขึ้นและหลากหลายมากขึ้น จึงเป็นเรื่องธรรมดามากในปัจจุบันที่จะใช้สายการผลิตร่วมกันระหว่างอาหารที่มีสารก่อภูมิแพ้ และอาหารที่ปลอดสารก่อภูมิแพ้ หากบริษัทใช้สายการผลิตร่วมกันภายในโรงงานของตน บริษัทจะต้องดำเนินการเพื่อลดความเสี่ยงของการปนเปื้อนข้ามสายการผลิต และการเพิ่มสารก่อภูมิแพ้โดยไม่ได้ตั้งใจในระหว่างการผลิตอาหาร

สาระสำคัญล่าสุดของกฎหมายปฏิรูปความปลอดภัยสินค้าอาหารของสหรัฐฯ (FSMA) ในมาตรการควบคุมเชิงป้องกันสำหรับอาหารมนุษย์ กำหนดให้โรงงานต้องมีแผนความปลอดภัยของอาหารโดยพิจารณาจากการวิเคราะห์ตามความเสี่ยงของอันตรายและการควบคุมเชิงป้องกัน เพื่อลดหรือกำจัดอันตรายทั้ง ทางด้านเคมี กายภาพ และชีวภาพ ในห่วงโซ่อาหาร เราควรมีมาตรการควบคุมสารก่อภูมิแพ้ในอาหารภายใต้มาตรการควบคุมเชิงป้องกันเหล่านี้เป็นลายลักษณ์อักษร และนำไปใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อควบคุมการปนเปื้อนข้ามสายการผลิต และตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีการติดฉลากอย่างถูกต้องและเหมาะสม

3 ขั้นตอนสำคัญในการกำหนดแผนควบคุมสารก่อภูมิแพ้ในอาหารสำหรับผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม มีดังนี้

1. การประเมินความเสี่ยง:  มีโอกาสที่จะมีสารก่อภูมิแพ้โดยไม่ได้ตั้งใจในอาหาร หรืออุปกรณ์การผลิตในโรงงานของคุณหรือไม่ การประเมินความเสี่ยงเป็นการวิเคราะห์อันตรายโดยทีมงานจากหลากหลายหน่วยงาน อันประกอบด้วยสมาชิกจากฝ่ายต่างๆ เช่น ฝ่ายผลิต ฝ่ายควบคุมคุณภาพ ฝ่ายความปลอดภัยของอาหาร ฝ่ายสุขาภิบาล ฝ่ายวิจัยและพัฒนา และการปฏิบัติตามกฎระเบียบของหน่วยงานที่กำกับดูแล การประเมินความเสี่ยงจะช่วยระบุแหล่งที่มาของสารก่อภูมิแพ้ในอาหาร และสร้างแผนที่การเดินทางของสารดังกล่าวในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการผลิต เมื่อเราทราบเส้นทางของสารก่อภูมิแพ้ การควบคุมจะสามารถกระทำได้ในพื้นที่เป้าหมาย เช่น การรับ และการเก็บรักษา การกำหนดตารางการผลิต ความแปรผันของการผลิต การออกแบบและติดตั้งอุปกรณ์ และการจัดหาและอุปกรณ์การทำความสะอาด คุณจะต้องทำการทบทวน และประเมินความเสี่ยงของคุณใหม่เป็นระยะๆ เช่น เมื่อมีผลิตภัณฑ์ใหม่ มีการเปลี่ยนแปลงสูตร หรือมีการเปลี่ยนแปลงผู้จำหน่ายอาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการผลิต

