แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - Nattapol1990

หน้า: [1]
1
▶ เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบแผ่น | Plate Heat Exchanger คืออะไร ? ◀

Plate Heat Exchanger เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบเพลทหลายคนอาจไม่ทราบว่าคืออะไร มีหน้าที่อะไร มีความสำคัญอย่างไรกับระบบอุตสาหกรรม โดยในบทความนี้มีคำตอบมาให้คุณแล้ว




▶ Plate Heat Exchanger เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบแผ่น คือ ? ◀

เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน คืออุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ไว้ใช้สำหรับการถ่ายเทความร้อนของของไหลชนิดหนึ่งไปสู่อีกชนิดหนึ่งซึ่งของไหลทั้งสองนี้จะไม่เกิดการผสมกัน เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนนี้เป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญอย่างมากต่อระบบอุตสาหกรรม เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ถูกนำมาใช้ในระบบต่าง ๆ ทางวิศวกรรมอย่างแพร่หลาย อาทิ ในอุตสาหกรรมน้ำมันมีการใช้เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนเพื่อทำให้น้ำมันดิบร้อนขึ้นหรืออาจทำให้ไอน้ำซึ่งออกมาจากหอกลั่นกลายเป็นของเหลวหรืออาจะใช้เพื่อการลดอุณหภูมิของน้ำมันหรือก๊าซหรืออาจมีการนำไปใช้ในระบบอุตสาหกรรมประเภทอื่นซึ่งมีการนำความร้อนมาใช้ซ้ำหรือแลกเปลี่ยนความร้อนเพื่อเพิ่มหรือลดความร้อน เช่น อุตสาหกรรมปุ๋ย, อุตสาหกรรมเส้นใยและอุตสาหกรรมอาหารกระป๋อง

ในขณะที่เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบแผ่น Plate Heat Exchanger จะเป็นเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนความร้อนที่ถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหารเป็นส่วนมาก โดยใช้เพื่อเพิ่มหรือลดอุณหภูมิในการแปรรูปอาหารด้วยความร้อนหรือใช้ในระบบการพาสเจอไรซ์อย่างต่อเนื่องเพื่อทำให้เข้มข้นหรือใช้ในระบบ ยู เอช ที นอกจากนี้plate heat exchanger ราคาไม่แพงมากอีกด้วย



▶ หลักการทำงาน Plate Heat Exchanger เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบแผ่น ◀

Plate heat exchanger หลักการทํางานจะมีแผ่นแลกเปลี่ยนความร้อนหลายแผ่นถูกจัดวางเรียงขนานกันเป็นชุด โดนชุดแผ่นแลกเปลี่ยนความร้อนนี้จะอยู่ระหว่างเฟรมหน้า (fixed cover) และเฟรมอัด (movable cover) มีท่อเข้า-ออกอยู่ข้างบนของเฟรมหน้า หรืออาจจะอยูทั้งบนเฟรมหน้าและเฟรมอัดก็ได้ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการจัดการไหลในชุดแผ่น นอกจากนี้ชุดแผ่นและเฟรมจะต้องถูกยึดแน่นด้วยชุดสลักยึด (tightening bolt and nut) จากนั้นนำไปแขวนอยู่บนคานแขวนบน (carrying bar)และตั้งให้อยู่บนคานรับล่าง ลักษณะของแผ่นแลกเปลี่ยนความร้อนนั้นมีลักษณะเป็นแผ่นโลหะบางซึ่งมีผิวเป็นคลื่น แต่แผ่นแลกเปลี่ยนความร้อนบางชนิดมีปะเก็น อยู่รอบแผ่นที่ช่วยไม่ให้เกิดการรั่วออกและใช้บังคับทิศทางของการไหลได้




▶ ส่วนประกอบของ Plate Heat Exchanger เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบแผ่น ◀

1. เฟรม

มีหน้าที่ในการประกอบชุดของเพลทฮีทเข้าด้วยกันซึ่งจะใช้โบลท์ในการเป็นตัวยึด โดยมี

• เฟรมหน้า
• เฟรมอัด
• ขาตั้งหลัง
• คานบนและคานล่าง
• โบลท์และน็อต (สลักยึด)


2. ท่อเข้า-ออก

ใช้สำหรับรองรับของไหลที่มีกระแสเข้าและออก โดยท่อนี้มักอยู่ที่เฟรมหน้า


3. ชุดของเพลทฮีท

มีหน้าที่ในการเป็นตัวกั้นของไหลที่มีการเข้าและออก


4. ปะเก็น

ใช้ในการป้องกันการรั่วออกและกำหนกทิศทางของของไหล



▶ ชนิดของ Plate Heat Exchanger เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบแผ่น ◀

Brazed plate heat exchanger

เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนเป็นแบบแผ่นแบบเชื่อมติดกัน (Brazed plate heat exchanger) คือแผ่นถ่ายเทความร้อนหลายๆ แผ่นถูกนำมาเรียงต่อกัน โดยที่ของไหลแต่ละชนิดจะไหลผ่านเข้าไปในช่องว่างระหว่างแผ่นสลับกันซึ่งแผ่นถ่ายเทความร้อนนี้จะถูกซีลด้วยทองแดงหรือนิกเกิล เพราะฉะนั้นของไหลแต่ละชนิดจะไม่ผสมกันอย่างแน่นอนและถ่ายการเทความร้อนจะเกิดขึ้นโดยการที่ถ่ายเทความร้อนผ่านที่หน้าตัดของแต่ละแผ่น เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนเป็นแบบแผ่นแบบเชื่อมติดกันจะใช้ในเครื่องจักรเช่น Chiller, Heat pump, Heat recovery unit, Oil cooler, Air Dryer


Gasket plate heat exchanger

เครื่องแลกเปลี่ยนชนิดปะเก็น (Gasket plate heat exchanger) คือเป็นเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนที่สามารถถอดออกมาล้างได้ ลักษณะของเครื่องแลกเปลี่ยนนี้จะมีแผ่นเรียงเชื่อมติดกันโดยสลับระหว่างของร้อนและเย็นซึ่งตัวแผ่นจะมีรอนลูกฟูกที่ช่วยให้การแลกเปลี่ยนมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมักใช้กับงานที่มีความสกปรก หรือมีตะกอน เพราะเครื่องแลกเปลี่ยนชนิดปะเก็นสามารถถอดและล้างทำความสะอาดได้ วัสดุของเครื่องแลกเปลี่ยนชนิดนี้มีทั้งแบบโลหะสแตนเลส และ ไทเทเนียนม โดยส่วนมากเครื่องแลกเปลี่ยนชนิดปะเก็นจะใช้ในงาน direct heat exchanger ของ Chiller, Heat Pump, Heat Reclaim เป็นต้น



▶ Plate Heat Exchanger ประโยชน์และข้อดี ◀

Plate heat exchanger มีข้อดีและประโยชน์ดังนี้

1.   มีค่าสัมประสิทธิ์การถ่ายเทความร้อนที่สูง
2.   สามารถรับรู้อุณหภูมิข้ามความแตกต่างของอุณหภูมิเทอร์มินัลได้
3.   สามารถต้านทานอุณหภูมิและความดันที่สูงได้
4.   สามารถครอบคลุมบริเวณพื้นที่ขนาดเล็กได้
5.   แผ่นแลกเปลี่ยนความร้อนมีความหนาและน้ำหนักเบา
6.   มีค่าสัมประสิทธิ์การเปรอะเปื้อนที่ต่ำ ดังนั้นสิ่งสกปรกไม่สามารถเกาะได้ง่าย
7.   การถ่ายเทความร้อนของสื่อมีหลากหลายแบบ
8.   สามารถทำความสะอาดได้ง่าย
9.   สามารถเปลี่ยนพื้นที่การถ่ายเทความร้อนได้ มีแรงดันใช้งานสูงสุดอยู่ที่ 8MPa

