Food Wiki

สารานุกรมอาหารออนไลน์ (Online Food Encyclopedia) เฉพาะทางด้านอาหาร เพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง ตลอดชีวิต เปิดบริการให้ใช้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย สำหรับผู้สนใจด้านอาหาร ซึ่งจัดเรียงตามตัวอักษร ทั้งอังกฤษ-ไทย ศัพท์ทางที่เกี่ยวข้องด้านอาหาร ครบวงจร

ค้นหา 6,333 คำศัพท์

หมวดหมู่คำศัพท์


คำศัพท์ที่น่าสนใจ
การเสื่อมเสียของอาหารเนื่องจากจุลินทรีย์ / Microbial spoilage
การเสื่อมเสียทางจุลินทรีย์ (microbial spoilage) เป็นการเสื่อมเสียของอาหาร (food spoilage) ที่มีสาเหตุหลักคือ จุลินทรีย์ ได้แก่ แบคทีเรีย (bacteria) รา (mold) หรือยีสต์ (yeast) ซึ่งเกิดการปนเปื้อนและเพิ่มจำนวนขึ้นในอาหาร แล้วทำให้เกิดการเปลียนแปลงต่างๆ ที่ทำให้คุณภาพอาหารเปลี่ยนไปจนไม่เป็นที่ยอมรับ การเสื่อมเสียทางจุลินทรีย์อาจเป็นอันตรายต่อการบริโภค หากเป็นการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค (pathogen) ทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ (food poisoning) ปริมาณจุลินทรีย์ที่ทำให้อาหารเสื่อมเสีย จำนวนจุลินทรีย์มีผลต่อการเน่าเสียของอาหารแตกต่างกันขึ้นกับชนิดของอาหาร แต่โดยทั่วไปจำนวนจุลินทรีย์ ซึ่งตรวจพบทำให้เกิดสี กลิ่น และรสที่ผิดปกติ ไม่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคมีจำนวนประมาณ 106 -109 cfu /กรัมหรือต่อมิลลิลิตร หรือตารางเซนติเมตร แต่ในผลิตภัณฑ์อาหารหมัก (fermented food) จะมีปริมาณจุลินทรีย์สูงเป็นปกติแต่ไม่จัดเป็นการเน่าเสียของอาหาร เพราะทำให้เกิดคุณลักษณะที่ต้องการในอาหาร ในกรณีที่อาหารมีจุลินทรีย์ก่อโรค (pathogen) ปริมาณของจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดอาการของโรค ขึ้นอยู่กับชนิดของจุลินทรีย์ ซึ่งเรียกว่า infective doseเชื้อแบคทีเรียก่อโรคบางชนิด เช่น shigella มีปริมาณจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคต่ำมาก คือ มี infective dose เพียง 10-100 cfu/g ของอาหารก็ทำให้เกิดอาการของโรคได้ แต่แบคทีเรียก่อโรคบางชนิดมีปริมาณ infective dose สูง ถึง 109 cfu /กรัม ลักษณะการเสื่อมเสียของอาหารเนื่องจากจุลินทรีย์ การเกิดกลิ่นรสผิดปกติ (off-flavour) เช่น เกิดสารระเหยที่มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวและรสเปรี้ยวจากกรดอินทรีย์ กลิ่นแอลกอฮอล์ กลิ่นเหม็นเน่าเหมือนอุจจาระจากสาร indole กลิ่นแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) เกิดฟองแก๊ส การเปลี่ยนสี แบคทีเรียบางพวกสร้างรงควัตถุ (pigment) ได้ สารพวก แคโรทีนอยด์ (carotenoids) และแบคทิริโอคลอโรฟิลดล์ (bacteriochlorophyll) การเกิดเมือก (slime or rope formers) การเกิดเมือกที่ผิวเกิดจากแบคทีเรียที่มีแคปซูล (capsule) ซึ่งเป็นสารพอลิแซ็กคาไรด์ (polysaccharide) เมื่อแบคทีเรียเจริญเพิ่มจำนวนมากขึ้นในอาหาร ทำให้อาหารเกิดลักษณะเป็นเมือก (slime) เหนียวยืด กลุ่มของแบคทีเรีย (bacteria) ที่เป็นสาเหตุสำคัญของอาหารเสื่อมเสีย กลุ่ม ชนิด สร้างกรดแล็กทิก (Lactic acid bacteria) Lactobacillus, Leuconostoc, Pediococcus,Streptococcus สร้างกรดแอซีติก (Acetic acid bacteria) Acetobacter, Gluconobacter สร้างกรดบิวทิริก (Butyric acid bacteria) Clostridium ย่อยสลายโปรตีน (Proteolytic bacteria) Bacillus, Pseudomonas, Clostridium, Proteus ย่อยสลายลิพิด (Lipolytic bacteria) Pseudomonas, Alcaligenes, Serratia, Micrococcus, Bacillus, Clostridium ย่อยสลายน้ำตาล (Sacccharolytic) Bacillus, Clostridium ย่อยเพกทิน (Pectolytic bacteria) Erwinia, Bacillus, Clostridium ชอบอุณหภูมิสูง (Thermophilic bacteria) Bacillus, Clostridium, Lactobacillus thermophilus ชอบอุณหภูมิต่ำ (Psychrophilic bacteria) Pseudomonas, Flavobacterium, Alcaligenes, Micrococcus ชอบเกลือ (Halophilic bacteria) HalobacteriumStreptococcus, Staphylococcus,Pediococcus,Micrococcus,Sarcina, , Pseudomonas ทนต่อแรงดันออสโมซีส (Osmophilic bacteria) Leuconostoc สร้างรงควัตถุ (Pigment formers) Flavobacterium, Serratia, Micrococcus สร้างเมือก (Slime or rope formers) Alcaligenes, Bacillus,Enterobactor, Streptococcus, Lactobacillus สร้างแก๊ส (Gas formers) Leuconostoc, Lactobacillus, proteus, Clostridium, Enterobactor โคลิฟอร์ม (Coliform) Escherichia coli (fecal coliform) , Enterobactor, Aerogenes การเปลี่ยนกลิ่นรสเนื่องจากจุลินททรีย์ การเปลี่ยนแปลงกลิ่นรสอาหาร อาหาร