connect networks, collect information, compare solutions, and compile knowledge for your best solution สร้างเครือข่าย รวบรวมข้อมูล เปรียบเทียบโซลูชั่น เพื่อพิจารณา เลือกโซลูชั่นที่ดีที่สุด

Food Wiki

ค้นหา 6,332 คำศัพท์

Chlorella / สาหร่ายคลอเรลลา

สาหร่ายคลอเรลลา (Chlorella) เป็นสาหร่ายเซลล์เดียวสีเขียวที่พบในน้ำจืด ชนิดที่กินได้มีอยู่ประมาณ 15 สายพันธุ์ สายพันธุ์ที่นิยมเพาะเลี้ยงมากคือ Chlorella pyrenoidosa มีสมบัติทางโภชนาการและสุขภาพ สาหร่ายคลอเรลลามีปริมาณโปรตีนสูงถึงร้อยละ 60 ดังแสดงเปรียบเทียบกับโปรตีนมาตรฐานคือ ไข่ เนื้อวัว ซึ่งองค์การอนามัยโลกจัดให้เป็นโปรตีนมาตรฐานน้ำนมวัวและปริมาณมาตรฐานขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติแล้ว คลอเรลลาที่ดี คือ คลอเรลลาที่ยังมีผนังเซลล์อยู่แต่เป็นผนังเซลล์ที่ผ่านการแตกผนังเซลล์อย่างทั่วถึง เพื่อช่วยการดูดซึมสารในเซลล์คลอเรลลาเข้าสู่ร่างกาย การแตกผนังเซลล์ของสาหร่ายคลอเรลลาโดยการใช้กระบวนการไดโนมิลล์ (Dyno-mill) เป็นการทำให้ผนังเซลล์ของสาหร่ายแตกออกโดยไม่ได้ทำลายสารอาหารภายใน น้ำย่อยของมนุษย์สามารถย่อยได้ถึงร้อยละ 85

ส่วนอีกวิธีหนึ่งคือวิธีการฟอกสาหร่าย วิธีนี้ทำให้น้ำย่อยย่อยสาหร่ายคลอเรลลาได้ร้อยละ 50 หรือการใช้ความร้อน การแตกผนังของเซลล์สาหร่ายโดยใช้ไดโนมิลล์จะเป็นวิธีที่ดีที่สุด หลังจากผ่านกระบวนการแตกผนังเซลล์ อาจจำหน่ายเป็นชนิดน้ำ หรือนำไปทำให้แห้งโดยใช้ความร้อนและจำหน่ายเป็นชนิดผง แต่ชนิดที่นิยมคือนำผงไปอัดเม็ด และจำหน่ายในรูปยาเม็ด ขนาดบรรจุ กล่องละ 300 เม็ด น้ำหนัก 60 กรัม ราคากล่องละ 750-1500 บาท

ส่วนประกอบเป็นสาหร่ายคลอเรลลาทั้งเซลล์ หรือเซลล์ที่ผนังแตกตัวแล้ว ความแตกต่างขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของคลอเรลลา และวัตถุดิบที่ใช้เป็นส่วนประกอบ เช่น สาหร่ายคลอเรลลาร้อยละ 96.7 และเลซิทินร้อยละ 3.3 ขนาดรับประทานเพื่อป้องกันประมาณ 15-20 เม็ดต่อวัน (5 เม็ด = 1 กรัม) แบ่งเป็น 3 ครั้ง เมื่อมีข้อบ่งชี้อาการว่าจำเป็นต้องใช้คลอเรลลาเพื่อการรักษา      รับประทานวันละ 20-30 เม็ด โดยแบ่งรับประทานก่อนอาหานหรือเวลาท้องว่าง โดยปกติจะเห็นผลเมื่อรับประทานไปแล้ว 3 เดือน ผลข้างเคียง คือ เวลารับประทานครั้งแรกๆ จะมีลมในท้องมาก ผายลมบ่อย ท้องผูก มีกลิ่นปาก กลิ่นตัว ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปภายใน 7-10 วัน สิ่งที่ต้องควรระวังอีกอย่างหนึ่งในการบริโภคสาหร่ายเป็นจำนวนมากและระยะเวลานาน คือ ในสาหร่ายมีสารประกอบไนโตรเจนท่ีไม่ใช่โปรตีนในปริมาณสูง คือกรดนิวคลีอิก ซึ่งเมื่อกินเข้าสู่ร่างกายจะได้ผลิตผลสุดท้ายคือ กรดยูริก อาจทำให้มีกรดยูริกในเลือดสูง ทำให้มีโอกาสเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคเกาต์

ร่างกายขับกรดยูริกออกทางไตปนออกมาในปัสสาวะ แต่กรดยูริกละลายน้ำได้น้อยจึงขับออกจากร่างกายได้ช้า จึงควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว เพื่อให้กรดยูริกขับออกทางปัสสาวะได้ง่าย



(เข้าชม 83 ครั้ง)

สมัครสมาชิก