การเพิ่มน้ำหนักระหว่างการตั้งครรภ์
ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ มักจะกินอาหารเหมือนปกติและน้ำหนักตัวยังไม่เพิ่มขึ้นมากนัก
บางคนจะมีความอยากกินอาหารเพิ่มขึ้น และรู้สึกกระหายน้ำ ถึงแม้บางคนจะมีอาการแพ้ท้องและอาเจียนก็ตาม แต่อาการแพ้ท้อง
จะเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น
ผู้หญิงบางคนเมื่อมีอาการแพ้ท้องอาจจะอยากกินอาหารบางอย่างเป็นพิเศษโดยเฉพาะ หรืออาจอยากกินของที่ไม่ใช่อาหาร
เช่น กินถ่าน หรือกินไม้ เป็นต้น ซึ่งการเกิดอาการดังกล่าวยังไม่สามารถอธิบายกลไกที่การเกิดทางสรีรวิทยาได้ อาการแพ้ท้อง
ที่อยากกินอาหารบางอย่างเป็นพิเศษ เป็นเรื่องเฉพาะของแต่ละบุคคลและอาการดังกล่าวจะหายไปเมื่อหยุดแพ้ท้องหรือ
ภายหลังการคลอดบุตร
หญิงมีครรภ์ควรมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 8-10 กิโลกรัม ซึ่งน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็น
ก. น้ำหนักของรกที่ห่อหุ้มตัวทารก
ข. น้ำหนักตัวของทารกในครรภ์
ค. น้ำหนักของมดลูกและเต้านมที่ขยายใหญ่ขึ้น
ง. น้ำหนักของน้ำที่อยู่ภายในครรภ์ ซึ่งจะมีน้ำสะสมอยู่ในช่วงระยะหลังของการตั้งครรภ์
ช่วงระยะ 3 เดือนแรก หญิงมีครรภ์จะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 1-2 กิโลกรัมเท่านั้น น้ำหนักจะเพิ่มขึ้นมากในช่วงหลัง
ของการตั้งครรภ์ ในระยะนี้หญิงมีครรภ์จะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของสูตินารีแพทย์ เพื่อให้คำแนะนำในเรื่องสุขภาพและอาหาร
จะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอตลอดระยะเวลาตั้งครรภ์ (ประมาณเดือนละ 1 กิโลกรัม)
หญิงมีครรภ์บางคนมีน้ำหนักมากเกินไปจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด จะทำให้อัตราการเพิ่มน้ำหนักเป็นปกติได้
โดยการเลือกกินอาหารเฉพาะที่จำเป็นต่อการตั้งครรภ์ และลดจำนวนอาหารที่เพิ่มพลังงานให้น้อยลง แต่ระหว่างการตั้งครรภ์
ไม่ควรลดน้ำหนักตัว ถ้าต้องการลดน้ำหนักควรทำก่อนตั้งครรภ์หรือภายหลังการคลอดบุตรแล้ว สำหรับผู้หญิงที่มีน้ำหนักน้อย
หรือมีน้ำหนักตัวต่ำกว่าปกติก่อนการตั้งครรภ์ เมื่อเกิดการตั้งครรภ์และไม่สามารถเพิ่มน้ำหนักได้ หรือมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นน้อย
จะทำให้ทารกมีอัตราการตายสูง หรือมีโอกาสคลอดลูกก่อนกำหนดได้ ในทางตรงข้ามสำหรับผู้หญิงที่มีน้ำหนักมาก หรือมี
น้ำหนักตัวมากกว่าปกติก่อนการตั้งครรภ์ และมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมากระหว่างการตั้งครรภ์ จะทำให้เจ็บท้องนานและคลอดบุตรยาก