สารเคมีที่เป็นสาเหตุ จุลินทรีย์ที่เกี่ยวข้อง Nitrogenous (e.g. bad eggs) เนื้อสัตว์ ไข่ ปลา Trimethylamines, ammonia, H2S Pseudomonas Acinetobacter Moxarella Clostridium เปรี้ยว (Souring น้ำนม และ ผลิตภัณฑ์นม เนื้อสัตว์ที่บรรจุสุญญากาศ (vacuum packaging) เบียร์ ไวน์ กรดอินทรีย์ ได้แก่ กรดแอซีติก (acetic acid) กรดแล็กทิก (lactic acid) กรดซิตริก (citric acid) กรดบิวทีริก (butryic acid) เป็นต้น Lactic acid bacteria Brochothrix thermosphacta Bacillus sp. Butyric acid bacteria Acetobacter spp. กลิ่นหมัก กลิ่นแอลกอฮอล์ มายองเนส สลัดครีม Ethyl alcohol ยีสต์ กลิ่นโคลน (Mustiness) ขนมปัง ขนมเค้ก Chloroanisoles รา Pig-sty ผัก P-cresole, indole, skatole Erwinia Clostridium กลิ่นผลไม้ เนื้อสัตว์ Esters of short chain fatty acids Pseudomonas fragi กลิ่นคล้ายมันฝรั่ง (potato like) เนื้อสัตว์ ไข่ น้ำนม 2-methoxy-3-isopropyl Pyrazine Pseudomonas จุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของการเสื่อมเสียในอาหารประเภทต่างๆ ประเภทอาหาร ชนิดของจุลินทรีย์ การเสื่อมเสียของสัตว์น้ำ Pseudomonas, Achromobacter, Flavobacterium, Vibrio การเสื่อมเสียของเนื้อสัตว์ Pseudomonas, Achromobacter, Micrococcus, Streptococcus, Sarcina, Lactobacillus, Leuconostoc, Salmonella, Proteus, Escherichia, Clostridiumและ Bacillus การเสื่อมเสียของไข่ Pseudomonas, Alcaligenes, Proteus, Eschericia, Salmonella การเสื่อมเสียของนม Micrococcus, Streptococcus, Pseudomonas การเสื่อมเสียของผักและผลไม้ Erwinia, Botrytis, Penicillum, Bacillus, Escherichia การเสื่อมเสียของน้ำผลไม้ Escherichia, Clostridium, Lactobacillus, Leuconostoc, ยีสต์ การเสื่อมเสียของเมล็ดธัญพืช รา (mold) ยีสต์ (yeast) การเสื่อมเสียของอาหารแห้ง Bacillus, Clostridium, รา (mold) การเสื่อมเสียของอาหารกระป๋อง ลักษณะของการเสื่อมเสียของอาหาร เนื่องจากจุลินทรีย์ - อาหาร เช่น ผักผักไม้ เนื้อสัตว์สัตว์ปีกอาหารทะเลน้ำนม และถั่ว มีส่วนประกอบ ทางเคมี เช่น ความชื้นคาร์โบไฮเดรต โปรตีนไขมัน แร่ธาตุ และวิตามิน ในปริมาณที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ มีค่า pH, water activity ที่แตกต่างกัน ทำให้อาหารแต่ละประเภทมีความเหมาะสมต่อการเจริญ ของจุลินทรีย์ที่ไม่เหมือนกัน มีชนิดและปริมาณจุลินทรีย์ที่พบตามธรรมชาติแตกต่างกัน ลักษณะการเสื่อมเสียจากจุลินทรีย์ที่มักพบมี ดังนี้ อาหารที่มีโปรตีนสูง อาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ อาหารทะเล น้ำนม ถั่ว มักเสื่อมเสียเนื่องจากแบคทีเรีย ที่มีเอนไซม์ที่ย่อยโปรตีนได้ (proteolytic enzyme) เช่น proteaseย่อยโปรตีนโมเลกุลใหญ่ให้เป็นกรดแอมิโน (amino acid) และย่อยสลายต่อไปเป็นสารระเหยที่มีกลิ่นเหม็น เช่น การสลายตัวของกรดแอมิโนที่มีกำมะถัน (sulfur) เป็นส่วนประกอบ ได้แก่ กรดแอมิโน ซีสตีน (cystein) ได้ก๊าซ ไฮโดรเจน ซัลไฟด์ (hydrogen sulphide, H2S) ซึ่งมีกลิ่นไข่เน่า การสลายตัวของกรดแอมิโนทริพโตเฟน (tryptophan) ทำให้ได้ indole and skatole ซึ่งมีกลิ่นเหม็นเน่าเหมือนอุจจาระ อาหารที่มีไขมันสูง อาจถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ที่มีเอนไซม์ย่อยไขมัน (lipolytic enzyme) เช่น เอนไซม์ลิเพส (lypase) ทำให้ไตรกลี-เซอไรด์ (triglyceride) ถูกย่อยเป็นโมเกลกุลของกรดไขมันอิสระ (free fatty acid) ซึ่งหากเป็นกรดไขมันที่มีสายโมเลกุลสั้น (short chain fatty acid) จะระเหยได้ง่าย และให้กลิ่น และกรดไขมันอิสระที่เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว (unsaturated fatty acid) ยังทำปฏิกิริยออกซิเดชันกับออกซิเจนในอากาศ (lipid oxidation) ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นหืน (rancidity) ได้ ตัวอย่างสารที่ให้กลิ่นรสผิดปกติซึ่งแสดงการเน่าเสียจากจุลลินทรีย์ สารตั้งต้น สารที่ผลิตจากแบคทีเรีย TMAO TMA cysteine H2S methionine CH3SH, (CH3)2S carbohydrates and lactate acetate, CO2, H2O inosine, IMP hypoxanthine amino acids (glycine, serine, leucine) esters, ketones, aldehydes amino acids, urea NH3 น คาร์โบไฮเดรต จุลินทรีย์ส่วนใหญ่มีเอนไซม์ ซึ่งสามารถย่อยสลายคาร์โบไฮเดรตชนิดต่างๆ ได้ทั้ง polysaccharideน้ำตาลโมเลกุลคู่ (disaccharide) และ น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว (monosaccharide) ให้เป็นกรดอินทรีย์ ได้แก่ กรดแล็กทิก กรดแอซีติก กรดบิวทิริก กรดโพรพิโอนิก ทำให้อาหารมีรสเปรี้ยว และมีกลิ่นเปรี้ยว