ผู้เขียน หัวข้อ: อนาคตของทุเรียนไทย  (อ่าน 4288 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

fnsTeam

  • ผู้ดูแลระบบ
  • ผู้มีส่วนร่วม
  • *****
  • กระทู้: 482
  • Like: 1
    • ดูรายละเอียด
อนาคตของทุเรียนไทย
« เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2022, 05:53:03 PM »

หลังทราบข่าว ไม่กล้านึกภาพ อนาคตของทุเรียนไทย

ทุเรียนอ่อนเป็นปัญหามายาวนานมากกว่า 30 ปี
ช่วงแรกที่เคยพบเจอ อาจเกิดจาก ชาวสวนที่ยังขาดความเข้าใจไม่สามารถดูได้ทั่วถึง จากคนตัด ที่ตัดไม่ถูกต้อง จากพ่อค้ารับซื้อระดับต่างๆ ทั้งเพื่อขายภายใน หรือ ส่งออกต่างประเทศ ทั้งเจตนาและไม่เจตนา

ตลาดในประเทศ
ทุเรียนอ่อนสามารถสร้างภาพให้ผู้ซื้อผู้บริโภคเข้าใจว่า ทุเรียนของบางแหล่งผลิต คุณภาพดีกว่าอีกแหล่งผลิตหนึ่ง
โดยใช้ทุเรียนอ่อนติดป้ายของคู่แข่ง ทำให้ราคาขายในตลาด ของทุเรียนบางจังหวัดจะสูงกว่า และขายดีกว่า บางจังหวัด
ตลาดส่งออก
ทุเรียนอ่อนที่ส่งออกไปถึงตลาดฮ่องกง จะส่งผลต่อราคาทุเรียนทั้งระบบ

กลุ่มที่เข้าใจ และมีกำลังก็พยายามสร้างแบรนด์ โดยการพยายามควบคุมคุณภาพ
โดยเริ่มจากในสวน และ โรงคัดแยก จัดการกระบวนการต่างๆ ที่ดี จนถึงบรรจุใส่กล่อง ขนเข้าตู้คอนเทนเนอร์ เช่น

1. ตัดแต่งกิ่ง/ใบ ให้ปุ๋ยและน้ำ
ตามช่วงเวลาที่เหมาะสม ชาวสวนที่ช่างสังเกต ชำนาญและมีประสบการณ์ จะรักษาคุณภาพทุเรียนได้ดีตามลักษณะเด่นของพันธ์ ช่วยลดต้นทุนจากการให้ปุ๋ยและน้ำ ที่มากเกินไป
2. การใช้ ยา ต่างๆ
เพื่อป้องกัน ควบคุม โรค แมลง โดยหลักการ จำเป็นต้อง ชั่ง ตวง ให้ถูกต้อง ใช้ตามข้อกำหนดที่ระบุของแต่ละชนิด เช่น อัตราส่วนผสมที่ใช้ และ ใช้ก่อนเก็บเกี่ยวกี่วัน ซึ่งจะได้ผลที่ดี ไม่สินเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ และไม่มีสารตกค้างเกินกำหนด ซึ่งทำให้ผู้บริโภคได้รับอันตราย หรือมีสารตกค้างเกินกว่าที่ประเทศผู้นำเข้ากำหนด
โดยไม่ควร ใช้ช้อนอันเดียว ตักยาทุกอย่างที่ใช้ แบบ กะๆเอา (เห็นการใช้จริงในพื้นที่ปลูก มาแล้ว) ควรใช้ ช้อนที่มีแนบมากับยา
3. การตัดทุเรียน
ต้องตัดในช่วงความแก่ที่เหมาะสม (ไม่เป็นทุเรียนอ่อน) จึงจะให้ กลิ่น รส ลักษณะเนื้อที่ดี
ช่วงก่อนหาคนตัดที่ชำนาญยาก ปัจจุบันน่าจะดีขึ้น เข้าใจว่ามีการสอนที่เป็นระบบมากขึ้น
4. การเคลือบผิวทุเรียน และใช้ยากันเชื้อรา
เพื่อยืดอายุการเก็บ ให้เหมาะกับระยะเวลาขนส่ง รวมระยะเวลาวางขาย มีการทดลองเพื่อหาอัตราส่วนสารเคลือบผิวและยาที่เหมาะสม ตรวจสอบสารตกค้าง เพื่อให้ปลอดภัย เป็นที่ยอมรับของประเทศผู้นำเข้า
ส่วนใหญ่ใช้กับตลาดส่งออก ทุเรียนสดบางส่วนจึงสามารถส่งทางเรือไปฮ่องกง แทนส่งทางเครื่องบินทั้งหมด
5. สารเร่งสุก
สามารถใช้กับผลไม้หลายชนิด เพื่อให้สุกในปริมาณมากในช่วงเวลาที่ต้องการ โดยตัดหรือเก็บเกี่ยวผลไม้มาในช่วงความแก่ของผลไม้นั้นๆ ตามที่ได้ทดลองและกำหนดไว้ โรงงานขนาดใหญ่สามารถนำไปใช้แปรรูปตามที่ต้องการ เช่น โรงงานที่ผลิต ผลไม้กระป๋อง หรือ ผลไม้แช่แข็ง

