แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - tungpa06

หน้า: [1]
1


เปรียบเทียบ IT Security กับ Cybersecurity เหมือนหรือต่างกันอย่างไรนะ
ระบบความปลอดภัย ถือเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันข้อมูล เพื่อไม่ให้โดนโจรกรรมหรือทำลาย ซึ่งระบบความปลอดภัยนี้ มีด้วยกันหลากหลายรูปแบบ ทั้ง IT Security และ Cybersecurity โดยทั้ง 2 รูปแบบนี้มีความคล้ายคลึงกัน ซึ่งอาจจะทำให้หลายๆคนเกิดความสับสนได้ โดยในบทความนี้ จะขอเล่าถึงความแตกต่างของ IT Security และ Cybersecurity กันค่ะ

IT Security คืออะไร ?
IT Security หรือ ความปลอดภัยทางข้อมูล (Information Security) คือ การรักษาข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบ Digital Format หรือ Digital Information ให้เป็นความลับ รวมไปถึงการจัดการข้อมูลให้พร้อมใช้งานเสมอ ถือเป็นระบบรักษาความปลอดภัย ให้กับระบบสารสนเทศนั่นเอง

โดย IT Security สามารถแบ่งออกได้ดังนี้
 

Network Security
เป็นการรักษาความปลอดภัยเครือข่าย ป้องกันไม่ให้ผู้ใช้ที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือเป็นอันตราย รวมถึงแฮกเกอร์ เข้าถึงเครือข่ายได้ ทั้งนี้ ในปัจจุบัน Network Security เป็นเรื่องที่อาจจะส่งผลกระทบต่อองค์กร เนื่องจากมีจำนวน Endpoint ค่อนข้างเยอะ และยังย้ายไปสำรองข้อมูลใน Public Cloud ที่ยากต่อการควบคุม

 

Internet Security
เป็นการรักษาความปลอดภัยอินเทอร์เน็ต ในการป้องกันข้อมูลที่ต้องรับและส่งในเบราว์เซอร์ ตลอดจนการใช้งานผ่านทาง Web Application ซึ่งถูกออกแบบให้เช็กและตรวจสอบข้อมูลที่รับและส่งเข้ามาทางอินเทอร์เน็ต และตรวจสอบไวรัส ซึ่งระบบป้องกันความปลอดภัยที่นิยมใช้ ได้แก่ Firewall, โปรแกรม Anti-Virus รวมถึง โปรแกรม Anti-Spyware ในการป้องกัน

 

Endpoint Security
เป็นการรักษาความปลอดภัยให้กับอุปกรณ์ปลายทาง เช่น มือถือ, Tablets, Laptops หรือคอมพิวเตอร์ โดยป้องกันไม่ให้เข้าถึงหน้าเว็บ หรือเครือข่ายที่เป็นอันตราย โดยอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์กร

 

Cloud Security
ถือเป็นระบบที่สามารถช่วยรักษาความปลอดภัยให้กับแอปพลิเคชันต่างๆ มีตัวกลางที่คอยจัดการเข้าถึง ตลอดจนการจัดการภัยคุกคามบนคลาวด์อีกด้วย

 

Application Security
การรักษาความปลอดภัยในการเข้าถึงแอปพลิเคชันต่างๆ โดยผู้ใช้จะได้รับรหัสเฉพาะ เพื่อยืนยันตัวตนว่าระบบจะไม่ถูกโจมจตี ซึ่งข้อดีของการมี IT Security รูปแบบนี้ คือองค์กรสามารถประเมินได้ว่า ระบบมีช่องโหว่ในซอฟต์แวร์ตรงไหนบ้าง

 

IT Security สามารถเจอภัยคุกคามจากอะไรได้บ้าง ?
Ransomware
หรือไวรัสเรียกค่าไถ่ โดยไวรัสคอมพิวเตอร์ประเภทนี้นั้น สามารถป้องกันได้โดยการติดตั้งโปรแกรม Anti-Virus ที่ต้องอัปเดต และสแกนอยู่เสมอ หรือทำการสำรองข้อมูลที่สำคัญเอาไว้หลายๆแห่ง

 

Spyware
มัลแวร์ที่สามารถขโมยข้อมูลจากไดร์ฟผู้ใช้งาน ทั้งข้อมูลส่วนต้ว และไฟล์งาน สามารถป้องกันได้โดย การตั้งค่าความเป็นส่วนตัวในคอมพิวเตอร์ ไม่เปิดอีเมลจากผู้ที่ไม่รู้จัก และดาวน์โหลดไฟล์จากเว็บที่ได้รับการยืนยันแล้วเท่านั้น