และยังได้ แอซีโตน บิวทิแอลกอฮอล์ เอทิลแอลกอฮอล์ และก๊าซต่างๆ เกิดขึ้น เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดรเจนทำให้มีฟองก๊าซปุดขึ้น หรือทำให้บรรจุภัณฑ์โป่งบวม ชนิดและสัดส่วนต่างๆ ที่เกิดขึ้นอยู่กับชนิดของจุลินทรีย์ และชนิดของคาร์โบไฮเดรต การย่อยสลายคาร์โบไฮเดรตของจุลินทรีย์อาจเป็นแบบ fermentation หรือ oxidation หรืออาจย่อยสลายได้ทั้ง 2 แบบขึ้นกับชนิดของจุลินทรีย์ การย่อยสลายคาร์โบไฮเดรตแบบ fermentation เกิดขึ้นในสภาพไม่มีออกซิเจน เช่น แบคทีเรียแล็กทิก (lactic acid bacteria) เปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นกรดแล็กทิก ส่วนการย่อยสลายแบบ oxidation เกิดขึ้นในสภาพมีออกซิเจน โดยแบคทีเรียที่ต้องการอากาศ (aerobic bacteria) ในกลุ่ม acetic acid bacteriaได้แก่ Acetobacter เปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นกรดแอซีติก (acetic acid) 1 http://www.microbiologyprocedure.com/food-microbiology/bacteria-involved-in-food-spoilage.htm
Cooker / เครื่องต้ม หรือหม้อต้ม
1. เครื่องต้ม หม้อต้ม เช่น rice cooker หมายถึง หม้อหุงข้าว; continuous cooker หมายถึง เครื่องต้มแบบต่อเนื่อง; pressure cooker หมายถึง หม้อต้มภายใต้ความดัน 2. เครื่องฆ่าเชื้ออาหารปิดผนึกสนิท โดยใช้อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียสหรือต่ำกว่า ที่ความดันบรรยากาศ ; rotary cooker หมายถึง อุปกรณ์ฆ่าเชื้ออาหารกระป๋องที่ความดันบรรยากาศ กระป๋องมีการเคลื่อนที่และหมุนอย่างต่อเนื่องระหว่างการฆ่าเชื้อ ทำให้อาหารภายในเกิดการเคลื่อนที่
ข้าวมธุปายาส
ข้าวมธุปายาส เป็นอาหารสมัยพุทธกาล คือ ข้าวที่หุงเจือด้วยน้ำนม และน้ำผึ้ง ข้าวมธุปายาส http://dhammawiki.com/index.php?title=Food_of_enlightenment ตำนานข้าวมธุปายาส มีตำนานเล่าว่า นางสุชาดา ธิดาเศรษฐี ณ หมู่บ้านเสนานี ใกล้ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ปรุงข้าวมธุปายาส ขึ้นเป็นอาหารไปแก้บน เพราะสมปราถนาได้บุตรชายในครรภ์แรก ได้เห็นพระพุทธเจ้า เมื่อเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ประทับใต้ต้นนิโครธ (ต้นไทร) ก็เข้าใจพระองค์เป็นเทพยดาเพราะมีลักษณะงาม นางจึงน้อมข้าวมธุปายาสนั้นเข้าไปถวาย ครั้นพระโพธิสัตว์ได้บอกความจริงแก่นางแล้วนางก็ยิ่งมีใจศรัทธา จึงได้ถวายข้าวนั้นทั้งถาด พระโพธิสัตว์ได้นำข้าวมธุปายาสมาแบ่งเป็น ๔๙ ก้อน แล้วฉันจนหมด จากนั้นจึงนำถาดไปอธิษฐานแล้วลอยไปในแม่น้ำเนรัญชรา เพื่อเสี่ยงทายเรื่องที่จะสามารถตรัสรู้ได้หรือไม่ ข้าวมธุปายาสของนางสุชาดาจึงนับว่าเป็นอาหารมื้อสุดท้ายก่อนที่พระโพธิสัตว์จะได้บรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า ดังคำกล่าวที่ว่า นับหกปีที่พระสิทธัตถะ ฝึกตบะเพียรภาวนามั่น จวบวิสาขะรุ่งอรุณพลันนางสุชาดานั้นเฝ้าพระองค์ ถวายข้าวปายาสด้วยศรัทธา เสวยแล้วโมทนาดังประสงค์ ลอยถาดทวนสายชลจนจมลง เสด็จตรงแนวป่าพนาลัย จึงมีความเชื่อกันว่า ข้าวมธุปายาส เป็นอาหารวิเศษ ผู้ใดมีวาสนาได้กินแล้วจะมีร่างกายแข็งแรง ปราศจากโรคภัย อุดมด้วยสติปัญญา และเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต นางสุชาดาน้อมถวายข้าวมธุปายาสแด่พระพุทธเจ้า วิธีทำข้าวมธุปายาสของนางสุชาดา วิธีเตรียมทำข้าวมธุปายาสของนางมีดังนี้ นางให้เลี้ยงแม่วัวนมไว้ในป่าชะเอมจำนวน ๑,๐๐๐ ตัว ให้แม่โคทั้งหลายได้กินเครือชะเอมเป็นประจำสม่ำเสมอ ทำให้น้ำนมที่ได้มีรสหวานหอม แล้วให้แม่วัวนม ๕๐๐ ตัว ดูดกินน้ำนมของแม่วัวนม ๑,๐๐๐ ตัวนั้น แล้วให้แม่วัวนม ๒๕๐ ตัว ดื่มกินน้ำนมของแม่วัวนม ๕๐๐ ตัวนั้น แล้วให้แม่วัวนม ๑๒๕ ตัว ดูดกินน้ำนมของแม่วัวนม ๒๕๐ ตัวนั้น แล้วให้แม่วัวนม ๖๓ ตัว ดูดกินน้ำนมของแม่วัวนม ๑๒๕ ตัวนั้น แล้วให้แม่วัวนม ๓๒ ตัว ดูดกินน้ำนมของแม่วัวนม ๖๓ ตัวนั้น แล้วให้แม่วัวนม ๑๖ ตัว ดูดกินน้ำนมของแม่วัวนม ๓๒ ตัวนั้น และในท้ายที่สุดนางให้แม่วัวนม ๘ ตัว ดื่มกินน้ำนมของแม่วัวนม ๑๖ ตัวนั้น หลังจากนั้นนางก็จะนำแม่วัวนมทั้ง ๘ ตัว มารีดเอาน้ำนม แม่โคทั้งแปดตัวสุดท้ายนี้จะมีรสหวานหอมเป็นเลิศอย่างที่ไม่มีน้ำนมโคอื่นมาเปรียบเทียบได้เลย และเมื่อถึงคืนก่อนหน้าวันเพ็ญเดือนหกเพียงหนึ่งวันเท่านั้น น้ำนมแม่โคทั้งแปดตัวก็ได้ไหลออกมาเอง พอนางสุชาดาน้อมภาชนะเข้าไปเท่านั้น น้ำนมก็หลั่งออกมาจากเต้านมของแม่วัว นางเห็นดังนั้นก็เกิดความปิติยินดีอย่างยิ่ง เมื่อได้แล้วจึงเทน้ำนมลงใส่ภาชนะใหม่ยกขึ้นตั้งบนเตาและนำน้ำนมมาเคี่ยวจนข้นเป็นนมข้นหวาน ทำให้มีรสอร่อยมาก เรียกว่า "ขีรปริวรรต" และในวันที่นางให้รีดนมนั้น