ไม่รู้คือพลาดมาก! 8 กลยุทธ์ Digital Marketing ที่ดีที่สุดตลอดกาล

“รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” คงเป็นสำนวนที่ใช้ได้ดีในทุกสาขาอาชีพไม่เว้นแม้แต่
Digital Marketing เช่นกัน นักการตลาดที่เชี่ยวชาญด้าน Digital Marketing จะต้องตอบคำถามตัวเองได้ว่า ลูกค้าหลักของคุณชื่นชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ข้อดี ข้อเสีย จุดแข็ง จุดอ่อนของสินค้าที่เรามีตอบโจทย์หรือช่วยเติมเต็มปัญหาของลูกค้ายังไงได้บ้าง รวมไปถึงการวางกลยุทธ์ด้าน Digital Marketing ที่คุณต้องรู้ เลือกใช้แคมเปญและสื่อโฆษณาที่เหมาะสมเพื่อสื่อสารกับลูกค้าได้ตรงจุด เพิ่มโอกาสการซื้อสินค้าและยังช่วยหาลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นอีกด้วย
และนี่ก็คือ 7 กลยุทธ์ Digital Marketing ที่คุณควรรู้ ดึงใจลูกค้าได้แน่นอน
วางปุ่ม Call-to-Action ที่ชัดเจน และมีแรงกระตุ้นที่ดี
Call-to-Action หรือ CTA คือพื้นที่ส่วนหนึ่งของหน้า Landing Page ที่กระตุ้นให้ลูกค้ารู้ว่าต้องทำอะไรต่อ เพิ่มอัตราการเข้าชมเว็บไซต์ หรือใช้กระตุ้นการตัดสินใจก่อนซื้อสินค้า/บริการ และแทบทุกแคมเปญการตลาดจะต้องมีปุ่มนี้ฝังอยู่ในส่วนหนึ่งในหน้า Landing Page ที่นำ CTA มาใช้งาน
CTA ที่ดีที่สุดจะต้องอยู่ด้านบนหรือข้างล่างหน้าเพจ บริเวณโดยรอบเป็นพื้นที่โล่งเห็นปุ่ม CTA ชัดเจนขึ้น และเลือกใช้โทนสีที่สะดุดตา แต่ก็ไม่ฉูดฉาดจนมองแล้วปวดตาแทน ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย อ่านแล้วรู้ว่าต้องกดตรงนี้ต่อแน่ ๆ เพราะลูกค้าที่เข้ามาอ่านเนื้อหาหรืออะไรก็ตามในหน้าเว็บไซต์จะใช้เวลาอยู่ในหน้านั้นนานเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับเนื้อหาที่คุณใส่เข้าไปเพื่อดึงดูดความสนใจพวกเขา และเวลาของแต่ละคนก็มีจำกัด ฉะนั้นอย่าซ่อน CTA ไว้ในที่ลับตา ใช้สีเรียบ ๆ ไม่ดึงดูดจะทำให้หน้าเพจนั้นไม่สร้างคุณค่าใด ๆ ให้กับทั้งลูกค้าและแบรนด์เอง
ปุ่ม CTA คือส่วนที่ทำให้คุณหาลูกค้าได้ง่ายที่สุดและเร็วที่สุด ดังนั้นอย่าปล่อยให้หน้าเพจตันอยู่ตรงนั้น ทิ้งให้ลูกค้างุนงงว่าต้องทำอะไรต่อ เพราะนอกจากคุณจะไม่ได้ลูกค้าแล้วยังเกิด Bounce Rate ที่ส่งผลให้อันดับคุณในหน้าผลการค้นหาลดลงไปอีกด้วย
เปลี่ยนจากกำหนดเป้าหมายแบบวงกว้างให้เป็น Niche Market
การสร้างฐานลูกค้าที่ดีควรเป็นแบบไหน? เน้นปริมาณไว้ก่อน หรือคุณภาพไว้ก่อนดีล่ะ? คำตอบมันก็ตายตัวอยู่แล้วคือเน้น คุณภาพ เป็นหลัก ขนาดในภาษาอังกฤษยังใช้คำว่า Qualified Lead เลย ไม่ว่าคุณจะมีผู้ติดตามหรือลูกค้าเยอะแค่ไหนก็ตามในโซเชียลมีเดียก็คงไม่ได้ประโยชน์อะไรหากลูกค้าเหล่านั้นไม่ซื้อสินค้าเลยสักคน