 

Viruses
มัลแวร์ที่สามารถทำลายโปรแกรมหรือข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ป้องกันได้โดย การไม่เชื่อมต่ออุปกรณ์แปลกๆ ที่ไม่ได้รับการสแกนไวรัสเข้ากับเครื่อง

 

Cybersecurity คืออะไร ?
Cybersecurity คือการรักษาข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ หรืออยู่บนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ต เช่น Tablet, คอมพิวเตอร์สำนักงาน รวมไปถึงเซิร์ฟเวอร์เครือข่ายอีกด้วย ซึ่งจะต้องรักษาข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จากการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาต

 

Cybersecurity สามารถแบ่งได้ดังนี้
 

Critical Infrastructure Security
เป็นการรักษาความปลอดภัยของระบบโครงสร้างพื้นฐาน ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต ที่ง่ายต่อการโจมตี โดยองค์กรจะให้ความสำคัญ โดยการทำแผนสำรองไว้ใช้ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เพราะหากไม่มีแผนสำรอง จะทำให้เกิดความเสียหายได้

 

Application Security
เป็นการรักษาความปลอดภัยในระบบ Application เช่น โปรแกรม Anti-Virus, Firewall หรือโปรแกรมเข้ารหัส โดยจะมีการใช้ทั้ง Hardware และ Software ควบคู่กันไป เพื่อจัดการกับภัยคุกคามที่เกิดขึ้น

 

Network Security
เป็นการรักษาความปลอดภัยของระบบอินเทอร์เน็ต เพื่อป้องกันการถูกคุกคาม ซึ่งอาจจะทำโดยการใช้ Machine Learning บางตัว เพื่อรับข้อมูลแจ้งเตือนถึงความผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้น

 

Cloud Security
เป็นการรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลที่เก็บลงในคลาวด์ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และเวลาในการดูแล Server

 

Internet of Thing Security
ที่เรียกสั้นๆว่า IoT เพื่อใช้เป็นมาตรการในการรักษาความปลอดภัย ให้กับองค์กรหรือบริษัทนั้นๆ

 

Cybersecurity สามารถเจอภัยคุกคามอะไรได้บ้าง ?

Cybercrime
หรืออาชญากรรมไซเบอร์ คือ การกระทำความผิดทางกฏหมาย โดยใช้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่นๆ เพื่อทำลายระบบหรือขโมยข้อมูลสำคัญต่างๆ

Cyber-attack
เป็นการโจมตีเพื่อขโมยข้อมูลชนิดหนึ่ง สามารถพบได้บ่อยๆ เช่น ก่อกวนเครือข่าย, ปลอมหน้าเว็บไซต์, ติดตั้งโปรแกรมประสงค์ร้าย

Cyberterrorism
การก่อการร้ายทางไซเบอร์ เช่น ระบบคอมพิวเตอร์ หรือเครือข่ายโทรคมนาคม ซึ่งติดตามตัวผู้กระทำผิดได้ยาก เช่น สูญเสียข้อมูลที่เป็นความลับของธุรกิจ เป็นต้น

 

IT Security และ Cybersecurity เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ?
ทั้ง IT Security และ Cybersecurity มีความคล้ายคลึงกัน ทั้งกระบวนการทำงานที่คล้ายๆกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้ง 2 สิ่งนี้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่องค์กรควรจะมี ซึ่ง IT Security มีเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลในคอมพิวเตอร์ และ Cybersecurity เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (ข้อมูลที่อยู่บนอินเทอร์เน็ต) ยกตัวอย่างเช่น ผู้ใช้งานมีการถือบัญชีธนาคาร ทางองค์กรจะ องค์กรจะต้องมี IT Security และ Cybersecurity เพื่อป้องกันไม่ให้รหัส PIN ของผู้ใช้งานรั่วไหล และเก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานไว้เป็นความลับ เป็นต้น

 
ทั้ง IT Security และ Cybersecurity ถือเป็นสิ่งที่ควรอยู่คู่กัน และทั้ง 2 สิ่งนี้นั้น ก็ควรเป็นสิ่งที่ควรอยู่คู่กับองค์กรอีกด้วย เพราะเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า ความอันตราย หรือโอกาสที่แฮกเกอร์จะเข้าโจมตีข้อมูลนั้น จะเกิดขึ้นเมื่อไร หากเรามีระบบป้องกันที่มั่นคงและหนาแน่น ก็สามารถอุ่นใจได้เลยว่า ข้อมูลต่างๆจะได้รับการป้องกันที่ดีที่สุดอย่างแน่นอนค่ะ

