https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1910/oxygen-scavenger-สารกำจัดออกซิเจน
Oxygen scavenger หมายถึง สารกำจัดออกซิเจน มีสมบัติสามารถดูดซับ (absorb) ออกซิเจนได้ อาจเรียกว่า oxygen absorber โดยตัวเองทำปฏิกิริยากับออกซิเจน ทำให้ปริมาณออกซิเจนลดลง การใช้ในอาหาร Oxygen scavenger หรือ oxygen absorber ที่ใช้เป็นการค้าไ ด้แก่ ผง Iron oxide ซึ่งเป็น ธาตุเหล็ก หรือสารประกอบธาตุเหล็ก โดยไม่ได้ใช้ผสมลงไปในอาหารโดยตรง แต่อาจบรรจุในซองเล็ก (sachet) แล้วใส่ไว้ภายในบรรจุภัณฑ์ชั้นใน (primary packaging) หรือผสมในเนื้อพลาสติกที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ เช่น PET เพื่อช่วยในการดูดซับออกซิเจนภายในบรรจุภัณฑ์ และป้องกันไม่ให้ออกซิเจนจากภายนอกสัมผัสกับอาหารได้ นำมาใช้กับอาหาร เรียกบรรจุภัณฑ์ประเภทนี้ว่า active packaging วัตถุประสงค์การใช้ เพื่อป้องกันปฏิกิริยาออกซิเดชัน (oxidation) ที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อาหารเสื่อมคุณภาพ ทั้งการเปลี่ยนสี กลิ่น (off-flavour) เช่น ปฏิกิริยา lipid oxidation ที่ทำอาหารที่มีไขมันสูงเกิดกลิ่นหืน ปฏิกิริยาการเกิดสีน้ำตาล (browning reaction) รวมทั้งป้องกันการเสื่อมเสียจากจุลินทรีย์ (microbial spoilage) กลุ่มที่ต้องการออกซิเจน เช่น รา (mold) แบคทีเรียที่ต้องการอากาศ (aerobic bacteria) อาหารที่ใช้ เหมาะสำหรับใช้ในบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารแห้ง ในอาหารที่มีไขมันและน้ำมันสูง เช่น อาหารทอด ถั่ว นัท เบเกอรี (bakery) เช่น ขนมเค้ก (cake) ขนมปังพาสต้า (pasta) แฮมเนยแข็ง มายองเนส เป็นต้น
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/4381/active-oxygen-method
เป็นวิธีการวัดเพื่อประเมินว่าไขมันหรือน้ำมันถูกออกซิไดส์ด้วยออกซิเจนเป็นเพอร์ออกไซด์ได้เร็วหรือช้า
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0620/chemical-oxygen-demand-ความต้องการออกซิเจนทางเคมี
Chemical Oxegen Demand หรือเรียกย่อว่า COD (ซี โอ ดี) คือค่าที่บอกคุณภาพของน้ำ แสดงความสกปรกของน้ำเสียจากบ้านเรือน หรือโรงงานอุตสาหกรรม วิธี ซีโอดี ใช้สารเคมี ซึ่งเป็นออกซิไดซิงเอเจนต์ ที่สามารถออกซิไดส์สารอินทรีย์ที่มีอยู่ในน้ำ แล้ววัดปริมาณออกซิเจนที่ใช้เพื่อการออกซิไดส์สารอินทรีย์นั้น ให้เป็นคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ ในสภาวะที่เป็นกรดเข้มข้นและมีอุณหภูมิสูง น้ำที่มีค่าซีโอดีสูงแสดงว่ามีการปนเปื้อนด้วยสารอินทรีย์สูง สกปรกมาก การวิเคราะห์ซีโอดีใช้เวลาสั้นประมาณ 3 ชั่วโมง จึงเหมาะสมที่จะใช้ในการควบคุมดูแลระบบบำบัดน้ำเสีย (waste water treatment) เนื่องจากสามารถแก้ไขได้ทันท่วงทีที่มีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ ความสำคัญต่อระบบบำบัดน้ำเสีย หลักการของซีโอดีจะคล้ายกับ Biological Oxegen Demand หรือ บีโอดี คือ สารอินทรีย์ในน้ำจะถูกออกซิไดส์จนได้คาร์บอนไดออกไซด์กับน้ำ แต่แตกต่างกันที่ แทนที่จะใช้สารเคมี ค่าบีโอดีต้องใช้จุลินทรีย์ คือ แบคทีเรีย (bacteria) ในการย่อยสลาย ส่วนซีโอดีใช้ออกซิไดซิงเอเจนต์ และค่าซีโอดี รวมสารอินทรีย์ที่ไม่สามารถย่อยสลายโดยแบคทีเรียและสารพิษซึ่ง ยับยั้งการทดสอบบีโอดี ดังนั้นค่าซ๊โอดีจึงสูงกว่าค่าบีโอดีเสมอ และสามารถนำไปประมาณค่าบีโอดีของตัวอย่างใช้บอกความสกปรกของน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ หรือจากบ้านเรือนได้ ใช้เป็นข้อมูลเพื่อออกแบบระบบบำบัดน้ำเสีย (waste water treatment) เพื่อหาปริมาณอากาศ ที่ต้องการเติมในถังเติมอากาศ (aeration tank) ของระบบ activated sludge process ใช้พิจารณาร่วมกับค่าบีโอดี ทำให้บอกได้ว่าน้ำเสียมีแนวโน้มในการย่อยสลายโดยวิธีทางชีววิทยาได้ยากหรือง่ายเพียงใด ใช้ในการประมาณค่าบีโอดีอย่างคร่าวๆ ถ้ารู้แหล่งกำเนิดหรือที่มาของตัวอย่างน้ำเสีย ผลการวิเคราะห์ค่าซีโอดีเมื่อพิจารณาร่วมกับค่าบีโอดีสามารถบอกได้ว่าน้ำนั้นมีสารพิษหรือไม่
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1898/oxygen-transmission-rate-อัตราการซึมผ่านออกซิเจน
อัตราการซึมผ่านออกซิเจน (oxygen transmission rate) หมายถึง ออกซิเจนที่ซึมผ่านเข้าไปในผลิตภัณฑ์ เป็นสาเหตุของการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของลิพิด (lipid oxidation) ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นหืน และมีความสัมพันธ์ต่ออายุการเก็บรักษาอาหาร ที่มา: http://www.ergotech.co.uk/products/protect/saran2.htm Oxygen Transmission Rate Calculator http://www.norner.no/eng/otr/model/film
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0795/biological-oxygen-demand-ความต้องการออกซิเจนทางชีวเคมี
ความต้องการออกซิเจนทางชีวเคมี (Biological Oxygen Demand, BOD) หมายถึง ปริมาณออกซิเจนที่จุลินทรีย์ใช้ในการย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำ น้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งมีสารอินทรีย์หลายๆ ชนิดละลายปนอยู่ด้วย เช่น แป้ง น้ำตาล โปรตีนกรดแอมิโนไขมันและน้ำมันถ้าน้ำทิ้งนั้นค่าบีโอดีสูง แสดงว่าน้ำมีคุณภาพไม่ดี มีปริมาณสารอินทรีย์ปนเปื้อนมาก การวัดค่า BOD ในการวัดค่า BOD จะปล่อยให้แบคทีเรียที่ต้องการอากาศ (aerobic bacteria) ซึ่งอยู่ในน้ำย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำเสียในภาวะที่มีออกซิเจน อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส โดยทั่วไปในอุตสาหกรรมใช้เวลา 5 วัน เรียกว่า ค่า BOD 5 บางกรณีอาจใช้ระยะเวลานานขึ้นถึง 20 วัน เรียกว่า ค่า BOD 20 เพื่อให้สารอินทรีย์ที่ย่อยสลายยาก เช่นโปรตีนให้ย่อยสลายได้อย่างสมบูรณ์ ประโยชน์ของค่า BOD ความต้องการออกซิเจนทางชีวเคมี (Biological Oxygen Demand, BOD) ใช้เป็นค่ามาตรฐานที่บ่งชี้ว่าคุณภาพของน้ำมีค่ามลภาวะของน้ำทิ้ง น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม สามารถนำมาใช้เป็นตัวแปรในการคำนวณ เพื่อออกแบบระบบบำบัดน้ำเสีย (waste water treatment) และประเมินประสิทธิภาพของระบบบำบัดน้ำเสียที่ใช้อยู่ ค่า BOD ของน้ำเสียที่ผ่านการบำบัด ก่อนปล่อยสู่แหล่งน้ำสาธารณะต้องมีค่า BOD ไม่เกิน 20 ส่วนในล้านส่วน (ppm)
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0732/biochemical-oxygen-damand-bod-บีโอดี
เป็นปริมาณออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำ (dissolved oxygen ) ที่สิ่งที่มีชีวิต (aerobic biological organisms) ต้องการเพื่อใช้ดำรงชีวิตได้ ค่าบีโอดีใช้วิเคราะห์ในการบำบัดน้ำเสีย เพื่อตรวจสอบปริมาณออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำว่าเพียงพอต่อการมีชีวิตรอดของแบคทีเรียที่จะช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ต่างๆ ในน้ำเสีย
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/6829/oxygen-radical-absorbance-capacity-orac
Oxygen Radical Absorbance Capacity เรียกย่อว่า ORAC คือค่าความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระของอาหารจากห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ปัจจุบัน USDA's Nutrient Data Laboratory (NDL) ได้เอาฐานข้อมูล USDA ORAC Database ของอาหาร ออกจากเวปไซต์ของ NDL website เนื่องจากยังไม่มีข้อพิสูจน์ และยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกการทำงานอย่างแท้จริงของความสัมพันธ์ระหว่างค่า antioxidant capacity ของ bioactive compounds ได้แก่สารกลุ่ม polyphenols กับผลต่อสุขภาพของมนุษย์ ป้องกันการนำไปใช้ประโยชน์ในทางที่ผิด เพื่อการประชาสัมพันธ์ของผู้ผลิตอาหารเสริมสุขภาพ หรือผู้บริโภคนำไปใช้เพื่อเป็นแนวทางในการเลือกซื้ออาหาร http://www.ars.usda.gov/services/docs.htm?docid=15866