2
▶ คอนเดนเซอร์ (Condenser) ◀

คอนเดนเซอร์ (Condenser) หรือ คอยล์ร้อนที่อยู่ระบบทำความเย็นโดยทั่วไปเช่น คอนเดนเซอร์ แอร์, คอนเดนเซอร์ รถยนต์,คอนเดนเซอร์ ตู้ เย็น ซึ่งเป็นอุปกรณ์ช่วยระบายความร้อนออกจากสารทำความเย็นซึ่งอยู่ในรูปของไอน้ำที่มีความดันสูงและอุณหภูมิสูง อีกทั้งหน้าที่หลัก ๆของคอนเดนเซอร์คือช่วยควบแน่นนำความร้อนออกจากสารทำความเย็นแต่ความดันยังอยู่ในระดับเดิม แต่วันนี้คอน เด็ น เซอร์ที่เราจะมาพูดถึงคือ condenser ที่อยู่ในระบบอุตสาหกรรมโดยจะเป็นอย่างไร สามารถอ่านต่อได้ในหัวข้อถัดไป



▶ คอนเดนเซอร์ (Condenser) หรือ คอยล์ร้อน คืออะไร มีหน้าที่อะไรบ้าง ? ◀

คอนเดนเซอร์ คืออุปกรณ์ควบแน่นที่อยู่ในระบบทำความเย็นทั่วไป shell and tube condenser มีหน้าที่ก็คือ ทำให้สารทำความเย็นที่ถูกส่งมาจากคอมเพรสเซอร์ซึ่งอยู่ในรูปของแก๊สที่ยังคงมีความดันและอุณหภูมิสูงกลั่นตัวเพื่อให้เป็นสารทำความเย็นเหลวโดยการระบายความร้อนออกแต่ยังคงให้ความดันและอุณหภูมิสูงอยู่เหมือนเดิม สำหรับวิธีการทำงานของเครื่องทำความเย็นอันดับแรกเริ่มจากคอมเพรสเซอร์จะทำการดูดสารทำความเย็นและส่งสารนี้ไปที่คอนเดนเซอร์เพื่อทำการระบายความร้อนและกลั่นตัวสารทำความเย็นให้มีสถานะเป็นของเหลว หลังจากนั้นส่งไปยังอุปกรณ์ลดความดันเพื่อทำให้สารทำความเย็นมีความดันต่ำและอุณหภูมิลงลด จากนั้นส่งไปยังอีวาพอเรเตอร์เพื่อทำให้อุณหภูมิต่ำลง สุดท้ายสารทำความเย็นจะถูกส่งกลับไปที่คอมเพรสเซอร์อีกครั้ง



▶ ประเภทของคอนเดนเซอร์มีกี่ประเภท อะไรบ้าง ? ◀

Air Cooled Condenser ระบายความร้อนด้วยอากาศ

ระบายความร้อนด้วยอากาศ จะใช้อากาศในการเป็นตัวระบายความร้อนให้ออกจากสารทำความเย็นเพื่อให้สารทำความเย็นมีการกลั่นตัวและกลับไปเป็นของเหลว โดย shell and tube condenser ประเภทนี้อากาศไม่สามารถไหลผ่านได้ในปริมาณมาก ดังนั้นคอนเดนเซอร์นี้จึงต้องใช้วัสดุที่ทำจากท่อทองแดงหรือท่อเหล็กที่มีครีบเพื่อให้บริเวณพื้นผิวที่ใช้ระบายความร้อนมีมากขึ้น ความเร็วของอากาศที่ไหลวนมีผลต่อคอนเดนเซอร์ที่ระบายความร้อนโดยใช้อากาศ เนื่องจากคอนเดนเซอร์ประเภทนี้จะต้องทำให้อากาศไหลด้วยความเร็วต่ำที่สุดเพื่อทำให้การถ่ายเทความร้อนมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อความเร็วของอากาศเพิ่มสูงขึ้น พัดลมจะทำงานหนักมากขึ้นเช่นกัน ตามปกติแล้วความเร็วของอากาศที่เหมาะสมกับการระบายความร้อนจะมีความเร็วประมาณ 2.5 ถึง 6 เมตรต่อวินาที ทั้งนี้ต้องพิจารณาเลือกใช้ความเร็วลมให้เหมาะสมกับการใช้งานด้วย โดยการระบายความร้อนประเภทนี้มักใช้ในเครื่องทำความเย็นขนาดเล็ก เช่น ตู้เย็น ตู้แช่ ถังน้ำเย็น เป็นต้น ซึ่งสามารถจำแนกได้เป็น 2 แบบ คือ 1.แบบใช้อากาศธรรมชาติหมุนเวียน 2.แบบใช้พัดลมช่วย

Water Cooled Condenser ระบายความร้อนด้วยน้ำ
ระบายความร้อนด้วยน้ำจะใช้น้ำในการระบายความร้อนออกจากสารทำความเย็นเพื่อทำให้สารทำความเย็นเกิดการกลั่นตัวและกลายเป็นของเหลว เมื่อน้ำและสารทำความเย็นมีการแลกเปลี่ยนกันจะทำให้อุณหภูมิของน้ำสูงขึ้นและมีบางส่วนระเหยกลายเป็นไอ โดยอากาศจะพัดไอน้ำนี้ออกไปสู่บรรยากาศ ตามปกติแล้วการระบายความร้อนด้วยน้ำจะแบ่งออกเป็น 2 ระบบคือ 1.ระบบหล่อเย็นแล้วทิ้ง (Wastewater System) 2.ระบบน้ำหล่อเย็นแล้วกลับมาใช้ได้อีก (Re-Circulated Water System)

Evaporative Condenser ระบายความร้อนด้วยน้ำและอากาศ
คอนเดนเซอร์นี้ใช้ทั้งน้ำและอากาศในการระบายความร้อนออกจากสารทำความเย็น โดยน้ำจะถูกปั๊มจากข้างล่างถัง จากนั้นจะทำการสเปรย์ไปยังคอน เด็ น เซอร์ก่อนที่จะลงสู่ด้านล่างถัง เมื่อสารทำความเย็นซึ่งอยู่ในรูปของไอน้ำที่มีความดันและอุณหภูมิสูงไปกระทบกับน้ำจะเกิดการกลั่นตัวกลายเป็นของเหลว ตอนที่สเปรย์น้ำฉีดไปยังคอนเดนเซอร์อยู่พัดลมจะทำการดูดอากาศจากข้างนอกและเป่าขึ้นไปที่ตัวกันละอองไอน้ำ จากนั้นละอองน้ำบางส่วนจะลดลงเพราะโดนความร้อน ดังนั้นต้องมีการให้น้ำเพิ่มเพื่อคงระดับของน้ำไว้



▶ วิธีบำรุงรักษาคอนเดนเซอร์เบื้องต้น (Condenser) ◀

ตามปกติ shell and tube condenser เป็นอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นต้องทำความสะอาดบ่อยมากนัก แต่ถ้าต้องการจะดูแลทำความสะอาดคอนเดนเซอร์ควรเน้นไปที่การหล่อลื่นลูกปืนพัดลมและไม่ให้ฝุ่นเกาะบริเวณผิวหน้าของคอนเดนเซอร์ โดยคอนเดนเซอร์แบบระบายความร้อนด้วยน้ำจะมีคราบตะกรันติดอยู่ ดังนั้นควรใช้สารละลายกำจัดคราบตะกรันเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคสะสมมากเกินไป ขั้นตอนในการทำความสะอาดก็คือเอาน้ำออกและใส่น้ำสะอาดพร้อมกับสารละลายกำจัดคราบตะกรัน แล้วค่อยปั๊มน้ำหมุนเวียนเพื่อให้สารที่ใส่ลงไปทำความสะอาด จากนั้นให้เทน้ำออกแล้วเติมน้ำสะอาดเข้าไป