 

TechSpace ให้บริการ IT Support ในการดูแลระบบไอทีแบบครบวงจร หากองค์กรไหนที่กำลังมองหา IT Outsource อยู่ ทักทายมาหากันได้นะคะ

2



ความสัมพันธ์ของ Cloud Computing กับโลกเสมือนจริง Metaverse
ในช่วงปลายปี 2564 ได้มีกระแสของ Metaverse ออกมา จาก Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้งและ CEO ของบริษัท Facebook ประกาศเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น ‘Meta’ และยังมีการอธิบายศัพท์คำว่า ‘Metaverse‘ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าใจได้ ซึ่งทำให้กลายเป็นความสนใจของหลากหลายธุรกิจด้วยเช่นกัน

Metaverse คืออะไร ?
Metaverse คือโลกเสมือนจริง ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ผู้คนได้มีส่วนร่วม และสามารถทำกิจกรรมต่างๆร่วมกันได้ ทั้งการประชุม พบปะพูดคุย ท่องเที่ยว และช็อปปิ้ง ผ่านนวัตกรรมต่างๆ เช่น virtual reality (VR), augmented reality (AR), PC, game consoles

นอกจากนั้น Metaverse ยังอาจจะหมาบถึงเศรษฐกิจรูปแบบดิจิทัล เนื่องจากผู้ใช้ สามารถทำกิจกรรมแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างโลกจริง และโลกเสมือนจริงได้ และด้วยแพลตฟอร์มส่วนใหญ่ ใช้การแสดงตัวตนเสมือนจริง หรืออวตาร จำเป็นที่จะต้องระบุตัวตนในการใช้บริการ เช่น หากเราต้องการเป็นสมาชิกของกลุ่มใด และซื้อสิ่งของ 1 ชิ้น เพื่อยืนยันตัวตน ในโลกจริงเราอาจจะต้องเดินทางไปที่ร้านค้า แล้วใช้สิ่งของนั้น เพื่อเข้ากลุ่ม แต่ Metaverse สามารถทำให้เราเลือกซื้อสิ่งของบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อยืนยันการเป็นสมาชิก โดยไม่ต้องก้าวเท้าออกไปไหน เป็นต้น

แล้วรู้กันไหมคะ ว่าจริงๆแล้ว โลกเสมือนจริงอย่าง Metaverse ก็มีความเกี่ยวข้องกับระบบไอทีอย่าง Cloud Computing เช่นกันนะ

ความสัมพันธ์ของ Cloud Computing และ Metaverse
โลกเสมือนจริงอย่าง Metaverse ถือเป็นโลกที่ทำให้เกิดกิจกรรม และความสัมพันธุ์ของมนุษย์จำนวนมาก ซึ่งจะต้องใช้ข้อมูลมหาศาล หรือ Big Data ที่จะเป็นฐานให้กับระบบประมวลผล และเมื่อมีข้อมูลจำนวนมาก ส่งผลให้พื้นที่จัดเก็บข้อมูล มีขนาดที่ใหญ่เพียงพอเช่นกัน ซึ่งนั่นก็หมายถึงการเก็บข้อมูลบน Cloud Computing นั่นเอง

นอกจากความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ของคลาวด์แล้ว ยังมี  Cloud Computing ที่ช่วยให้การจัดการรข้อมูลมีความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ซึ่งแน่นอนว่า Metaverse จะมีการเข้าถึงจากทั่วทุกมุมโลกในเวลาเดียวกัน นั่นทำให้เกิดความหนาแน่น และส่งผลกับการจัดการข้อมูล นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ขั้นตอนนี้ จะต้องใช้ความสามารถของคลาวด์ ที่จะช่วยให้การจัดการข้อมูลมีประสิทธิภาพ