ลูกวัวไม่กล้าเข้าใกล้แม่วัวเหล่านั้นเลย ในวันที่นางปรุงข้าวมธุปายาสนั้น ท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ คือ ท้าวธตรฐ ท้าวรุฬหก ท้าววิรูปักข์ และ ท้าวเวสวัณ ก็มายืนอารักขาก้อนเส้าเตาปรุงทั้ง ๔ ทิศ รวมทั้ง ท้าวมหาพรหม ก็นำทิพย์เศวตฉัตรมากางกั้นข้างบนกระทะเพื่อเป็นสิริมงคล และป้องกันธุลีบนนภากาศ สมเด็จอมรินทราธิราช เสด็จลงมาก่อไฟใส่ฟืน เทวดาเจ้าในหมื่นโลกธาตุ ก็นำทิพยโอชามารวมใส่ลงไปในหม้อปรุงนั้น ประชาชนในทวีปทั้ง ๔ และทวีปน้อย ๒,๐๐๐ ห้อมล้อม ต่างเป็นดังจักรบีบรวงผึ้งอันอุดมด้วยน้ำผึ้งใส่เข้าไปในภาชนะที่กำลังปรุงนั้น และขณะที่นางกวนข้าวทิพย์นี้ บรรดาเหล่าเทวดาทั้งหมื่นโลกธาตุต่างก็พากันมาโปรยผงทิพย์ลงในกระทะน้ำมันที่กำลังเดือดเป็นฟองใหญ่ไหลเวียนขวาอยู่นั้น ไม่มีน้ำนมแม้แต่หยดเดียวที่จะกระเซ็นตกลงบนพื้นดินเลย ควันไฟแม้มีประมาณน้อยก็ไม่ตั้งขึ้นจากเตา เมื่อทำดังนี้แล้วก็ได้เป็นข้าวมธุปายาสและกว่าจะสำเร็จเป็นข้าวมธุปายาสได้ ก็ตกถึงเพลาเที่ยงคืน แล้วนางสุชาดาจึงสั่งนางปุณณทาสี หญิงคนใช้ที่สนิทให้ออกไปทำความสะอาด แผ้วกวาดที่โคนต้นนิโครธพฤกษ์นั้น เพื่อจะได้จัดเป็นที่ตั้งเครื่องสังเวยเทพารักษ์ นางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาส นางปุณณทาสี ได้ตื่นแต่เช้า เดินทางไปยังต้นนิโครธพฤกษ์นั้น เห็นพระมหาบุรุษทรงประทับนั่งอยู่ ณ ควงไม้นั้น ผันพระพักตร์ทอดพระเนตรไปทางปาจินทิศ (ตะวันออก) มีรัศมีพระกายแผ่สร้านออกไปเป็นปริมณฑล งามยิ่งนัก นางก็นึกทึกทักตระหนักแน่ในจิตทันทีว่า วันนี้ เทพยดาเจ้าลงจากต้นไทรงาม นั่งคอยรับข้าวมธุปายาสของสังเวยของเจ้าแม่ด้วยมือทีเดียว นางก็ดีใจรีบกลับมายังเรือน บอกนางสุชาดาละล่ำละลักว่า เทพารักษ์ที่เจ้าแม่มุ่งทำพลีกรรมสังเวยนั้น บัดนี้ ได้มานั่งรอเจ้าแม่อยู่ที่ควงไม้ไทรแล้ว ขอให้เจ้าแม่รีบไปเถอะ นางสุชาดามีความปลาบปลื้มกล่าวว่า ขอให้เจ้าเป็นลูกคนโตของแม่เถิด แล้วจึงมอบเครื่องประดับแก่นางปุณณทาสี และให้หยิบถาดทองมา ๒ ถาด ประสงค์จะใส่ข้าวมธุปายาสในถาดทองนั้น จึงรำพึงถึงโภชนะที่สุกแล้ว ข้าวมธุปายาสทั้งหมดก็กลิ้งไปประดิษฐานอยู่ในถาด เหมือนนํ้ากลิ้งจากใบบัวฉะนั้น ถาดหนึ่งใส่ข้าวมธุปายาสจนหมดพอดี มิได้เหลือเศษไว้เลย แล้วให้ปิดด้วยถาดทองอีกถาดหนึ่ง ห่อหุ้มด้วยผ้าทองอันบริสุทธิ์ ประดับร่างกายด้วยเครื่องอลังการทั้งปวงแล้ว ก็ยกถาดข้าวมธุปายาสขึ้นทูลเหนือเศียรเกล้าของนาง ลงจากเรือนพร้อมด้วยหญิงคนใช้เป็นบริวารติดตามมาเป็นอันมาก ครั้นถึงต้นไทรเห็นพระมหาบุรุษงามด้วยรัศมีดังนั้น ก็มีความโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง สำคัญว่าเป็นรุกขเทวดาโดยแท้ เดินยอบกายเข้าไปเฝ้าแต่ไกลด้วยคารวะ ครั้นเข้าไปใกล้จึงน้อมถาดข้าวมธุปายาสถวายด้วยความเคารพยิ่ง ขณะนั้น บาตรดินอันเป็นทิพย์ ซึ่งฆฏิการพรหมถวายแต่วันแรกทรงบรรพชา เกิดอันตรธานหายไปจากที่นั้น พระมหาบุรุษก็ทรงเหยียดพระหัตถ์ออกรับ แล้วทอดพระเนตรดูนางสุชาดา แสดงให้นางรู้ชัดว่า พระองค์ไม่มีบาตรจะถ่ายใส่ข้าวมธุปายาสไว้ นางสุชาดาทราบชัดโดยพระอาการ ก็กราบทูลว่า หม่อมฉันขอถวายทั้งถาด พระองค์มีพระประสงค์ประการใด โปรดนำไปตามพระหฤทัยเถิด แล้วถวายอภิวาททูลอีกว่า ความปรารถนาของหม่อมฉันสำเร็จฉันใด ขอสิ่งซึ่งพระหฤทัยของพระองค์ประสงค์จงสำเร็จฉันนั้นเถิด แล้วนางก็ก้มลงกราบ ถวายบังคมลา กลับเรือนด้วยความสุขใจเป็นล้นพ้น ทรงลอยถาดเสี่ยงพระบารมี พระมหาบุรุษ เสด็จลุกจากที่ประทับ ทรงถือถาดข้าวมธุปายาส เสด็จไปยังฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ประทับบ่ายพระพักตรสู่บุรพาทิศแล้ว ทรงปั้นข้าวมธุปายาสเป็นปั้น ๆ ได้ ๔๙ ปั้น เสวยจนหมด แล้วทรงถือถาดลงสู่แม่น้ำ ทรงอธิษฐานเสี่ยงพระบารมีว่า ถ้าอาตมาจะได้ตรัสแก่พระปรมาภิเสกสัมโพธิญาณแล้ว ขอให้ถาดนี้จงลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป แล้วทรงลอยถาดทองนั้นลงในแม่น้ำเนรัญชรา ขณะนั้นอานุภาพพระบารมีของพระองค์ซึ่งทรงบำเพ็ญมาบริบูรณ์ดีแล้ว ได้แสดงให้เห็นอัศจรรย์ ถาดทองนั้นได้ลอยทวนกระแสน้ำเนรัญชราขึ้นไปประมาณ ๑ เส้น แล้วถาดทองนั้นก็จมลงตรงนาคภพพิมาน แห่งพญากาฬนาคราช ครั้นพระมหาบุรุษได้ทอดพระเนตรเห็นเป็นนิมิตอันดีเช่นนั้น ก็เพิ่มความแน่พระทัยว่า จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญูสัมพุทธเจ้า Reference หนังสือพิมพ์คมชัดลึก กระยาสารท กับขนมที่..."สืบมาแต่พุทธกาล" เรื่อง / ภาพ ไตรเทพ ไกรงู http://www.larnbuddhism.com/puttaprawat/prasut/18.html http://www.baanmaha.com/community/thread22697.html http://dhammawiki.com/index.php?title=Food_of_enlightenment
 