▶ 2pt3q ที่ผลิตและจำหน่ายคอนเดนเซอร์ ( Condenser) ◀

2pt3q หนึ่งในโรงงานที่ผลิตและจำหน่ายสินค้าเกี่ยวกับเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนเย็นที่อยู่ในรูป Shell and tube เช่น คอน เด็ น เซอร์, อีเวปเปอร์เรเตอร์, ออยคูลเลอร์ มาเป็นเวลาหลายปี พร้อมตอบสนองลูกค้าด้วยสินค้ามีคุณภาพและได้มาตรฐาน

3
▶ สรุป! หลักการระบบทําความเย็น Refrigeration System เครื่องทำความเย็น ◀

การนำความเย็นมาใช้ประโยชน์ ถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกนำมาใช้กันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ระบบทำความเย็นจึงถูกนำมาติดตั้งเพื่อ รักษาอุณหภูมิ การททำความเย็นถูกใช้ในระบบตู้น้ำเย็น ตู้เย็น ตู้แช่ ห้องแช่เย็น และโรงงานผลิตน้ำแข็ง  เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ระบบทําความเย็น Refrigeration System ในอุตสาหกรรม จึงถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก  ในบทความนี้เราจะมาพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับระบบทำความเย็น ว่ามีหลักการทำงานอย่างไร เพราะอะไร ถึงถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย





▶ ประวัติเครื่องทำความเย็น ในระบบทําความเย็น Refrigeration System ◀

เมื่อน้ำแข็งเป็นที่ต้องการเป็นอย่างมาก ทำให้มนุษย์ได้เริ่มคิดค้นอุปกรณ์ที่จะใช้ในการทำความเย็น โดยจุดเริ่มต้นจะเริ่มในปี…

ค.ศ. 1790 ที่ได้มีการจดทะเบียนเครื่องทำความเย็นเครื่องแรกของโลก ที่อังกฤษ  และอีก 3 ปีต่อมา ได้มีการประดิษฐ์เครื่องทำความเย็นแบบอัดไอ ขึ้นมา

ค.ศ. 1851 มีการจดทะเบียนเครื่องทำน้ำแข็งโดยใช้อากาศเป็นสารทำความเย็น แต่ยังมีปัญหาทำให้ยังไม่สำเร็จ มีการปรับปรุงพัฒนาเรื่อยๆ จนในปี 1853 ก็ประสบความสำเร็จ

ค.ศ. 1872 มีการสร้างเครื่องทำความเย็นแบบดูดละลายและดูดซึม ที่ระบบประกอบไปด้วย อีวาพอเรเตอรฺ์ เครื่องควบแน่น เจนเนอเรเตอร์ ปั๊ม และตัวดูดน้ำยา

ค.ศ. 1890 มีการสร้างโรงจักรของเครื่องทำความเย็น ที่มีกำลังทำความเย็นได้มาก

จากนั้น ในวงการทำความเย็นก็มีพัฒนาขึ้นเรื่อย โดยเริ่มจากการติดเครื่องปรับอากาศ ขนาดใหญ่ถึง 450 ตัน 
มีการพัฒนาปรับปรุงคอมเพรสเซอร์ ให้ดียิ่งขึ้น ไปอีก จนถึงปัจจุบันมนุษย์ก็ยังพัฒนาสิ่งต่างๆอยู่เสมอ



▶ เครื่องทำความเย็นมีหลักการทำความเย็นเป็นอย่างไร ◀

โดยทั่วไปแล้วหลักการทำงานของระบบทำความเย็นนั้นมีความคล้ายคลึงกันหมด โดยการใช้สารทำความเย็นเป็นตัวกลางในการทำความเย็น ให้เกิดการเปลี่ยนสถานะโดยใช้ความร้อนแฝง ให้สารทำความเย็นเปลี่ยนเป็นไอ ส่งผลให้อุณหภูมิโดยรอบนั้นลดลงและทำให้เย็นขึ้น ซึ่งในขั้นตอนนี้จะเกิดขึ้นในคอยล์เย็น (Evaporator)  ไอที่ถูกเปลี่ยนสถานะจะถูกส่งไปที่เครื่องอัด (Compressor) และ คอยล์ร้อน (Condenser) ในส่วนนี้คอยล์ร้อนจะทำให้สารทำความร้อนเย็นลงและควบแน่นกับสารทำความเย็นที่เป็นไอจนเปลี่ยนสถานะกลับมาเป็นของเหลว และจะถูกส่งต่อไปที่วาล์วลดความดัน (Expansion Valve) ทำให้สารทำความเย็นมีความดันต่ำลง และเกิดการระเหยที่คอยล์เย็น ซึ่งจะเกิดกระบวนการนี้ไปเรื่อยๆ เป็นวัฏจักร ของชิลเลอร์ทำความเย็น



▶ ทำความรู้จักเหล่าอุปกรณ์หลักของระบบเครื่องทำความเย็น ◀

การทำให้ระบบทำความเย็นนั้นทำงานได้ จะต้องพึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ เพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างราบรื่น

คอมเพรสเซอร์ (compressor) ทำหน้าที่ในการอัดสารทำความเย็นที่มีสถานะเป็นไอก่อนจะส่งไปที่คอยล์ร้อน
คอนเดนเซอร์ (condenser) ทำหน้าที่ระบายความร้อนให้กับการทำความเย็นจนมีสถานะกลับมาเป็นของเหลว
รีซีฟเวอร์ (receiver) ทำหน้าที่กรองสิ่งสกปรก ต่างๆ ในสารทำความเย็น
วาลว์ลดความดัน (expansion valve) มีหน้าที่ ลดความดันของสารทำความเย็นที่ถูกเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลวแล้ว
เครื่องระเหย (evaporator) มีหน้าที่ ในการแลกเปลี่ยนความร้อน และ ทำหน้าที่ควบคู่ไปกับสารทำความเย็น โดยจะดูดความร้อนจากบริเวณรอบๆ ทำให้สารทำความเย็นเดือดและกลายเป็นไอ โดยเราเรียกกระบวนการนี้ว่า Heat exchanger
สารทำความเย็น (Refrigerant) เปรียบเสมือนหัวใจหลักของระบบทำความเย็น เป็นสารที่ถูกเปลี่ยนสถานะได้ ไปมาระหว่าง ของเหลว-ไอ มีบทบาท่สำคัญในระบบทำความเย็น มีความสามารถในการดูดและคายความร้อน


➤ สารทําความเย็นแอมโมเนีย ในระบบทำความเย็น
 เป็นระบบใช้ความเย็นจากแอมโมเนีย เพราะสารแอมโมเนียสามารถทำความเย็นได้สูง ดูดซับความร้อนได้ดี และราคาไม่สูง ทำให้ถูกนำมาใช้กับ โรงน้ำแข็ง โรงงานบรรจุอาหาร ลานสเก็ตน้ำแข็ง และ ห้องเย็น แต่ข้อความระวังคือ แอมโมเนียมีความไวไฟ ระเบิดง่ายและเป็นพิษ