ปกติแล้วมนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่ต้องเสพข่าวหรือข้อมูลตลอดเวลาเพื่อช่วยให้ตัวเองดำรงอยู่รอดได้ในธรรมชาติ และเป็นแบบนี้มาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ฉะนั้นการมอบข้อมูลข่าวสารหรือทำคอนเทนต์ที่เข้าถึงตัวลูกค้าแต่ละประเภทโดยตรงและตรงกับความสนใจของลูกค้าจะช่วยให้ทำ Digital Marketing เข้าถึงลูกค้าแบบ Niche Market ได้
แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook, LinkedIn, YouTube, TikTok, Twitter เป็นเครื่องมือขั้นสุดยอดที่ช่วยให้คุณทำแคมเปญออนไลน์ตอบสนองต่อลูกค้าเป้าหมายเฉพาะได้ดีขึ้น ซึ่งก็ต้องขอบคุณข้อมูลอันมีค่าที่เหล่าลูกค้าได้มอบให้ก่อนหน้าและก็ทำได้ไม่ยากอย่าง ยอดไลก์ ดิสไลก์ ยอดแชร์ คอมเมนต์ เป็นต้น ที่ช่วยให้แบรนด์จำแนกลูกค้าออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ ได้ ทำให้คอนเทนต์แบบเฉพาะที่ครั้งหนึ่งอาจต้องใช้เวลาเป็นเดือนหรือปีกว่าจะได้ลูกค้ามา ลดเวลาเหลือเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง
ตอนนี้ Digital Marketing ได้มีตัวเลือกที่ขยายขอบเขตกว้างขึ้นแล้ว อาทิ บน Facebook ที่เพิ่มตัวเลือก “Lookalike” Audience เข้ามาเพื่อจัดรายชื่อลูกค้าที่มีความสนใจร่วมกันกับสินค้าของคุณหรือคอนเทนต์ที่คุณจะทำ
หมดไปแล้วกับยุคสมัยที่โฆษณาแบบหว่านแหแล้วหวังว่าจะมีลูกค้าสักคนเข้ามาซื้อสินค้า ตอนนี้คือยุคแห่งการทำ Niche Market และ Personalization เสิร์ฟคอนเทนต์ให้ตรงกับความสนใจของลูกค้าเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นอยากซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่มอบคอนเทนต์ที่ตรงใจให้กับพวกเขา
สร้างเรื่องราวเล่าขานบอกสู่กันฟังในทุกโซเชียลมีเดีย
หลายร้อยหลายพันปีก่อนเวลานักปรุงยาหรือคนทำเครื่องรางของขลังจะขายของแต่ละที พวกเขาจะมีเรื่องราวมาเล่าให้ผู้ชมฟังอยู่เสมอ ทั้งเรื่องราวนักผจญภัยที่รอดจากอันตรายโดยใช้เครื่องรางของพวกเขา หรืออัศวินปราบมังกรโดยดื่มน้ำอมฤต แล้วก็จบลงด้วยการเชิญชวนให้ผู้ชมมาซื้อของของพวกเขา ง่าย ๆ แบบนี้ล่ะ
ตัดมาที่ยุคปัจจุบันคงไม่มีใครมาเดินเล่าเรื่องขายของตามข้างถนนกันอีกแล้ว ในเมื่อเรายกระดับและย้ายทุกอย่างเข้าไปอยู่ในสื่อออนไลน์กันหมดแล้ว การเล่าเรื่องราวคือส่วนประกอบของการทำ Inbound Marketing ชั้นเลิศที่เป็นกลยุทธ์ Digital Marketing ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในการสร้าง Brand Story ผู้ชมสามารถเชื่อมต่อเข้ากับแบรนด์ เรียนรู้เกี่ยวกับแบรนด์ที่ช่วยให้พวกเขาเข้าใจแบรนด์ได้มากขึ้น
