ในการซื้อสินค้า ทำไมผู้บริโภคถึงต้องรู้ถึงกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค รวมถึงผู้ผลิตเองก็ต้องเอาใจใส่ในเรื่องนี้ ดังนั้นหัวข้อนี้จึงกล่าวถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้ผลิตและผู้บริโภคที่สำคัญๆ ไว้หวังจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านนะคะ
กฎหมายที่เกี่ยวกับอาหารมีอยู่มากมายหลายฉบับ แยกกันไปตามหมวดหมู่ หรือประเภทของอาหาร ในที่นี้จะขอหยิบยกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้ผลิตและผู้บริโภค ซึ่งประกอบด้วย พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ,2541 และพระราชบัญญัติความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกี่ยวข้อง จากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551
Consumer protection act หลายท่านคงคุ้นเคยกับพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคกันมาบ้างแล้ว ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้นว่าด้วยเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคทางด้านการโฆษณา ฉลาก และทางด้านสัญญาเป็นหลัก ทั้งนี้ขอกล่าวถึงเฉพาะเนื้อหาเพียงสองส่วน นั่นคือ
ด้านการโฆษณา ต้องไม่ระบุข้อความที่เป็นเท็จ หรือเกินความจริง หรืออาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ข้อความที่สนับสนุนให้มีการกระทำผิดกฎหมาย หรือศีลธรรม หรือความเสื่อมเสียในวัฒนธรรมของชาติ ข้อความที่ทำให้เกิดความแตกแยกหรือเสื่อมเสียความสามัคคีในหมู่ประชาชน ในส่วนของการนำเสนอนั้นต้องไม่ใช้วิธีอันอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ร่างกายจิตใจหรือก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้บริโภค ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าเราจะโฆษณาสินค้าได้ทุกชนิดทางภาครัฐมีการกำหนดคณะกรรมการที่ควบคุมการโฆษณา มิให้โฆษณาสินค้าที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค
ด้านฉลาก ฉลากของสินค้าต้องมีข้อความที่เป็นจริง ไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสินค้า แล้วต้องระบุชื่อ หรือเครื่องหมายการค้า สถานที่ผลิตหรือนำเข้า ข้อความระบุประเภท หรือชนิดของสินค้า ประเทศผู้ผลิต(ในกรณีเป็นสินค้านำเข้า) และต้องระบุข้อความอย่างอื่นได้แก่ ราคา ปริมาณ วิธีใช้ ข้อแนะนำ คำเตือน วันเดือนปีที่หมดอายุ
Product liability law
สำหรับพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น จากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย(Product liability law,PL Law)ถือเป็นสิ่งที่ค่อนข้างใหม่สำหรับคนไทย พระราชบัญญัติฉบับนี้ว่าด้วยเรื่องของความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น จากสินค้าที่เกิดการบกพร่อง ในการผลิตหรือออกแบบ ไม่ได้กำหนดวิธีใช้ วิธีเก็บรักษา คำเตือน หรือข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า หรือกำหนดไม่ถูกต้อง ไม่ชัดเจนโดยความเสียหายนั้น เกิดขึ้นจากการใช้งาน และการเก็บรักษาตามปกติ สำหรับการกำหนดขอบข่ายของการรับผิดชอบนั้น ครอบคลุมถึงการจำหน่ายจ่ายแจก หรือแลกเปลี่ยนเพื่อประโยชน์ทางการค้า ให้เช่าจัดการตลอดจนเสนอชักชวนอีกด้วย ในส่วนของผู้รับผิดนั้นประกอบด้วย ผู้ผลิตหรือผู้ว่าจ้างให้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ขายสินค้า โดยต้องรับผิดต่อเมื่อได้มีการขายสินค้าให้แก่ผู้บริโภคแล้ว โดยความเสียหายที่เกิดขึ้นจะครอบคลุมถึงความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพอนามัย จิตใจหรือทรัพย์สิน แต่ไม่รวมถึงความเสียหายต่อตัวสินค้าที่ไม่ปลอดภัยนั้น
