https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0357/heat-exchanger-อุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อน
อุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อน (heat exchanger ) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับเพิ่มหรือลดอุณหภูมิของของไหลโดยการถ่ายเทความร้อนระหว่างของไหล 2 ชนิด การใช้อุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนในอุตสาหกรรมอาหาร อุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อน เป็นอุปกรณ์หลักในกระบวนการแปรรูปอาหารด้วยความร้อน (thermal processing) เช่น การพาสเจอร์ไรซ์ ด้วยวิธีการแบบต่อเนื่อง (in-line pasteurization) การแปรรูปด้วยระบบ ยูเอชที (UHT) การทำให้เข้มข้น (concentration) ด้วยการใช้เครื่องระเหย (evaporator) ประเภทของอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อน 1 เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนที่ไม่มีการสัมผัสโดยตรง (non contact heat exchanger หรือ indirect heat exchanger ) เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบแผ่น (plate heat exchanger ) เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบท่อ (tubular heat exchanger ) เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบใบมีดขูดผิว (scraped surface heat exchanger ) 2 อุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนที่สัมผัสโดยตรง (contact heat exchanger หรือ direct heat exchanger ) steam injection steam infusion
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1004/tubular-heat-exchanger-เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบท่อ
Tubular heat exchanger หรืออาจเรียกว่า tube in tube heat exchanger คือ เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน (heat exchanger ) ที่ใช้อย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อการเพิ่มหรือลดอุณหภูมิของอาหาร โดยมีลักษณะเป็นท่อซ้อนกัน ของไหลเคลื่อนที่อยู่บริเวณที่ว่างระหว่างท่อ เพื่อเปลี่ยนความร้อน โดยไม่มีการสัมผัสกันโดยตรงการไหลของของไหลในท่อ อาจไหลแบบสวนทางกัน (counter current flow) หรือไหลทางเดียวกัน (pararelle flow หรือ co-current flow) ก็ได้ เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบท่อ อาจเป็นชนิดท่อซ้อนกัน 2 ชั้น (double tube heat exchager) หรือท่อซ้อนกัน 3 ชั้น (triple-tube heat exchanger ) ผิวของท่อแลกเปลี่ยนความร้อน อาจเป็นแบบผิวเรียบ (straigth tube) หรือท่อมีผิวเป็นลอน (corrugated tube) เพื่อเพิ่มสัมประสิทธิ์การถ่ายเทความร้อน การใช้เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบท่อในอุตสหกรรมอาหาร ในอุตสาหกรรมอาหารใช้เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบท่อ (tubular heat exchanger ) ในกระบวนการแปรรูปอาหารด้วยความร้อน (thermal processing) ที่มีการผลิตแบบต่อเนื่อง ใช้ได้กับอาหารเหลวหลายชนิด ทั้งอาหารที่เป็นเนื้อเดียวกัน อาหารที่มีความหนืด และอาหารที่มีชิ้นเนื้อ กาก (pulp) เช่น น้ำส้มที่มีถุงส้มแขวนลอยอยู่ หรือใยอาหาร การแลกเปลี่ยนความร้อนด้วยเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบท่อ จะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เหมาะกับอาหารที่คุณภาพไวต่อความร้อน เช่น - in-line pasteurizationเพื่อการพาสเจอไรซ์ (pasteurization) อาหารเหลว เช่น น้ำนมพาสเจอร์ไรซ์น้ำผลไม้ ไอศกรีม ซุป
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0929/เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบแผ่น-plate-heat-exchanger
เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบแผ่น (plate heat exchanger ) คือเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน (heat exchanger ) ชนิดหนึ่งที่มีการใช้งานอย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อเพิ่มหรือลดอุณหภูมิในระบ การแปรรูปอาหารด้วยความร้อน (thermal processing) ในระบบการพาสเจอไรซ์อย่างต่อเนื่อง (In-line pasteurization) การทำให้เข้มข้น และ ระบบ ยู เอช ที (UHT) ส่วนประกอบและหลักการทำงานของเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบแผ่น เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบแผ่น ประกอบด้วยแผ่นแลกเปลี่ยนความร้อนหลายแผ่น วางเรียงกันต่อขนานกันเป็นชุด ชุดแผ่นแลกเปลี่ยนความร้อนจะถูกประกอบอยู่ระหว่าง เฟรมหน้า (fixed cover) และเฟรมอัด (movable cover) มีท่อเข้า-ออกอยู่บนเฟรมหน้า (อาจจะอยู่บนทั้งสองเฟรมก็ได้ ถ้ามีการจัดการไหลในชุดแผ่นมากกว่าหนึ่งรอบ) ชุดแผ่นและเฟรม ยึดกันให้แน่นด้วยชุดสลักยึด (tightening bolt and nut) แขวนอยู่บนคานแขวนบน (carrying bar) และตั้งอยู่บนคานรับล่าง แผ่นแลกเปลี่ยนความร้อน เป็นแผ่นโลหะบาง ที่มีพื้นผิวเป็นคลื่น หรือเป็นรอนบนแผ่นแลกเปลี่ยนความร้อน จะมีปะเก็น (gasket) อยู่รอบแผ่น เพื่อป้องกันการรั่วออก และบังคับทิศทางการไหลของของไหล ใช้เป็นตัวกลาง ที่กั้นระหว่างของเหลวสองชนิดที่มีอุณภูมิแตกต่างกัน ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความร้อนกัน ตัวกลางและอาหารที่แลกเปลี่ยนความร้อนไม่มีการสัมผัสกันโดยตรง ขนาดและจำนวนแผ่นของแผ่นแลกเปลี่ยนความร้อน จะถูกออกแบบให้มีพื้นที่แลกเปลี่ยนความร้อนเพียงพอตามวัตถุประสงค์การใช้งาน พื้นผิวของแผ่นแลกเปลี่ยนความร้อนซึ่งเป็นคลื่น หรือรอน แบบแตกต่างกัน เพื่อเพิ่มพื้นที่แลกเปลี่ยนความร้อน และทำให้ของเหลวเกิดการไหลแบบปั่นป่วน (turbulent flow) ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนความร้อนและลดการเกิดคราบตะกรัน (fouling) วัสดุที่ใช้ทำแผ่นแลกเปลี่ยนความร้อนที่ใช้ในอุตสหกรรมอาหาร เป็นพื้นผิวที่ต้องสำผัสกับอาหารโดยตรง (food contact surface) จะทำจาก stainless steel การใช้เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบแผ่นในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบแผ่น (plate heat exchanger ) ได้นำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหารอย่างกว้างขวาง เหมาะสำหรับอาหารที่มีความหนืดต่ำ เป็นเนื้อเดียวกัน ไม่มีชิ้นเนื้อปน เช่น น้ำนม น้ำผลไม้ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซุปใส และ เครื่องดื่มต่างๆ กระบวนการแปรรูปอาหารที่ใช้เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบแผ่น ได้แก่ กระบวนการแปรรูปอาหารด้วยความร้อน เพื่อทำให้อุณหภูมิของอาหารเหลว เพิ่มขึ้น หรือลดลง อย่างรวดเร็วในช่วงให้ความร้อนเพื่อฆ่าเชื้ออาหารเหลว และทำให้อาหารเหลวเย็นลงหลังผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว โดยใช้ใน - การพาสเจอไรซ์ (pasteurization) แบบต่อเนื่อง (in-line pasteurization) - ยูเอชที (UHT) การทำให้เข้มข้น ด้วยเครื่องระเหย (evaporator) เรียกว่า plate evaporator เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนใน in-line pasteurization Balance tank Feed pump Flow controller Regenerative preheat ing sections Centrifugal clarifier Heat ing section Holding tube Booster pump Hot water heat ing system Regenerative cooling sections Cooling sections Flow diversion valve Control panel คุณลักษณะของเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนที่สัมผัสกับอาหารโดยตรง ส่วนต่างๆ ของอุปกรณ์เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบแผ่นที่ใช้สัมผัสกับอาหาร (food contact surface) โดยตรงจะต้องออกแบบให้ถูกสุขลักษณะ (hygenic design) วัสดุที่ใช้ ทั้งแผ่นแลกเปลี่ยนความร้อน ประเก็น (gasget) และชิ้นส่วนที่สัมผัสอาหาร ต้องปลอดภัย ตัวแผ่นแลกเปลี่ยนความร้อนทำด้วยเหล็กกล้าไร้สนิม (stainless steel) คุณภาพสูง วัสดุทุกชนิดที่สัมผัสอาหารต้องสามารถทนความร้อนในช่วงอุณหภูมิใช้งาน ไม่เกิดการปนเปื้อนกับอาหาร ไม่รั่วซึม สามารถล้างทำความสะอาดได้ง่าย หรือทำความสะอาดด้วยระบบการล้างแบบไม่แยกชิ้นส่วน (cleaning in place) ได้ การเกิดตะกรันบนเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบแผ่น ระหว่างการใช้งาน เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบแผ่น จะเกิดคราบตะกรัน (fouling) บริเวณผิวของแผ่นแลกเปลี่ยนความร้อน ทำให้ประสิทธิภาพของการและเปลี่ยนความร้อนลดลง และเป็นแหล่งสะสมของจุลินทรีย์ การเกิด fouling บน plate heat exchanger ที่มาของภาพ : http://www.tempcoblog.it/wp-content/uploads/2007/07/plate_02.jpg
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0944/scraped-surface-heat-exchanger-เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบใบมีดขูดผิว
Scraped surface heat exchanger หมายถึง เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน (heat exchanger ) ที่ลักษณะเป็นท่อ (cylinder) 2 ชั้น ท่อชั้นนอกบรรจุตัวกลางความร้อน เช่น ไอน้ำ น้ำร้อน หรือความเย็น เช่น สารทำความเย็น (refrigerant) เพื่อแลกเปลี่ยนความร้อนกับอาหารเหลว ที่เคลื่อนที่เข้าไปในท่อชั้นใน ภายในท่อมีใบมีดขูดผิว (scraper blade) หุ้มด้วยพลาสติกลามิเนต หรือพลาสติกหล่อ ที่ติดอยู่รอบแกนหมุน (rotor) มีหน้าที่ขูดอาหารที่ผิวท่ออย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการเกาะติดของอาหารกับผนังท่อ และเพิ่มอัตราการถ่ายเทความร้อน scrape surface heat exchanger ที่มา: www.apv.com ที่มา : http://www.rheoheat .se/b17_heat .html การใช้เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบ scraped surface heat exchanger ในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบ scraped surface heat exchanger นิยมใช้ในการแลกเปลี่ยนความร้อนแก่อาหารเหลวชนิดที่มีความหนืดสูง เช่น ไอศกรีม (ice cream) มะเขือเทศเข้มข้น น้ำผลไม้เข้มข้นซอส และยังใช้ในกระบวนการทำให้เข้มด้วยด้วยการแช่เยือกแข็ง (freeze concentration)
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0361/sensible-heat-ความร้อนสัมผัส
ปริมาณความร้อนที่ทำให้อุณหภูมิของสสารเปลี่ยน โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงสถานะ
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/5128/heat-penetration-การแทรกซึมของความร้อน
การแทรกซึมของความร้อนเข้าไปในเนื้ออาหารที่บรรจุอยู่ในบรรจุภัณฑ์
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/5127/heat-stroke-ภาวะที่มีการผลิตความร้อนมาก
ภาวะที่มีการผลิตความร้อนมากขึ้นอย่างเฉียบพลันในร่างกาย อาจทำให้หมดสติ และทำให้เกิดความผิดปกติของปฏิกิริยาทางชีวเคมีต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในร่างกายด้วย
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1038/latent-heat-ความร้อนแฝง
ความร้อนแฝง (latent heat ) หมายถึง ปริมาณความร้อนที่ทำให้สสารเปลี่ยนสถานะ โดยที่อุณหภูมิไม่เปลี่ยนแปลง เช่น ความร้อนแฝงที่ใช้เปลี่ยนสถานะจากน้ำเป็นน้ำแข็งในการแช่เยือกแข็ง (freezing) อาหาร
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0967/specific-heat-ความร้อนจำเพาะ
ความร้อนจำเพาะ (specific heat หรือ specific heat capacity) ใช้สัญญลักษณ์ Cp เป็นสมบัติเชิงความร้อน (thermal properties) ของวัสดุหมายถึง ปริมาณความร้อน (joule, J) ที่ทำให้วัสดุที่มีมวลหนึ่งหน่วย (kg) อุณหภูมิเปลี่ยนไปหนึ่งองศามีหน่วยพื้นฐานในระบบ SI เป็น KJ/kg oC น้ำบริสุทธ์มีค่าความร้อนจำเพาะ เท่ากับ 4.187 KJ/kg oCเมื่อน้ำเปลี่ยนสถานะเป็นน้ำแข็ง ความร้อนจำเพาะของน้ำในสภวะที่เป็นของแข็งจะลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง คือมีค่าเพียง 2.108 KJ/kg oC และมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยเมื่ออุณหภูมิต่ำลง kJ/kgK water 4.187 ice 2.108 vapor 1.996 เนื่องจากน้ำเป็นส่วนประกอบหลักของอาหาร ดังนั้น ค่าความร้อนจำเพาะของอาหาร (specific heat of food and food stuff) ของอาหาร จึงขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำ หรือความชื้นของอาหาร อาหารที่มีความชื้นสูงจะมีค่าความร้อนจำเพาะใกล้เคียงกับน้ำ เช่น ความร้อนจำเพาะของน้ำนม