▶ ประเภทของระบบทําความเย็น ตามหลักการทำงานของเครื่องทำความเย็น ◀

➤ ระบบทําความเย็นแบบอัดไอ (Vapor Compression System)
ระบบทำความเย็นแบบอัดไอ เป็นระบบทำความเย็นที่ใช้คอมเพรสเซอร์ในการอัดไอ สารทำความเย็น แล้วนำกลับมาใช้อีก โดยน้ำยาทำความเย็นอยู่ในระบบทำความเย็นชนิดนี้่ตลอด โดยระบบทำความเย็นแบบอัดไอ มักนิยมใช้ในระบบห้องเย็นและระบบทำความเย็นในอุตสาหกรรม

➤ ระบบทําความเย็นแบบดูดซึม (Absorption Refrigeration System)
ระบบทำความเย็นแบบดูดซึม คือ ระบบที่ใช้พลังงานความร้อนที่ไม่ได้ถูกนำมาใช้จากแหล่งอื่นๆ ในรูปแบบของ ไอน้ำ น้ำร้อน หรือ กีาซร้อน มาขับเคลื่อนเครื่องทำความเย็นให้สามารภทำงานได้  มีอยู่ด้วยกัน 3 ระบบ ดังนี้

- ระบบทําความเย็นแบบดูดซึมชั้นเดียว (Single Effect Absorption Cooling)
เป็นระบบที่ใช้ไอน้ำที่มีความดันประมาณ 0.8–1.5 kg/cm2 หรือใช้น้ำร้อนซึ่งมีอุณหภูมิระหว่าง 130-150 °C

- ระบบทําความเย็นแบบดูดซึมสองชั้น (Double Effect Absorption Cooling)
เป็นระบบที่ใช้ไอน้ำจากพลังงานความร้อน ความดันประมาณ 8 kg/cm2 หรือใช้น้ำร้อนซึ่งมีอุณหภูมิระหว่าง 180-200°C ระบบนี้จะมีประสิทธิภาพเชิงความร้อนมากกว่าแบบชั้นเดียวถึง 65%

- ระบบทําความเย็นแบบดูดซึมชนิดเผาไหมโดยตรง (Direct-fired Absorption Cooling)
เป็นระบบที่ใช้เชื้อเพลิงในเครื่องกำเนิดทำให้เกิดการเผาไหม้ หรือ ใช้ความร้อนในรูปของก๊าซร้อน ซึ่งอุณหภูมิประมาณ 190-204°C และมีค่าสัมประสิทธิ์สมรรถนะ (COP) อยู่ที่ 0.85-1.14

➤ ระบบการทำความเย็นโดยการทำให้สารทำความเย็นระเหย
ระบบทำความเย็นโดยการทำให้สารทำความเย็นระเหย เป็นระบบที่ใช้สารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะของเหลว ให้ระเหยกลายเป็นไอ ในพื้นที่ที่ต้องการความเย็นแต่เงื่อนไขคือพื้นที่ที่ต้องการความเย็นนั้นต้องมีฉนวนกันความร้อนหุ้มด้วย มักถูกใช้ในการขนส่งโลจิสติกส์ สำหรับรถบรรทุกของเย็น

➤ ระบบการทำความเย็นแบบใช้น้ำแข็ง
เป็นระบบทำความเย็นที่ใช้น้ำแข็งเป็นหลัก โดยการที่น้ำแข็งละลายเป็นน้ำ จะเป็นการดูดความร้อนจากอากาศรอบๆ จนอากาศมีการเย็นลงและความหนาแน่นสูงขึ้น ทำให้อากาศที่เย็นนี้ไหลลงสู่ข้างล่างเพื่อดูดความร้อนจากของที่แช่อยู่อีกทีนึง ระบบนี้ เมื่อน้ำแข็งละลายหมดแล้วจะหยุดการทำความเย็นโดยทันที

➤ ระบบการทำความเย็นแบบใช้น้ำแข็งแห้ง 
เป็นระบบที่ใช้น้ำแข็งแห้งที่ทำจากคาร์บอนไดออกไซด์  โดยการปล่อยน้ำแข็งแห้งให้ระเหยกลายเป็นแก๊ส โดยกระบวนการนี้จะเป็นการดูดซับความร้อนและรักษาอุณหภูมิได้ ในระหว่างการขนส่ง

➤ ระบบการทำความเย็นแบบใช้การระเหยตัวของน้ำ
จุดเริ่มต้นของระบบนี้เกิดจากทฤษฎีที่ของเหลวระเหยกลายเป็นไอจะดูดรับความร้อนแฝง ทำให้เกิดการออกแบบระบบระบายความร้อนจากคอนเดนเซอร์ของเครื่องปรับอากาศ โดยระบบนี้จะใช้ทั้งการระเหยของน้ำ และ อากาศ ในการระบายความร้อนจากคอนเดนเซอร์ โดยมีการพ่นน้ำเป็นฝอย และ พัดลม ช่วยในการระบายความร้อน

➤ ระบบการทำความเย็นแบบใช้เทอร์โมอิเล็กทริก
เป็นระบบที่ใช้การถ่ายเทพลังงานผ่านอิเล็กตรอนซึ่งเป็นหลักการของเทอร์โมอิเล็กตริก โดยนำวัตถุกึ่งตัวนำสองชนิด ตรึงปลายแล้วนำไปต่อเข้าวงจรกระแสไฟฟ้า เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน ข้างหนึ่งจะร้อน อีกข้างจะเย็น เพราะวัตถุตัวนำทั้งสองฝั่งมีค่าระดับพลังที่ต่างกัน ส่งผลให้มีการดูดรับความเย็นและคายความร้อนออกมา

➤ ระบบการทำความเย็นแบบสตีมเจ็ต
เป็นระบบที่ใช้น้ำเป็นตัวกลางในการทำความเย็น โดยใช้หลักการลดความดันที่ผิวหน้าของน้ำที่อยู่ในภาชนะที่ปิดมิดชิด จะทำให้น้ำสามารถระเหยเป็นไอได้ที่อุณหภูมิที่ต่ำ โดยที่จุดสูญญากาศ หรือที่ความดัน 0.893 kg/cm^2 น้ำจะมีจุดเดือดอยู่ที่ 4.44 °C

➤ ระบบการทำความเย็นแบบแอบซอร์ปชัน (Absorption Chiller)
เป็นระบบทำความเย็นที่ใช้พลังงานความร้อนในการทำให้ระบบทำความเย็นทำงาน โดยความร้อนที่ถูกผ่าน absorption chiller จะอยู่ในรูปแบบ ไอน้ำ ก๊าซ น้ำร้อน ซึ่งเป็นพลังงานคุณภาพต่ำ



▶ ระบบทำความเย็นนั้นถูกใช้ประโยชน์ใดบ้าง ? ◀

ระบบทำความเย็นนั้นถูกใช้ประโยชน์ได้อย่างมากมาย แทบจะเรียกได้ว่า บางอุตสาหกรรมถ้าขาดระบบทำความเย็นไป จะไม่สามารถดำเนินงานต่อได้เลยทีเดียว ซึ่งในหัวข้อนี้เราจะมาดูว่า ระบบทำความเย็นนั้นถูกนำมาใช้ประโยชน์ไรบ้าง

1. การผลิตอาหาร (food processing) - อาหารบางชนิดจำเป็นต้องใช้ระบบทำความเย็นในการผลิต เช่น ไอศกรีม นม โยเกิร์ต เป็นต้น ซึ่งสินค้าจำพวกนี้ บางทีอาจจะต้องมีการพาสเจอไรส์ ในการฆ่าเชื้อ

