นักศึกษาปริญญาเอก คณะเวชศาสตร์เขตร้อน ม.มหิดล วิจัยพบสกัดสารจากเมล็ดลำไยมีสารสำคัญยับยั้งป้องกันการก่อมะเร็ง และการก่อกลายพันธุ์ที่สำคัญในร่างกาย มากกว่าผลไม้ในต่างประเทศมา
นายยุทธนา สุดเจริญ นักศึกษาโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ตามปกติร่างกายจะมีการป้องกันภาวะการสะสมสารอนุมูลอิสระอยู่ 2 ส่วนด้วยกันคือ ส่วนแรกนั้นเกิดจากร่างกายที่จะต้องมีการสร้างเอนไซม์หรือกลไก เช่น เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant enzymes) ขึ้นมาควบคุม อนุมูลอิสระให้อยู่ในปริมาณที่สมดุล ทั้งนี้ เพราะอนุมูลอิสระ เหล่านี้มีหน้าที่ช่วยทำลายสิ่งแปลกปลอม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกายเช่นกัน หากแต่เมื่อใดที่ร่างกายรับสารพิษจากภายนอกมาก เช่น การสูบบุหรี่โดนแสงแดดจ้า หรือเลือกรับประทานอาหารแต่พวกมัน ปิ้ง ย่าง ฯลฯ จะส่งผลให้ระบบที่ควบคุมสารพิษในร่างกายทำงานได้น้อยลง สาร อนุมูลอิสระจะมีการสะสมตัวมากจนกลายเป็นสารพิษที่คอยทำร้ายร่างกายในทันที ดังนั้น กลไกการควบคุมสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) จากร่างกายอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ มีความจำเป็นต้องพึ่งพาในส่วนที่สองนั่น คือ กลุ่มของสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้มาจาก vitamin Avitamin Cvitamin Eเบต้าแคโรทีน ที่มีในอาหาร รวมทั้งกลุ่ม polyphenols, flavonoids ที่พบในพืชผักและผลไม้ เพื่อเข้าไปช่วยเสริมสร้างระบบ antioxidant ในร่างกายให้มีประสิทธิภาพในการทำลายอนุมูลอิสระได้ดีมากยิ่งขึ้น
นายยุทธนา กล่าวว่า อย่างไรก็ดีส่วนใหญ่ผลการวิจัยคิดค้นหาสารสกัดจากธรรมชาติเหล่านี้ มักมาจากผลการวิจัยของต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น epigallocatechin gallate จากชา isoflavone จากถั่วเหลือง polyphenols จากไวน์แดง เป็นต้น อีกทั้งจากการศึกษาตามวารสารต่างประเทศพบว่า เขาจะสนใจของเหลือทิ้งแล้วจากโรงงาน เช่น เมล็ดองุ่นที่ได้จากการหมักไวน์ พบว่าสารสกัดจากเมล็ดองุ่นมีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งสามารถนำมาสกัดทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้เช่นกัน นอกจากนั้นสารต้านอนุมูลอิสระยังมีในเปลือกแอปเปิล เปลือกส้ม เปลือกมันฝรั่ง และราสเบอรี่ ส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตมีราคาค่อนข้างต่ำ
สำหรับประเทศไทย แม้จะมีงานวิจัยด้านสรรพคุณของพืชสมุนไพรมาเป็นเวลานาน แต่ก็ไม่พบการศึกษาสารสกัดในของเหลือใช้จากเกษตรกรรม จึงกลายเป็นประเด็นให้ ร.ศ.ดร.สุปราณี แจ้งบำรุง แนะนำให้ตนทำการวิจัยเกี่ยวกับ "การแยกและตรวจสอบคุณลักษณะของฟีโนลิกแอนตี้ออกซิแดนท์ หรือสารที่แสดงประสิทธิภาพป้องกันโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากเมล็ดผลไม้ในประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
นายยุทธนา กล่าวว่า ตนสนใจที่จะทำในพืชของไทย จึงลองเลือกผลไม้ที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารกระป๋อง เช่นลำไย เงาะ ลิ้นจี่ ก่อน โดยหาในเมล็ด ซึ่งจากผลการศึกษาเป็นที่น่าสนใจมากคือพบว่า เมล็ดของผลไม้ดังกล่าวมีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระพวก polyphenols และ flavonoids ค่อนข้างสูง และยังไม่มีรายงานการค้นพบมาก่อน หลังจากค้นพบว่าเมล็ดลำไยมีสารต้านอนุมูลอิสระ ทางทีมวิจัยจึงพยายามศึกษาเจาะลึกลงไปว่าสารสกัดที่ได้จากเมล็ดลำไยนั้นมีอะไรบ้าง โดยเริ่มทำการสกัดด้วยตัวทำละลาย hexane และ methanol แล้วนำส่วนที่ละลายในตัวทำละลายมีขั้วมาวิเคราะห์ โดยใช้เครื่อง HPLC (High Performance Liquid Chromatography) ตามด้วย LC-MS (Liquid Chromatography-Mass Spectrometry) เพื่อให้ได้ข้อมูลเบื้องต้นของสารแต่ละตัว แล้วจึงแยกสารแต่ละชนิดด้วยวิธี Semi-preparative HPLC ต่อไป เพื่อทำการยืนยันผลโดยใช้ NMR (Nuclear Magnetic Resonance)
จากผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า หนึ่งในสารสำคัญที่ได้จากการสกัดแยกของเมล็ดลำไย คือ อีลาจิก แอซิด (ellagic acid) ซึ่งเป็นสารป้องกันการก่อมะเร็ง (anticarcinogenic agent) และเป็นสารที่ป้องกันการก่อกลายพันธุ์ (antimutagenic compound) อีกทั้งยังพบในปริมาณที่สูงมากเมื่อเทียบกับพืชจำพวกราสเบอรี่ในผลการวิจัยจากต่างประเทศ สำหรับการทดสอบหาสารต้านอนุมูลอิสระในเมล็ดลิ้นจี่หรือเงาะนั้นคาดว่า จะพบเช่นกัน แต่ยังอยู่ในขั้นของการทดลองสอบเพื่อยืนยันผลที่แน่นอนในขณะนี้"จะเห็นได้ว่าบ้านเรายังมีทรัพยากรอีกมากที่ยังสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ หากงานวิจัยชิ้นนี้ได้มีการศึกษาต่อยอดออกไป ซึ่งรวมถึงการทดสอบความเป็นพิษจนสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อวางจำหน่ายได้แล้วนั้น เชื่อว่าไม่เพียงเป็นตัวอย่างการแปรรูปของเหลือทิ้งราคาถูกให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น แต่ยังช่วยลดปริมาณขยะ เพิ่มพูนรายได้ให้กับเกษตรกร และสร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างมหาศาล ที่สำคัญยังเป็นการช่วยเพิ่มทางเลือกในการดูแลตัวเองสำหรับคนไทยในราคาที่ถูกลงมากยิ่งขึ้นด้วย" นายยุทธนา กล่าว
ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์