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/6156/people-heat-ความร้อนจากคน
ความร้อนจากคน (people heat ) คือ ความร้อนที่เกิดขึ้นจากการเผาผลาญสารอาหารในร่างกาย เพื่อนำพลังงานไปใช้ในการทำกิจกรรมต่างๆ ความร้อนจากคนขึ้นอยู่กับ ชาติพันธ์ุ เพศ วัย และกิจกรรมที่ทำ ความร้อนที่เกิดขึ้นมีทั้งความร้อนสัมผัส (sensible heat ) จากอุณหภูมิร่างกายและความร้อนแฝง (latent heat ) จากไอน้ำที่เกิดจากการหายใจ เป็นความร้อนประเภทหนึ่งที่เกิดในบริเวณปรับอากาศ การคำนวณหาปริมาณความร้อนจากคนที่เกิดขึ้นสามารถหาได้จากตารางหรือกราฟที่ใช้ในการคำนวณในระบบปรับอากาศ
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/6160/lighting-heat-ความร้อนจากไฟส่องสว่าง
ความร้อนจากไฟส่องสว่าง (lighting heat ) เป็นแหล่งความร้อนอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นภายในบริเวณพื้นที่ปรับอากาศ หรือพื้นที่ทำงานในโรงงานอาหาร ความร้อนจากไฟส่องสว่างจะทำให้อุณหภูมิในบริเวณนั้นสูงขึ้น เป็นภาระทางความร้อนที่ระบบปรับอากาศจะต้องระบายออกไปจากพื้นที่ดังกล่าว ปริมาณความร้อนจากไฟส่องสว่าง ขึ้นอยู่กับระดับความสว่าง (lux) ชนิดและตำแหน่งติดตั้งไฟส่องสว่าง คำนวณหาโหลดความร้อนจากไฟส่องสว่างอย่างง่ายได้โดยการหาจำนวนวัตต์ของหลอดไฟทั้งหมดในบริเวณปรับอากาศคูณกับชั่วโมงการทำงานทั้งหมดใน 1 วัน ตามสมการ Heat gain from Lighting (BTU/day) = (Total wattage for all lighting) x (working hours per day) x (4.5)
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0358/heat-flux-ฟลักซ์ความร้อน
หมายถึงอัตราการถ่ายเทความร้อนต่อหน่วยของพื้นที่
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/6118/latent-heat-load-ภาระจากความร้อนแฝง
ภาระจากความร้อนแฝง (latent heat load) หมายถึง ภาระทางความร้อนหรือปริมาณความร้อนที่ระบบปรับอากาศ (air conditioning) ได้รับจากไอน้ำในพื้นที่ปรับอากาศ เมื่ออากาศที่มีไอน้ำปนอยู่ถูกพััดลมเป่าผ่านผิวคอยล์เย็น จะทำให้อุณหภูมิของไอน้ำในอากาศลดลงจนถึงอุณหภูมิหยดน้ำค้าง (dew point) ไอน้ำเกิดการควบแน่น (condensation) ที่ผิวคอยล์เย็น (evaporator) มีการคายความร้อนแฝง (latent heat ) ให้กับสารทำความเย็น (refrigerant) ทำให้ระบบปรับอากาศรับภาระทางความร้อนดังกล่าว ภาระจากความร้อนแฝงจะมีมากในพื้นที่ที่เปียกชื้น หรืิอมีไอน้ำเกิดขึ้นในบริเวณดังกล่าว ซึ่งพบได้ทั่วไปในโรงงานผลิตอาหาร เพราะมีกิจกรรมที่ต้องใช้น้ำในการผลิต รวมไปถึงการต้ม นึ่งหรือใช้ไอน้ำในการผลิต ภาระจากความร้อนแฝงถือเป็นความสูญเสียในระบบปรับอากาศเนื่องจากความร้อนแฝงที่ระบบปรับอากาศรับภาระไปนี้ไม่ได้ทำให้อากาศในบริเวณนั้นเย็นลง อีกทังอาจทำให้เกิดการสะสมน้ำแข็งที่ผิวคอยล์เย็น ทำให้ประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนความร้อนลดลงด้วย การแก้ปัญหาในอุปกรณ์ที่ทำให้เกิดไอน้ำในพื้นที่ อาจทำโดยการสร้างฝาครอบเพื่อดูดไอน้ำออกไปทิ้งนอกพื้นที่ปรับอากาศเพื่อลดภาระจากความร้อนแฝงและปัญหาอื่นๆ ที่อาจเกิดตามมา
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0718/heat-transfer-coefficient-สัมประสิทธิ์การถ่ายเทความร้อน
สัมประสิทธิ์การถ่ายเทความร้อน (heat transfer coefficient, สัญลักษณ์ h) ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ความเร็วของของไหล รูปทรงของวัสดุ พื้นที่ที่ของไหลไหลผ่าน สมบัติทางกายภาพของของไหล ผลต่างอุณหภูมิระหว่างตัวกลางความร้อนกับผิววัสดุ ตำแหน่งต่างๆ ตามผิวของวัตถุ เป็นต้น มีบทบาทสัมคัญต่อการถ่ายเทความร้อนในกระบวนการแปรรูปอาหาร เช่น การแปรรูปอาหารด้วยความร้อน การแช่เยือกแข็ง การทำให้เข้มข้นและการแช่เย็น References Brian A. Fricke and Bryan R. Becker CALCULATION OF HEAT TRANSFER COEFFICIENTS FOR FOODS
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/2697/convective-heat-transfer-coefficient
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/2246/scoville-heat-unit-สโกวิลล์
หน่วยวัดความเผ็ด (Scoville heat unit) เป็นหน่วยวัดความเผ็ด ใช้วัดระดับความเผ็ดในพริก สารที่ให้ความเผ็ดคือแคพไซซิน (capsaicin) เป็นสารที่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง ดังนั้นถึงไม่จัดเป็นรส (taste) วิธีการทดสอบ วิธีการทดสอบความเผ็ดแบบดั้งเดิมของสโกวิลล์ 1. การทดสอบทางประสาทสัมผัส ใช้วิธีการเจือจาง (dilution) สารละลายแคปไซซิน (capsaicin) ซึ่งสกัดจากพริก เจือจางในน้ำละลายน้ำตาลและให้ผู้ชิมทดสอบ สารที่มีค่าสโกวิลล์เป็นสูง หมายความว่า ต้องเจือจางหลายเท่า จนกระทั่งไม่สามารถรับรู้ถึงความเผ็ดร้อน 2. การใช้เครื่องมือวัด เช่น High Performance Liquid Chromatography (HPLC) ค่าสโกวิลล์ของพริกและผลิตภัณฑ์จากพริก นิพาวรรณ 2547 ได้ทดสอบค่าสโกวิลล์ของพริก และผลิตภัณฑ์จากพริกของประเทศไทยพบว่า พริกจินดาสด มีค่าดัชนีความเผ็ดสูงสุด 28,050-40,200 SHU รองลงมาคือ พริกขี้หนูสด 19,500-28,050 SHU และพริกชี้ฟ้าสด 7,500-16,500 SHU ตามล้าดับ พริกขี้หนูสวนแห้ง มีค่าดัชนีความเผ็ดมากกว่าพริกชี้ฟ้าแห้ง คือ 342,600 และ 53,400 SHU พริกขี้หนูป่นตราง่วนสูน F1 CM021 และ บางช้าง (Bangchang) มีค่าระหว่าง 600-89,400 SHU ซึ่งพันธุ์ CM021 จะมีค่าดัชนีความเผ็ดสูงสุด และพันธุ์ Bangchang มีค่าดัชนีความเผ็ดต่้าสุด ส้าหรับเครื่องแกงต่างๆ พบว่า น้้าพริกน้้ายาปลา มีค่าดัชนีความเผ็ดสูงสุด และพริกแกงทำต้มย้า มีค่าดัชนีความเผ็ดต่ำสุด โดยมีค่าระหว่าง 5,250-78,750 SHU ที่มา จงรักษ์ แก้วประสิทธิ์และนิภาพรรณ คุ้มเงิน สำหรับพริกที่ได้รับบันทึกโดย กินเนสบุ๊คกว่าเป็นพริกเผ็ดที่สุดในโลก คือ การตรินิแดด สกอร์เปียน บุทช์ เทย์เลอร์ โดยวัดระดับความเผ็ดได้ 1,463,700 SHU ซึ่งพริกชนิดนี้ถูกปลูกอยู่ที่เมือง โมริสเซ็ต ห่างไปทางตอนเหนือของนครซิดนี่ย์ ประเทศออสเตรเลีย 120 กิโลเมตร สำหรับพริกชนิดนี้มีความเผ็ดกว่า นาลาเปนอส ที่ใส่อยู่ในซอสทาบาสโก้ ถึง 300 เท่า พริก การตรินิแดด สกอร์เปียน บุทช์ เทย์เลอร์ ที่มา : http://news.voicetv.co.th/global/15013.html สถิติพริกที่เผ็ดที่สุดในโลกซึ่งได้เคยได้บันทึกไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาคือ "พริกนากา ไวเพอร์" ซึ่งมีระดับความเผ็ด 1,349,000 SHU เป็นพริกที่มาจากเขตแกรนธัม ในเมืองลินคอล์นไชร์ ประเทศอังกฤษ โดยชาวไร่จากประเทศอังกฤษเป็นผู้คิดค้นสายพันธุ์พริกที่เผ็ดที่สุดพันธุ์นี้ขึ้นมา ตาราง ค่า SHC ของพริกสายพันธุ์ต่างๆ Scoville heat unitsExamples 15,000,000-16,000,000 Pure capsaicin 8,600,000-9,100,000 Various capsaicinoids (e.g., homocapsaicin, homodihydrocapsaicin, nordihydrocapsaicin) 5,000,0005,300,000 Law enforcement grade pepper spray, FN 303 irritant ammunition 855,000-1,463,700 Infinity Chilli, Naga Viper pepper, Naga Jolokia pepper (ghost chili) Trinidad Scorpion Butch T pepper 350,000-580,000 Red Savina habanero 100,000-350,000 Habanero chili, Scotch bonnet pepper,Datil pepper, Rocoto, Piri piri (African bird's eye) , Madame Jeanette, Jamaican hot pepper 50,000-100,000 Byadgi chilli, Bird's eye chili,Malagueta pepper, Chiltepin pepper, Pequin pepper 30,000-50,000 Guntur chilli, Cayenne pepper, Ají pepper,Tabasco pepper, Cumari pepper (Capsicum Chinese) 10,000-23,000 Serrano pepper, Peter pepper, Aleppo pepper, Cheong-Yang pepper 2,500-8,000 Jalapeño pepper, Guajillo pepper, New Mexican varieties of Anaheim pepper,Paprika (Hungarian wax pepper) , Tabasco sauce 500-2,500 Anaheim pepper, Poblano pepper, Rocotillo pepper, Peppadew, Padron pepper 100-500 Pimento, Peperoncini, Banana pepper 0 No significant heat , sweet pepper, Cubanelle, Aji dulce ที่มา http://en.wikipedia.org/wiki/Scoville_scale เอกสารอ้างอิง นิภาพรรณ คุ้มเงิน 2547 : การหาดัชนีความเผ็ดในพริกบางชนิด ปริญญาวิทยาศาสตร์บัณฑิต (วิทยาศาสตร์ทั่วไป) สายวิทยาศาสตร์ จงรักษ์ แก้วประสิทธิ์ และ นิภาพรรณ คุ้มเงิน การหาดัชนีความเผ็ด (Scoville Heat Units) ของพริก Scoville Heat Units Determination from Chili http://news.voicetv.co.th/global/15013.html
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1039/latent-heat-of-fusion-ความร้อนแฝงของการหลอมเหลว
ปริมาณความร้อนที่ทำให้สสารเปลี่ยนสถานะจากของแข็งเป็นของเหลว โดยที่อุณหภูมิไม่เปลี่ยนแปลง เช่น น้ำมีความร้อนแฝงของการหลอมเหลว เท่ากับ 334.0 กิโลจูลต่อกิโลกรัม (KJ / Kg) ณ ความดันบรรยากาศ หมายความว่า น้ำแข็ง 1 กิโลกรัม ที่อุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส เปลี่ยนสถานะเป็นน้ำ ที่อุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียสต้องใช้ปริมาณความร้อน เท่ากับ 334.0 กิโลจูล ความร้อนแฝงของการหลอมเหลวผลึกไขมันนม (milk fat) มีค่าประมาณ 84 จูลต่อกรัม
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1023/heat-penetration-test-การทดสอบการแทรกผ่านความร้อน
การทดสอบเพื่อหาอัตราเร็วในการถ่ายเทความร้อนจากตัวกลางความร้อนภายนอกไปยังอาหาร ที่บรรจุภายในภาชนะที่ปิดผนึกแน่น (hermectically sealed container) เช่น กระป๋อง ขวดแก้ว ถุงทนร้อนสูง (report pouch) การทดสอบทำได้โดยการเสียบปลายเทอร์มอคับเปิลที่อาหาร ตรงตำแหน่งที่ร้อนช้าที่สุดในภาชนะนั้น เพื่อบันทึกอุณหภูมิตลอดระยะการฆ่าเชื้ออาหาร ข้อมูลที่ได้นำมาใช้เพื่อคำนวณกำหนดเวลาที่ใช้ในการฆ่าเชื้ออาหารเพื่อให้ได้ค่า F (F value) ตามที่ต้องการ
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0390/latent-heat-of-vaporization-ความร้อนแฝงของการระเหย
latent heat of vaporization หมายถึง ปริมาณความร้อนที่ทำให้สสารเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นไอ โดยที่อุณหภูมิไม่เปลี่ยนแปลง เช่น น้ำมีความร้อนแฝงของการระเหยเป็นไอเท่ากับ 2,257.2 กิโลจูลต่อกิโลกรัม (KJ / Kg) หรือ 540 กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัม (Kcal/kg) ณ ความดันบรรยากาศ หมายความว่า น้ำ 1 กิโลกรัม ที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส เปลี่ยนสถานะเป็นไอ ที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส ต้องใช้ปริมาณความร้อน เท่ากับ 2,257.2 กิโลจูล ความร้อนแฝงของการกลายเป็นไอ (latent heat of vaporization) หรือความร้อนแฝงของการระเหย (latent heat of evaporation) เป็น colligative propertiesของของเหลว ที่มา http://www.engineeringtoolbox.com/fluids-evaporation-latent-heat -d_147.html Product Latent Heat ofVaporization (kJ/kg) (Btu/lb) Acetic acid 402 173 Acetone 518 223 ethyl alcohol 846 364 methyl alcohol 1,100 473 propyl Alcohol 779 335 Ammonia 1,369 589 Carbon dioxide 574 247 Carbon disulfide 351 151 Carbon tetrachloride 194 83 Chlorine 293 Chloroform 247 106 Ethylene glycol 800 344 Freon refrigerant R-11 180 77 Glycerine 974 419 Iodine 164 71 Mercury 295 127 Nitrogen 199 86 Octane 298 128 Oxygen 214 92 Propane 428 184 Propylene 342 147 Propylene glycol 914 393 Sulphur 1,510 650 Sulfur dioxide 164 Toluene 351 151 Turpentine 293 126 Water 2,257 970.4
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0389/latent-heat-of-sublimation-ความร้อนแฝงของการระเหิด
คือ ปริมาณความร้อนที่ทำให้สสารเปลี่ยนสถานะจากของแข็งกลายเป็นไอโดยที่อุณหภูมิไม่เปลี่ยนแปลง
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/6790/specific-heat-of-milk-ความร้อนจำเพาะของน้ำนม