2. การเก็บรักษาอาหาร (food preservation) - ระบบทำความเย็นถือว่ามีส่วนช่วยอย่างมากในการถนอมอาหาร จำพวก ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ เพราะความเย็นนั้นทำให้ลดการแพร่กระจายของแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุของการเน่าเสีย

3. การผลิตในงานอุตสาหกรรม  (industrial process) - ในอุตสาหกรรม บางประเภท เช่น เคมี ปิโตรเคมี โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานผลิตสบู่ จำเป็นต้องใช้ระบบทำความเย็นในการดำเนินการหรือช่วยในการผลิต

4. การทำความเย็นเพื่อการขนส่ง (transportation refrigeration) - เพื่อให้รักษาความสดของสินค้าบริโภค ระหว่างขนส่ง ห้องเย็น หรือ ตู้ขนส่งแบบเย็นจึงถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการขนส่งหรือโลจิสติกส์

5. การปรับอากาศ (air condition) - ในส่วนนี้ถือว่ามีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตมนุษย์เป็นอย่างมาก เพราะความเย็นของห้องที่มาจากเครื่องปรับอากาศ ทำให้เราอยู่อย่างสบายมากขึ้น



▶ สารทำความเย็นที่เราใช้ในระบบทำความเย็นนั้นมีคุณสมบัติอย่างไร ◀

เคยสงสัยกันไหมว่า สารทำความเย็นที่เราใช้ในระบบทำความเย็นนั้น มีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง ทำไมถึงถูกนำมาใช้ เพื่อช่วยให้ระบบทำความเย็นนั้นสร้างความเย็นให้กับเราได้ ในหัวข้อนี้เราจะกล่าวถึง สารทำความเย็นว่ามีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง

1. ไม่ติดไฟ
2. ไม่เป็นสารที่ระเบิดได้
3. เป็นฟองได้ดีเพื่อตรวจหารอยรั่วได้
4. ไม่กัดโลหะ
5. ไม่เป็นพิษ
6. ไม่มีความดันที่สูงเกินไป
7. จุดเดือดต่ำ
8. นำความร้อนแฝงได้ดี
9. เปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นไอ จากไอเป็นของเหลวได้ง่าย
10. ไม่ทำปฏิกิริยาใดกับน้ำมันหล่อลื่นในคอมเพรสเซอร์





▶ 2pt3q ผู้เชี่ยวชาญเรื่องระบบทําความเย็น ◀

เรา 2pt3q เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องระบบทำความเย็น พวกเราเป็นผู้ผลิตสินค้าในระบบทำความเย็นโดยตรง ด้วยประสบการณ์ กว่า 30 ปี พวกเราสามารถ ผลิต ติดตั้ง ประเมินราคา ให้กับลูกค้าที่สนใจที่จะติดตั้งระบบทำความเย็น ด้วยความมั่นใจในคุณภาพ และ การบริการที่น่าพึ่งพอใจ เราพร้อมให้บริการทุกท่านแล้ว ติดต่อเราได้เลย

4
▶ อีวาพอเรเตอร์ (Evaporator) หรือคอยล์เย็น คืออะไร ทำความรู้จักชิ้นส่วนของแอร์ ◀

เครื่องปรับอากาศหรือที่เรียกกันติดปากว่าแอร์ คือ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความจำเป็นเป็นอย่างมากในบ้านหลายบ้าน เพราะทำหน้าที่ปรับอุณหภูมิให้เราตามที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นทำให้เราเย็นขึ้น หรือ ในกรณีที่เราหนาว เราสามารถปรับอุณหภูมิให้อยู่ในจุดที่เราสบาย แต่ท่านผุ้อ่านรู้ใหมว่า การที่จะทำให้แอร์สามารถทำงานได้ตามที่เราต้องการนั้น จำเป็นจะต้องมีชิ้นส่วนสำคัญ ที่เรียกว่า อีวาพอเรเตอร์ (evaporator) หรือ คอยล์เย็น ในบทความนี้ เราจะนำคุณผู้อ่านทุกท่าน ไปทำความรู้จักกับ อีวาพอเรเตอร์ คืออะไร  มันมีประโยชน์อย่างไร และ ทำอะไรได้


▶ ความสำคัญ หน้าที่หลักของ อีวาพอเรเตอร์ มีไว้ทำอะไร? ◀

อีวาพอเรเตอร์ ทำหน้าที่ ดูดความเย็น จากบรรยากาศรอบๆ ระบบทำความเย็น พร้อมกับ ใช้ความร้อนทำให้สารทำความเย็นภายในระบบที่ไหลอยู่ เดือดเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นแก๊ส และเมื่อความร้อนถูกถ่ายเทผ่านผิวท่อทางเดินสารทำความเย็นแล้ว ประกอบกับ อีวาพอเรเตอร์ ช่วยดูดอุณหภูมิรอบ ทำให้อากาศเย็นที่ออกมาจาก เครื่องปรับอากาศ มีความเย็น



▶ ส่วนประกอบสำคัญของ ระบบ Evaporator (อีวาพอเรเตอร์) ◀

อีวาพอเรเตอร์ (evaporator) นั้นเป็นชิ้นส่วนของเครื่องปรับอากาศที่มีการทำงานค่อนข้างเป็นขั้นเป็นตอน
ทำให้ชิ้นส่วนในการประกอบอีวาปอเรเตอร์นั้น ถูกแบ่งหน้าที่เพื่อให้เกิดการทำงานได้อย่างดี


ส่วนให้ความร้อนและกลั่นแยกสารทำความเย็น
เป็นชิ้นส่วนที่ผลิตความร้อนในอีวาพอเรเตอร์ ทำหน้าที่สร้างความร้อนเพื่อให้สารทำความเย็นระเหย และกลั่นแยกตัวทำละลายที่ผสมอยู่ โดยทั่วไปแล้ว เราสามารถควบคุมความเร็วในการหมุนของชิ้นส่วนในนี้ได้ และมีอ่างให้ความร้อนที่ใช้กับน้ำและน้ำนัน


ส่วนทำสูญญากาศ
เป็นชิ้นส่วนที่สร้างภาวะสูญญากาศให้กับระบบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปั๊ม และสามารถควบคุมความดันได้ ตั้งแต่ ความดันในบรรยากาศทั่วไปจนถึง 0 mbar


ส่วนควบคุมอุณหภูมิภายใน
มีลักษณะเป็นอ่างน้ำหมุนเวียน มีหน้าที่ควบคุม อุณหภูมิให้ต่ำกว่าอุณหภูมิห้อง โดยทั่วไปแล้ว ช่วงปรับอุณหภูมิ ควรอยู่ในช่วงที่ ในอ่างน้ำเป็นสถานะของเหลว และไม่เป็นน้ำแข็งหรือ (ประมาณ 0-10 องศาเซลเซียส) 



▶ อีวาพอเรเตอร์ แบ่งออกเป็นมีกี่ชนิด ◀

อีวาพอเรเตอร์ สามารถแบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 2 ชนิด คืออีวาพอเรเตอร์แบบแห้ง ละ อีวาพอเรเตอร์แบบเปียก โดยในหัวข้อนี้ เราจะมาอธิบายว่า อีวาพอเรเตอร์แต่ละชนิดเป็นอย่างไร


1. อีวาพอเรเตอร์แบบแห้ง ( Direct Expansion Evaporator )

เมื่อสารทำความเย็นถูกลดความดันและถูกพ่นเข้าอีวาพอเรเตอร์แบบแห้ง สารทำความเย็นบางส่วนจะถูกเปลี่ยนเป็นแก๊ส 10% ส่วนอีก 90% จะถูกเปลี่ยนเป็นของเหลว และเมื่อผ่านท่อนี้สารทำความเย็นจะเดือดและเปลี่ยนสถารนะเป็นแก๊ส ซึ่งหมายความว่า สารทำความเย็นจะถูกเปลี่ยนสถานะ ให้ เหมาะสมก่อนที่จะถูกส่งไปที่ คอมเพรสเซอร์  ซึ่ง อีวาพอเรเตอร์แบบแห้งนั้น จะถูกแบ่งเป็น 3 ประเภท