คุณเองก็สามารถทำให้ผู้ชมเห็นภาพตามเรื่องราวของคุณได้เช่นกัน ทุกวันนี้นักการตลาดถึง 80% ใช้สื่อรูปภาพ/วิดีโอในการทำ Social Media Marketing และก็คงไม่แปลกใจมากนักหากโพสต์ใน Facebook ที่มีรูปภาพจะมียอด Engagement เพิ่มขึ้นถึง 2.3 เท่ามากกว่าโพสต์ข้อความธรรมดา และยอดทวิตที่มีรูปภาพก็มีอัตราการมีส่วนร่วมสูงถึง 150% อีกเช่นกัน เห็นพลังของการเล่าเรื่องด้วยรูปภาพหรือยังล่ะ
และในอนาคต Storytelling ก็จะมียอดการรับชมผ่านวิดีโอกันมากขึ้น เพราะผู้คนยุ่งกันมากกว่าเดิม มีเวลาน้อยลง การสื่อสารด้วยรูปภาพอาจต้องใช้เวลาตีความกว่าจะเข้าใจ และผลสถิติก็รายงานซ้ำ ๆ แล้วว่าการตลาดโดยอาศัยสื่อมีประสิทธิภาพกว่าคอนเทนต์แบบเขียน แต่ก็อย่าลืมว่าที่เว็บไซต์ได้รับการจัดอันดับสูงในหน้าผลการค้นหาก็มาจากงานเขียนคอนเทนต์ธรรมดาเหมือนกัน ฉะนั้นเอาทั้งสองอย่างมารวมกันซะ ทั้งคำอธิบาย รูปภาพ และวิดีโอจะช่วยให้เว็บไซต์คุณมียอดการเข้าชมและซื้อสินค้ามากขึ้น
ทำให้มันแชร์ง่าย ๆ หน่อย
ถ้าเป็นสมัยก่อนจะมีโซเชียลมีเดียการตลาดที่ดีที่สุดคือการตลาดแบบบอกต่อหรือปากต่อปาก แต่ถ้าเป็นสมัยนี้การบอกต่อในโซเชียลก็คงหมายถึง การแชร์ ช่วยให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้หลากหลายมากขึ้น จำไว้ว่าการทำโพสต์จะต้องมีข้อมูลที่มีคุณภาพและน่าสนใจรวมอยู่ด้วยเพื่อให้ง่ายต่อการแชร์ เพราะคุณค่าที่แท้จริงจากการทำ Digital Marketing คือการทำแคมเปญให้เข้าถึงกลุ่มคนได้หลากหลายไกลกว่ากลุ่มฐานลูกค้าหลัก
สร้างเนื้อหาให้สั้นเข้าไว้ เขียนหัวข้อให้จับความสนใจ ใส่ Meta Description ให้ดึงดูดและเพิ่มรูปภาพเข้าไปเรียกน้ำย่อยก่อนหรือจะเปลี่ยนเป็น GIF, Infographic ก็ได้ และก็อย่าลืมเปิดเป็นสาธารณะให้คนทั่วไปเข้ามาแชร์ด้วยนะ
สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อ่าน
หากคอนเทนต์คุณมีคุณภาพดีมากช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนที่เข้ามาอ่านหรือสร้างสีสันความบันเทิงได้ดี ผู้ชมเหล่านั้นก็จะมีโอกาสแชร์โพสต์ไปให้เพื่อน ๆ ได้มากขึ้น ขอยกตัวอย่างง่าย ๆ กับค่าแฟรนไชส์เจ้าดังอย่าง 7-Eleven ที่ตัว N ใช้เป็นตัวพิมพ์เล็กแทน สาเหตุที่ใช้ก็เพราะว่าเจ้าของมีความเชื่อว่า แม่เหล็กรูปทรงเกือกม้า สื่อถึงความโชคลาภ เป็นตัวดูดเงินดูดทอง ไหลมาเทมานั่นเอง แถมก็ยังเป็นการตลาดแบบ Storytelling ไปในตัวอีกด้วย รู้อย่างงี้แล้วคุณก็ถึงกับอยากออกไปค้นหาเรื่องราวเพิ่มเติมใช่ไหมล่ะ จริง ๆ แล้วมีหลายแบรนด์มากที่ซ่อนกิมมิกแบบนี้ทั้งในชื่อแบรนด์และโลโก้สินค้าเหมือนเป็น Easter Egg ในภาพยนตร์ให้คุณไปลองค้นหากันดู