สรุปได้ว่า Metaverse ถือเป็นโลกที่ช่วยให้เกิดปฏิสัมพันธ์ ระหว่างโลกแห่งความเป็นจริงและโลกเสมือนจริง นั่นทำให้มีการจัดเก็บข้อมูลในปริมาณมาก รวมไปถึงการจจัดการข้อมูลจำนวนมากในเวลาเดียวกัน ซึ่งคลาวด์ ได้เข้ามามีบทบาทในการจัดเก็บและส่งต่อข้อมูลได้ดีมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้นั้น Metaverse ถือเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเรียนรู้ และจับตามองกันต่อไป และเมื่อได้เทคโนโลยีคลาวด์ และ Cloud Computing เข้ามามีบทบาทและจัดการกับข้อมูล จะถือเป็นการเสริมความเชื่อมั่น และนำไปสู่การเกิดนวัตกรรมใหม่ๆได้ในอนาคตอีกด้วย

Cloud Computing ไม่เพียงแต่อำนวยความสะดวกต่อโลกเสมือนจริงเท่านั้น แต่ยังถือเป็นสิ่งสำคัญ ที่เหล่าองค์กรธุรกิจควรมี ด้วยความสามารถและความรวดเร็วในการจัดเก็บและจัดการข้อมูล จะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกันค่ะ

หากกำลังมองหา IT Support ที่ให้บริการ Cloud Computing อย่าลืมนึกถึง TechSpace นะคะ ด้วยบริการด้านไอทีแบบครบวงจร และการให้บริการจากทีมงานที่เชี่ยวชาญ จะทำให้การทำงานขององค์กรสะดวก และง่ายกว่าเดิมแน่นอนค่ะ

3



ทำการตลาดออนไลน์ช่วงโควิด กับแนวคิดที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอด


เชื่อว่าในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค Covid-19 แบบนี้นั้น หลากหลายธุรกิจต่างก็ได้รับผลกระทบทั้ง บางธุรกิจอาจส่งผลต่อกำไรที่ลดน้อยลง ในขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้น นั้น ซึ่งผลที่ร้ายแรงที่สุดคือการปิดตัวของธุรกิจนั่นเอง

แต่.. ไม่ใช่ว่า ในสถานการณ์แบบนี้จะไม่มีวิธีแก้หรือวิธีปรับตัวหรอกนะ อย่าลืมสิคะว่าโรคมันแพร่ระบาดในออฟไลน์ ที่ส่งผลกระทบต่อกำไรและค่าใช้จ่ายหน้าร้าน แต่ไม่ได้มีผลอะไรกับโลกออนไลน์เลยนะ แถมยังกลายเป็นช่องทางที่ทุกๆธุรกิจหันมาจับตามองเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ที่พูดถึงนี้ คือการทำธุรกิจ โดยใช้การตลาดออนไลน์นั่นเองค่ะ เน้นการขายทางโลก Social ไม่ต้องเจอหรือรอให้ลูกค้าเข้ามาดูสินค้าจริงหน้าร้าน ทำให้วิธีนั้น กลายเป็นวิธีการขายที่เมื่อก่อนว่าได้รับความนิยมเท่าไร ตอนนี้กลับได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวเลยทีเดียว

แล้วเราจะทำธุรกิจ โดยใช้การตลาดออนไลน์ หรือ Online Marketing ในยุคของ Covid-19 ยังไง วันนี้ MarketingGuru มีวิธีมาแชร์กันค่ะ

 

เปลี่ยนจากขายหน้าร้าน เป็นขายออนไลน์
วิธีนี้ เป็นวิธีที่หลายๆคนเริ่มคิดจะทำกันเป็นอันดับแรก ซึ่งการทำการตลาดออนไลน์ สามารถเริ่มต้นได้โดยการทำโฆษณา ที่ช่วยในการปรับลดค่าใช้จ่ายมากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น หากเมื่อก่อน ทำการขายหน้าร้าน จะต้องทำการโฆษณาด้วยการพรินต์สื่อประเภทกระดาษออกมาประชาสัมพันธ์ หรือบางธุรกิจใช้การดึงลูกค้าจากการจัดกิจกรรม (Event Marketing) ก็เปลี่ยนเป็นการทำภาพ Artwork Graphic สวยๆ โพสต์ผ่านช่องทางต่างๆ ที่ธุรกิจมองว่าเป็นช่องทาง Online Marketing หลัก เช่น Facebook, Instagram, Twitter, Youtube หรือแม้แต่เว็บไซต์เองก็ตาม

 

ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
เมื่อเราใช้ช่องทางการตลาดออนไลน์ในการขายเป็นหลัก ก่อนที่จะทำการขายนั้น อาจจะต้องศึกษาว่ารูปแบบธุรกิจของเรา มีแนวโน้มความสนใจจากลูกค้าอย่างไร เพื่อนำแนวทางดังกล่าว มาพิจารณาเป็นกลยุทธ์ในการวางแผน Online Marketing เช่น หากเป็นธุรกิจอาหาร อาจจะมีบริการสั่งผ่านระบบออนไลน์ หรือเข้าร่วมกับกลุ่ม Partner ด้านเดลิเวอรี่ต่างๆ แล้วจัดส่งบริการถึงที่ อาจจะมีการเพิ่มโปรโมชันเพื่อดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามามากยิ่งขึ้นนั่นเอง

 

ปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับธุรกิจ
เมื่อเราทราบถึงพฤติกรรมผู้บริโภคแล้ว เราสามารถนำข้อมูลส่วนนั้นมาวิเคราะห์เป็นแผนหรือกลยุทธ์ในการทำธุรกิจได้ง่ายยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น

ช่องทางการตลาดออนไลน์ในการโฆษณาหลัก
โดยส่วนนี้นั้น ทำการวิเคราะห์จากพฤติกรรมผู้บริโภคของรูปแบบธุรกิจนั้นเป็นหลัก ว่านิยมใช้ช่องทางไหนในการสั่งซื้อ แล้วลองนำมาปรับใช้กับธุรกิจของตน

วิธีการมัดใจลูกค้าผ่าน Content Marketing
จำไว้ว่า Content is King คือเราจะสื่อสารให้ผู้บริโภคเข้าใจและตัดสินใจซื้อผ่านสื่อออนไลน์อย่างไร นั่นคือสิ่งที่ธุรกิจต้องศึกษาอีกเช่นกัน ในช่วงแรกอาจจะลองผิดลองถูกไปบ้าง แต่เมื่อเจอจุดที่ถูกต้อง รับรองว่าการทำการตลาดออนไลน์จะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การกำหนดโฆษณา
ในส่วนนี้ต้องบอกว่า ในแต่ละช่องทางการตลาดออนไลน์ก็มีโฆษณาที่แตกต่างกันออกไป หากแต่ละธุรกิจทำการศึกษาพร้อมวิเคราะห์มาอย่างดีนั้น แน่นอนว่าการโฆษณาย่อมเห็นผลอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย, กำหนดประเภทของโฆษณา (ร่วมกับคอนเทนต์) และรวมไปถึงการกำหนดงบประมาณของแต่ละแคมเปญด้วยเช่นกัน

การประชาสัมพันธ์
หากเป็นขายหน้าร้านแบบเมื่อก่อน อาจจะมีการทำผ่านสื่อในรูปแบบออฟไลน์ เช่น รูปแบบกระดาษต่างๆ หรือทำป้ายใหญ่ๆ เด่นๆ เพื่อดึงดูดสายตาจากผู้คนในสถานที่ต่างๆ เมื่ออยู่ในรูปแบบของ Online Marketing นั้น อาจทำได้โดยการนำคอนเทนต์หรือโฆษณานั้นๆไปประชาสัมพันธ์ในกลุ่มปิดที่มีความสนใจเฉพาะ หรือโฆษณาผ่านเว็บไซต์ชื่อดังต่างๆ ก็เป็นอีกวิธีที่ทำให้มีผู้คนเข้าถึงสินค้าของธุรกิจได้มากขึ้น

การใช้ช่องทางการตลาดออนไลน์ หรือ Online Marketing ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการปรับตัวของธุรกิจให้อยู่รอดบนยุคของ Covid-19 ด้วยช่องทางการขายที่เปลี่ยนไป ทำให้กลยุทธ์และการวางแผนต่างๆต้องเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน เมื่อเรามีเทคโนโลยีอยู่ในมือ เราก็ต้องเอาออกมาใช้นะคะทุกคน ให้ Covid-19 มีอิทธิพลกับการใช้ชีวิต แต่อย่าให้มันส่งผลกับธุรกิจค่ะ สู้ๆ!