➤ 1.1 อีวาพอเรเตอร์แบบขดท่อและครีบ ( Finned-Tube Coil Evaporator )
อีวาพอเรเตอร์ชนิดนี้ มีลักษณะเป็นท่อทองแดงขดไปมา และเพื่อให้ถ่ายเทความร้อนได้ดี และ เพิ่มพื้นที่ผิวในการถ่ายเท จึงมีครีบอะลูมิเนียม สามารถพบได้ในเครื่องปรับอากาศชนิดติดผนัง หรือ มอเตอร์ช่วยเพิ่มความเร็วลมผ่านท่อและครีบ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการถ่ายเทความร้อน

➤ 1.2 อีวาพอเรเตอร์แบบเพลต ( Plate Evaporator )
เป็นอีวาพอเรเตอร์อีกแบบหนึ่งที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย และเป็นแบบไม่มีครีบ ซึ่งถูกใช้ในการผลิต ตู้เย็น และ ตู้แช่ อีวาพอเรเตอร์ชนิดนี้ทำจากวัสดุที่มาจาก อะลูมิเนียมและสเจนเลส ที่มีทองแดงขดไปมา

➤ 1.3 เครื่องระเหยชนิดเปลือกและท่อ ( Shell and Tube Evaporator )
อีวาพอเรเตอร์ชนิดนี้จะมีลักษณะที่มีท่อเหล็กขนาดใหญ่ ที่คลุมท่อขนาดเล็กที่เรียงตัวกันอย่างมากมาย evaporator ชนิดนี้ ถูกใช้อย่างมากในระบบทำความเย็นแบบ chillers โดยหลักการทำงานคือ ดูดปริมาณความร้อนจากน้ำให้เป็นน่ำเย็น และ ปั๊มน้ำเย็นนี้ เพื่อหมุนเวียนไปใช้ทำความเย็น


2. อีวาพอเรเตอร์แบบเปียก ( Flooded Evaporator )
เป็นอีกหนึ่งชนิดของอีวาพอเรเตอร์  มีลักษณะคล้ายๆ อีวาพอเรเตอร์แบบเปลือกและท่อ อีวาพอเรเตอร์ชนิดนี้ จะมีสารให้ความเย็นอยู่ที่ท้อใหญ่ และ น้ำเย็นวิ่งอยู่ในท่อเล็ก เมื่อได้รับความร้อนจากผิวท่อ สารทำความเย็นเหลวจะถูกส่งไปที่คอมเพรสเซอร์ต่อไป



▶ อีวาพอเรเตอร์ จากผู้ที่เชี่ยวชาญ ของ 2pt3q ◀
บริษัท 2pt3q คือ บริษัทที่มีความชำนาญการด้าน ระบบทำความเย็น  เช่น evaporator  คอนเดนเซอร์ ฟินคอยล์เป็นต้น เราพร้อมให้คำปรึกษาทุกท่านเกี่ยวกับระบบทำความเย็น เพราะเรามีผู้เชียวชาญ และ เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ระบบทำความเย็นด้วยโรงงานของเราเอง ท่านสามารถมั่นใจได้ว่า สินค้าของเรา จะมีคุณภาพ ทำให้ท่านได้พอใจ พร้อมกับบริการหลังการขายที่น่าประทับใจอย่างแน่อน

5
▶ ฟินคอยล์ (fin coil) อุปกรณ์สำคัญในระบบทำความเย็น คืออะไร สำคัญขนาดไหน สรุปให้! ◀

ประเทศไทย เป็นประเทศที่ขึ้นชื่อว่า เป็นประเทศที่มีอากาศร้อนมากๆ ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหน ทำให้การใช้ระบบแลกเปลี่ยนความร้อนเย็น (heat exchanger)  ระบบทำความเย็น หรือเครื่องปรับอากาศนั้นเป็นสิ่งจำเป็น แต่ทุกท่านทราบไหมว่า การที่เครื่องปรับอากาศสามารถมอบความเย็นให้กับเรานั้น เป็นเพราะมีส่วนประกอบที่สำคัญอยู่ชิ้นหนึ่ง ที่ชื่อ ว่า ฟินคอยล์ (Fin coil) ในบทความนี้ ทุกท่านจะได้ทำความรู้จักกับ ฟินคอยล์แอร์ และ หวีฟินคอลย์  ว่าคืออะไร ใช้ยังไง


▶ แผงฟินคอยล์  (Fin Coil) คืออะไร ◀

ฟินคอยล์ คือ อุปกรณ์สำคัญในระบบเครื่องปรับอากาศ เป็นชิ้นสวนสร้างความเย็น และระบายความร้อน Condenser ให้กับอุปกรณ์ระบบทำความเย็น ต่างๆ เช่น เครื่องปรับอากาศ  และอุปกรณ์อื่นๆ ฟินคอยล์เป็นชิ้นส่วนที่ต้องคอยดูแลรักษาไม่ให้ มีฝุ่งหรือสิ่งสกปรกเกาะ หรือ ชำรุดเพราะจะทำให้ ไม่สามารถระบายความร้อนได้ดีเท่าทีควร คอมเพรสเซ่อทำงานหนักเกิน ไปจนถึง ทำให้เครื่องปรับอากาศนั้น เสียหาย ซึ่งการจะซ่อม หรือทำ ความสะอาดฟินคอยล์ นั้นจำเป้ฯต้องใช้ หวีฟินคอยล์ และ น้ำยาล้างฟินคอยล์



▶ ฟินคอยล์  (Fin Coil) มีกี่ประเภท อะไรบ้าง ? ◀

ฟินคอยล์คอนเดนเซอร์ (Condenser Fin Coil)
ฟินคอยล์คอนเดนเซอร์ - เป็นฟินคอยล์ ชนิดที่ทำหน้าที่ระบายความร้อนด้วยอากาศ โดยหลักการทำงานคือ เมื่ออากาศไหลผ่านจะระบายความร้อนออกจากสารทำความเย็น เพื่อให้เกิดการกลั่นตัวเป็นสารทำความเย็นที่มีสถานะเป็นของเหลว

ฟินคอยล์อีวาพอเรเตอร์ (Evaporative Fin Coil)
ฟินคอยล์อีวาพอเรเตอร์ - เป็นฟินคอยล์หลักที่อยู่ในระบบทำความเย็น โดยใช้สารทำความเย็นจะมีการแลกเปลี่ยนความร้อนโดยการถูกทำให้เดือดจนเกิดการเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นสถานะแก๊ส และเมื่ออากาศไหลผ่าน ฟินคอยล์จะทำให้อุณหภูมิ อากาศลดลง จนเกิดเป็นไอเย็น

ฟินคอยล์เพื่อแลกเปลี่ยนความร้อน (Heat Exchanger Fin Coil)
ฟินคอยล์เพื่อแลกเปลี่ยนความร้อน - เป็นฟินคอยล์ที่ใช้สำหรับทั้งการเพิ่มอุณหภูมิหรือลดอุณหภูมิขึ้นอยู่จุดประสงค์ของผู้ติดตั้ง และ เน้นแลกเปลี่ยนระหว่างอากาศและของไหล โดยวัสดุที่ใช้ทำฟินคอยล์ประเภทนี้ จะเหมาะกับงานระบบแลกเปลี่ยนความร้อน เช่น เหล็ก สแตนเลส ทองแดง เป็นต้น