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0700/cod-ซีโอดี
ย่อมาจาก Chemical Oxygen Demand
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/7170/กลไกการป็นสารต้านออกซิเดชันระดับเซลล์
กลไกการป็นสารต้านออกซิเดชันระดับเซลล์ของวิตามินอีหรือโทโคฟีรอล ได้แก่ เกิดปฏิกิริยากันโดยตรงกับออกซิแดนซ์หรือออกซิไดซิงเอเจนต์ โดยมีกรดแอสคอร์บิก กลูตาโทโอน (GSH) หรือรีดิวซิงเอเจนต์อื่นๆ วิตามินอี กรดแอสคอร์บิก แคโรทีนอยด์ ซุปเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเทส และสารกำจัดออกซิเจน (scavenger) อื่นๆ จะจับอนุมูลอิสระและออกซิเจนเดี่ยว (singlet oxygen ) ทำให้มีการลดลงของไฮโดรเพอร์ออกไซด์ โดยเอนไซม์กลูตาไทโอนเพอร์ออกซิเดส และแคทาเลส ช่วยจับหรือกำจัด transition metal โดยเฟอร์ริทิน แทรนส์เฟอร์ริน ซีรูโลพลาสมิน แอลบูมินและคีเลเตอร์อื่นๆ แยกหรือป้องกัน reaction oxygen species และปัจจัยอื่นๆ จากตำแหน่งที่จะเกิด action โดยตัวกั้นที่เมมเบรน (membrane barrier) ซ่อมแซมส่วนที่เสียหายโดยใช้สารอาหารและกิจกรรมของเมแทบอลิซึม (metabolic activity)
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/3634/วัตถุเจือปนในบรรจุภัณฑ์อาหาร
วัตถุเจือปนในบรรจุภัณฑ์อาหาร (additive in food packaging) หมายถึงวัตถุเจือปนที่ผสมอยู่ในวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต บรรจุภัณฑ์อาหาร รวมทั้งวัตถุเจือปนที่อยู่ในพอลิเมอร์ต่างๆ ซึ่งนำมาใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหาร วัตถุเจือปนเหล่านี้ ได้แก่ สารต้านออกซิเดชัน (antioxidants) สารให้สีต่างๆ เป็นต้น ปัจจุบันหลายๆ ประเทศ เช่น อเมริกาเริ่มตื่นตัวและมีกฎหมายควบคุมวัตถุเจือปนเหล่านี้แล้ว เนื่องจากวัตถุเจือปนเหล่านี้ เมื่อนำไปผสมในวัตถุดิบที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารโดยตรง อาจมีการปนเปื้อนและเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคได้ ถึงแม้วัตถุเจือปนเหล่านี้อาจส่งผลกระทบกับผู้บริโภคได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าวัตถุเจือปนเหล่านี้ถ้าเลือกใช้ชนิดและปริมาณที่เหมาะสมแล้วจะมีประโยชน์กับบรรจุภัณฑ์อาหารมาก ในที่นี้จึงขอยกตัวอย่างวัตถุเจือปนและแนวโน้มการใช้วัตถุเจือปนในบรรจุภัณฑ์อาหาร ประเภทของวัตถุเจือปนบรรจุภัณฑ์ Slips and antistats Slip และ antistat เป็นวัตถุเจือปนในกระบวนการผลิตพลาสติก เพื่อช่วยหล่อลื่นระหว่างกระบวนผลิตพลาสติก หรือช่วยลดการกระแทก วัตถุเจือปนประเภทนี้ยากในการควบคุม เพราะมีการเคลื่อนที่ของโมเลกุลตลอดเวลา อาจทำให้มีการปนเปื้อนไปยังอาหารได้ ทั้งนี้การเคลื่อนของโมเลกุลขึ้นอยู่กับความหนาและโครงสร้างของพอลิเมอร์ จากสาเหตุดังที่กล่าวมาข้างต้นทำให้มีการผลิตพอลิเมอร์จาก slip และ antistat ซึ่งลดการเคลื่อนที่ของโมเลกุล ทนอุณหภูมิสูงได้ และไม่ก่อให้เกิดปัญหาในการปิดผนึก slip และ antistat ชนิดใหม่นี้มีความทนทานมากกว่าแบบเก่าถึง 50% และสามารถทนความชื้นได้มากกว่าแบบเก่า 12% แต่ต้องใช้ปริมาณมากกว่าวัสดุปกติและมีราคาแพงกว่าด้วย ตัวอย่างหนึ่งของการประยุกต์ใช้วัตถุเจือปนประเภท antistat คือ ใช้กับอาหารที่ต้องผ่านกระบวนการ extruder โดยจะใช้ในรูปที่มีโครงสร้างโมเลกุลเป็นโซ่ยาว เนื่องจากสามารถทนอุณหภูมิสูงได้ดี ส่วนตัวอย่างการใช้วัตถุเจือปนประเภท slip จะเป็นการใช้ slip ที่มีความบริสุทธิ์สูง ซึ่งจะช่วยรักษากลิ่นรสของอาหารไว้ได้ดี ปัจจุบันมีใช้วัตถุเจือปนประเภท slip กับบรรจุภัณฑ์ประเภทน้ำดื่ม และเบียร์ เช่น ฝาเกลียวของขวดน้ำพลาสติกมีการเติม slip ลงไปเพื่อให้บรรจุภัณฑ์ทนแรงบิด และสามารถทนความร้อนในระหว่างการฆ่าเชื้อด้วยการฉายรังสีอาหาร การฆ่าเชื้อแบบสเตอริไลเซชัน (sterilization) นอกจากนี้ยังสามารถรักษากลิ่นรสไว้ได้ด้วย Antioxidant วัตถุเจือปนประเภท antioxidant นิยมนำมาใช้กับบรรจุภัณฑ์ที่ต้องผ่านสภาวะที่รุนแรง เช่น บรรจุภัณฑ์ที่ต้องผ่านการฆ่าเชื้อด้วยรังสีแกมมา ตัวอย่างของ antioxidant ที่ใช้กับบรรจุภัณฑ์อาหาร เช่น solid phosphate, amine oxide ที่ได้จากน้ำมันพืช, phenolic กับบรรจุภัณฑ์ที่ใช้สำหรับอาหารประเภทของเหลว เนื่องจากช่วยลดคุณสมบัติการถูกสกัดด้วยน้ำให้บรรจุภัณฑ์ นอกจากนี้มีการประยุกต์ใช้วิตามินอี (vitamin E) ในบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มหรือพลาสติกที่ใช้เป็นบรรจุภัณฑ์นม เพื่อรักษารสชาติของผลิตภัณฑ์ สารให้สี (Colorant) สารให้สีทั้งสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์หลายประเภทได้รับอนุญาตให้ใช้ร่วมกับบรรจุภัณฑ์ที่ไม่ได้สัมผัสกับอาหารโดยตรงได้ แต่ยังมีสารให้สีบางประเภทที่ไม่อนุญาตให้ใช้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตรวจสอบคุณสมบัติการเคลื่อนตัวของสารให้สีนั้นๆ ในพอลิเมอร์แต่ละชนิดและการประยุกต์ใช้ของพอลิเมอร์นั้นด้วย สารป้องกันการเกิดไอน้ำ (Antifogs) ในบรรจุภัณฑ์อาหารสดทั่วไปจะมีการใช้สารป้องกันการเกิดไอน้ำ ในฟิล์มพลาสติกที่ใช้หุ้มอาหารเพื่อให้ผู้บริโภคเห็นผลิตภัณฑ์ได้ชัดเจนขึ้น การใช้สารป้องกันการเกิดไอน้ำในบรรจุภัณฑ์อาหารสดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหาที่พบของฟิลม์ที่มีสารป้องกันการเกิดไอน้ำ คืออาหารมีการสูญเสียความชื้นมาก เนื่องความใสของตัวฟิล์มทำให้น้ำระเหยได้ง่าย และปัญหาการเกิดฟองอากาศ การประยุกต์ใช้ป้องกันการเกิดไอน้ำกับบรรจุภัณฑ์อาหารสดที่ต้องผ่านไมโครเวฟ (microwave) ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการประยุกต์ใช้สารป้องกันการเกิดไอน้ำ นอกจากนี้ประโยชน์ของสารป้องกันการเกิดไอน้ำยังช่วยยืดอายุการเก็บรักษาผัก ถึงแม้อายุการเก็บรักษาผักจะขึ้นอยู่กับคุณสมบัติการซึมผ่านของวัสดุที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ แต่สารป้องกันการเกิดไอน้ำจะช่วยลดความชื้นซึ่งเป็นสาเหตุของการเจริญของจุลินทรีย์ จึงช่วยยืดอายุการเก็บรักษาผักได้ สารยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ ( Antimicrobials) การใช้สารยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ในบรรจุภัณฑ์อาหารมีวัตถุประสงค์ดังนี้ ใช้เพื่อปกป้องตัวบรรจุภัณฑ์หรือวัตถุดิบที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์จากจุลินทรีย์ และช่วยปกป้องอาหารที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์จากจุลินทรีย์ด้วย สารยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ส่วนใหญ่สามารถใช้กับอาหารได้ไม่เป็นอันตรายถ้าใช้ในปริมาณที่เหมาะสม แต่ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงว่าสารยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ที่ใช้ในบรรจุภัณฑ์อาหารจะไม่ส่งผลกระทบกับอาหารที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์ด้วย ตัวอย่างของการใช้สารยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ในบรรจุภัณฑ์อาหาร เช่น การใช้ nisin ซึ่งเป็นสารยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ชนิดหนึ่ง เป็นองค์ประกอบใน พอลิเมอร์ที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหาร หรือการใช้ในรูปการเคลือบบรรจุภัณฑ์ อีกตัวอย่างของการประยุกต์ใช้สารยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ คือการใช้สารที่ผลิตคลอรีนไดออกไซด์ (chiorine dioxide) ซึ่งข้อดีของสารนี้คือจะช่วยยับยั้งจุลินทรีย์ของอาหารที่อยูในบรรจุภัณฑ์ด้วย ตัวชี้วัดความสดของอาหาร (Freshness lndicators) แนวโน้มของอุตสาหกรรมอาหารปัจจุบัน ผู้บริโภคมีความต้องการอาหารที่มีความสดทั้งรสชาติและลักษณะปรากฎ ดังนั้นตัวชี้วัดความสดของอาหาร จึงมีความจำเป็นมากขึ้น ถึงแม้จะมีการผลิตบรรจุภัณฑ์ที่มีการปรับสภาพอากาศภายใน ( Modified Atmosphere Packaging ) ซึ่งเป็นการควบคุมปริมาณคาร์บอนไดออกไซค์ภายใน เพื่อช่วยยืดอายุการเก็บรักษาอาหารได้ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับสภาวะในการเก็บรักษาด้วย เพราะฉะนั้นปัจจุบันจึงมีการคิดค้นบรรจุภัณฑ์ที่สามารถบ่งชี้ได้ว่าอาหารมีความสดหรือไม่ หรือการใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถจับสารเอมีน (amine) ในตัวปลาซึ่งจะออกมาเมื่อปลาเริ่มไม่สด หรือเสื่อมสลาย ทำให้เป็นตัวชี้วัดได้ว่าปลาที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์สดหรือไม่ Oxygen scavengers การใช้สารที่สามารถดูดซับออกซิเจนในบรรจุภัณฑ์อาหารนับเป็นแนวทางใหม่ สำหรับบรรจุภัณฑ์อาหารโดยเฉพาะ บรรจุภัณฑ์อาหารชนิดนี้สามารถแบ่งย่อย เนื่องจากบรรจุภัณฑ์เหล่านี้เป็นการเพิ่มพื้นผิวสัมผัสของอาหาร และเพิ่มการสัมผัสกับออกซิเจนที่เป็นตัวการของปฏิกิริยาออกซิเดชัน Oxygen scavengers ทางการค้าที่ใช้กันมาก ได้แก่ ผงเหล็กออกไซด์ (iron oxide) ที่บรรจุในซองเล็กๆ แล้วใส่ในบรรจุภัณฑ์ หรือการเติมวัตถุเจือปนที่เป็นสารชนิดนี้ลงในพอลิเมอร์ที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ เพื่อช่วยในการดูดซับออกซิเจนและป้องกันไม่ให้ออกซิเจนจากภายนอกสัมผัสกับอาหารได้ นอกจากวัตถุเจือปนที่กล่าวถึงแล้ว ยังมีวัตถุเจือปนอีกมากมาย ที่สามารถใช้ในบรรจุภัณฑ์อาหารเพื่อปรับปรุงคุณสมบัติของตัวบรรจุภัณฑ์ แต่ทั้งนี้การใช้จะต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของแต่ละประเทศ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค จึงนับได้ว่าวัตถุเจือปนเหล่านี้เป็นอีกเทคโนโลยีหนึ่งที่น่าสนใจนำมาประยุกต์ใช้ในอนาคต แต่ทั้งนี้ยังต้องอาศัยการค้นคว้าและวิจัยอีกมาก กฏหมายที่เกี่ยวข้อง กฎหมายของ U.S Food and Drug Administration (FDA) ที่เกี่ยวข้องกับวัตถุเจือปนเหล่านี้ การกำหนดกฎหมายของ FDA เกี่ยวกับวัสดุที่นำมาผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารที่ต้องสัมผัสอาหาร (food contact surface) จะต้องคำนึงถึงการใช้วัสดุนั้น เช่น ชนิดของอาหารที่บรรจุภัณฑ์นั้นต้องสัมผัส ระยะเวลาที่บรรจุภัณฑ์สัมผัสกับอาหาร เป็นตัน ถึงแม้ว่ากฎหมายที่บังคับใช้ในปัจจุบันยังไม่ชัดเจน แต่หลักการทั่วๆไป คือวัตถุเจือปนที่นำมาใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารจะต้องไม่ก่อให้เกิดอาการปนเปื้อนไปยังอาหารที่บรรจุอยู่ภายใน U.S. FDA ได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการขออนุมัติใช้วัตถุเจือปนกับวัสดุที่สัมผัสกับอาหารโดยตรงขึ้นใหม่ เมื่อเดือนมกราคม 2000 ภายใต้ Food Contact Notification (FCN) โดยในการขออนุมัติแบบใหม่นี้ผู้ผลิตจะต้องมีข้อมูลต่างๆ ดังนี้ องค์ประกอบของสารที่ใช้ ระดับของวัตถุเจือปนที่ใช้ อุณหภูมิและชนิดของอาหารที่สารประกอบนั้นต้องสัมผัส รวมทั้งข้อมูล โอกาสที่สารประกอบนั้นจะปนเปื้อนเข้าไปในอาหาร การศึกษาการปนเปื้นของวัตถุเจือปนในอาหาร การศึกษาการปนเปื้อนของวัตถุเจือปนเข้าไปในอาหารสามารถละลายเป็นตัวแทนอาหารได้ เช่น ใช้ 10% เอทานอล (ethanol) แทนอาหารเหลว อาหารที่เป็นกรด อาหารที่มีแอลกอฮอล์ต่ำ หรืออาจใช้ 50 หรือ 95%เอทานอล / แทนอาหารที่มีไขมัน สำหรับการทดลองเกี่ยวกับอุณหภูมิและระยะเวลาที่ใช้ จะทดลองในสภาวะสมมุติซึ่งเป็นสภาวะสูงสุดที่จะพบ เช่นทดลองที่อุณหภูมิ 121 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 2 ชั่วโมง แล้วเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 10 วัน ในการขออนุมัติใช้วัตถุเจือปนอาหารแบบใหม่ภายไต้ FCN system จะใช้เวลาในการขออนุมัติประมาณ 120 วัน ในขณะที่วิธีการขออนุมัติแบบเก่าจะต้องใช้เวลาประมาณ 1 ปี ในการขออนุมัติจะเห็นได้ว่าระบบใหม่นี้ช่วยย่นระยะเวลาในการขออนุมัติและเพิ่มความสะดวกในการขออนุมัติ ซึ่งจะทำให้บริษัทที่ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารหันมาใช้วัตถุเจือปนเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยปรับปรุงคุณสมบัติต่างๆ ของวัตถุดิบที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหาร จึงถือเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่น่าสนใจในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์อาหารยุคใหม่ต่อไป และจะกล่าวถึงการประยุกต์ใช้วัตถุเจือปนในบรรจุภัณฑ์อาหาร วัตถุเจือปนที่ได้จากการสังเคราะห์ส่วนต่างๆ ของพืช แนวโน้มการใช้สารสังเคราะห์ หรือน้ำมันสัตว์กำลังเป็นที่นิยมโดยเฉพาะในยุโรป เนื่องจากปัญหาโรค Bovine spongiform encephalopathy (BSE) บางบริษัทจึงเริ่มหันมาสนใจการใช้วัตถุเจือปนที่ผลิตจากพืชมากขึ้น เพราะฉะนั้นแนวโน้มการใช้วัตถุเจือปนประเภทนี้สำหรับการผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารจะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต ที่มา : วารสารสถาบันอาหาร ปีที่ 6 ฉบับที่ 35 เดือนพฤษภาคม - มิถุนายน 2547 หน้าที่ 11-14
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1622/cpet-crystallized-polyethylene-terepthalate
CPET ย่อมาจาก Crystallized Polyethylene Terepthalate เป็นวัสดุพลาสติกที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหาร เป็นบรรจุภัณฑ์ชั้นใน (primary packaging) ที่สัมผัสกับอาหารโดยตรง CPET ได้จาก PET ที่ถูกปรับปรุงสมบัติ ด้วยการเติมสารที่เรียกว่า Nucleant เมื่อนำ PET ไปขึ้นรูป จะเร่งการสร้างผลึก (crystallization) ทำให้มีสมบัติที่ดีขึ้น ได้แก่ ความแข็งแรง ทนทานต่อการใช้งานที่อุณหภูมิสูงถึง 230องศาเซลเซียส ทนต่อการแช่เยือกแข็ง (freezing) สามารถอุ่นได้ในไมโครเวฟ (microwavable) และอุ่นในเตาอบได้ (ovenable) สามารถป้องกันการผ่านเข้าออกของก๊าซได้ดี oxygen transmission rateของ CPET เท่ากับ 6cc/mil/100 square inches/24 hours ที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส และที่ความชื้นสัมพันธ์ (relative humidity) 6 เปอร์เซ็นต์และจะลดลงเมื่ออุณหภูมิต่ำลง การใช้เป็นบรรจุภัณฑ์อาหาร ถาดอาหารสำหรับอาหารแช่เย็น (chilled food) บรรจุภัณฑ์อาหารแช่เยือกแข็ง ที่สามารถอุ่นได้ในไมโครเวฟ (microwavable) และอุ่นในเตาอบได้ (ovenable) บรรจุภัณฑ์ประเภท modified atmosphere packaging (MAP) ซึ่งภายในปรับสัดส่วนของก๊าซเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา (shelf life) ของอาหาร Retort pouch ที่ต้องฆ่าเชื้อระดับ commercial sterilization ในหม้อนึ่งฆ่าเชื้อ (retort) การใช้ CPET สำหรับ บรรจุอาหารแช่เยือกแข็ง (freezing) และเข้าไมโครเวฟได้ Reference http://foodpackuk.com/cpet.aspx บรรจุภัณฑ์อาหารไมโครเวฟ โดย อาจารย์ปุ่น คงเจริญเกียรติ
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1598/packaging-for-dried-food-บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารแห้ง
บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารแห้ง (pakaging for dried foods) วัตถุประสงค์เพื่อให้อาหารแห้ง (dried food) ซึ่งผ่านการทำแห้ง (dehydration) และอาจจะมีลักษณะเป็นผง เป็นก้อน หรือเป็นชิ้น มีค่า water activity น้อยกว่า 0.6 สมบัติของ บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารแห้ง 1. สามารถป้องกันความชื้น (moisture barrier) บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารแห้งจะต้องป้องกันการดูดซึมกลับความชื้นจากบรรยากาศ อากาศรอบๆ คือควรมีค่าอัตราการดูดซึมกลับความชื้น (water vapor transmission rate) ต่ำ ซึ่งค่านี้ขึ้นอยู่กับ ชนิด และคุณภาพ ตลอดจนความหนาของวัสดุที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ อาหารแห้งที่มีส่วนประกอบที่ดูดน้ำได้ดี (hydroscopic) เช่น น้ำตาล โดยเฉพาะน้ำตาลฟรักโทส (fructose) ความชื้นจะเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้อาหารแห้งเน่าเสีย (food spoilage) ได้ดังนี้ ทางกายภาพ เช่น การเกาะกันเป็นก้อนสำหรับอาหารผง ทำให้ไม่สามารถไหลได้อย่างเป็นอิสระ หรือมีการเยิ้มของน้ำตาล ทางเคมี เช่น การเกิดกลิ่นหืน (rancidity) เพราะน้ำเป็นสาเหตุเริ่มต้นของการเกิดปฏิกิริยา hydrolysis ทำให้ไตรกลีเซอไรด์ ในโมเลกุลของน้ำมัน และไขมัน สลายตัวเป็นกรดไขมันอิสระโดยเฉพาะกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัว ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของการเกิดปฏิกิริยา lipid oxidation ทางจุลินทรีย์ น้ำที่ดูดกลับไปในอาหารทำให้มีค่า water activityเพิ่มขึ้น ซึ่งค่าจุลินทรีย์แต่ละประเภท จะมีค่า water activityต่่ำที่สุดที่จุลินทรีย์เจริญได้ (minimum water activity) แตกต่างกัน แต่โดยทั่วไปแล้วหากลดค่า water activity ให้ต่ำกว่า 0.6จะไม่มีจุลินทรีย์ใดเจริญได้ 2. สามารถป้องกันอากาศ อากาศโดยเฉพาะออกซิเจน เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดปฏิกิริยาทางเคมี เช่น lipid oxidation ซึ่งทำให้อาหารเกิดกลิ่นหืน และยังเป็นผลให้อาหารสูญเสียคุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะกรดไขมันที่จำเป็น (essential fatty acid) บรรจุภัณฑ์อาหารแห้งที่ดีจะต้องสามารถป้องกันก๊าซออกซิเจนจากสภาวะอากาศรอบๆ ผ่านเข้าไปในภาชนะบรรจุ นอกจากนี้อาจใช้สารดูดซับออกซิเจน (oxygen absorber) เพื่อช่วยดูดซับออกซิเจนที่มีอยู่แล้วในบรรจุภัณฑ์ก่อนปิดผนึกและจะซึมผ่านบรรจุภัณฑ์ระหว่างการเก็บรักษา 3. มีความทนทานต่อการกดหรือการกระแทก บรรจุภัณฑ์อาหารแห้งที่ดีจะต้องทนต่อการกดและการกระแทกได้ดี ทั้งนี้เนื่องจากเนื้ออาหารแห้งมักแข็ง เปราะ แตกง่าย และมีส่วนแหลมคมสามารถทิ่มแทงภาชนะบรรจุได้ วัสดุบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารแห้ง วัสดุบรรจุภัณฑ์ (packaging material) ที่เหมาะสมสำหรับอาหารแห้ง ได้แก่ โลหะ เช่น แผ่นเปลวอลูมิเนียม กระป๋องโลหะ พลาสติกเช่น PET แก้ว การระบุอายุการเก็บรักษา อายุการเก็บรักษาอาหารแห้ง มักพิมพ์รหัส (coding) ลงบนบรรจุภัณฑ์ โดยใช้คำว่า ควรบริโภคก่อนวันที่ (best before date) Reference Paine Albert Frank and Heather Y. Paine. A Handbook of Food Packaging. Blackie Academic & Professional
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1887/active-packaging-บรรจุภัณฑ์แอคทีฟ
บรรจุภัณฑ์แอคทีฟ (active packaging) หมายถึงบรรจุภัณฑ์ (packaging) ซึ่งทำหน้าที่ การปกป้องอาหารและขณะเดียวกันจะช่วยควบคุมสภาพบรรยากาศภายในบรรจุภัณฑ์ โดยการยอม หรือ สกัดกั้นการแพร่ของก๊าซต่างๆ ผ่านเข้า-ออกจากบรรจุภัณฑ์ให้มีความเหมาะสมตามความต้องการของอาหารหรือ ผลิตผลนั้นๆ เพื่อยืดอายุการวางจำหน่าย (shelf life) และรักษาคุณภาพ การควบคุมส่วนประกอบของบรรยากาศภายในบรรจุภัณฑ์ จะใช้สารเคมี ได้แก่ สารดูดออกซิเจน สารดูดเอทิลีน สารดูดกลิ่น สารดูดความชื้น สารคายคาร์บอนไดออกไซด์ หรือสารยับยั้งจุลินทรีย์ (preservative) โดย อาจจะบรรจุใส่ในซองเล็กๆ หรือผสมกับฟีล์มที่ใช้ทำบรรจภัณฑ์โดยตรง สารดูดออกซิเจน (oxygen scavengerหรือ oxygen absorber) คือ การใช้สารที่สามารถดูดซับออกซิเจน โดยตัวเองทำปฏิกิริยากับออกซิเจน ทำให้ปริมาณออกซิเจนลดลง ใช้กับบรรจุภัณฑ์อาหาร เพื่อป้องกันปฏิกิริยาออกซิเดชัน (oxidation) ที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อาหารเสื่อมคุณภาพ ทั้งการเปลี่ยนสี กลิ่น และรสชาติ(off-flavour) เช่น ปฏิกิริยา lipid oxidation ที่ทำอาหารที่มีไขมันและน้ำมันสูงเกิดกลิ่นหืน เกิดปฏิกิริยาสีน้ำตาล (browning reaction) ทำให้อาหารเปลี่ยนสี รวมทั้งป้องกันการเสื่อมเสียจากจุลินทรีย์ (microbial spoilage) ที่ต้องการออกซิเจน เช่น รา (mold) แบคทีเรีย (aerobic bacteria) เหมาะสำหรับใช้บรรจุอาหารทั่วไป เช่น อาหารแห้ง เบเกอรี (bakery) ขนมเค้ก (cake) ขนมปังพาสต้า (pasta) เนื้อสัตว์ (meat) และผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ เช่น ไส้กรอก (sausage) แฮม (ham) เนยแข็ง (cheese) เป็นต้น สารดูดออกซิเจน (oxygen scavenger) ที่ใช้เป็นการค้า คือ ผงเหล็กออกไซด์ (iron oxide) ซึ่งเป็นธาตุเหล็กหรือสารประกอบธาตุเหล็ก ที่บรรจุในซองขนาดเล็ก (sachet) แล้วใส่ไว้ในบรรจุภัณฑ์ หรือ เติมในพอลิเมอร์ที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ เช่น ขวดพลาสติก ถุงเพาซ์ (pouch) เพื่อช่วยในการดูดซับออกซิเจนภายในบรรจุภัณฑ์และป้องกันไม่ให้ออกซิเจนจากภายนอกสัมผัสกับอาหารได้ ที่มา: http://www.toyo-seikan.co.jp/e/technique/filmcup/barrier/ สารคายคาร์บอนไดออกไซด์ (carbon dioxide release) ใช้กับบรรจุภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ สารคายคาร์บอนไดออกไซด์ที่ใช้ ได้แก่ แคลเซียมคาร์บอเนตหรือหินปูน สารคายคาร์บอนไดออกไซด์ช่วยลดปริมาณออกซิเจนในบรรจุภัณฑ์ และคาร์บอนไดออกไซด์ที่คายออกมาจะรวมกับน้ำในอาหาร ได้เป็นกรดคาร์บอนิก ทำให้ค่า pH ที่ผิวหน้าของอาหารลดลง ซึ่งสามารถยับยั้งการเจริญของแบคทีเรีย โดยเฉพาะแบคทีเรียที่ก่อโรค (pathogen) ได้ เช่น อาหารประเภท เนื้อสด เนื้อไก่ เนื้อปลา เนยแข็งขนมปัง และ ผลไม้ เช่น สตรอเบอร์รี และลิ้นจี่ สารควบคุมความชื้น (humidity control) ใช้กับบรรจุภัณฑ์สำหรับควบคุมความชื้น เหมาะสำหรับบรรจุผลิตผลทางการเกษตร เช่น ผักผลไม้ และดอกไม้ชนิดต่างๆ เพื่อไม่ให้คายน้ำออกมามากเกินไป ทำให้สูญเสียน้ำหนักและเร่งการเจริญของเชื้อราอีกด้วย สารควบคุมความชื้นที่ใช้ ได้แก่ ซิลิกาเจล สารดูดจับเอทิลีน (ethylene scavenging) ใช้กับบรรจุภัณฑ์สำหรับลดปริมาณเอทิลีน เหมาะสำหรับบรรจุผลิตผลทางการเกษตร เช่น ผักและผลไม้ โดยเฉพาะผลไม้กลุ่ม climacteric fruit เพื่อชะลอการสุก สารดูดซับเอทิลีน ได้แก่ โพแทสเซียมเพอร์แมงกาเนต (potassium permanganate) ตัวชี้วัดความสดของอาหาร (freshness indicators) เพื่อชี้วัดว่าอาหารสด เช่น เนื้อสัตว์ ปลา ผัก ผลไม้ ว่ามีความสด ด้านรสชาติและลักษณะปรากฏ โดยการใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถจับสารที่ได้จากการย่อยสลายสารอาหาร เช่น การย่อยสลายจากจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดการเสื่อมเสีย (microbial spoilage) ตัวอย่างเช่น การใช้ในบรรจุภัณฑ์ปลาเพื่อเป็นตัวบ่งชี้สารเอมีน (amine) ในตัวปลาซึ่งสลายตัวจากการย่อยสลายโมเลกุลของโปรตีน เป็นตัวชี้วัดความสดของปลาที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์ ตัวชี้วัดความสดนิยมใช้ร่วมกับบรรจุภัณฑ์ประเภทดัดแปรสภาพบรรยากาศ (modified atmosphere packaging) Reference http://www.phtnet.org/article/view-article.asp?aID=38 http://www.mtec.or.th/index.php?option=com_content&task=view&id=84&Itemid=36&limit=1&limitstart=1 http://www.mtec.or.th/index.php?option=com_content&task=view&id=84&Itemid=36 http://www.tistr-foodprocess.net/download/article/additive_th.htm http://www.aic8.sc.chula.ac.th/Agro_handout_16_June-2006.pdf
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0390/latent-heat-of-vaporization-ความร้อนแฝงของการระเหย