2. การบริหารความเสี่ยง: เมื่อมีความเสี่ยง ก็ต้องมีการจัดการกับความเสี่ยง กุญแจสำคัญในการจัดการความเสี่ยงที่ประสบความสำเร็จคือ การพัฒนาคำแนะนำในการทำงาน และขั้นตอนการปฏิบัติงานมาตรฐานที่สามารถควบคุมความเป็นไปได้ที่จะก่อให้เกิดการปนเปื้อนสารก่อภูมิแพ้โดยไม่ได้ตั้งใจ ขั้นตอนและคำแนะนำในการปฏิบัติงานเหล่านี้หมายรวมถึงข้อกำหนดด้านคุณภาพของวัตถุดิบจากผู้จำหน่าย การคัดแยก การควบคุมการผลิต การกำหนดตารางการผลิต การออกแบบและติดตั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ รวมถึงกระบวนการทำความสะอาดและสุขาภิบาล ดังนั้นการใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์เพื่อทำการตรวจสอบว่าขั้นตอนและการปฏิบัติงานเหล่านี้มีประสิทธิภาพจึงมีความสำคัญอย่างมาก นอกจากนี้ ยังควรทบทวนและประเมินผลกิจกรรมต่างๆ อย่างสม่ำเสมอเพื่อให้มีประสิทธิภาพ แผนควบคุมสารก่อภูมิแพ้ที่ประสบความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง ความชัดเจนของขั้นตอนและเอกสาร และประสิทธิผลของแผนที่ใช้

3. การสื่อสารความเสี่ยง: ขั้นตอนต่อไปหลังจากการประเมินความเสี่ยง และการบริหารความเสี่ยง คือการสื่อสารความเสี่ยง หากคุณมีอาหารที่เป็นสารก่อภูมิแพ้ในโรงงานของคุณ ซึ่งอาจพบโดยไม่ได้ตั้งใจในผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป คุณจะต้องแจ้งข้อมูลนี้บนฉลากอาหาร การประเมินความเสี่ยงสามารถช่วยกำหนดลักษณะของสารก่อภูมิแพ้ที่อาจเกิดขึ้นได้ ผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายผลิตจากส่วนผสมที่มีสารก่อภูมิแพ้ หรือผลิตบนอุปกรณ์ที่สัมผัสกับส่วนผสมที่เป็นสารก่อภูมิแพ้โดยตรงหรือไม่ การวิเคราะห์นี้สามารถรับประกันการติดฉลากที่เหมาะสมทั้งในส่วนของส่วนประกอบของอาหาร หรือบนฉลากแจ้งเตือนอาการแพ้ (PAL)


ท้ายที่สุดแล้ว โปรดระลึกไว้เสมอว่าสิ่งสำคัญที่สุดในแผนการควบคุมสารก่อภูมิแพ้ในอาหาร คือความมุ่งมั่นในการจัดการเพื่อความสำเร็จ

การสื่อสารและการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องเพิ่มความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ที่ผลิต

การควบคุมสารก่อภูมิแพ้เป็นหนึ่งในหลายๆ ความพยายามในการป้องกันและลดการเจ็บป่วยจากอาหารในมนุษย์ การพัฒนา และปฏิบัติตามแผนควบคุมสารก่อภูมิแพ้ที่มีประสิทธิภาพจะช่วยคุ้มครองผู้บริโภคที่แพ้อาหาร รวมถึงลดความเสี่ยงของผู้ผลิตอาหารในด้านของชื่อเสียง และค่าใช้จ่ายในการเรียกคืนผลิตภัณฑ์อีกด้วย

ติดต่อเราเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมว่านวัตกรรมความปลอดภัยด้านอาหารของ 3เอ็ม ช่วยคุณได้อย่างไร


รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ
แผนกผลิตภัณฑ์เพื่อความปลอดภัยของอาหาร (Food Safety)
บริษัท 3เอ็ม ประเทศไทย จำกัด
ชั้น 12 อาคารเสริมมิตรทาวเวอร์ 159 ถนนอโศกมนตรี แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110
โทรศัพท์: 0 2260 8577, 098-582 4428
คุณนริสรา วานิกร  อีเมล์: nwanigorn@mmm.com
คุณเมสิณี ลิขิตรัตนไพบูลย์ อีเมล์: maneelik@mmm.com
คุณณรัณรัชต์ ภู่โยธิน อีเมล์: kbhuyothin@mmm.com
30
แลกเปลี่ยน เรียนรู้ / From PCR to LAMP: The evolution of rapid-testing in food safety
« กระทู้ล่าสุด โดย fnsTeam เมื่อ มกราคม 23, 2020, 02:31:21 PM »

From PCR to LAMP: The evolution of rapid-testing in food safety
Want your work tasks to be simpler and faster? The answer for most of us is, yes!