▶ ทำความรู้จักส่วนประกอบของฟินคอยล์  (Fin Coil) ◀

ฟินคอยล์นั้น มีส่วนประกอบหลักทั้งหมดดังนี้ แผงฟิน  แผงฟิน (Aluminium) , ทิ้ว (Tube) , เฮดเดอร์ (Header) และแผ่นปิดหน้าหลังและบนล่าง (Endplate) ซึ่งแต่ละส่วนคืออะไรบ้างนั้น สามารถอ่านต่อได้เลย

แผงฟิน (Aluminium Fin)
เป็นแผ่นบางๆ เรียงซ้อนกัน โดยจะต้องวางด้วยระยะห่างที่เท่ากัน และ แผ่นฟินที่ใช้จะมีทั้งหมด 14 แผ่น โดยแต่ละแผ่นจะวางห่างกัน 1 นิ้ว วัสดุที่ใช้ทำแผงฟินจะทำจากอะลูมิเนียม แต่จะมีวัสดุเฉพาะทาง เช่น ทองแดง เป็นต้น

ทิ้ว (Tube)
เป็นขดท่อที่ร้อยผ่าน แผงฟิน เป็นที่ลำเลียงสารให้ความเย็นหรือของไหล ให้ไหลผ่านเพื่อทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความร้อนในฟินคอยล์

เฮดเดอร์ (Header)
เป็นเหมือนจุดที่เอาไว้รวมท่อทิ้ว โดยส่วนนี้จะใช้วัสดุที่มีความคงทนในการแลกเปลี่ยนความร้อน เช่น ทองแดง เหล็ก สแตนเลส เป็นต้น

แผ่นปิดหน้าหลัง และบนล่าง (Endplate)
เป็นเหมือนแผ่นปิดข้างหน้า และส่วนท้ายของฟินคอยล์ เพื่อประคองชิ้นส่วนอื่นๆ ในฟินคอยล์ วัสดุที่ใช้ทำจะเป็นสังกะสี หรือ อะลูมิเนียม



▶ วิธีดูว่าเมื่อไรที่ควรจะซ่อมฟินคอยล์ ◀

ก่อนที่เราจะรู้จักการซ่อมฟินคอยล์นั้น เราควรจะรู้วิธีการบำรุงรักษาก่อนเพราะถ้าเราบำรุงรักษาเป็น เราจะประหยัดค่าซ่อมได้มาก โดยทั่วไปแล้ว แผงฟินคอยล์นั้นควรได้รับการล้าง โดยการเป่า หรือ ฉีดน้ำให้สะอาด ทุก 3-6 เดือน เพื่อชำระล้างคราบฝุ่นหรือเมือก  เพราะ ฝุ่นพวกนี้ จะทำให้การทำงานของฟินคอยล์มีประสิทธิภาพการทำงานลดลง

ส่วนในด้านการซ่อมฟินคอยล์นั้น หากฟินคอยล์มีการรั่วบางจุด จะสามารถซ่อมได้โดยการเชื่อมอุดรอบรั่วได้
แต่ถ้ามีการรั่วหลายจุด จะไม่สามรถแก้ไขได้ เพราะอาจจะมีการลามไปอีกจุดหนึ่งได้ สิ่งที่เหมาะสมในสถานการณ์นี้ที่สุดคือ การเปลี่ยนแผงฟินคอยล์ใหม่


หวีฟินคอยล์ คืออะไร

หวีฟินคอยล์ คือ อุปกรณฺ์ อำนวยความสะดวกในการ แก้ แต่ง ฟินคอยล์อะลูมิเนียมที่มีการขด หรือหยัก ให้เรียบ โดยใช้หวีฟินคอยล์ในการสาง หลักการทำงานเหมือนหวีที่ใช้กับผม เพียงแต่ต้องใช้ความระมัดระวังที่มากกว่ามาก หวีฟินคอยล์ สามารถใช้ได้กับฟินคอยล์ (fin coil) ทุกชนิดตั้งแต่ ในครัวเรือน ไปจนถึงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่



▶ 2pt3q ◀
เราคือ 2pt3q คือ โรงงานผลิตที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบทำความเย็น พร้อมทีมผู้ผลิตที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบแลกเปลี่ยนความร้อยนเย็นโดยเฉพาะ ทำให้ลูกค้าสามารถวางใจได้ว่า สินค้าของเรามีคุณภาพตามมาตรฐานแน่นอน และ เนื่องจากเราคือ ผู้ผลิตโดยตรงทำให้ลูกค้าสามารถเลือกวัสดุในการผลิตที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนความร้อนเย็นได้ตามที่ต้องการ หากกำลังมองหา คอนเดนเซอร์(condenser)  อีเวปเปอร์เรเตอร์ (evaporator) ฟินคอยล์ (Fin coil)  สามารถติดต่อเราได้เลย

6
▶ อุปกรณ์ที่ต้องมีในระบบแลกเปลี่ยนความร้อน Oil cooler (ออยคูลเลอร์) คืออะไร? ◀

หากอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ Oil cooler (ออยคูลเลอร์) เปรียบเสมือนตัวที่ทำให้น้ำมันเครื่องเย็นลง โดยทั่วไปแล้วน้ำมันเครื่องจะมีหน้าที่สำคัญในการลดแรงเสียดทานของชิ้นส่วนเครื่องยนต์ต่างๆ อาทิเช่น เพลาข้อเหวี่ยง เพลาราวลิ้น หรือก้านสูป เป็นต้น น้ำมันเครื่องที่มีคุณภาพมักมาพร้อมกับราคาที่สูงแต่ก็จะสามารถหล่อลื่นในอุณหภูมิที่สูงได้เช่นกัน ในขณะที่น้ำมันเครื่องราคาถูกก็จะหล่อลื่นในอุณหภูมิสูงได้ไม่ดีเท่าที่ควร ดังนั้นจึงต้องมีตัวช่วยอย่าง Oil cooler (ออยคูลเลอร์) คอยช่วยระบายความร้อนของน้ำมันเครื่องที่หมุนเวียนอยู่ในเครื่องยนต์ให้เย็นลงนั่นเอง





▶ Oil cooler (ออยคูลเลอร์) คืออะไร? ◀

Oil cooler (ออยคูลเลอร์) คือ เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน (Heat Exchange) ที่มีบทบาทสำคัญและเป็นที่นิยมในหมู่อุตสาหกรรม ถ้านำไปใช้ในระบบน้ำมันหล่อลื่นก็จะถูกเรียกกันว่า ‘ออยล์น้ำมันเครื่อง’ แต่ถ้านำไปใช้ในระบบเกียร์ออโตเมติกก็จะถูกเรียกว่า ‘ออยล์เกียร์’ ซึ่งทำหน้าที่ช่วยระบายความร้อนของน้ำมันเครื่องที่กำลังหมุนเวียนอยู่ในเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ต่างๆ ให้มีสภาพที่เย็นลงเพื่อที่จะสามารถนำกลับมาใช้ในระบบได้อีกครั้ง




▶ Oil cooler มีหน้าที่อะไร? ◀

หลักการทำงานของ Oil cooler (ออยคูลเลอร์) มีหน้าที่ในการระบายความร้อนของน้ำมันที่หมุนเวียนอยู่ภายในเครื่องยนต์, เครื่องจักร หรือเกียร์ออโตเมติก โดยภายในท่อของ Oil cooler (ออยคูลเลอร์) จะมีครีบขนาดเล็กเพื่อให้น้ำมันไหลผ่านและรับอากาศจากภายนอกเข้ามากระทบกับท่อน้ำมันเพื่อระบายความร้อนให้เย็นลงจนถึงอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการทำงานของระบบนั้นๆ