Phase / วัฏภาค
เฟส วัฏภาค 1. สถานะของสาร เช่น ของแข็ง ของเหลว หรือแก๊ส 2. ช่วงระยะเวลาเป็นขั้นตอน
Serine / ซีรีน
ซีรีน (serine) เป็น กรดแอมิโน (amino acid) ที่มีขั้วแต่ไม่มีประจุ (polar, uncharged) เป็นกรดแอมิโนที่ชอบน้ำ (hydrophilic) เพราะ หมู่ R มี หมู่ไฮดรอกซิล (hydroxyl group, OH) สามารถสร้างพันธะไฮโดรเจนกับน้ำได้ดี ในด้านโภชนาการ ซีรีน ป็นกรดแอมิโนที่ร่างกายสังเคราะห์ได้ จัดเป็นกรดแอมิโนที่ไม่จำเป็น (non essential amino acid)
ข้าวมธุปายาส
ข้าวมธุปายาส เป็นอาหารสมัยพุทธกาล คือ ข้าวที่หุงเจือด้วยน้ำนม และน้ำผึ้ง ข้าวมธุปายาส http://dhammawiki.com/index.php?title=Food_of_enlightenment ตำนานข้าวมธุปายาส มีตำนานเล่าว่า นางสุชาดา ธิดาเศรษฐี ณ หมู่บ้านเสนานี ใกล้ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ปรุงข้าวมธุปายาส ขึ้นเป็นอาหารไปแก้บน เพราะสมปราถนาได้บุตรชายในครรภ์แรก ได้เห็นพระพุทธเจ้า เมื่อเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ประทับใต้ต้นนิโครธ (ต้นไทร) ก็เข้าใจพระองค์เป็นเทพยดาเพราะมีลักษณะงาม นางจึงน้อมข้าวมธุปายาสนั้นเข้าไปถวาย ครั้นพระโพธิสัตว์ได้บอกความจริงแก่นางแล้วนางก็ยิ่งมีใจศรัทธา จึงได้ถวายข้าวนั้นทั้งถาด พระโพธิสัตว์ได้นำข้าวมธุปายาสมาแบ่งเป็น ๔๙ ก้อน แล้วฉันจนหมด จากนั้นจึงนำถาดไปอธิษฐานแล้วลอยไปในแม่น้ำเนรัญชรา เพื่อเสี่ยงทายเรื่องที่จะสามารถตรัสรู้ได้หรือไม่ ข้าวมธุปายาสของนางสุชาดาจึงนับว่าเป็นอาหารมื้อสุดท้ายก่อนที่พระโพธิสัตว์จะได้บรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า ดังคำกล่าวที่ว่า นับหกปีที่พระสิทธัตถะ ฝึกตบะเพียรภาวนามั่น จวบวิสาขะรุ่งอรุณพลันนางสุชาดานั้นเฝ้าพระองค์ ถวายข้าวปายาสด้วยศรัทธา เสวยแล้วโมทนาดังประสงค์ ลอยถาดทวนสายชลจนจมลง เสด็จตรงแนวป่าพนาลัย จึงมีความเชื่อกันว่า ข้าวมธุปายาส เป็นอาหารวิเศษ ผู้ใดมีวาสนาได้กินแล้วจะมีร่างกายแข็งแรง ปราศจากโรคภัย อุดมด้วยสติปัญญา และเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต นางสุชาดาน้อมถวายข้าวมธุปายาสแด่พระพุทธเจ้า วิธีทำข้าวมธุปายาสของนางสุชาดา วิธีเตรียมทำข้าวมธุปายาสของนางมีดังนี้ นางให้เลี้ยงแม่วัวนมไว้ในป่าชะเอมจำนวน ๑,๐๐๐ ตัว ให้แม่โคทั้งหลายได้กินเครือชะเอมเป็นประจำสม่ำเสมอ ทำให้น้ำนมที่ได้มีรสหวานหอม แล้วให้แม่วัวนม ๕๐๐ ตัว ดูดกินน้ำนมของแม่วัวนม ๑,๐๐๐ ตัวนั้น แล้วให้แม่วัวนม ๒๕๐ ตัว ดื่มกินน้ำนมของแม่วัวนม ๕๐๐ ตัวนั้น แล้วให้แม่วัวนม ๑๒๕ ตัว ดูดกินน้ำนมของแม่วัวนม ๒๕๐ ตัวนั้น แล้วให้แม่วัวนม ๖๓ ตัว ดูดกินน้ำนมของแม่วัวนม ๑๒๕ ตัวนั้น แล้วให้แม่วัวนม ๓๒ ตัว ดูดกินน้ำนมของแม่วัวนม ๖๓ ตัวนั้น แล้วให้แม่วัวนม ๑๖ ตัว ดูดกินน้ำนมของแม่วัวนม ๓๒ ตัวนั้น และในท้ายที่สุดนางให้แม่วัวนม ๘ ตัว ดื่มกินน้ำนมของแม่วัวนม ๑๖ ตัวนั้น หลังจากนั้นนางก็จะนำแม่วัวนมทั้ง ๘ ตัว มารีดเอาน้ำนม แม่โคทั้งแปดตัวสุดท้ายนี้จะมีรสหวานหอมเป็นเลิศอย่างที่ไม่มีน้ำนมโคอื่นมาเปรียบเทียบได้เลย และเมื่อถึงคืนก่อนหน้าวันเพ็ญเดือนหกเพียงหนึ่งวันเท่านั้น น้ำนมแม่โคทั้งแปดตัวก็ได้ไหลออกมาเอง พอนางสุชาดาน้อมภาชนะเข้าไปเท่านั้น น้ำนมก็หลั่งออกมาจากเต้านมของแม่วัว นางเห็นดังนั้นก็เกิดความปิติยินดีอย่างยิ่ง เมื่อได้แล้วจึงเทน้ำนมลงใส่ภาชนะใหม่ยกขึ้นตั้งบนเตาและนำน้ำนมมาเคี่ยวจนข้นเป็นนมข้นหวาน ทำให้มีรสอร่อยมาก เรียกว่า "ขีรปริวรรต" และในวันที่นางให้รีดนมนั้น ลูกวัวไม่กล้าเข้าใกล้แม่วัวเหล่านั้นเลย ในวันที่นางปรุงข้าวมธุปายาสนั้น ท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ คือ ท้าวธตรฐ ท้าวรุฬหก ท้าววิรูปักข์ และ ท้าวเวสวัณ ก็มายืนอารักขาก้อนเส้าเตาปรุงทั้ง ๔ ทิศ รวมทั้ง ท้าวมหาพรหม ก็นำทิพย์เศวตฉัตรมากางกั้นข้างบนกระทะเพื่อเป็นสิริมงคล และป้องกันธุลีบนนภากาศ สมเด็จอมรินทราธิราช เสด็จลงมาก่อไฟใส่ฟืน เทวดาเจ้าในหมื่นโลกธาตุ ก็นำทิพยโอชามารวมใส่ลงไปในหม้อปรุงนั้น ประชาชนในทวีปทั้ง ๔ และทวีปน้อย ๒,๐๐๐ ห้อมล้อม