 

หรือถ้าใครมองว่าในสถานการณ์แบบนี้ ไม่อยากลองผิดลองถูกในการทำการตลาดออนไลน์ และอยากมี Digital Marketing Agency ไว้เป็นพาร์ทเนอร์คู่ใจ ติดต่อ marketingGuru ได้นะค้า ^^

4


Microsoft Office365 (ออฟฟิศ365) โปรแกรมนี้ ดีต่อธุรกิจอย่างไร
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการทำงาน หลายๆคนอาจจะมองว่า ทุกวันนี้ มีหลากหลายเว็บ ที่ปล่อยให้ดาวน์โหลด ซึ่งนั่น อาจจะเป็นโปรแกรมที่คอมพิวเตอร์ที่ผิดลิขสิทธิ์ หรือที่เรียกว่าโปรแกรมเถื่อน โดยหากเราใช้งานไปนานๆ นอกจากโปรแกรมจะไม่มีประสิทธิภาพแล้ว อาจจะส่งผลต่อความปลอดภัยต่ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ได้อีกด้วย

 
ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องใช้โปรแกรมที่ได้รับลิขสิทธิ์ที่ถูกต้อง เพราะนอกจากจะปลอดภัย และมีคุณภาพ ยังทำให้การทำงาน และภาพลักษณ์ขององค์กร มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นอีกเช่นกันค่ะ

 
Microsoft Office365 หรือที่เราเรียกสั้นๆว่า โปรแกรมออฟฟิศ365 ถือเป็นโปรแกรมสำคัญในการทำงาน ที่ได้รับความนิยมในหลากหลายองค์กร โดยบทความนี้ จะพาทุกคนมาทำความรู้จัก พร้อมบอกเหตุผล และความสำคัญของออฟฟิศ 365 ที่ทุกธุรกิจควรมี และควรติดตั้งเป็นอย่างยิ่ง

 
Microsoft Office365 คืออะไร ?
Office365 คือ โปรแกรม Microsoft Office ประกอบไปด้วย Microsoft Office Word, Microsoft Office Powerpoint, Microsoft Office Excel และพื้นที่เก็บข้อมูล Onedrive ที่สามารถเชื่อมต่อกับนระบบ Cloud โดยเปลี่ยนรูปแบบการทำงานจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ปกติ จากบน PC ไปใช้งานออนไลน์บน Cloud ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลบนอุปกรณ์ใดก็ได้ ทุกที่ ทุกเวลา เพียงแค่มีอินเทอร์เน็ต อำนวยความสะดวกในการทำงาน ที่ไม่จำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว 

 

คุณสมบัติของ Microsoft Office365
 - สามารถทำงานร่วมกันอย่างปลอดภัย ครอบคลุมทุกอุปกรณ์การใช้งาน สามารถใช้ได้ทุกที่ และทุกเวลา
 - การทำงานบนระบบออนไลน์ร่วมกัน (Word, Excel, Powerpoint)
 - พูดคุยผ่านฟีเจอร์แชต (Chat) ในแอปพลิเคชัน Microsoft Office365
 - วิธีการ Business Intelligence (BI) เพื่อวิเคราะห์และแสดงข้อมูลเป็นภาพ
 

ประโยชน์ของ Microsoft Office365
- สามารถใช้งานโปรแกรม Microsoft Office ได้ตลอดเวลา
- จัดเก็บข้อมูลแบบออนไลน์บน OneDrive ได้ทันที
- มี Microsoft Exchange ซึ่งเป็นระบบอีเมลที่มีความเสถียรสูงมาก
- โปรแกรม Microsoft จะทำการอัปเดตอัตโนมัติจากส่วนกลาง
- ลดปัญหาต่างๆที่เกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ เช่น ฮาร์ดดิสก์เสีย, อุปกรณ์ติดไวรัส เพราะสามารถติดตั้งได้ใหม่ทันที
- สามารถทำงานร่วมกันได้ในไฟล์งานเดียว ผ่านการแชร์ใน OneDrive
- รองรับการใช้งานอีเมลทั้งใน Desktop PC และ Smartphone
- สามารถใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา เพียงแค่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต
- มีระบบรักษาความปลอดภัยสูงมาก
- มีระบบสำรองข้อมูลให้อัตโนมัติ
- ได้ใช้โปรแกรมใหม่ๆ ฟรี (กรณี Microsoft มีการพัฒนาเพิ่ม)
 

ทำไมธุรกิจถึงจำเป็นต้องมี Microsoft Office365
1.ใช้โปรแกรมที่ถูกลิขสิทธิ์
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกลิขสิทธิ์ จะทำให้ข้อมูลและอุปกรณ์ที่ใช้งานอยู่นั้นปลอดภัย หมดกังวลข้อมูลเสียหาย หรืออุปกรณ์ติดไวรัส อีกทั้งยังเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรอีกด้วย