latent heat of vaporization หมายถึง ปริมาณความร้อนที่ทำให้สสารเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นไอ โดยที่อุณหภูมิไม่เปลี่ยนแปลง เช่น น้ำมีความร้อนแฝงของการระเหยเป็นไอเท่ากับ 2,257.2 กิโลจูลต่อกิโลกรัม (KJ / Kg) หรือ 540 กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัม (Kcal/kg) ณ ความดันบรรยากาศ หมายความว่า น้ำ 1 กิโลกรัม ที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส เปลี่ยนสถานะเป็นไอ ที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส ต้องใช้ปริมาณความร้อน เท่ากับ 2,257.2 กิโลจูล ความร้อนแฝงของการกลายเป็นไอ (latent heat of vaporization) หรือความร้อนแฝงของการระเหย (latent heat of evaporation) เป็น colligative propertiesของของเหลว ที่มา http://www.engineeringtoolbox.com/fluids-evaporation-latent-heat-d_147.html Product Latent Heat ofVaporization (kJ/kg) (Btu/lb) Acetic acid 402 173 Acetone 518 223 ethyl alcohol 846 364 methyl alcohol 1,100 473 propyl Alcohol 779 335 Ammonia 1,369 589 Carbon dioxide 574 247 Carbon disulfide 351 151 Carbon tetrachloride 194 83 Chlorine 293 Chloroform 247 106 Ethylene glycol 800 344 Freon refrigerant R-11 180 77 Glycerine 974 419 Iodine 164 71 Mercury 295 127 Nitrogen 199 86 Octane 298 128 Oxygen 214 92 Propane 428 184 Propylene 342 147 Propylene glycol 914 393 Sulphur 1,510 650 Sulfur dioxide 164 Toluene 351 151 Turpentine 293 126 Water 2,257 970.4
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0395/lipid-oxidation-ปฏิกิริยาออกซิเดชันของลิพิด
ปฏิกิริยาออกซิเดชันของลิพิด ปฏิกิริยาออกซิเดชันของลิพิด (lipid oxidation) คือ ปฏิกิริยาออกซิเดชัน (oxidation) ระหว่างออกซิเจนกับลิพิด (lipid) ซึ่งหมายถึงไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) ที่มีกรดไขมันชนิดชนิดไม่อิ่มตัว (unsaturated fatty acid) ณ ตำแหน่งพันธะคู่ทำให้เกิดสารที่ให้กลิ่นและรสที่ผิดปกติ เรียกว่า การหืน (rancidity) เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ (chain reaction) เพราะอนุมูลอิสระ (free radical) ที่เกิดขึ้นจะกระตุ้นโมเลกุลกรดไขมันที่เหลือให้เกิดปฏิกิริยาต่อไป อาหารที่เกี่ยวข้อง น้ำมันพืช อาหารแห้ง อาหารทอด เช่น กุ้งปรุงรส ขั้นตอนการเกิดปฏิกริยา 1. ขั้นเริ่มต้น (Initiation) ขั้นตอนการเริ่มเกิดอนุมูลอิสระ (free radical) เกิดกับกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีพันธะคู่ซึ่งไม่แข็งแรง ไวต่อปฏิกิริยา โดยเริ่มต้นที่คาร์บอนที่ตำแหน่งพันธะคู่สูญเสียไฮโดรเจนอะตอม ซึ่งเกิดจากการกระตุ้นด้วยแสง รังสี โลหะ ทำให้เกิดเป็นอนุมูลอิสระ ไฮโดรคาร์บอน (R ●) ซึ่งอะตอมอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้น ทีเป็น unpair electron ซึ่งว่องไวต่อปฎิกิริยา 2. ขั้นลุกลาม (Propagation) เกิดจากออกซิเจนเข้าไปทำปฏิกิริยาที่ตำแหน่งพันธะคู่เกิดเป็น peroxy radical (ROO ●) ซึ่งขั้นตอนนี้เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดอนุมูลอิสระมากมาย โดย peroxy radical ทำปฏิกิริยาต่อเนื่องกับกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวใหม่ ได้ไฮโดรเพอร์ออกไซด์ (ROOH) 3. ขั้นสุดท้าย (Termination) อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นมารวมตัวกันเองเกิดเป็นสารใหม่ (secondary product) เช่น แอลดีไฮด์ คีโทน แอลกอฮอล์ แอลเคน และกรดอินทรีย์ เป็นต้น ซึ่งทำให้เกิดสี กลิ่น และรส ที่ผิดปกติของน้ำมัน และไขมัน ผลต่อคุณภาพของน้ำมันและไขมัน การเปลี่ยนแปลงสี กลิ่น รสของน้ำมัน ได้แก่ เกิดกลิ่นหืน เปลี่ยนสี สูญเสียคุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะกรดไขมันที่จำเป็น (essential fatty acid ) ต่อร่างกาย เป็นอันตรายต่อการบริโภค ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดออกซิเดชันของลิพิด 1. ชนิดของกรดไขมันที่เป็นองค์ประกอบ กรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว (unsaturated fatty acid) เท่านั้นที่เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน กรดไขมันที่มีพันธะคู่มากจะเกิดได้เร็วกว่า โดยกรดไขมันชนิดซิส (cis) ไอโซเมอร์ เกิดออกซิไดส์ได้i;fเร็วกว่า แทรนส์(trans) ไอโซเมอร์ 2. กรดไขมันอิสระกรดไขมันที่อยู่ในรูปอิสระ (free fatty acid) จะถูกออกซิไดส์ได้ง่ายกว่าที่อยู่ในรูปไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) 3. ปริมาณออกซิเจน และพื้นที่ผิวที่สัมผัสกับออกซิเจน ออกซิเจนเข้าร่วมในปฏิกิริยาออกซิเดชัน หากอาหารอยู่ในบรรยากาศที่มีปริมาณออกซิเจนมาก หรือมีพื้นที่ผิวที่สัมผัสกับออกซิเจนได้มาก จะเกิดปฏิกิริยาได้รวดเร็ว ดังนั้น การกำจัดออกซิเจนออกจากบรรจุภัณฑ์ ด้วยการบรรจุสุญญากาศ (vacuum packaging) การบรรจุแบบปรับสภาพบรรยากาศ (modified atmosphere packaging) หรือใช้สารกำจัดออกซิเจน (oxygen scavenger) ในบรรจุภัณฑ์จะช่วยชะลอการเสื่อมเสียได้ 4. อุณหภูมิ อุณหภูมิสูงจะเร่งให้เกิดปฏิกิริยาได้เร็วกว่าอุณหภูมิต่ำ การเก็บรักษาอาหารแช่เย็น แช่เยือกแข็ง (freezing) จะลดอัตราการเกิดปฏิกิริยาได้ 5. วอเตอร์แอคทิวิตี้ (water activity) ของอาหาร 6. แร่ธาตุหรือโลหะ เช่น โคบอลต์ ทองแดง เหล็ก แมงกานีส ซึ่งเป็นองค์ประกอบของอาหารโดยธรรมชาติ เช่น เหล็ก ในไมโอโกลบิน (myoglobin) หรือ โลหะและแร่ธาตุที่ปนเปื้อนจากดิน หรือจากอุปกรณ์ในการแปรรูป โดยโลหะถึงแม้เพียงส่วนเล็กน้อย 0.1-5 ส่วนในล้านส่วน ก็สามารถเร่งปฎิกิริยาออกซิเดชันได้ ดังนั้นในกระบวนการทำน้ำมันและไขมันให้บริสุทธิ์จึงต้องมีขั้นตอนของการฟอกสี และกำจัดโลหะหนัก เช่น เหล็ก และทองแดง นอกจากนี้การใช้สารพวกคีเลติง (chelating agent) เช่น EDTA ซึ่งสารพวกนี้จะไปรวมตัวกับโลหะเป็นสารประกอบเชิงซ้อน เป็นการลดสารเร่งปฎิกิริยาให้น้อยลงปฎิกิริยาออกซิเดชันจะถูกหน่วงให้ช้าลง 7. แสงและรังสีต่าง ๆ เช่น visible light แสงอัลตราไวโอเลต (ultraviolet) และการฉายรังสีอาหาร (food irradiation) 8. สารต้านออกซิเดชัน (antioxidant) หรือสารต้านอนุมูลอิสระสารต้านออกซิเดชันที่ใช้เป็นวัตถุเจือปนอาหาร (food additive) เพื่อป้องกันปฏิกิริยา lipid oxidation มีทั้งสารธรรมชาติเช่น วิตามินซี (ascorbic acid) วิตามินอี (Vitamin E) กรดซิตริก หรือ สารสังเคราะห์ เช่น BHA (Butylated hydroxyanisole), BHT (butylated hydroxytoluene), TBHQ, propyl gallate เป็นต้น งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ชาตรี เอี้ยพิณ และ ภาราได แจ่มจำรูญ ผลของอุณหภูมิและเวลาต่อสมบัติการยับยั้งปฏิกิริยาออกซิเดชันของหัวหอมใหญ่อบแห้ง Effect of Temperature and Time on Antioxidant Activity of Dried Onion
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/3010/biosensor-ไบโอเซนเซอร์
ไบโอเซนเซอร์ (biosensor) หรือ ตัวตรวจวัดทางชีวภาพ เพื่อตรวจวิเคราะห์สารตัวอย่างได้อย่างเฉพาะเจาะจง และใช้ตรวจวิเคราะห์สารต่างๆ ได้หลากหลายชนิด เป็นเครื่องมือตรวจวัดที่อาศัยการทำงานร่วมกันระหว่าง ส่วนแปลงสัญญาณ (transducer) และสารชีวภาพ (biological component) ในอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ได้นำไบโอเซนเซอร์ใช้เพื่อ 1. ตรวจวัดปริมาณสารอาหาร เช่น โปรตีน กรดแอมิโน กรดไขมัน วิตามิน น้ำตาล ในอาหาร และสารที่มีสรรพคุณต่อสุขภาพ (functional food) 2. ตรวจวัดสารที่เป็นอันตรายในอาหาร (food harzard) อันตรายทางชีวภาพ เช่น จุลิทรีย์ก่อโรค (pathogen) ในอาหาร อันตรายทางเคมี สารพิษจากเชื้อรา (mycotoxin) สารปนเปื้อนและสิ่งแปลกปลอม สารปลอมปนในอาหาร วัตถุอันตรายทางการเกษตร (pesticides) โลหะหนัก สารเร่งเนื้อแดงเป็นต้น สิ่งแปลกปลอม 3. ติดตามกระบวนการหมัก (fermaentaion) เช่น การหมักเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นมเปรี้ยว 4. การบำบัดของเสีย (waste treatment) เช่น ตรวจวัดบีโอดี (biological oxygen demand, BOD) ส่วนประกอบของไบโอเซนเซอร์ สารชีวภาพ (sensitive biological element) เป็นสารที่มีความจำเพาะเจาะจงกับสารที่ต้องการวัด เช่นจุลินทรีย์ แบคทีเรีย เอนไซม์ เนื้อเยื่อพืชและสัตว์ แอนติเจน แอนติบอดี้ แอนติบอดี, กรดนิวคลีอิค เป็นต้น Transducer หรือ detector element : ส่วนที่จะแปลงสัญญาณจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เช่น สัญญาณทางเคมี