Food manufacturers want to move food from the plant to the shelf as quickly as possible. When testing for pathogens, getting an answer quickly can help get your products to the shelf faster. Culture-based tests or rapid methods are the two most common testing methods. Culture-based tests, the historic gold standard in testing, look for growth of pathogens in a specific media. However, they are labor intensive and require from three days to a week for results. In contrast, rapid methods have evolved in recent years, and results are now typically available by the next day.

Raj Rajagopal, Ph.D., is a senior global technical service expert in 3M’s Food Safety Lab. He explains that two types of rapid pathogen detection exist – either immuno-based assays or DNA-based assays. DNA-based rapid-method tests are generally considered to be the most accurate.

“They look for the specific and unique DNA sequence of the targeted bacteria,” says Raj. “They can detect the gene codes for pathogens like Salmonella or Listeria in the sample.”

DNA-based methods: How does PCR differ from LAMP?

Among the several kinds of DNA-based rapid methods, polymerase chain reaction (PCR) has been used for pathogen detection for more than 30 years. It can detect foodborne pathogens like Salmonella, Listeria, Listeria monocytogenes and Cronobacter. PCR uses heating and cooling cycles to cause DNA melting and replication.

Here’s how PCR works: The process uses heat to separate the two strands of DNA, and then temperatures are cooled, allowing primers to bind to the DNA followed by replication by a polymerase enzyme. Repeated cycles of heating and cooling, amplify the DNA for detection of pathogens.

In contrast, loop-mediated isothermal amplification (LAMP) is a technology that also uses DNA-based testing. LAMP technology is used in the 3M™ Molecular Detection System, which combines isothermal DNA amplification and bioluminescence detection.
Using methods similar to PCR, LAMP technology uses primers that search for the DNA of Salmonella, Campylobacter or other specific pathogens. If the DNA is present in the sample, the primer will bind and begin the replication process. By amplifying the target DNA in combination with some unique chemistry, light is generated in the reaction and is detectable by the instrument.

However, LAMP differs from PCR in several ways. It uses four to six primers to recognize six distinct regions of DNA or RNA, while PCR uses two primers to recognize two regions. The polymerase used in LAMP cause DNA strand displacement and the primer design causes the end of the DNA strand to form a loop. This structure is the basis for amplification and allows for the exponential accumulation of additional double-stranded DNA.

PCR testing requires numerous cycles of heating and cooling to amplify the target – and that calls for more complex equipment. LAMP uses isothermal amplification, meaning it only needs to be heated up to one temperature – 60 to 65 degrees Celsius. That means fewer steps for the technician and smaller, simpler equipment. LAMP also uses bioluminescence to detect the pathogen, so the equipment can detect amplification of the target during the reaction in as little as 15 minutes.

LAMP and PCR comparison



Why switch to LAMP?
LAMP technology is creating a buzz in the research community, and more than 8,000 peer-reviewed publications about the topic have been published since it was introduced.


Lisa Monteroso, Senior Regulatory Affairs Associate in 3M Food Safety, emphasizes the importance of an independent lab evaluation:
“It’s important for our methods to perform as expected in the hands of wide variety of users, and independent testing ensures just that. We’re dealing with food safety – foodborne pathogens can cause serious illness or even death – and accuracy of results is critical. The rigorous testing that’s conducted in these certification programs reaffirms our products’ high level of performance and provides our customers with additional data to support method implementation.”
Raj sees many advantages for technicians:
“With PCR, there are multiple steps. You add the enzyme, you heat it and cool it and there are multiple transfers,” he says. “With LAMP there are only two transfers and only one temperature, and only one detection system needed.”
He adds that there are indicators to show when it is heated it turns to yellow, and when it cools, it goes back to pink, so you know that is has reached the correct temperature.
“There are a lot of process controls to make sure everything is working.”