2.เก็บข้อมูลออนไลน์บน Onedrive

การเก็บข้อมูลออนไลน์ เป็นวิธีที่ง่าย และสะดวก นอกจากจะไม่ทำให้งานเสียหายแล้ว ยังสามารถแชร์งานร่วมกับเพื่อนร่วมงานได้อย่างง่ายดายอีกด้วย พร้อมทั้งสามารถทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลาอีกด้วย

3.ทำงานได้แบบ Real Time

รองรับการทำงานได้ทุกที่ ไม่จำกัดแค่เฉพาะภายในออฟฟิศเท่านั้น อีกทั้งยังแก้ไขไฟล์งานผ่านออนไลน์ได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลารอไฟล์จากผู้อื่น

4.ใช้ได้กับทุก Device

เข้าถึงได้ทุกอุปกรณ์ ทั้ง PC / MAC และสมาร์ทโฟน รวมถึง Windows, iOS และ Android

5. มีการอัปเดตเวอร์ชันใหม่ๆ ได้ตลอด

หากมีเวอร์ชันใหม่ออกมา ผู้ที่ใช้งานออฟฟิศ365 ไม่จำเป็นต้องกดอัปเดตเอง เพียงแค่เชื่อมต่อ Wi-Fi โปรแกรมจะทำการอัปเดตอัตโมมัติ แถมยังเสถียรอีกด้วยนะ

Microsoft Office365 เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้องค์กรทำงานได้ง่ายขึ้น รวมถึงยังมีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทุกข้อมูลของธุรกิจ ตั้งแต่ข้อมูลต่างๆแบบเชิงลึก ไปจนถึงการจัดการทำงาน เพิ่มศักยภาพให้การทำงานของพนักงาน ตลอดจนภาพรวมขององค์กรอีกด้วย

หากองค์กรไหน กำลังมองหาผู้ให้บริการด้าน IT Services ที่ช่วยคุณจัดการเกี่ยวกับโปรแกรมออฟฟิศ365 รวมถึงบริการ IT อื่นๆ แบบครบวงจร อย่าลืมนึกถึง TechSpace นะคะ

5

Real Time Content ถ้าธุรกิจเล่น จะเป็นอย่างไร ?
คอนเทนต์ในโลกออนไลน์มีด้วยกันมากมายหลายแบบ หนึ่งในรูปแบบที่ได้รับความนิยม คือ Real Time Content (เรียลไทม์คอนเทนต์) ด้วยเพราะกระแสนิยม หรือความสนใจในขณะนั้น ที่นำมาเชื่อมโยงกับสินค้าหรือบริการของแบรนด์ ทำให้เกิดเป็นคอนเทนต์ ณ ขณะนั้นแบบทันท่วงทีนั่นเอง

 
ซึ่งด้วยความมาไวไปไว รวมถึงบางกระแส อาจจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ ทำให้หลายๆธุรกิจเกิดความลังเล ว่าควรเล่นกับกระแสหรือไม่? เล่นแล้วจะเกิดผลกระทบต่อแบรนด์อย่างไร? ซึ่งในส่วนนี้นั้น เราจะมาพูดถึงผลที่ได้รับจากการเล่น Real Time Content กันค่ะ

 
Real Time Content คืออะไร ?
Real Time Content คือการทำคอนเทนต์แบบปัจจุบัน ที่ทันต่อเหตุการณ์ หรือมีสถานการณ์ที่น่าสนใจที่กำลังเกิดขึ้น และเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง ซึ่งหากทำแล้วได้รับความนิยม และสื่อสารต่อผู้ชมได้ง่าย จะได้รับ Engagement หรืออัตราการมีส่วนร่วมที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

สิ่งที่ธุรกิจจะได้รับ หากเล่น Real Time Content
 
- เพิ่มการมองเห็นและเข้าถึงให้กับแบรนด์
หากว่าแบรนด์สามารถนำกระแส ณ ขณะนั้น มาต่อยอดให้เกิดคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยม จะช่วยเพิ่มโอกาสในการมองเห็น และเข้าถึงให้กับแบรนด์ ยิ่งเพิ่มความคิดสร้างสรรค์เข้าไปด้วยแล้ว จะช่วยสร้างให้เกิดความโดดเด่น และเป็นที่จดจำได้ง่าย
โดยขอแนะนำว่า ควรมีการโปรโมทขายแบบเนียนๆเข้าไปด้วย ซึ่งอาจจะไม่ได้ช่วยทำให่้เกิดยอดขายได้มากนัก แต่อย่างน้อยๆ หากคอนเทนต์ปัง สร้างการจดจำแน่นอนค่ะ