เสียง แสง แรง ความร้อน ค่าพีเอชให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า เมื่อได้สัญญาณมาแล้วจะนำเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์สัญญาณ (signal processor) ที่ได้มาเพื่อให้ได้ค่าที่ถูกต้องและแปลผลได้ ตัวอย่างไบโอเซนเซอร์ ไบโอเซนเซอร์ที่ใช้ตรวจวัดปริมาณ nitrite /nitrate ในกระบวนการบำบัดน้ำเสียแบบ activated sludge processโดยตรึงเซลล์แบคทีเรียไว้ที่ส่วนหัววัดแล้วปิดผิวหน้าของหัววัดด้วยเยื่อเมมเบรน เมื่อไอออนของ nitrite /nitrateแพร่ผ่านเยื่อเมมเบรน แบคทีเรียจะเปลี่ยนไอออนดังกล่าว ให้กลายเป็นไนตรัสออกไซด์ (nitrous oxide) ที่สามารถตรวจวัดทางเคมีได้ นอกจากนี้ยังมีการนำไปใช้ในการตรวจวัดค่าบีโอดี (BOD) ของน้ำ ที่มา http://www.jaist.ac.jp/~yokoyama/biosensor.html Reference http://www.biomed.in.th/biosensor/ ข้อมูล1.http://en.wikipedia.org/wiki/Biosensor2. Gábor Harsányi,Sensors in Biomedical Applications, CRC Press 20003. http://www.jaist.ac.jp/~yokoyama/biosensor.html4. http://www.marketresearch.com 5 http://www.vcharkarn.com/varticle/38381
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/7188/หน้าที่ของวิตามินซี
วิตามินซีมีหน้าที่สำคัญต่อร่างกาย ดังนี้ 1. ช่วยในการสร้างโปรตีนคอลลาเจนและมิวโคโปรตีน โดยช่วยส่งเสริมกิจกรรมของเอนไซม์โพรลิล (prolyl) ไฮดรอกซีเลส และไลซิล (lysly) ไฮดรอกซีเลส ซึ่งเร่งปฏิกิริยาการเติมหมู่ไฮดรอกซิล(hydroxylation) ให้กับกรดแอมิโนโพรลีนและไลซีน ได้เป็นไฮดรอกซีโพรลีนและไฮดรอกซีไลซีน ซึ่งเป็นองค์ประกอบในโมเลกุลของคอลลาเจน โปรตีนนี้อยู่ระหว่างเซลล์ของกระดูกอ่อน (bone matrix) ฟัน ผิวหนัง และผนังหลอดเลือด (capillary wall) ซึ่งหน้าที่นี้ของวิตามินซีช่วยอธิบายว่า ทำไมวิตามินซีจึงจำเป็นและช่วยในการรักษาและสมานแผล (wound healing) รวมทั้งช่วยต่อต้านการติดเชื้อต่างๆ ได้ 2. จำเป็นในการสร้างกระดูกและฟัน โดยวิตามินซีจะช่วยควบคุมระดับของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องในการสร้างกระดูกและฟัน 3. จำเป็นต่อเมแทบอลิซึมของกรดแอมิโน โดยเฉพาะปฏิกิริยาการออกซิเดชันขั้นสุดท้ายของฟีนิลแอลานีนและไทโรซีน ซึ่งวิตามินซีอาจทำหน้าที่เป็นโคเอนไซม์ของปฏิกิริยาออกซิเดชัน 4. ช่วยในปฏิกิริยาเปลี่ยนกรดโฟลิกให้เป็นกรดโฟลินิก 5. เป็นตัวพาไฮโดรเจนในการส่งถ่ายไฮโดรเจนภายในเซลล์ และควบคุมความต่างศักย์ของปฏิกิริยาออกซิเดชัน-รีดักชัน (oxidation-reduction potential) ที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ แต่กลไกการทำงานในหน้าที่นี้ยังไม่ทราบแน่นอน 6. ช่วยในการดูดซึมของเหล็กในลำไส้เล็ก โดยช่วยรีดิวซ์เหล็กที่อยู่ในรูปเฟอร์ริกเปลี่ยนให้เป็นรูปเฟอร์รัส ทำให้การดูดซึมของเหล็กดีขึ้น และยังช่วยในการปล่อยเหล็กจากโปรตีนแทรนส์เฟอร์รินในเลือดให้ไปจับกับเฟอริตินในเนื้อเยื่อได้ 7. เป็นสารต้านการออกซิเดชันที่สำคัญ จึงทำหน้าที่ป้องกันการเกิดออกซิเดชันของวิตามินเอ วิตามินอี กรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ดีเอ็นเอ และโปรตีน จากอนุมูลต่างๆ ได้แก่ อนุมูลซุปเพอร์ออกไซด์ (superoxide) ไฮโดรเพอร์ออกซิล (hydroperoxyl) ออกซิล (oxyl) เพอร์ออกซิล (peroxyl) ออกซิเจนดี่ยว (single oxygen ) โอโซน (ozone) ไดออกไซด์ (dioxide) และไนตรอกไซด์ (nitroxide) 8. วิตามินซีเป็นโคแฟกเตอร์ของเอนไซม์ 2 ชนิดในปฏิกิริยาการเติมหมู่ไฮดรอกซิลในกระบวนการสังเคราะห์คาร์นิทีน (carnitine) คือเอนไซม์แกมมา-บิวทิโรบีเทนไฮดรอกซีเลส (gamma-butyrobetaine hydroxylase) เอพซีรอน-เอ็น-ไตรเมทิลไลซีนไฮดรอกซีเลส (e-N-trimethyllysine hydroxylase) หากขาดวิตามินซีจะทำให้ปริมาณคาร์นิทีนในหัวใจและกล้ามเนื้อของสัตว์ทดลองลดลง 9. เกี่ยวข้องในปฏิกิริยาการสังเคราะห์โดพามีนเป็นนอร์อีพิเนฟริน ซึ่งเร่งโดยเอนไซม์ (dopamine-ß-hydroxylase) ซึ่งอาจอธิบายว่าทำไมที่เนื้อเยื่อของต่อมแอดรีนาลจึงมีวิตามินซีสูง 10. ผลการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า วิตามินซีร่วมกับ ATP และแมกนีเซียมจะไปลดการทำงานของเอนไซม์ลิเพสที่เนื้อเยื่อไขมัน ทำให้การเคลื่อนย้ายไขมันจากเนื้อเยื่อไขมันลดลง 11. วิตามินซีจะไปเพิ่มการตัดหมู่เอไมด์ (amide) ออกจากกรดแอมิโนบางชนิด
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/6906/co-extrution-film
Co-ExtrutionFilm คือฟิล์มพลาสติก (plastic film) ที่ผลิตจากพอลิเมอร์หลายชนิดร่วมกัน โดยใช้ความร้อนเป็นตัวประสานให้ได้ฟิล์มที่เป็นเนื้อเดียวกัน นำมาใช้เป็นวัสดุบรรจุภัณฑ์ (packaging material) นำไปขึ้นรูปได้ (thermoforming) ใช้ผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์อาหาร ประเภท flexible packaging เช่น รีทอร์ทเพาซ์ (retort pouch) บรรจุภัณฑ์สำหรับบรรจุสุญญากาศ ( vacuum packaging) พอลิเมอร์ที่สามารถนำมาใช้ผลิตร่วมกับ Co-Extrution Film Polypropylene (PP) Polyethylene (PE) High density polyethylene (HDPE) Polyamide (Nylon) EVOH LLDPE Polyester (BOPET)BOPP EVA สมบัติที่สำคัญของ Co-Extrution Film ฟิล์มมีความใส เรียบสม่ำเสมอ แข็งแรง ตัดปัญหาการหลุดลอกแยกชั้นของฟิล์ม สามารถยืดอายุการเก็บรักษา (shelf life) ของผลิตภัณฑ์ได้นานขึ้น ป้องกันการซึมผ่านของออกซิเจน (oxygen barrier) ความชื้น ป้องกันการปนเปื้อน (contamination) จากจุลินทรีย์และสิ่งปนเปื้อนต่างๆ ได้ดี ป้องกันการระเหยของกลิ่นและน้ำมัน (aroma barrier) ทนต่อสภาพความเป็นกรด-ด่างของสินค้าได้ดี สามารถทนอุณหภูมิความเย็นได้ถึง -40°C และความร้อนถึง 130°C References http://www.expressplaspack.com/v16/index.php/th/component/content/article/23
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1628/sugar-alcohol-น้ำตาลแอลกอฮอล์
น้ำตาลแอลกอฮอล์ (sugar alcohol) เป็นสารให้ความหวาน (sweetener) ซึ่งได้จากปฏิกิริยาไฮโดรจีเนชัน (hydrogenation) ของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว (monosaccharide) โดย carbonyl oxygen ถูกรีดิวซ์ได้เป็น polyhydroxy alcohol การเรียกชื่อน้ำตาลแอลกอฮอล์จะแทนที่ "ose" ด้วย "-itol" น้ำตาลแอลกอฮอล์ผลิตจากกระบวกนการปฏิกิริยาไฮโดรจีเนชัน (hydrogenation) โดยการเติมไฮโดรเจน เช่น เปลี่ยนโมเลกุลน้ำตาลกลูโคส (glucose) เป็นซอร์บิทอล (sorbitol) น้ำตาลแอลกอฮอล์ที่ใช้ในอาหาร น้ำตาลแอลกอฮอล์ใช้ในอาหารเพื่อเป็นสารให้ความหวาน (sweetener) เพื่อทดแทนน้ำตาล (sugar substitute) มักพบใน หมากฝรั่ง ลูกอม อาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก Polyols E-number Relative Sweetness (Sucrose = 1) Calories kcal/g Arabitol 0.7 0.2 Erythritol E968 0.8 0.2 Glycerol E422 0.6 4.3 Hydrogenated starch hydrolysate (HSH) 0.2-0.5 3.0 Isomalt E953 0.5 2.0 Lactitol E966 0.4 2.0 Maltitol E965 0.9 2.1 Mannitol E421 0.6 1.6 Sorbitol E420 0.6 2.6 Xylitol E967 1.0 2.4 References http://www.starch.dk/isi/glucose/sorbitol.asp
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0828/modified-atmosphere-packaging-map-การบรรจุแบบดัดแปรบรรยากาศ