ความร้อนจำเพาะของน้ำนม (specific heat of milk) หมายถึงปริมาณความร้อนที่ทำให้น้ำนมที่มวลหนึ่งหน่วยมีอุณหภูมิสูงขึ้น ค่าความร้อนจำเพาะ (specific heat ) ของน้ำนม (milk) ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของน้ำนม เช่น ไขมันนม (milk fat) ของแข็งในน้ำนม (milk solid) และอุณหภูมิ ค่าความร้อนจำเพาะของไขมันนม เท่ากับ 2.177 KJ/Kg oC ปริมาณไขมันในน้ำนมจึงมีผลอย่างยิ่งต่อค่าความร้อนจำเพาะของน้ำนม ค่าความร้อนจำเพาะของน้ำนมที่มีไขมันสูง จะมีผลกระทบต่อความร้อนที่ถูกดูดเข้าไปเพื่อละลายผลึกไขมันนมที่มีกรดไขมันที่เป็นองค์ประกอบ ซึ่งค่าความร้อนแฝงของการหลอมเหลว (latent heat of fusion) ของไขมันนม ประมาณ 84 จูลต่อกรัม (Jule g-1) ความร้อนจำเพาะของน้ำนมที่วัดได้ ขึ้นกับสัดส่วนของผลึกไขมันนมที่อยู่ในสภาวะของแข็ง ดังนั้นจึงมักรายงานเป็นค่าความร้อนจำเพาะปรากฎ (apparent specific heat ) ซึ่งเป็นผลรวมของค่าความร้อนจำเพาะ กับค่าความร้อนแฝงที่ใช้เพื่อละลายผลึกไขมัน ค่าความร้อนจำเพาะปรากฏของน้ำนมพบสูงสุดในช่วงแรก ที่อุณหภูมิช่วง 15-20 องศาเซลเซียส และจะสูงขึ้นอีกครั้งในช่วงอุณหภูมิประมาณ 35 องศาเซลเซียส ผลของอุณหภูมิต่อความร้อนจำเพาะของน้ำนม ความร้อนจำเพาะของน้ำนมขาดมันเนย (skim milk) เพิ่มขึ้นจาก 3.906 ถึง 3.993 KJ/Kg oC เมื่ออุณหภูมิเพิ่มจาก 1 ถึง 50 องศาเซลเซียส ที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส ความร้อนจำเพาะของน้ำนมไขมันเต็ม (whole milk) ถูกรายงานว่ามีค่าเท่ากับ 3.931 ขณะที่น้ำนมขาดมันเนยมีค่าเท่ากับ 4.052 ที่อุณหภูมิเดียวกัน
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/6113/coefficient-of-performance-of-heat-pump-coph-ค่าสัมประสิทธิ์สมรรถนะปั๊มความร้อน
ค่าสัมประสิทธิ์สมรรถนะปั๊มความร้อน (COPh) หมายถึง อัตราส่วนของปริมาณความร้อนที่เกิดขึ้นในบริเวณที่สนใจต่อปริมาณงานที่ให้ ค่าสัมประสิทธิ์สมรรถนะปั๊มความร้อนมีค่ามากแสดงถึงประสิทธิภาพที่ดีของปั๊มความร้อน ปั๊มความร้อน ใช้อธิบายถึง ลักษณะของระบบที่ำทำงานคล้ายกับปั๊ม ที่ทำหน้าที่ในการส่งความร้อนเข้ามายังบริเวณที่ต้องการความร้อนนั้น อาจเพื่อช่วยปรับอุณหภูมิห้องให้เหมาะสมกับการอยู่อาศัย (ในต่างประเทศที่มีอุณหภูมิต่ำ) หรือเพื่อใช้ในการอบแห้ง เป็นต้น โดยระบบปั๊มความร้อนมีอุปกรณ์เหมือนกับระบบปรับอากาศทุกอย่าง แต่ต่างกันที่ระบบปั๊มความร้อนให้ความสนใจปริมาณความร้อนที่เกิดขึ้นที่ condenser ต่างกับระบบปรับอากาศที่จะให้ความสนใจกับปริมาณความเย็น (ปริมาณความร้อนที่ถูกดูดออกจากห้อง) ที่เกิดขึ้นที่ evaporator ค่าสัมประสิทธิ์สมรรถนะปั๊มความร้อน สามารถคำนวนหาได้จากสมการ โดย Qh คือ ปริมาณความร้อนที่เกิดขึ้น, kJ/s W คือ พลังงานที่ใช้, kJ/s ค่าสัมประสิทธิ์สมรรถนะปั๊มความร้อนสูงสุดของระบบที่จะเป็นไปได้ สามารถคำนวนได้จากสมการ โดย Thot คือ อุณหภูมิของคอยล์ร้อนหรือ condensor Tcold คือ อุณหภูมิของคอยล์เย็นหรือ evaporator ที่มารูป : http://www.fluorocarbons.org/uploads/images/Heat _Pumps.jpg
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0393/line-heat-source-thermal-conductivity-probe-โพรบค่าการนำความร้อนแบบเส้นลวดกำเนิดความร้อน
line heat source thermal conductivity probe หรือ โพรบค่าการนำความร้อนแบบเส้นลวดกำเนิดความร้อน คือ อุปกรณ์ที่ใช้วัดค่าการนำความร้อน (thermal conductivity) ของอาหาร ประเภท non steady state method หลักการทำงาน โพรบค่าการนำความร้อนแบบเส้นลวดกำเนิดความร้อน มีลักษณะเป็นเข็มทรงกระบอกปลายปิดขนาดเล็ก (probe housing) ภายในมีลวดความร้อน (heat ing wire) และ เทอร์มอคัปเปิล (thermocouple) ใช้วัดอุณหภูมิ หากวัสดุที่มีการนำความร้อนต่ำ ความร้อนจะสะสมอยู่ใกล้โพรบวัด ทำให้อุณหภูมิที่อ่านได้จากเทอร์มอคับเปิลเพิ่มขึ้นอย่ารวดเร็ว ตรงข้ามกับกรณีซึ่งวัสดุที่มีการนำความร้อนสูง ความร้อนนำผ่านเนื้อวัสดุอย่างรวดเร็ว ทำให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นช้า
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/6123/condenser-water-cooling-water-น้ำหล่อเย็น
Condensing Water The water that removes heat from the chiller heat exchanger is called the condensing water. This is not because the water condenses, but because it causes the high-pressure gaseous Freon in the heat exchanger to condense into a liquid. This liquid Freon goes to an evaporator that causes its temperature to decrease so that it can extract heat from the water in the chilled water system. The condensing water carries the heat outside the building by being pumped to a cooling tower. Here, the heat is removed by the evaporation of some of the condensing water. Read more: What Is Condensing Water in a Chiller? | eHow.com http://www.ehow.com/info_8743111_condensing-water-chiller.html#ixzz2BKxTVLep น้ำหล่อเย็น คือ น้ำสำหรับถ่ายเทความร้อนออกจากอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อน (heat exchanger ) ของเครื่องทำน้ำเย็น (chiller) บางครั้งเรียกว่า น้ำคอนเดนซิ่ง (condensing water) ซึ่งในความเป็นจริงไม่ได้เิิกิดการกลั่นตัวของน้ำ แต่เป็นเพราะไอของสารทำความเย็นในอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อน
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0340/fouling-ตะกรัน
ตะกรัน (fouling) คือ คราบ เมือก ตะกอนสะสม เช่น คราบ ที่เกิดขึ้นบนเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน (heat exchanger ) คราบดังกล่าว มีผลทำให้การถ่ายเทความร้อนช้าลงบนพื้นที่แลกเปลี่ยนความร้อน อุปกรณ์แลกเปลียนความร้อน (heat exchanger ) เช่น เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบแผ่น (plate heat exchanger ) เครื่องระเหย (evaporator) ทำให้สัมประสิทธิ์การถ่ายโอนความร้อนลดลงอย่างต่อเนื่อง การเกิด fouling บน plate heat exchanger ที่มาของภาพ : http://www.tempcoblog.it/wp-content/uploads/2007/07/plate_02.jpg คราบ ตะกรันจากการตกผลึก (Crystallisation fouling) เกิดจากตกผลึกของสารละลายเกลือ กลุ่มหินปูนพวกเกลือแคลเซียม และแมกนีเซียม หรือซิลิก้า ตามปกติพบ เช่น แคลเซียม และแมกนีเซียมคาร์บอเนต (CaCO3 และ MgCO3) จากความกระด้างของน้ำ การให้ความร้อนนำที่อุณหภูมิสูงกว่า45°C to 55°C ทำให้คาร์บอเนตจะตกผลึก เกิดเป็นฟิมส์จับแน่น และพอกหนาขึ้นเรื่อยๆ คราบ ตระกรันจากสารอินทรีย์ โดยเฉพาะ เกิดจากอาหารโดยเฉพาะโปรตีน (protein) ซึ่งได้รับความร้อนสูงเกิดการตกตะกอนเนื่องจากการสูญเสียสภาพธรรมชาติ (protein denaturation) และคาร์โบไฮเดรท (carbohydrate) จับแน่นเป็นคราบ คราบ ตะกรัน จากจุลินทรีย์ เกิดจากแบคทีเรีย (bacteria) ยีสต์ (yeast) หรือรา (mold) ที่สร้างเมือก เป็นฟิมส์เหนียวเกาะติดแน่นบนพื้นผิว หรือท่อ ซึ่งเรียกว่าไบโอฟีสม์ (biofilm)