 

- ยอด Engagement เพิ่มขึ้น
Real Time Content ถือเป็นการเล่นประเด็นที่สังคมกำลังให้ความสนใจ จะทำให้เข้าถึงได้ง่าย ยิ่งแบรนด์นำไปเล่นไว อาจจะได้เปรียบผู้อื่น สร้างการเพิ่มยอด Engagement ได้ไม่ยากเลยค่ะ

 

- เพิ่มความหลากหลายของคอนเทนต์
เพราะกระแสเป็นสิ่งที่เรากำหนดไม่ได้ Real Time Content จึงสามารถต่อยอดให้เกิดคอนเทนต์ที่หลากหลายขึ้นได้ ในส่วนนี้จึงทำให้แบรนด์ได้ใช้ไอเดีย และความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงมุมมองใหม่ๆ ในการสร้างสรรค์โพสต์ใหม่ๆอีกด้วย

 

- แบรนด์ตามทันกระแส
หากแบรนด์ให้ความสนใจใน Real Time Content อีกหนึ่งสิ่งที่ถูกมองมายังธุรกิจ คือ ธุรกิจเป็นผู้ทันกระแส และไม่ตกยุค มีความว่องไว ทันต่อสถานการณ์โลกนั่นเอง

 

- ผลตอบรับที่เพิ่มขึ้น
อย่างที่เกริ่นไว้แล้ว ว่าหากแบรนด์นำ Real Time Content ร่วมกับการใช้ไอเดียสุดครีเอต ถือเป็นการทำคอนเทนต์ที่ประหยัดงบ ประหยัดเวลา แถมยังได้ผลตอบรับที่ดีมากๆอีกด้วยนะ

 
สิ่งที่ควรคำนึง หากต้องการเล่น Real Time Content

- ไม่ต้องเล่นทุกกระแส
หากแบรนด์สนใจที่จะเล่น Real Time Content ควรให้ความสำคัญกับกระแสที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของแบรนด์ รวมถึงกระแสเชิงบวก มากกว่ากระแสด้านลบ หรือกระแสที่ไม่เกี่ยวข้อง

 

- หาความเชื่อมโยงกับแบรนด์
การเพิ่มไอเดีย โดยหาจุดเชื่อมโยงกับแบรนด์ ถือเป็นสิ่งที่ดูครีเอตมากขึ้น นอกจากคอนเทนต์จะปัง แบรนด์ยังเป็นที่น่าจดจำมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

 

- พิจารณาความเหมาะสม
ควรพิจารณาในความเหมาะสมในมุมของธุรกิจ, ความเหมาะสมต่อกลุ่มเป้าหมาย, ความเหมาะสมของเวลาและบริบทที่เล่น รวมถึงช่องทางในการสื่อสารด้วยเช่นกัน

 

- ไอเดียล้ำกว่าผู้อื่น
หากเราไม่ได้เป็นผู้บุกเบิก Real Time Content นี้เป็นผู้แรก ควรทำให้แตกต่างจากผู้อื่น โชว์ความคิดสร้างสรรค์ เพื่อฉายให้แบรนด์เด่นออกมา

 

- เช็กเรื่องลิขสิทธิ์ก่อนนำมาใช้
บางครั้งการนำรูปหรือวิดีโอมาเล่นต่อโดยที่ไม่ทันคิดว่าเจ้าของอนุญาตให้นำมาใช้ต่อหรือไม่  ยิ่งถ้าเป็นแบรนด์ที่ใช้เพื่อการโปรโมตที่นับเป็นการใช้เชิงพาณิชย์แล้ว หากไม่ขออนุญาต หรือไม่ทำให้ถูกต้องก่อนนำมาใช้ ถือว่ามีความผิดเต็มๆ

 

Real Time Content ถือเป็นสิ่งที่น่าเล่นก็จริง ทั้งนี้ก่อนเล่น แบรนด์ควรพิจารณา ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เพราะไม่เช่นนั้น อาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ในอนาคตได้ค่ะ

 หรือหากใครกำลังมองหา Digital Marketing Agency อยู่ MarketingGuru มีบริการการตลาดออนไลน์แบบครบวงจรเลยน้า หากสนใจ อย่าลืมทักทายเข้ามานะคะ

หน้า: [1]