http://www.research.cmru.ac.th/ris/resin/arc/I-AGR-24-53.pdf การบรรจุแบบดัดแปรบรรยากาศ (modified atmosphere packaging) เขียนย่อว่า MAP เป็นเทคนิคการถนอมอาหาร (food preservation) เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาอาหารสด หรืออาหารที่แปรรูปขั้นต่ำ (minimally-processed food) ทำได้โดยการบรรจุอาหารในบรรจุภัณฑ์ที่มีการปรับสัดส่วนบรรยากาศภายใน ให้มีอัตราส่วนของก๊าซชนิดต่างๆ แตกต่างไปจากบรรยากาศปกติ โดยสัดส่วนของก๊าซที่ใช้อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามระยะเวลา อายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ ขึ้นอยู่กับชนิดของผลิตภัณฑ์ ชนิดของวัสดุที่ใช้ทำบรรจุภัณฑ์ อัตราส่วนของก๊าซเริ่มต้น และสภาวะการเก็บรักษา MAP มักใช้กับอาหารอาหารแช่เย็น (chilled food) ได้แก่ อาหารสด เช่น เนื้อหมูเนื้อวัวเนื้อไก่สด ผักผลไม้สด หรือผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการแปรรูปอาหารหรือทำให้อาหารสุก (cooking) มาแล้ว แล้วนำมาแช่เย็น (chilled food) หลังการบรรจุในบรรจุภัณฑ์แล้วจะเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำ (cold storage) หรือใช้สำหรับบรรจุภัณฑ์อาหารแช่เยือกแข็ง ที่มา packaging-gateway.com วัตถุประสงค์ เพื่อยืดอายุการเก็บรักษา (shelf life) ของอาหารเนื่องจาก เพื่อลดการเจริญของจุลินทรีย์ที่ทำให้อาหารเน่าเสีย (microbial spoilage) และจุลินทรีย์ก่อโรค (pathogen) โดยเฉพาะจุลินทรีย์ที่ต้องการอากาศ เช่น รา และแบคทีเรียที่ต้องการออกซิเจน (aerobic bacteria) เช่น Pseudomonas ลดอัตราการหายใจ (respiration rate) ของผักผลไม้สด ลดปฏิกิริยาออกซิเดชัน เช่น lipid oxidationที่ทำให้เกิดกลิ่นหืน (rancidity) ช้าลง ช่วยยืดอายุการเก็บรักษาอาหารให้นานขึ้นชะลอการเกิดปฏิกิริยาสีน้ำตาล (browning reaction) ชนิดของก๊าซในบรรจุภัณฑ์แบบ MAP คาร์บอนไดออกไซด์ (carbon dioxide) ช่วยยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ โดยเฉพาะเชื้อราและแบคทีเรียที่ใช้อากาศ อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพในการยับยั้งจุลินทรีย์ของคาร์บอนไดออกไซด์ ยังขึ้นอยู่กับส่วนประกอบของอาหารด้วย คาร์บอนไดออกไซด์ จะถูกดูดซับหรือละลายลงในอาหารที่มีความชื้นสูงๆ ถึงแม้คาร์บอนไดออกไซด์ จะช่วยการชะลอการสุกของผักผลไม้ แต่ถ้าใช้คาร์บอนไดออกไซด์ ในความเข้มข้นสูงอาจทำให้ผักและผลไม้เกิดความเสียหายได้ ออกซิเจน (oxygen ) ควรใช้ในปริมาณน้อย การลดปริมาณออกซิเจน เป็นการยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ที่ต้องการอากาศ ซึ่งเป็นสาเหตุของอาหารเสื่อมเสีย (microbial spoilage) ได้แก่ รา (mold) และ แบคทีเรียที่ต้องการอากาศ (aerobic bacteria) เช่น Pseudomonas นอกจากนี้ การลดออกซิเจนยังช่วยลดอัตราการหายใจ (respiration rate) ช่วยชะลอการสุกของผักและผลไม้ และยังลดการเสื่อมเสียของอาหารเนื่องจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน เช่น lipid oxidation ไนโตรเจน (nitrogen) เป็นก๊าซเฉื่อยที่มีอยู่ ประมาณ 78% ในบรรยากาศทั่วไป ใช้บรรจุเพื่อแทนที่ออกซิเจนในภาชนะบรรจุเพื่อชะลอการเสื่อมเสียของอาหาร (food spoilage) และลดการยุบตัวของบรรจุภัณฑ์ ก๊าซอื่นๆ ได้แก่ คาร์บอนมอนอกไซด์ (carbon monoxide) เป็นก๊าซที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่นและรส ช่วยยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียยีสต์และรามีการใช้เพื่อรักษาสีของเนื้อสัตว์ แต่ต้องระมัดระวังในการใช้งาน เนื่องจากคาร์บอนมอนอกไซด์ (carbon monoxide) มีความเป็นพิษ (ดูรายละเอีดยด ของ carbon monoxide) อาร์กอน (argon) เป็นสารเติมแต่งอาหาร argon มีอยู่มากในอากาศ นอกจากจะใช้เพื่อแทนที่ oxygen ในภาชนะบรรจุเช่นเดียวกับ nitrogen ซึ่งเป็นก๊าซเฉื่อยด้วยกันแล้ว argon ยังช่วยยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์และปฏิกิริยาเคมีต่างๆ ตลอดจนยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ช่วยเร่งการเสื่อมเสียของอาหาร ชนิดของพลาสติกที่ใช้ทำบรรจุภัณฑ์ MAP รูปแบบ ชนิดของพลาสติก ถาด (tray) - UPVC/LDPE - HDPE - EPS/EVOH/LDPE - CPET Lidding Pillow pack film - PET/PVdC/LDPE - nylon/PVdC/LDPE - PC/EVOH/EVA - MPET - MOPP Bag in box Master nylonck - nylon/LDPE - nylon/EVOH/LDPE รูปแบบการบรรจุ Thermoform-fill-seal งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลของการบรรจุแบบดัดแปรบรรยากาศต่อคุณภาพของข้าวโพดฝักอ่อน (ตัดแต่ง) ธนสินี และคณะ ได้ศึกษา ผลของการบรรจุแบบดัดแปรบรรยากาศต่อคุณภาพของข้าวโพด (Zea mays L.) ฝักอ่อน (ตัดแต่ง) ระหว่างการเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำ เป็นเวลา 21 วัน โดยการบรรจุข้าวโพดผักอ่อนตัดแต่งในถุงพลาสติกชนิด low density polypropylene (LDPE) และ linear low-density polyethylene (LLDPE) ซึ่งบรรจุก๊าซผสม 2 สัดส่วนคือ 10% CO2+5% O2 และ 5%CO2+10%O2 เปรียบเทียบกับการเก็บรักษาในถุง MTEC และถุง LDPE ที่ไม่มีการเติมก๊าซซึ่งใช้เป็นตัวอย่างควบคุม ในระหว่างการเก็บรักษาทำการตรวจสอบความเข้มข้นของก๊าซและเอทานอลภายในถุงและการเปลี่ยนแปลง ความแน่นเนื้อ ค่าสี การสูญเสียน้ำและปริมาณจุลินทรีย์ จากการทดลองพบว่า ตัวอย่างที่บรรจุถุงในทุกสภาวะมีปริมาณ จุลินทรีย์ลดลงและเนื้อสัมผัสไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่เอทานอลและก๊าซ CO2 ภายในถุงมีความเข้มข้นเพิ่มขึ้น โดยถุง MTEC มีการสูญเสียน้ำ ความเข้มข้นของเอทานอลและก๊าซ CO2 ต่ำที่สุด แต่มีการเปลี่ยนแปลงค่าสีมาก ที่สุด ขณะที่ถุง LLDPE ซึ่งบรรจุก๊าซผสมสัดส่วน 10%CO2+5%O2 มีการเปลี่ยนแปลงค่าสี การสูญเสียน้ำ ความเข้มข้นของเอทิลแอลกอฮอล์และก๊าซ CO2 อยู่ในระดับปานกลาง จึงทำให้มีแนวโน้มที่จะรักษาคุณภาพของข้าวโพดผักอ่อน ได้ดีกว่าฟิล์มชนิดอื่น ผลของภาชนะบรรจุดัดแปลงบรรยากาศและอุณหภูมิต่อคุณภาพของใบมะกรูด ผลของการบรรจุภายใต้สภาพบรรยากาศดัดแปลงสมดุลต่ออายุการเก็บรักษาสตรอเบอรี่ References ธนสินี พุกกะณะสุต จริงแท้ ศิริพานิช และ โศรดา วัลภา 2552 ผลของการบรรจุแบบดัดแปลงบรรยากาศต่อคุณภาพของข้าวโพดฝักอ่อน (ตัดแต่ง) Effect of Modified Atmosphere Packaging on the Quality of Minimally Processed Baby Corns. ว. วิทย์. กษ. 40 (3) (พิเศษ) : 149-152 ทิตา สุนทรวิภาต. ผลของภาชนะบรรจุดัดแปลงบรรยากาศและอุณหภูมิต่อคุณภาพของใบมะกรูด Effect of Modified Atmosphere Packaging and Temperature for Quality of Bergamot Leaves. คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ พรชัย ราชตนะพันธุ์ และ ดวงใจ น้อยวัน ผลของการบรรจุภายใต้สภาพบรรยากาศดัดแปลงสมดุลต่ออายุการเก็บรักษาสตรอเบอรี่ Effect of Equilibrium Modified Atmosphere Packaging on Storage Life of Strawberry (Fragaria ananassa) http://www.nan.rmutl.ac.th/webnew/read/sangkaew/7.pdf
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0429/pathogen-จุลินทรีย์ก่อโรค
จุลินทรีย์ก่อโรค (pathogen) หมายถึงจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคในมนุษย์และสัตว์จุ ลินทรีย์ก่อโรคที่สำคัญในอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอาหารเป็นพิษ (food poisoning) ที่เป็นอันตรายในอาหาร (food hazard) ได้แก่ แบคทีเรีย ราไวรัส และ ปรสิต แต่จุลินทรีย์ก่อโรคที่เป็นสาเหตุสำคัญของโรคที่มีอาหารเป็นสือ คือ แบคทีเรีย แบคทีเรียก่อโรค (pathogenic bacteria) โปโตซัว (Protozoa) หนอนพยาธิ (Helminth) ไวรัส Bacillus cereus Cryptosporidium parvum Fasciola hepatica Norwalk virus Campylobacter jejuni Entamoeba histolytica Taenia saginata ไวรัสตับอักเสบชนิด A (Hepatitis A) Clostridium botulinum, Giardia lamblia Taenia solium ไวรัสตับอักเสบชนิด E ( Hepatitis E) Clostridium perfringens Trichinella spiralis Rota virus Escherichia coli Enterobacter sakazakii Listeria monocytogenes Salmonella Shigella Staphylococcus aureus Vibrio cholerae Vibrio parahaemolyticus Vibrio vulnificus Yersinia enterocolitica http://www.cdc.gov/nczved/divisions/dfbmd/diseases/index.html แบคทีเรียก่อโรค (pathogenic bacteria) อาหารที่พบ แหล่งของการปนเปื้อน Bacillus Cereus อาหารที่มีแป้ง สตาร์ซ เป็นส่วนประกอบ เช่น