ต่างเป็นดังจักรบีบรวงผึ้งอันอุดมด้วยน้ำผึ้งใส่เข้าไปในภาชนะที่กำลังปรุงนั้น และขณะที่นางกวนข้าวทิพย์นี้ บรรดาเหล่าเทวดาทั้งหมื่นโลกธาตุต่างก็พากันมาโปรยผงทิพย์ลงในกระทะน้ำมันที่กำลังเดือดเป็นฟองใหญ่ไหลเวียนขวาอยู่นั้น ไม่มีน้ำนมแม้แต่หยดเดียวที่จะกระเซ็นตกลงบนพื้นดินเลย ควันไฟแม้มีประมาณน้อยก็ไม่ตั้งขึ้นจากเตา เมื่อทำดังนี้แล้วก็ได้เป็นข้าวมธุปายาสและกว่าจะสำเร็จเป็นข้าวมธุปายาสได้ ก็ตกถึงเพลาเที่ยงคืน แล้วนางสุชาดาจึงสั่งนางปุณณทาสี หญิงคนใช้ที่สนิทให้ออกไปทำความสะอาด แผ้วกวาดที่โคนต้นนิโครธพฤกษ์นั้น เพื่อจะได้จัดเป็นที่ตั้งเครื่องสังเวยเทพารักษ์ นางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาส นางปุณณทาสี ได้ตื่นแต่เช้า เดินทางไปยังต้นนิโครธพฤกษ์นั้น เห็นพระมหาบุรุษทรงประทับนั่งอยู่ ณ ควงไม้นั้น ผันพระพักตร์ทอดพระเนตรไปทางปาจินทิศ (ตะวันออก) มีรัศมีพระกายแผ่สร้านออกไปเป็นปริมณฑล งามยิ่งนัก นางก็นึกทึกทักตระหนักแน่ในจิตทันทีว่า วันนี้ เทพยดาเจ้าลงจากต้นไทรงาม นั่งคอยรับข้าวมธุปายาสของสังเวยของเจ้าแม่ด้วยมือทีเดียว นางก็ดีใจรีบกลับมายังเรือน บอกนางสุชาดาละล่ำละลักว่า เทพารักษ์ที่เจ้าแม่มุ่งทำพลีกรรมสังเวยนั้น บัดนี้ ได้มานั่งรอเจ้าแม่อยู่ที่ควงไม้ไทรแล้ว ขอให้เจ้าแม่รีบไปเถอะ นางสุชาดามีความปลาบปลื้มกล่าวว่า ขอให้เจ้าเป็นลูกคนโตของแม่เถิด แล้วจึงมอบเครื่องประดับแก่นางปุณณทาสี และให้หยิบถาดทองมา ๒ ถาด ประสงค์จะใส่ข้าวมธุปายาสในถาดทองนั้น จึงรำพึงถึงโภชนะที่สุกแล้ว ข้าวมธุปายาสทั้งหมดก็กลิ้งไปประดิษฐานอยู่ในถาด เหมือนนํ้ากลิ้งจากใบบัวฉะนั้น ถาดหนึ่งใส่ข้าวมธุปายาสจนหมดพอดี มิได้เหลือเศษไว้เลย แล้วให้ปิดด้วยถาดทองอีกถาดหนึ่ง ห่อหุ้มด้วยผ้าทองอันบริสุทธิ์ ประดับร่างกายด้วยเครื่องอลังการทั้งปวงแล้ว ก็ยกถาดข้าวมธุปายาสขึ้นทูลเหนือเศียรเกล้าของนาง ลงจากเรือนพร้อมด้วยหญิงคนใช้เป็นบริวารติดตามมาเป็นอันมาก ครั้นถึงต้นไทรเห็นพระมหาบุรุษงามด้วยรัศมีดังนั้น ก็มีความโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง สำคัญว่าเป็นรุกขเทวดาโดยแท้ เดินยอบกายเข้าไปเฝ้าแต่ไกลด้วยคารวะ ครั้นเข้าไปใกล้จึงน้อมถาดข้าวมธุปายาสถวายด้วยความเคารพยิ่ง ขณะนั้น บาตรดินอันเป็นทิพย์ ซึ่งฆฏิการพรหมถวายแต่วันแรกทรงบรรพชา เกิดอันตรธานหายไปจากที่นั้น พระมหาบุรุษก็ทรงเหยียดพระหัตถ์ออกรับ แล้วทอดพระเนตรดูนางสุชาดา แสดงให้นางรู้ชัดว่า พระองค์ไม่มีบาตรจะถ่ายใส่ข้าวมธุปายาสไว้ นางสุชาดาทราบชัดโดยพระอาการ ก็กราบทูลว่า หม่อมฉันขอถวายทั้งถาด พระองค์มีพระประสงค์ประการใด โปรดนำไปตามพระหฤทัยเถิด แล้วถวายอภิวาททูลอีกว่า ความปรารถนาของหม่อมฉันสำเร็จฉันใด ขอสิ่งซึ่งพระหฤทัยของพระองค์ประสงค์จงสำเร็จฉันนั้นเถิด แล้วนางก็ก้มลงกราบ ถวายบังคมลา กลับเรือนด้วยความสุขใจเป็นล้นพ้น ทรงลอยถาดเสี่ยงพระบารมี พระมหาบุรุษ เสด็จลุกจากที่ประทับ ทรงถือถาดข้าวมธุปายาส เสด็จไปยังฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ประทับบ่ายพระพักตรสู่บุรพาทิศแล้ว ทรงปั้นข้าวมธุปายาสเป็นปั้น ๆ ได้ ๔๙ ปั้น เสวยจนหมด แล้วทรงถือถาดลงสู่แม่น้ำ ทรงอธิษฐานเสี่ยงพระบารมีว่า ถ้าอาตมาจะได้ตรัสแก่พระปรมาภิเสกสัมโพธิญาณแล้ว ขอให้ถาดนี้จงลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป แล้วทรงลอยถาดทองนั้นลงในแม่น้ำเนรัญชรา ขณะนั้นอานุภาพพระบารมีของพระองค์ซึ่งทรงบำเพ็ญมาบริบูรณ์ดีแล้ว ได้แสดงให้เห็นอัศจรรย์ ถาดทองนั้นได้ลอยทวนกระแสน้ำเนรัญชราขึ้นไปประมาณ ๑ เส้น แล้วถาดทองนั้นก็จมลงตรงนาคภพพิมาน แห่งพญากาฬนาคราช ครั้นพระมหาบุรุษได้ทอดพระเนตรเห็นเป็นนิมิตอันดีเช่นนั้น ก็เพิ่มความแน่พระทัยว่า จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญูสัมพุทธเจ้า Reference หนังสือพิมพ์คมชัดลึก กระยาสารท กับขนมที่..."สืบมาแต่พุทธกาล" เรื่อง / ภาพ ไตรเทพ ไกรงู http://www.larnbuddhism.com/puttaprawat/prasut/18.html http://www.baanmaha.com/community/thread22697.html http://dhammawiki.com/index.php?title=Food_of_enlightenment