Contact Detail:
3M Food Safety Department
3M Thailand Limited
159 Asokemontri Rd., Klongtoey Nue, Wattana, Bangkok 10110 | Thailand
Tel: 0 2260 8577, M: 098-582 4428
Ms. Narisara Wanigorn E-Mail: nwanigorn@mmm.com
Ms. Masinee Likhitrattanapaiboon E-Mail: maneelik@mmm.com
Ms. Narunras (Kavisra) Bhuyothin E-Mail: kbhuyothin@mmm.com


จาก PCR ถึง LAMP: วิวัฒนาการของการทดสอบความปลอดภัยของอาหารที่รวดเร็ว
ต้องการให้งานของคุณง่ายและเร็วขึ้นไหม? คำตอบส่วนใหญ่ คือ "ใช่"

ผู้ผลิตอาหารต้องการส่งอาหารออกจากโรงงานไปจำหน่ายโดยเร็วที่สุด เมื่อการทดสอบหาเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ผลิตภัณฑ์ก็จะนำไปจำหน่ายได้เร็วยิ่งขึ้น โดยทั่วไป 2 วิธีที่ใช้ในการทดสอบเชื้อจุลินทรีย์คือวิธีการเพาะเลี้ยงเชื้อ[1]และวิธีที่รวดเร็ว การเพาะเลี้ยงเชื้อจุลินทรีย์บนอาหารเลี้ยงเชื้อเป็นวิธีการมาตรฐานที่มีมายาวนาน ใช้ในการทดสอบเพื่อตรวจหา การเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคในอาหารเลี้ยงเชื้อที่จำเพาะ อย่างไรก็ตาม วิธีการนี้จะต้องใช้แรงงานจำนวนมาก และต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 วัน ถึง 1 สัปดาห์ในการออกผล ในทางตรงกันข้ามวิธีที่รวดเร็วมีการพัฒนาอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และได้ผลการทดสอบในวันถัดไป
Dr.Raj Rajagopal เป็นผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคระดับอาวุโสที่ห้องทดลองความปลอดภัยด้านอาหารของ 3เอ็ม เขาอธิบายว่ามีการตรวจหาเชื้อก่อโรคอย่างรวดเร็วสองแบบ กล่าวคือการตรวจสอบทางอิมมูโน และการตรวจสอบด้วยดีเอ็นเอ การทดสอบอย่างรวดเร็วด้วยวิธีการตรวจสอบทางดีเอ็นเอ โดยทั่วไปถือว่าเป็นวิธีที่มีความถูกต้องมากที่สุด
"การทดสอบทำโดยการหาลำดับดีเอ็นเอที่จำเพาะเจาะจงและเป็นเอกลักษณ์ของแบคทีเรียเป้าหมาย” Dr.Raj กล่าว
"ชุดทดสอบสามารถตรวจจับรหัสยีนของเชื้อก่อโรค เช่น เชื้อซาลโมเนลล่า หรือ เชื้อลิสทีเรีย ในตัวอย่าง"
วิธีการตรวจสอบด้วยดีเอ็นเอ: PCR ต่างจาก LAMP อย่างไร
ในบรรดาวิธีการทดสอบอย่างรวดเร็วด้วยวิธีการตรวจสอบทางดีเอ็นเอหลายๆ ชนิด ปฏิกิริยาลูกโซ่โพลีเมอเรส (PCR) ถูกนำมาใช้ในการตรวจหาเชื้อก่อโรคมายาวนานกว่า 30 ปี วิธี PCR สามารถตรวจจับเชื้อก่อโรคในอาหาร เช่นเชื้อซาลโมเนลล่า, เชื้อลิสทีเรีย, เชื้อลิสทีเรีย โมโนไซโตจิเนส และเชื้อครอโนแบคเตอร์ วิธี PCR ใช้การให้ความร้อนและความเย็นสลับเป็นวงจรเพื่อทำให้ดีเอ็นเอแยกสายและจำลองตัวเอง