บะหมี่ ข้าว พาสต้า Campylobacter jejuni Clostridium botulinum, อาหารกระป๋อง (canned food) ประเภทอาหารกรดต่ำ (low acid food) Clostridium perfringens Escherichia coli Listeria monocytogenes Salmonella ไข่ สัตว์ปีก เนื้อสัตว์ อาหารทะเล นม Shigella Staphylococcus aureus นม Vibrio cholerae อาหารทะเล เช่น ปลา ปู กุ้ง หอย ปลาหมึก Vibrio parahaemolyticus อาหารทะเล เช่น ปลา ปู กุ้ง หอย ปลาหมึก Vibrio vulnificus Yersinia enterocolitica เนื้อหมู แบคทีเรียก่อโรคที่สำคัญในอาหาร และการควบคุม Pathogen min. water activity aw (using salt) min. pHmax. pHmax. % waterphase saltmin. temp.max. temp.oxygen requirement Bacillus Cereus 0.92 4.3 9.3 10 39.2°F4°C 131°F55°C aerobic bacteria Campylobacter jejuni 0.987 4.9 9.5 1.5 86°F30°C 113°F45°C micro-aerophilic Clostridium botulinum, type A, และ กลุ่มที่ย่อยโปรตีนได้ (proteolytic) B และ F 0.935 4.6 9 10 50°F10°C 118.4°F48°C anaerobic bacteria Clostridium botulinum, type E, และ กลุ่มที่ไม่ย่อยโปรตีน (nonproteolytic) B และ F 0.97 5 9 5 37.9°F3.3°C 113°F45°C anaerobic bacteria Clostridium perfringens 0.93 5 9 7 50°F10°C 125.6°F52°C anaerobic bacteria Escherichia coli สายพันธุ์ที่ก่อโรค 0.95 4 9 6.5 43.7°F6.5°C 120.9°F49.4°C facultative anaerobe Listeria monocytogenes 0.92 4.4 9.4 10 31.3°F-0.4°C 113°F45°C facultative anaerobe Salmonella species 0.94 3.7 9.5 8 41.4°F5.2°C 115.2°F46.2°C facultative anaerobe Shigella species 0.96 4.8 9.3 5.2 43°F6.1°C 116.8°F47.1°C facultative anaerobe Staphylococcus aureus - เจริญ 0.83 4 10 20 44.6°F7°C 122°F50°C facultative anaerobe Staphylococcus aureus - สร้างสารพิษ 0.85 4 9.8 10 50°F10°C 118°F48°C Vibrio cholerae 0.97 5 10 6 50°F 10°C 109.4°F43°C facultative anaerobe Vibrio parahaemolyticus 0.94 4.8 11 10 41°F 5°C 113.5°F45.3°C facultative anaerobe Vibrio vulnificus 0.96 5 10 5 46.4°F8°C 109.4°F43°C facultative anaerobe Yersinia enterocolitica 0.945 4.2 10 7 29.7°F-1.3°C 107.6°F42°C facultative anaerobe * requires limited levels of oxygen ** requires the absence of oxygen *** grows either with or without oxygen . **** growth significantly delayed (>24 hr.) at 131°F (55°C) Time/Temperature Guidance for Controlling Pathogen Growth และ Toxin Formation in Seafoods Potentially Hazardous ConditionProduct TemperatureMaximum Cumulative Exposure Time การเจริญและการสร้างสารพิษของ Bacillus cereus 39.2-43°F (4-6°C) 44-50°F (7-10°C) 51-70°F (11-21°C) Above 70°F (above 21°C) 5 days 17 hours *6 hours* 3 hours การเจริญของ Campylobacter jejuni 86-93°F (30-34°C) Above 93°F (above 34°C) 48 hours 12 hours การงอก การเจริญและการสร้างสารพิษของ Clostridium botulinum type A และ proteolytic B และ F 50-70°F (10-21°C) Above 70°F (above 21°C) 11 hours 2 hours การงอก การเจริญ และการสร้างสารพิษของ Clostridium botulinum type E และชนิดที่ไม่ย่อยโปรตีน (nonproteolytic) B และ F 37.9-41°F (3.3-5°C) 42-50°F (6-10 °C) 51-70°F (11-21°C) Above 70°F (above 21°C) 7 days >2 days 11 hours 6 hours การเจริญของ Clostridium perfringens 50-54°F (10-12°C) 55-57°F (13-14 °C) 58-70°F (15-21°C) Above 70°F (above 21°C) 21 days 1 day 6 hours *2 hours* การเจริญของ pathogenic strains of Escherichia coli 44.6-50°F (7-10°C) 51-70°F (11-21°C) Above 70°F (above 21°C) 14 days 6 hours 3 hours การเจริญของ Listeria monocytogenes 31.3-41°F (-0.4-5°C) 42-50°F (6-10°C) 51-70°F (11-21°C) Above 70°F (above 21°C) 7 days 2 days 12 hours *3 hours* การเจริญของ Salmonella 41.4-50°F (5.2-10°C) 51-70°F (11-21°C) Above 70°F (above 21°C) 14 days 6 hours 3 hours การเจริญของ Shigella 43-50°F (6.1-10°C) 51-70°F (11-21°C) Above 70°F (above 21°C) 14 days* 12 hours *3 hours* การเจริญและการสร้างสารพิษของ Staphylococcus aureus 44.6-50°F (7-10°C) 51-70°F (11-21°C) Above 70°F (above 21°C) 14 days 12 hours *3 hours การเจริญของ Vibrio cholerae 50°F (10°C) 51-70°F (11-21°C) Above 70°F (above 21°C) 21 days 6 hours *2 hours* การเจริญของ Vibrio parahaemolyticus 41-50°F (5-10°C) 51-70°F (11-21°C) Above 70°F (above 21°C) 21 days 6 hours *2 hours* การเจริญของ Vibrio vulnificus 46.4-50°F (8-10°C) 51-70°F (11-21°C) Above 70°F (above 21°C) 21 days 6 hours 2 hours การเจริญของ Yersinia enterocolitica 29.7-50°F (-1.3-10°C) 51-70°F (11-21°C) Above 70°F (above 21°C) 1 days 6 hours 2.5 hours * Additional data needed. การตรวจวิเคราะห์จุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค 1. Bacillus cereus Bacteriological Analytical Manual (BAM) Online. U. S. Food และ Drug Administration ที่เป็นปัจจุบัน (updated version) หรือวิธีที่มีความถูกต้องเทียบเท่า (or equivalent method) 2. Clostridium perfringens Bacteriological Analytical Manual (BAM) Online. U. S. Food และ Drug Administration ที่เป็นปัจจุบัน (updated version) หรือวิธีที่มีความถูกต้องเทียบเท่า (or equivalent method) 3. Listeria monocytogenes ISO 11290-1: Microbiology of food และ animal feeding stuffs-Horizontal Method for the detection และ enumeration of Listeria monocytogenes - Part 1: Detection method ที่เป็นปัจจุบัน (updated version) หรือวิธีที่มีความถูกต้องเทียบเท่า (or equivalent method) 4. Salmonella spp. ISO 6579: Microbiology of food และ animal feeding stuffs-Horizontal Method for Detection of Salmonella spp. ที่เป็นปัจจุบัน ( updated version) หรือวิธีที่มีความถูกต้องเทียบเท่า (or equivalent method) เว้นแต่การตรวจวิเคราะห์น้ำและน้ำแข็ง ให้ใช้วิธี ISO 6340: Water Quality-Detecion of Salmonella species ที่เป็นปัจจุบัน (updated version) หรือวิธีที่มีความถูกต้องเทียบเท่า (or equivalent method) 5. Staphylococcus aureus Bacteriological Analytical Manual (BAM) Online. U. S. Food และ Drug Administration ที่เป็นปัจจุบัน (updated version) หรือวิธีที่มีความถูกต้องเทียบเท่า (or equivalent method) เว้นแต่การตรวจวิเคราะห์น้ำและน้ำแข็ง ให้ใช้วิธี Stและard Methods for the Examination of Water และ Wastewater: American Public Health Association (APHA) ที่เป็นปัจจุบัน ( updated version) หรือวิธีที่มีความถูกต้องเทียบเท่า (or equivalent method) 6. Enterobacter sakazakii ISO/TS 22964: Milk และ milk products- Detection of Enterobacter sakazakii ที่เป็นปัจจุบัน (updated version) หรือวิธีที่มีความถูกต้องเทียบเท่า (or equivalent method) References http://www.humanillnesses.com/Infectious-Diseases-He-My/Intestinal-Infections.htm USFDA : Fish และ Fisheries Products Hazardsand Controls Guidance (Third Edition) คู่มือด้านจุลินทรีย์ http://www.foodsafety-lcfa.com/files/foodsafety_corner/micro_manual.pdf คู่มือการปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่อง มาตรฐานอาหารด้านจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/5346/lipoxygenase-ลิพอกซีจีเนส
ลิพอกซีจีเนส เป็นเอนไซม์ที่เร่งปฏิกิริยาออกซิเดชันของกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว เช่น กรดลิโนเลอิก ลิโนเลนิก และอะแรคิโดนิก
Show more results