ยังมีปัญหาเดิมๆ และ อนาคตดูจะหนักกว่าเดิม
- ปัญหาทุเรียนอ่อนยังมีอยู่ จนต้องมี “มือปราบทุเรียนอ่อน”
แถมมือปราบที่ตั้งใจทำงานเป็นที่ยอมรับ “ถูกย้าย”
- มีการนำทุเรียนจากแหล่งผลิตอื่น มาสวมสิทธ์ทุเรียนไทย
ก็จะสร้างภาพให้ตลาดผู้ซื้อผู้บริโภคเข้าใจว่า ทุเรียนไทย คุณภาพสู้ของประเทศอื่นๆ ไม่ได้
ในไทยเอง ก็มี ทุเรียนของบางจังหวัด คุณภาพดีกว่าอีกจังหวัดหนึ่ง
โดยใช้ทุเรียนอ่อนติดป้ายจังหวัดของคู่แข่ง
- ประเทศผู้ผลิตอื่นๆ ก็จะมี
กลุ่มที่เข้าใจและมีกำลัง ได้พยายามสร้างแบรนด์ โดยการพยายาม วิจัย พัฒนา ทั้งเรื่องของพันธ์ ผลผลิตต่อพื้นที่ปลูก การควบคุมคุณภาพ ทั้งก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งทำได้ดี จนเราเสียตลาดไปจำนวนมากหลายๆ อย่าง เช่น ข้าว เงาะแช่แข็ง แม้แต่ กุ้งแช่แข็ง

ทีมงาน FoodNetworkSolution.com

อ้างอิง:
เด้งฟ้าผ่า...“มือปราบทุเรียนอ่อน” | เจาะลึกทั่วไทย | 24 ต.ค. 65   
https://www.youtube.com/watch?v=411O59bTO4E
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 26, 2022, 01:04:42 PM โดย fnsTeam »

fnsTeam

  • ผู้ดูแลระบบ
  • ผู้มีส่วนร่วม
  • *****
  • กระทู้: 482
  • Like: 1
    • ดูรายละเอียด
Re: อนาคตของทุเรียนไทย
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: ธันวาคม 26, 2022, 01:02:24 PM »
กลุ่มเกษตรกรรุ่นใหญ่ ที่ทำมานาน เข้าใจพื้นฐาน ปรับปรุงวิธีการจัดการตลอด จากการสังเกต เรียนรู้ข้อมูลใหม่ ไม่น่าห่วง
จะเข้าใจ เลือกหาตัวช่วยต่างๆ ได้ดี เช่น เลือกชนิด ปุ๋ย ยา หรือ แหล่งข้อมูลวิชาการ
ซึ่งจะช่วยให้สามารถแข่งขันในตลาดต่างๆ กับประเทศอื่นๆ ได้

สำหรับกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ๆ ก็ยังมีโอกาส เพราะตลาด มีการเปลี่ยนแปลงตลอด แต่ควรหานักวิชาการที่มือถึง เข้าใจขั้นตอนการทำงานที่หน้างาน มีพื้นฐานการตลาดเข้าช่วย จะทำให้ได้ผลที่เร็วขึ้น

จากที่เคยได้รับเงินสนับสนุนการทดลองเคลือบผิวทุเรียนจากบริษัทผู้ผลิต และได้ร่วมทดลองกับนักวิชาการต่างๆ
ได้ผลที่ดีเป็นที่พอใจ เพราะได้ทีมงานและนักวิชาการที่ดีมาก จากเดิมทุเรียนต้องส่งไปฮ่องกงทางเครื่องบินก็สามารถส่งทางเรือ
เป็นการลดต้นทุนค่าขนส่งและเพิ่มปริมาณที่ส่งออกต่อครั้ง