PCR ทำงานอย่างไร: กระบวนการนี้ใช้ความร้อนเพื่อแยกสายดีเอ็นเอสองเส้นออกกัน จากนั้นอุณหภูมิจะถูกทำให้เย็นลงและไพรเมอร์ ก็จะเข้าจับกับดีเอ็นเอ การให้ความร้อนและความเย็นเป็นวงจรซ้ำๆ พร้อมกับการเพิ่มไพรเมอร์ในแต่ละขั้น จะช่วยเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอเพื่อใช้ในการตรวจหาเชื้อก่อโรค ในทางกลับกันเทคนิคการเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอแบบวนลูปโดยใช้อุณหภูมิเดียว (LAMP) ก็เป็นเทคโนโลยีที่ใช้การทดสอบด้วยดีเอ็นเอเช่นกัน
หากแต่เทคโนโลยี LAMP ที่ใช้ใน ชุดทดสอบเชื้อก่อโรค 3M™ Molecular Detection System จะใช้เทคนิควิธีการเพิ่มจำนวนดีเอ็นเอที่อุณหภูมิเดียว (Isothermal DNA Amplification) ร่วมกับการวิเคราะห์ปริมาณดีเอ็นเอ โดยการวัดค่าการเรืองแสง (Bioluminescence)
ด้วยเทคนิควิธีที่คล้ายกับ PCR นักเทคนิคจะปิเปตตัวอย่างลงในไพรเมอร์ที่ใช้ในการหาดีเอ็นเอของเชื้อซาลโมเนลลา เชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ หรือเชื้อก่อโรคจำเพาะอื่นๆ หากมีดีเอ็นเออยู่ในตัวอย่าง ไพรเมอร์จะทำสำเนาและเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอนั้นๆ โดย[1]การเพิ่มจำนวนของดีเอ็นเอเป้าหมายเพื่อให้สร้างสัญญาณในรูปของแสงที่มีขนาดมากเพียงพอที่เครื่องมือจะสามารถตรวจจับได้
อย่างไรก็ตาม LAMP ก็มีความแตกต่างจาก PCR ในหลายๆ แง่มุม
LAMP ใช้ไพรเมอร์ 4-6 เส้นในการเข้าจับกับดีเอ็นเอหรืออาร์เอ็นเอเป้าหมาย 4-6 ตำแหน่ง ในขณะที่ PCR
จะใช้ไพรเมอร์ 2 เส้นในการเข้าจับกับดีเอ็นเอเป้าหมาย 2 ตำแหน่งเท่านั้น
ไพรเมอร์ใน LAMP จะทำการแยกดีเอ็นเอสายคู่ ให้เป็นสายเดี่ยว ทำให้ที่ปลายสายดีเอ็นเอเกิดเป็นวง (loop)
ซึ่งโครงสร้างนี้เป็นพื้นฐานในการเพิ่มจำนวน และทำการเพิ่มจำนวนเป็นทวีคูณมากขึ้นอย่างต่อเนื่องของ ดีเอ็นเอสายคู่
ในขณะที่การทดสอบ PCR จะใช้วงจรความร้อนและความเย็นต่อเนื่องเพื่อเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอเป้าหมาย ซึ่งหมายถึงจะต้องใช้อุปกรณ์ที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
LAMP เป็นวิธีการเพิ่มจำนวนที่อุณหภูมิความร้อนอุณหภูมิเดียว หมายความว่าต้องได้รับความร้อนสูงถึง อุณหภูมิเดียวที่ 60-65 องศาเซลเซียส จึงมีขั้นตอนที่น้อยกว่าสำหรับนักเทคนิค และอุปกรณ์ที่ใช้ก็มีขนาดเล็กและเรียบง่ายกว่า
นอกจากนี้ LAMP ยังใช้การตรวจสอบการเรืองแสงเพื่อตรวจหาเชื้อก่อโรค ดังนั้นอุปกรณ์จะสามารถตรวจจับการเพิ่มจำนวนของดีเอ็นเอเป้าหมายในระหว่างการทำปฏิกิริยาในเวลาเพียงแค่ 15 นาที