ตัวอย่างแบรนด์ที่ซ่อนกิมมิกไว้ ช็อกโกแลต Toblerone กับน้องหมีในภูเขา, “ลูกศร” ที่ถูกซ่อนในโลโก้ FedEx, โลโก้ที่เล่นกับพื้นที่ซ้อนทับเชิงบวกและเชิงลบกันอย่างลงตัวกับ Elettro Domestici หรือ ED เป็นต้น
ใช้โฆษกที่น่าจดจำเห็นแล้วรูปปั๊ป อ๋อ..มาจากที่นี่นี่เอง
แคมเปญ Digital Marketing บางอย่างก็ใช้ประโยชน์จากบุคคลที่เป็นโฆษกหรือคนที่มีหน้ามีตาของแบรนด์มาเป็นจุดขายทำให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ได้ดีขึ้นและเชื่อมต่อกับแบรนด์ได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างบุคคลที่เป็นหน้าเป็นตาให้แบรนด์
คุณตัน ภาสกรนที เจ้าของบริษัท อิชิตัน
คุณท็อป จิรายุส CEO บริษัท Bitkub
คุณรวิศ หาญอุตสาหะ CEO ศรีจันทร์และเจ้าของเพจ Mission to the Moon
ต่างประเทศ
วอร์เรน บัฟเฟตต์ เจ้าพ่อเซียนหุ้น และเจ้าของบริษัทลงทุน Berkshire Hathaway
ทิม คุก CEO คนปัจจุบันของ Apple
มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้ง Facebook
ด้วยใบหน้าหรือบุคลิกที่เป็นเอกลักษณ์ เป็นไปไม่ได้เลยที่ปรากฏตัวที่ไหนแล้วจะไม่มีคนร้อง “เห้ย!!” ด้วยภาพจำเช่นนี้แหละที่ทำให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ได้ดีไม่ต่างอะไรกับสโลแกนหรือโลโก้เลย เผลอ ๆ จะจำคนเหล่านี้ได้มากกว่าจำชื่อแบรนด์เสียอีก
ด้วยพลังของโฆษกที่มีอยู่ทำให้เกิดผู้ติดตามพวกเขามากขึ้นทั้งในแพลตฟอร์มส่วนตัวและแพลตฟอร์มของแบรนด์ โดยมีจุดประสงค์ผลักดันแบรนด์ให้มีหน้ามีตาอยู่ในสังคมมากขึ้นและบรรลุผลแคมเปญ Digital Marketing
หากคุณยังไม่มีใครที่จะเป็นโฆษกให้คุณได้ล่ะก็ แนะนำว่าให้เลือกเป็นข้อความหรือคำพูดที่มีคุณค่าจาก CEO หัวหน้าฝ่ายการตลาด หรือผู้จัดการฝ่ายขายของคุณมาใช้แทนก็ได้ และจำไว้ว่าวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการเชื่อมต่อกับผู้คนคือเริ่มจากคำถามว่า “ทำไม” มาเป็นใจกลางหลักของข้อความที่จะส่งออกไป “ทำไมถึงต้องเป็นแบรนด์เรา” “ทำไมถึงต้องเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ของเรา” “ทำไมแบรนด์เราถึงดีกว่าที่อื่น” เป็นต้น ช่วยให้คุณสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้ยืนยาวยิ่งขึ้น
ยกเลิกการโฆษณาแบบเดิม ๆ ไปเลยอย่างสิ้นเชิง
อาจจะดูสุดโต่งไปสักหน่อย แต่ก็ถือว่าได้ผลดีกว่าในสภาวะปัจจุบัน ทุกวันนี้ผู้ชมให้คุณค่ากับคอนเทนต์ที่มีความคิดสร้างสรรค์ แปลกแหวกแนวชนิดที่ว่าไม่เคยมีใครมาก่อนในชีวิตนี้ ประเด็นในหัวข้อนี้จึงนำมาสู่การทำแบรนด์ยังไงให้สร้างสรรค์และแปลกแหวกแนว ซึ่งแน่นอนว่าต้องโดดเด่นกว่าการทำการตลาดแบบเก่า ที่นอกจากคนที่จะมาเห็นมีน้อยแล้ว ยังจำกัดความคิดสร้างสรรค์อีก