หมายเหตุ การรับผิดชอบของผู้รับจ้างผลิตนั้น หากพิสูจน์ได้ว่าความไม่ปลอดภัยของสินค้าเกิดจากการออกแบบของผู้ว่าจ้างให้ผลิต หรือจากการปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ว่าจ้างโดยผู้ผลิตไม่ได้คาดเห็นถึงความไม่ปลอดภัยนั้นไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ ดังนั้นในส่วนของผู้รับจ้างผลิตควรจะมีการจัดทำเอกสาร หรือหลักฐานต่างๆ เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันได้ว่า ปฏิบัติตามคำสั่งผลิตของผู้ว่าจ้าง
การพิสูจน์หลักฐาน
ขั้นตอนการพิสูจน์หลักฐาน จะแยกออกเป็น 2 ส่วนคือ

ผู้เสียหาย ต้องพิสูจน์ได้ว่าได้รับความเสียหายจากสินค้าของผู้ประกอบการ เมื่อมีการใช้หรือการเก็บรักษาสินค้าตามปกติ เช่น เมื่อไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง แล้วเกิดอาการอาหารเป็นพิษทางผู้บริโภคก็ต้องมีการพิสูจน์หลักฐาน โดยอาจใช้ใบรับรองแพทย์เพื่อแสดงว่าเราได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอาหาร และแสดงหลักฐานให้ดูว่าเราได้รับประทานอาหารที่ร้านอาหารซึ่งก็คือใบเสร็จรับเงิน

ผู้ประกอบการ หากพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้นมิได้เกิดจากสินค้า ที่เป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัย หรือว่าผู้เสียหายรู้อยู่แล้วว่าสินค้านี้เป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัย หรือเกิดจากการเก็บรักษาที่ไม่ถูกต้อง ตามที่ได้ระบุไว้ในฉลากก็ไม่ต้องรับผิด ขอยกตัวอย่างกรณีศึกษา 2 กรณี คือ
กรณีแรก ผู้บริโภคซื้อนมพลาสเจอไรซ์มาจากร้านค้าแห่งหนึ่ง จากนั้นพบว่านมนั้นหมดอายุและมีกลิ่นเปรี้ยว หลังจากที่รับประทานเข้าไปจึงเกิดอาการท้องเสีย ในกรณีนี้ทางผู้ผลิตไม่ต้องรับผิดชอบตามพระราชบัญญัตินี้ ด้วยเหตุที่ว่าผู้เสียหายรู้อยู่แล้วว่าสินค้านั้นเป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัย
กรณีสอง เป็นกรณีที่คล้ายคลึงกันคือผู้บริโภคซื้อนมพลาสเจอไรซ์มาจากร้านค้าแห่งหนึ่ง เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วเกิดอาการท้องเสีย ซึ่งพิสูจน์แล้วพบว่า ผู้บริโภคได้นำสินค้าเก็บไว้บนรถยนต์เป็นเวลานานทำให้นมเกิดการเน่าเสียทั้งที่ยังไม่ถึงวันหมดอายุ กรณีนี้ทางผู้ผลิตไม่ต้องรับผิด เนื่องด้วยทางผู้บริโภคมิได้เก็บรักษาผลิตภัณฑ์อย่างถูกต้อง เป็นต้น
พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้กำหนดอายุความไว้ 3 ปี เมื่อผู้เสียหายรู้ถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นและรู้ตัวผู้ประกอบการ หรือเมื่อพ้น 10 ปี นับแต่ที่มีการขายสินค้านั้น
ข้อกำหนดในการสื่อสารถึงผู้บริโภค และการกำหนดหน้าที่ในการรับผิดชอบที่มีต่อผู้บริโภค อันเกิดจากสินค้าไม่ปลอดภัยที่กล่าวมานี้คงเป็นประโยชน์ทั้งในแง่ของผู้ผลิต และผู้บริโภคโดยทั่วกัน
บทความโดย คุณพีรพงษ์ ไพสิฐกุลวิวัฒนื
ผู้จัดการฝ่ายตรวจประเมิน
บริษัท เอ็นเอสเอฟ เอเชีย-แปซิฟิค จำกัด