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/2860/ultra-high-temperature-uht
Ultra high temperature เรียกย่อ ว่า UHT เป็นชื่อเรียกกระบวนการแปรรูปอาหารด้วยความร้อน (thermal processing) เป็นการใช้อุณหภูมิสูงมาก (ultra high temperature) และใช้เวลาสั้นมาก เพื่อทำให้อาหารปลอดเชื้อทางการค้า (commercial sterilization) ส่วนประกอบสำคัญของระบบ UHT 1. เครื่องกำจัดอากาศ (deaerator) 2. ส่วนให้ความร้อนและส่วนทำให้เย็น (heat ing and cooling section) 2.1 Direct heat ing method steam injection steam infusion 2.2 Indirect heat ing method เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบแผ่น (plate heat exchanger ) เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบท่อ (tubular heat exchanger ) เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบใบมีดขูดผิว (scraped surface heat exchanger ) 3. ส่วนคงอุณหภูมิ (holding section) ในท่อคงอุณหภูมิ (holding tube) 4. ระบบการบรรจุแบบปลอดเชื้อ (aseptic packaging system)
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/3231/steam-injection
Steam injection เป็นอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อน (heat exchanger ) ที่ใช้เพื่อให้ความร้อนแก่อาหารเหลวในระบบยูเอชที (UHT) โดยหัวฉีดไอน้ำ (steam injection head) ฉีดไอน้ำที่มีความดันสูง ให้สัมผัสกับอาหารที่ต้องการเพิ่มอุณหภูมิ เพื่อเพิ่มอุณหภูมิของอาหารให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วคงอุณหภูมิในท่อคงอุณหภูมิ (holding tube) ก่อนที่จะทำให้ตัวอย่างเย็นอย่างรวดเร็ว ไอน้ำจะกลั่นตัวเป็นน้ำทำให้อาหารเหลวเจือจางลง นำไปแยกน้ำออก เพื่อให้ได้มาตรฐานตามที่ต้องการ
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1996/elastomer-อีลาสโตเมอร์
Elastomer เป็นวัสดุประเภทพอลิเมอร์ ที่มีลักษณะยืดหยุ่น (elastic) คล้ายยางธรรมาติ มีการนำ elastomer มาใช้เป็นวัสดุที่พื้นผิวสัมผัสอาหาร (food contact surface) สำหรับเครื่องจักรและอุปกรณ์แปรรูปอาหาร เช่น เป็น วัสดุเชื่อม กันรั่ว กันซึม เช่น ประเก็น (gasket) วงแหวน ที่ใช้กับปั๊ม (pump) เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน (heat exchanger ) เช่น เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบแผ่น (plate heat exchanger ) หรือใช้เคลือบผนัง ฝ้า พื้น โรงงาน เพื่อให้ผิวเรียบ ล้างทำความสะอาดได้ง่าย elastomer ที่ให้ใช้กับพื้นผิวสัมผัสอาหารอาหาร ได้แก่ ethylene propylene diene monomer (EPDM) แต่ไม่ทนทานต่อน้ำมันและไขมัน, nitrile rubber, nitrile butyl rubber (NBR), silicon rubber และ Fluoroelastromer (viton) (เหมาะกับการใช้งานที่อุณหภูมิสูงถึง 180 องศาเซลเซียส) การใช้แรงบีบอัดที่มากเกินไปจะทำให้สารดังกล่าวเกิดความเสียหายและ ปนเปื้อนกับอาหารได้ นอกจากนี้ควรระมัดระวังด้านการขยายตัวขณะให้ความร้อนกับผลิตภัณฑ์ Finished ceiling with Elastomer Food Grade Coating. image: http://www.tmicoatingsblog.net/archives/537
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/5177/htst-pasturization-การพาสเจอไรซ์ที่อุณหภูมิสูงระยะเวลาสั้น
มีคำเต็มว่า high temperature short time pasteurization เป็นกระบวนการทำลายจุลินทรีย์ที่ก่อโรคที่มีอยู่ในอาหาร เพื่อยืดอายุการเก็บรักษา หรือการวางจำหน่ายให้นานขึ้น นิยมใช้กับน้ำนมและน้ำผลไม้ การให้ความร้อนใช้ plate heat exchanger หลังจากนั้นน้ำนมจะต้องนำไปเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 4 องศาเซลเซียสทันที
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0348/gasket-ปะเก็น
ประเก็น (gasket) เป็นวัสดุยืดหยุ่นที่ใช้สำหรับผนึกผิวของแผ่นวัตถุ เพื่อให้โลหะสองชิ้นตินแนบสนิท พบได้ในปั๊มอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนแบบแผ่น (plate heat exchanger ) หน้าแปลน (flange) วัสดุที่ใช้สำหรับผลิตประเก็น เป็นวัสดุที่สามารถดูดซับแรงกระแทกแล้วกลับสู่สภาพเดิมได้ ได้แก่ ยาง พลาสติก elastomerหรือ โลหะอ่อน ปะเก็นสำหรับเครื่องจักรและอุปกรณ์แปรรูปอาหาร โดยเฉพาะส่วนที่สัมผัสกับอาหาร (food contact surface) จะต้องถูกออกแบบอย่างถูกสุขลักษณะ
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0897/aseptic-processing-การทำให้ปลอดเชื้อ
การทำให้ปลอดเชื้อ (aseptic processing) เป็นส่วนหนึ่งของระบบ aseptic processing and packaging system ซึ่งเป็นระบบ การแปรรูปอาหารด้วยความร้อน (themal processing) แบบต่อเนื่อง ระดับการให้ความร้อนเพื่อทำให้อาหารปลอดเชื้อ 1. ระดับพาสเจอร์ไรซ์ (pasteurization) ด้วยระบบการพาสเจอไรซ์แบบต่อเนื่อง (in-line pasteurization) 2. Ultra High Temperature (UHT) ส่วนประกอบหลักของการทำให้ปลอดเชื้อ ส่วนให้ความร้อน (heat ing section) การให้ความร้อนเพื่อทำให้อุณหภูมิของอาหารเหลวเท่ากับอุณหภูมิที่ต้องการใช้ในการฆ่าเชื้อ เช่น อุณหภูมิพาสเจอไรซ์น้ำนมเท่ากับ 72 องศาเซลเซียส ส่วนคงอุณหภูมิ holding section เป็นช่วงที่คงอุณหภูมิอาหารเหลวไว้ที่อุณหภูมิไม่ต่ำกว่าอุณหภูมิที่ใช้พาสเจอร์ไรซ์ ตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อเพียงพอกับการพาสเจอร์ไรซ์ โดยให้อาหารไหลอยู่ในท่อ เรียกว่า holding tube เช่น น้ำนม ( 72 องศาเซลเซียส) ให้ครบ 15 วินาที ควบคุมด้วยความยาวท่อ และ/ หรือ อัตราไหล (flow rate) Cooling section เป็นการลดอุณหภูมิของอาหารเหลวที่ผ่านการพาสเจอร์ไรซ์แล้ว อย่างรวดเร็วให้เหลือ 2-4องศาเซลเซียส เพื่อยับยั้งการเจริญของ mesophile และ thermophile ที่เหลือรอด การออกแบบระบบการทำให้อาหารปลอดเชื้อ อุปกรณ์ในระบบการทำให้อาหารปลอดเชื้อ 1. Balance tank 2. อุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อน (heat exchanger ) 3. Holding tube 4. ปั๊ม 5. อุปกรณ์ควบคุม