Food wiki Thailand  จัดเต็ม โดย ครูผู้น้อย Kiss  ครูตัวใหญ่  เป็นลูกสาวครูเล็ก เป็นศิษย์ทางธรรมของคุณครูไม่ใหญ่ และครูไม่เล็ก บ้านของครูผู้น้อย อยู่หน้าวัดลุ่ม จังหวัดระยอง บ้านรอบล้อมด้วยตลาดขายอาหาร ตื่นเช้า ลืมตามาก็เจอแต่อาหาร รอบบ้าน

ครูผู้น้อย  เรียนจบทางพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารมาจากคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์    มาเป็นครูผู้สอนวิชาด้านอาหาร ที่ สาขาวิศวกรรมอาหาร ที่ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ได้ทุนมูลนิธิ Fulbright ของอะเมริกา แถมได้ทุนจากมูลนิธิ เพื่อผู้หญิงที่มีอาชีพทางการศึกษา ชือ Delta Gamma Kappa (ขอบพระคุณคร๊าKiss และไม่เคยลืมพระคุณ ) ก็เลย แอบหนีเมืองไทยไปอยู่ ไปเรียนปริญญาเอก สาขา Food Science มาจาก University of Florida  หลายปี ไปล้างจาน ไปรับจ้างเป็นคนครัว เอาเงินไปเที่ยว ก็พอมีความรู้ด้านอาหาร ติดขาติดแข้ง ชอบทำอาหาร ชอบกินอาหาร วิจัยด้านอาหารบ้าง บรรยายด้านอาหารบ้าง ให้คำปรึกษาด้านอาหาร ขอคำปรึกษาด้านอาหาร ได้ครูดีๆ เพื่อนดีๆ ศิษย์ดีๆ มากมาย กรุณา เมตตาสั่งสอน ถ่ายทอดความรู้ ประสพการณ์สารพัดอย่างด้านอาหาร มามากกว่า 20 ปี (ก็ยังเป็นผู้น้อยอยู่ Innocent อุ อุ )   ไม่อยากใส่บ่าแบกหามไว้ กลัวความรู้จะท่วมหัวแล้วจะเอาตัวไม่รอด 5555555