▶ Oil cooler (ออยคูลเลอร์) มีกี่แบบ? ◀

นอกจากหน้าที่สำคัญของ Oil cooler (ออยคูลเลอร์) ที่ช่วยระบายความร้อนของน้ำมันที่หมุนเวียนอยู่ในเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ต่างๆ เพื่อรักษาระดับอุณหภูมิให้คงที่แล้ว ยังสามารถช่วยลดระดับความร้อนของเครื่องยนต์ได้ดีอีกด้วย สามารถแบ่งออกเป็น 2 แบบ ดังต่อไปนี้

1. ออยคูลเลอร์ระบายความร้อนด้วยอากาศ (Air cooled oil cooler) : สำหรับ Oil cooler (ออยคูลเลอร์) ในรูปแบบระบายความร้อนด้วยอากาศมักนิยมใช้ในระบบที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก อาทิเช่น ระบบเครื่องยนต์หรือระบบเกียร์ เป็นต้น และยังสามารถแบ่งย่อยได้อีก 2 แบบตามชนิดของวัสดุที่นำมาประกอบ ดังต่อไปนี้

- Oil cooler (ออยคูลเลอร์) ระบายความร้อนด้วยอากาศที่ทำจากทองแดงทั้งท่อภายในและภายนอก จุดเด่นคือมีความแข็งแรงทนทาน จุดด้อยคือมีน้ำหนักที่มากและระบายความร้อนได้น้อย

- Oil cooler (ออยคูลเลอร์) ระบายความร้อนด้วยอากาศที่ทำจากอลูมิเนียม จุดเด่นคือมีน้ำหนักที่น้อยกว่าแบบทองแดงและระบายความร้อนได้ดีกว่าด้วย จุดด้อยคือมีความแข็งแรงทนทานที่น้อยกว่าแบบทองแดงนั่นเอง

2. ออยคูลเลอร์ระบายความร้อนด้วยน้ำ (Water cooled oil cooler) : สำหรับ Oil cooler (ออยคูลเลอร์) ในรูปแบบระบายความร้อนด้วยน้ำเป็นระบบที่ใช้น้ำหล่อเย็นช่วยในเรื่องของการลดอุณหภูมิของเครื่องยนต์ โดยน้ำจะทำหน้าที่หมุนเวียนอยู่ภายในเครื่องยนต์จากนั้นไหลไปสู่หม้อน้ำเพื่อระบายความร้อนนั่นเอง




▶ Oil cooler (ออยคูลเลอร์) แบบ Shell and Tube มีหลักการทำงานอย่างไร? ◀

สำหรับ Oil cooler (ออยคูลเลอร์) แบบ Shell and Tube หรือเรียกให้เข้าใจง่ายๆ ว่า เปลือกและท่อ โดยเราเรียกชนิดของเหลวที่ทำงานภายในหลอดว่า ‘ท่อ’ และเรียกของเหลวที่ทำงานภายนอกหลอดว่า ‘เปลือก’ มีหลักการทำงานโดยเริ่มจากเมื่อของเหลวในหลอดไหลผ่านปลายด้านหนึ่งของท่อจากนั้นเกิดการแลกเปลี่ยนความร้อนขึ้นในลักษณะโค้งเป็นรูปตัวยู (U) จากนั้นไหลผ่านไปยังปลายอีกด้าน เป็นกระบวนการไหลเวียนเช่นนี้ไปเรื่อยๆ สำหรับการติดตั้งหากมีพื้นที่เพียงพอเราขอแนะนำให้ติดตั้ง Oil cooler (ออยคูลเลอร์) แบบ Shell and Tube ในลักษณะแนวนอน แต่ถ้ามีพื้นที่จำกัดก็สามารถเลือกติดตั้งแบบแนวตั้งก็ได้เช่น




▶ รู้จักส่วนประกอบหลักของ Oil cooler (ออยคูลเลอร์) แบบ Shell and Tube เพื่อการใช้งานอย่างถูกวิธี ◀

Oil cooler (ออยคูลเลอร์) แบบ Shell and Tube มีส่วนประกอบหลักที่สำคัญอยู่ 7 ชิ้น ดังต่อไปนี้

- Shell : ทำมาจากวัสดุเหล็กกล้าคาร์บอนและสามารถเพิ่มความแข็งแรงโดยการเสริมด้วยด้วยสแตนเลส
- End cover : ทำมาจากวัสดุเหล็กหล่อและสามารถเสริมความแข็งแรงโดยการเสริมด้วยเหล็กอ่อนเพิ่มเติม
- Baffles : ทำจากวัสดุเหล็กกล้าคาร์บอนและสามารถเพิ่มความแข็งแรงโดยการเสริมด้วยเหล็กอ่อน ทองเหลืองหรือสแนเลส
- Tubes : ทำมาจากวัสดุทองแดงและสามารถเพิ่มความแข็งแรงโดยการเสริมด้วยทองเหลือง สแตนเลส หรือทองแดงนิเกิล
- Tube sheet : ทำมาจากวัสดุเหล็กเหนียวและสามารถเพิ่มความแข็งแรงโดยการเสริมด้วยทองเหลือง หรือสแตนเลส
- Seal/ ‘O’ ring : ทำมาจากวัสดุนีโอพรีน
- Drain plug : ทำมาจากวัสดุเหล็กเหนียว




▶ การดูแลรักษาเพื่อยืดอายุการใช้งานของ Oil cooler (ออยคูลเลอร์) แบบ Shell and Tube ◀

หลังจากที่เรารู้จักถึงหน้าที่, รูปแบบ, หลักการทำงาน และส่วนประกอบของ Oil cooler (ออยคูลเลอร์) แบบ Shell and Tube กันพอสังเขปแล้ว อีกหนึ่งเรื่องที่เราควรรู้ไว้นั่นก็คือการดูแลรักษาให้ Oil cooler (ออยคูลเลอร์) ของเรามีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ซึ่งมีหลักการการดูแลรักษาง่ายๆ ดังต่อไปนี้

- การรู้วิธีการใช้งาน Oil cooler (ออยคูลเลอร์) แบบ Shell and Tube อย่างถูกวิธี เพราะถ้าหากเราขาดความรู้เรื่องวิธีการใช้งานเราอาจไม่ได้สังเกตถึงความผิดปกติของ Oil cooler (ออยคูลเลอร์) ที่เกิดขึ้นได้

- การเลือกขนาดของ Oil cooler (ออยคูลเลอร์) ให้เหมาะสมกับการใช้งานมากที่สุด

- หลักการแลกเปลี่ยนความร้อนที่มีน้ำกับน้ำมันเป็นส่วนประกอบ ดังนั้นต้องคอยสังเกตว่าภายในท่อเกิดตะกรันขึ้นหรือเปล่า เพราะถ้าหากเกิดตะกรันจะส่งผลให้การแลกเปลี่ยนความร้อนไม่ดีเท่าที่ควรเครื่องอาจเกิดการชำรุดได้ สามารถแก้ไขเบื้องต้นโดยนำสว่านแยงเข้าไปในท่อเพื่อแซะตะกรันเหล่านั้นออกไปหรือใช้สารเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อนก็ได้เช่นกัน

- คอยสังเกตว่าน้ำมันเปลี่ยนเป็นสีขุ่นหรือสีน้ำนมหรือไม่ เพราะถ้าหากเป็นเช่นนั้นแสดงว่าเครื่องกำลังมีปัญหาควรรีบแก้ไขโดยทันที

หน้า: [1]