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/3177/plate-evaporator
Plate evaporator หรือ plate heat evaporator คือเครื่องระเหย (evaporator) มีส่วนประกอบสำคัญคือ plate heat exchanger เครื่องระเหยประเภทนี้มีข้อจำกัดในการใช้กับผลิตภัณฑ์ที่มีความหนืดสูง และผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีของชิ้นของแข็ง ได้แก่ น้ำตาล (sugar) สารให้ความหวาน (sweetener) น้ำผลไม้ (fruit juice) ของเหลวที่สกัดจากเนื้อสัตว์และปลา References http://www.alfalaval.com/solution-finder/products/alfa-vap/Documents/alfavap.pdf
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0694/cleaning-in-place-cip
การทำความสะอาดแบบไม่ถอดชิ้นส่วน (cleaning in place) เขียนย่อยว่า CIP (มักเรียกว่า ซี ไอ พี) เป็นระบบการทำความสะอาดอุปกรณ์แปรรูปอาหารที่ต่อกันเป็นสายการผลิต หรือเครื่องจักรแต่ละตัวแบบอัตโนมัติโดยไม่ต้องถอดชิ้นส่วนต่างๆ ของอุปกรณ์ออกจากกัน เป็นการทำความสะอาดแบบเปียก (wet cleaning) ด้วยสารละลาย CIP (CIP solution) หลายชนิด ได้แก่ น้ำ สารซักฟอก (detergent) สารทำความสะอาด (cleaning agent) น้ำยาฆ่าเชื้อ (sanitizer) ประสิทธิภาพของ ระบบ CIP ขึ้นอยุ่กับ 5 T's Time ระยะเวลาการสัมผัส (contact time) ระหว่างพื้นผิวที่ต้องการทำความสะอาดและสารละลาย CIP Temperature อุณหภูมิของสารละลาย CIP Titration ปฏิกิริยาระหว่าง สารละลาย CIP กับสิ่งสกปรก Turbulence เกิดการไหลแบบปั่นป่วน (turbulent flow) เพื่อให้เกิดแรงในการชะล้าง Technology Single Pass systems Recirculation system ที่มา: http://www.l-h-s.co.uk/cleaninginplace.php Source: Dairy Processing Handbook. Published by Tetra Pak Processing Systems AB, S-221 86 Lund, Sweden. pg. 411. Cleaning in place เป็นระบบทำความสะอาดที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมผลิตอาหารเหลวและเครื่องดื่ม ประเภท in-line pasteurization, ยูเอชที (ultra high temperature, UHT) อุปกรณ์ต่างๆ ดังนี้ ปั๊มสำหรับงานสุขอนามัย (hygienic pump) Homogenizer Plate heat exchanger Tubular heat exchanger Pipe
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0341/freeze-concentration-การทำให้เข้มข้นโดยการแช่เยือกแข็ง
Freeze concentration เป็นการแปรรูปอาหาร โดยการทำให้เข้มข้น (concentration) ด้วยการลดอุณหภูมิของอาหารให้ต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง เพื่อให้น้ำบางส่วนเกิดเป็นผลึกน้ำแข็ง (ice crystal formation) แล้วแยกผลึกน้ำแข็งออก อาหารเหลวที่ทำให้เข้มข้นด้วยวิธีนี้ ไม่สัมผัสกับความร้อนเหมือนการทำให้เข้มข้นด้วยเครื่องระเหย (evaporator) จึงให้อาหารเข้มข้นที่ได้ยังคงกลิ่นรสของอาหารสดได้ดีและคุณค่าทางโภชนาการไว้ได้ดีกว่า เหมาะสำหรับใช้กับการทำอาหารเหลวให้เข้มข้น เช่น น้ำผลไม้เข้มข้น กาแฟ ชา เบียร์ ไวน์ เป็นต้น กระบวนการทำให้เข้มข้นแบบแช่เยือกแข็ง กระบวนการทำให้เข้มข้นแบบแช่เยือกแข็ง 1. การแช่เยือกแข็งอาหารเหลว เพื่อให้เกิดผลึกน้ำแข็งในอาหารเหลว โดยการสัมผัสอาหารเหลวกับสารทำความเย็น (refrigerant) โดยตรง หรือ สัมผัสโดยอ้อมโดยอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อน (heat exchanger ) ได้แก่ เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบใบมีดขูดผิว (scraped surface heat exchanger ) เกิดนิวเคลียสของผลึกน้ำแข็ง (nucleation) จำนวนมากในอาหารเหลว แล้วเพิ่มขนาดของนิวเคลียสของผลึกน้ำแข็ง (crystal growth) เพื่อให้ได้ผลึกน้ำแข็งที่มีขนาดเหมาะสม ได้อาหารเหลว ที่มีลักษณะเป็นกึ่งของเหลวกึ่งของแข็ง (slurry) ประกอบไปด้วยผลึกน้ำแข็ง อยู่รวมกับส่วนที่เป็นของเหลว 2. การแยกผลึกน้ำแข็ง เพื่อแยกผลึกน้ำแข็งออกจากสารสะลาย โดยให้ของเหลวติดไปกับผลึกน้ำแข็งน้อยที่สุด ทำให้ได้ของเหลวที่เข้มข้นเพิ่มขึ้นมักใช้เครื่องแยกแบบหมุนเหวี่ยง (centrifuge) เพราะความหนาแน่นของผลึกน้ำแข็งต่ำกว่าความหนาแน่นของอาหารเหลวเข้มข้น หรือใช้การกรอง (filtration) ก็ได้ Reference http://202.44.47.77/tam/SubjectsbyWASAN/673352%20FoodProcessingII/freeze%20concentration.pdf
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0615/centrifugal-pump-ปั๊มแบบหมุนเหวี่ยง-ปั๊มหอยโข่ง
ปั๊มแบบหมุนเหวี่ยง (centrifugal pump) อาจเรียกว่า ปั๊มหอยโข่ง เป็นปั๊ม (pump) ชนิดหนึ่งที่นิยมใช้อย่างกว้างขวางตามบ้านเรือน เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม centrifugal pump มีหลักการทำงานโดยใช้แรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง (centrifugal force ) ของใบพัดปั๊ม (impeller) ทำให้ของเหลวมีความเร็วเพิ่มขึ้น เป็นปั๊มสำหรับใช้งานทั่วไป เพื่อขนถ่ายของเหลวเข้าสู่อุปกรณ์ต่างๆ เหมาะกับอาหารเหลวที่มีความหนืด (viscosity) ต่ำ (น้อยกว่า 500 centipoise) แต่ไม่เหมาะกับของเหลวที่มีชิ้นเนื้อปนอยู่ด้วย หากมีชิ้นเนื้อจะเกิดการอุดตันขึ้น และไม่เหมาะกับของเหลวที่มีฟองอากาศ (aerated liquid) เนื่องจากจะเกิด cavitation ของปั๊มได้ง่าย Single stage centrifugal pump หมายถึงปั๊มแบบหมุนเหวี่ยงที่มีใบพัดชุดเดียว ให้ความดันเพิ่มขึ้นไม่เกิน 5 บาร์ Multistage centrifugal pump หมายถึงปั๊มแบบหมุนเหวี่ยงที่มีใบพัด ตั้งแต่ 2-6 ชุด (stage) ใช้กับงานที่ต้องการแรงดันสูงขึ้น เช่น ปั๊มป้อนเข้า plate heat exchanger , reverse osmosis, ultra filtration เป็นต้น การใช้งาน ปั๊มชนิดนี้เหมาะกับของไหลประเภท Newtonian fluid เช่น น้ำ น้ำมันพืช เครื่องดื่มเช่น น้ำนม น้ำผลไม้ชนิดใส น้ำเชื่อม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นต้น
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1953/สมบัติของน้ำ-water-properties