Once upon a time วันดี อากาศร้อน กลางปี 2553 ครูผู้น้อย นึกสนุก ก็อยากเขียน เขียน เขียน เขียนเอง บ้าง ลอกมาบ้าง นัก

ศึกษาช่วยบ้าง ทำไปเรื่อยๆ วันละนิดละหน่อย ณ วันนี้  ปลายเดือนกุมภาพันธ์  2555  ได้มากกว่า 3300 คำแล้ว เย้ Laughing... เอามาให้อ่านกันเพลินๆ สบายๆ สิวๆ ไม่คิดมาก เอาไว้พอลูกโต สามีหนีบวช จะได้มีอะไรทำแก้รำคาญ ท่านครูผู้ใหญ่ ผู้รู้ทั้งหลาย โปรดเมตตา ให้คำแนะนำ  ผิดพลาดก็กราบขออภัย อย่าถือสา หาความกันนะคะ นะคร๊า Wink  ครูผู้น้อยเพียงตั้งใจสร้าง ให้ Food wiki  แหล่งรวมความรู้นี้เป็นวิทยาทาน on-line (ว๊าววว) อยากเห็นสังคมการเรียนรู้ (วู๊ววว....) ให้กับผู้สนใจเกี่ยวกับอาหารทั้งผู้บริโภค นักเรียน นักศึกษา ผู้สนใจทางด้าน  วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการอาหาร วิศวกรรมอาหาร คหกรรมศาสตร์ นักวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร  ผู้ประกอบการด้านอาหาร บุคลากรที่ทำงานในอุตสาหกรรมอาหาร ผู้ขาย ผู้ผลิต ได้มาอ่าน มาชม มาคุยกัน สบายๆ ไม่ได้อยากเด่นอยากดัง แค่อยากมีชื่อเสียง อุ๊ย Cool ไม่ใช่คร๊า แต่ อยากเห็นเมืองไทยเป็นครัวของโลก  จริงจริ๊งKiss อยากให้คนไทยได้กินอาหารดีๆ อร่อยๆ สุขภาพแข็งแรง มีความสุข อยากเห็นรอยยิ้มที่แจ่มใส  มีน้ำใจให้กันและกัน Smile 

 

                 โลโก้อันใหม่ลูกสาวครูผู้น้อยทำให้                                     อันนี้แม่ทำค่ะ

อื่นๆ อีกมากมายยย ลองหาเอาเองใน search แล้วกันนะ ใส่ได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษจ้า

 

 

สุดท้ายฝากกลอนนี้ไว้ให้เด็กรุ่นใหม่ ครูผู้น้อยเคยท่องตอนเด็กๆ

 

                วิชาเหมือนสินค้า                        อันมีค่าอยู่เมืองไกล

                ต้องยากลำบากไป                      จึงจะได้สินค้ามา

                จงตั้งเอากายเจ้า                         เป็นสำเภาอันโสภา

                ความเพียรเป็นโยธา                     แขนซ้ายขวาเป็นเสาใบ

                นิ้วเป็นสายระยาง                        สองเท้าต่างสมอใหญ่

                ปากเป็นนายงานไป                     อัชฌาสัยเป็นเสบียง

                สติเป็นหางเสือ                           ถือท้ายเรือไว้ให้เที่ยง

                ถือไว้อย่าให้เอียง                        ตัดแล่นเลี่ยงข้ามคงคา

                ปัญญาเป็นกล้องแก้ว                  ตรวจดูแถวแนวหินผา

                เจ้าจงเอาหูตา                             เป็นล้าต้าฟังดูลม

                ขี้เกียจคือปลาร้าย                       จะทำลายให้เรือจม

                เอาใจเป็นปืนคม                         ยิงระดมให้จมไป

                จึงจะได้สินค้ามา                        คือวิชาอันพิศมัย

                จงหมั่นมั่นหมายใจ                     อย่าได้คร้านการวิชา

สมัครสมาชิก