การเปรียบเทียบ LAMP และ PCR



เพราะเหตุใดจึงควรเปลี่ยนไปใช้ LAMP

เทคโนโลยี LAMP สร้างความตื่นเต้นในแวดวงการวิจัยอย่างมาก อีกทั้งยังมีสิ่งพิมพ์ วารสารวิชาการเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้ที่ได้รับการตรวจสอบ ทบทวนโดยคณะผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการกว่า 8,000 บทความเผยแพร่ออกมานับตั้งแต่ LAMP ได้รับการเปิดตัว


คุณลิซ่า มอนเทอโรโซ รองหัวหน้าหน่วยงานกำกับดูแลกิจการอาวุโสความปลอดภัยด้านอาหารของ 3เอ็ม เน้นย้ำถึงความสำคัญของการประเมินห้องปฏิบัติการอิสระ

“สำคัญอย่างยิ่งที่วิธีการของเราจะต้องดำเนินการตามความคาดหวังของผู้ใช้ที่หลากหลาย และการตรวจสอบโดยผู้ตรวจสอบอิสระช่วยเพิ่มความมั่นใจในเรื่องนี้มากยิ่งขึ้นเรากำลังเผชิญกับความปลอดภัยของอาหารซึ่งเชื้อโรคในอาหารสามารถทำให้เกิดการเจ็บป่วยที่รุนแรงหรือกระทั่งเสียชีวิต ความแม่นยำของผลลัพธ์จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การทดสอบอย่างเข้มงวดที่ดำเนินการโดยโปรแกรมการรับรองเหล่านี้ ช่วยยืนยันถึงประสิทธิภาพ ระดับสูงของผลิตภัณฑ์ของเรา และให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่ลูกค้าของเราเพื่อสนับสนุนการใช้วิธีทดสอบเหล่านี้”

Dr. Raj เล็งเห็นประโยชน์มากมายต่อนักเทคนิค:
"การใช้ PCR จะต้องมีหลายขั้นตอนหลังจากเติมเอนไซม์ เราต้องให้ความร้อน แล้วทำให้เย็นลงและมีการดูดจ่ายสารละลายอีกหลายครั้ง" เขากล่าว "การใช้ LAMP มีการถ่ายตัวอย่างเพียงสองครั้งที่อุณหภูมิเดียว และใช้ระบบการตรวจจับเชื้อเพียงระบบเดียวเท่านั้น”
เขายังเสริมอีกว่ามีตัวบ่งชี้ที่จะแสดงตัวเมื่อถูกทำให้ร้อน โดยจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และเมื่อเย็นลง จะกลับไปเป็นสีชมพู ดังนั้นคุณจึงรู้ว่าอุณหภูมินั้นถูกต้องแล้ว
“ต้องมีการควบคุมกระบวนการจำนวนมากเพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างทำงานได้ดี”

ติดต่อเราเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมว่านวัตกรรมความปลอดภัยด้านอาหารของ 3เอ็ม ช่วยคุณได้อย่างไร


รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ
แผนกผลิตภัณฑ์เพื่อความปลอดภัยของอาหาร (Food Safety)
บริษัท 3เอ็ม ประเทศไทย จำกัด
ชั้น 12 อาคารเสริมมิตรทาวเวอร์ 159 ถนนอโศกมนตรี แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110
โทรศัพท์: 0 2260 8577, 098-582 4428
คุณนริสรา วานิกร  อีเมล์: nwanigorn@mmm.com
คุณเมสิณี ลิขิตรัตนไพบูลย์ อีเมล์: maneelik@mmm.com
คุณณรัณรัชต์ ภู่โยธิน อีเมล์: kbhuyothin@mmm.com
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 10