อย่างเพจ นัดเป็ด ที่คนหนุ่มสาว GenZ, GenX รู้จักกันดีเพราะนอกจากจะเป็นเพจตลกร้ายหน้าตายแล้ว ยังรับลงโฆษณาจากสปอนเซอร์ให้แบบฮา ๆ อีกด้วย
จัดงานอีเวนต์ให้ลูกค้าเข้าถึงคุณได้ง่ายขึ้นทั้งแบบตัวต่อตัวและออนไลน์
การจัดงานอีเวนต์คือประตูบานใหญ่ที่เปิดโอกาสให้คุณได้เข้าถึงลูกค้าได้ง่ายขึ้น รับฟังเสียงของพวกเขาแล้วนำมาปรับปรุงแบรนด์ของตัวเอง และยังแสดงให้เห็นว่าแบรนด์ของคุณเป็นแบรนด์ที่จับต้องได้ มีความเป็นมนุษย์
นักการตลาดทั่วโลกกว่า 90% เห็นพ้องว่าการจัดงานอีเวนต์เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ดีแม้แต่ในงานที่จัดออนไลน์ก็ด้วยเช่นกัน และยังมีประโยชน์ในการขยายขอบเขตการเข้าถึงกลุ่ม Audience ได้รอบโลกอีกด้วย ทั้งนี้ตอนที่จัดงานอีเวนต์ออนไลน์ก็ยังคงต้องเพิ่มคุณค่าให้กับลูกค้าด้วย เช่น การให้ข้อมูลข่าวสารเฉพาะผู้เข้าชมงานเท่านั้น Workshop ตัวอย่างให้ทดลองฟรีส่งถึงบ้านคุณ และส่วนลดพิเศษเฉพาะผู้ที่ลงทะเบียนในงานเท่านั้น เป็นต้น
กล่าวโดยสรุปแล้ว การวางแคมเปญ Digital Marketing ควรรวมการใช้งานเครื่องมือการตลาดเข้ากับประสบการณ์ของลูกค้าไว้ด้วยกันจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งจะประกอบไปด้วยคอนเทนต์ที่โดดเด่น คอนเทนต์ที่แชร์ได้ และก่อให้เกิดการกระทำตามมากับคอนเทนต์นั้น ๆ สร้างเรื่องราวที่มีส่วนร่วมกับผู้ชมและยืนหนึ่งเรื่องของความแตกต่างจากแบรนด์อื่นทำให้แบรนด์คุณประสบความสำเร็จได้มากขึ้น และที่สำคัญอย่าลืมที่จะโฟกัสกับข้อความที่จะส่งถึงลูกค้าในแต่ละประเภท แต่ละบุคคลเพื่อทำให้พวกเขาประทับใจจนต้องอยากแชร์ต่อ ซึ่งจะสร้างคอนเน็คชั่นและเครือข่ายที่แข็งแกร่งระหว่างแบรนด์กับลูกค้าได้แน่นแฟ้นกว่าเดิม
หากคุณกำลังมองหา Digital Marketing Agency ที่ใช่ ถูกใจ พร้อมดูแลคุณเคียงข้างทุกโปรเจกต์เหมือนเป็นหนึ่งในเพื่อนคู่คิดหรือพาร์ทเนอร์ให้กับทีม In-house Marketing กับ Cotactic Media เอเจนซี่ด้านการตลาดออนไลน์ เรายินดีให้คำปรึกษาคุณและพร้อมวางแผนกลยุทธ์การตลาดให้เข้าใจโดยสรุปแบบฟรี ๆ ไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ
ติดต่อหาเราได้ที่เบอร์ 065 095 9544
Facebook : Cotactic Media - Digital Marketing Agency
ขอบคุณที่มาข้อมูล
https://www.adherecreative.com/blog/7-winning-marketing-campaign-strategies https://www.campaigncreators.com/blog/10-tips-for-creating-a-powerful-marketing-campaign-strategy