Maximum density at 4oC 1,000 kg/m3 1.940 slugs/ft3 Specific Weight at 4oC 9.807 kN/m3 62.43 Lbs./Cu.Ft Freezing point 0oC Boiling point 100oC Latent heat of melting 334 kJ/kg Latent heat of vaporization 2,270 kJ/kg Critical temperature - 380oC-386oC Critical pressure 221.2 bar 22.1 MPa (MN/m2) Specific heat (water) 4.187 kJ/kgK Specific heat (ice) 2.108 kJ/kgK Specific heat (vapor) 1.996 kJ/kgK Bulk modulus elasticity 2.15 x 109 Pa, N/m2
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1005/turbulent-flow-การไหลแบบปั่นป่วน
การไหลแบบปั่นป่วน (tubulent flow)หรือการไหลที่ไม่เป็นระเบียบ โดยทั่วไปเกิดขึ้นกับของไหลที่มีค่าความหนืด (viscosity) ต่ำและไหลด้วยความเร็วสูง หรือขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของท่อที่ของไหลไหลผ่านมีขนาดเล็กเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณของไหลที่ไหลภายในท่อ รูปแบบการไหลของของไหลมีทิศทางและความเร็วที่ไม่แน่นอน และมีการผสมกันระหว่างชั้นของไหลในขณะเคลื่อนที่ ลักษณะการไหลของของไหลมีความสำคัญต่อการเลือกใช้ชนิดของเครื่องมือวัด (instrument) ให้เหมาะสมกับการใช้งาน สามารถพิจารณาได้จากค่าตัวเลขเรย์โนลด์ (Reynolds number, Re) ซึ่งเป็นตัวเลขที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของของไหลที่เปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิ (temperature) และความดัน (pressure) ได้แก่ ความหนาแน่น (ρ) และความหนืด (μ) ความเร็วของของไหล (v) ที่ไหลภายในท่อ และขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของท่อ (D) ของไหลที่ไหลในท่อที่มีการไหลแบบปั่นป่วนจะมีตัวเลขเรย์โนลด์สูง โดยมีค่าเรย์โนลด์นัมเบอร์วิกฤตเป็นตัวบ่งบอกถึงการเปลี่ยนลักษณะการไหลของของไหลจากแบบราบเรียบ (laminar flow) ไปเป็นการไหลแบบปั่นป่วน (turbulent flow) สำหรับของไหลที่ไหลในท่อมีค่าเรย์โนลด์นัมเบอร์วิกฤตเท่ากับ 2,300 ถ้า Re มีค่าน้อยกว่าหรือเท่ากับ 2000 (Re≤ 2000) ของไหลจะมีลักษณะการไหลแบบราบเรียบ (laminar flow) ถ้า Re มีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 4000 (Re ≥4000) ของไหลจะมีลักษณะการไหลแบบปั่นป่วน (turbulent flow) ลักษณะการไหลของของไหล ตัวอย่างกระบวนการแปรรูปอาหารที่ต้องการให้ของไหลมีลักษณะการไหลในท่อในรูปแบบการไหลแบบปั่นป่วน ได้แก่ การไหลในเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน เช่น เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบแผ่น (plate heat exchanger )มีการออกแบบ และขึ้นรูป ผิวหน้าของแผ่นแลกเปลี่ยนความร้อนให้เป็นลอนเป็นคลื่นเพื่อให้เกิดการไหลแบบปั่นป่วน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการถ่ายเทความร้อน การทำความสะอาดแบบ Cleaning in place ต้องการการไหลของ CIP solution ให้เป็นแบบปั่นป่วนเพื่อให้เกิดแรงชะล้างสิ่งสกปรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่มา: การวัดและเครื่องมือวัด ประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร (นวภัทรา และ ทวีพล , 2555)
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1529/in-line-pasteurization-การพาสเจอไรซ์แบบต่อเนื่อง
การพาสเจอไรซ์แบบต่อเนื่อง (in-line pasteurization อาจเรียกว่า continuous pasteurization) หมายถึง การพาสเจอไรซ์ (pasteurization) โดยที่อาหารไหลอยู่ในท่อ (in-line) อย่างต่อเนื่อง ด้วยระบบ aseptic processingมีขั้นตอนหลัก คือ การทำให้อุณหภูมิของอาหารสูงขึ้นจนถึงอุณหภูมิที่ต้องการฆ่าเชื้อระดับพาสเจอไรซ์ด้วยอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อน (heat exchanger ) แล้วคงอุณหภูมิไว้ในท่อคงอุณหภูมิ (holding tube) ระยะเวลาหนึ่ง แล้วจึงทำให้เย็นลง การพาสเจอไรซ์ด้วยระบบ in-line pasteurization เป็นการพาสเจอไรซ์แบบใช้อุณหภูมิสูง ระยะเวลาสั้น (high-temperature short-time (HTST) เพื่อรักษาคุณภาพอาหารอาหารที่ผ่านการพาสเจอไรซ์แล้วอาจนำมาบรรจุแบบปลอดเชื้อ (aseptic packaging) และเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำ (cold storage) หรืออาจนำไปแปรรูปในกระบวนการต่อไป เช่น น้ำนมที่ผ่านการพาสเจอไรซ์ นำไปแปรรูปต่อเป็น นมผง นมข้นไม่หวาน โยเกิร์ต ไอศกรีม เนยแข็ง เป็นต้น เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง การพาสเจอไรซ์ (pasteurization) ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปด้วยระบบการพาสเจอไรซ์แบบต่อเนื่อง ขั้นตอนหลักของการพาสเจอไรซ์แบบต่อเนื่อง ส่วนประกอบของเครื่องพาสเจอไรซ์แบบต่อเนื่อง ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปด้วยระบบการพาสเจอไรซ์แบบต่อเนื่อง การพาสเจอไรซ์แบบ in-line pasteurization เหมาะสำหรับการพาสเจอไรซ์อาหารเหลว เช่น เครื่องดื่มน้ำนมเบียร์ไอศกรีมน้ำผลไม้ที่ต้องการกำลังการผลิตสูง และทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาหารเหลวที่ใช้ฆ่าเชื้อระบบนี้ ต้องไหลผ่านท่อได้ ปั๊มได้ น้ำนมพาสเจอร์ไรซ์ (pasteurized milk) นมเปรี้ยวพร้อมดื่มพาสเจอไรซ์ (pasteurized fermented milk drink) ไอศกรีม น้ำผลไม้ ขั้นตอนหลักของการพาสเจอไรซ์แบบต่อเนื่อง 1. ช่วงให้ความร้อน (heat ing section) ขั้นตอนนี้เป็นการทำให้อุณหภูมิของอาหารร้อนขึ้นจนได้อุณหภูมิสูงกว่าหรือเท่ากับอุณหภูมิที่ใช้เพื่อการพาสเจอไรซ์ (pasteurization temperature) โดยอาหารเหลวจะถูกปั๊มจากถังเก็บวัตถุดิบ (balance tank) ด้วยปั๊มป้อน (feed pump) เข้าสู่เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน (heat exchanger ) ซึ่งเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนที่นิยมใช้ ได้แก่ เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบแผ่น (plate heat exchanger ) เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบท่อ (tubular heat exchanger ) เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบใบมีดขูด (scraped surface heat exchanger ) 2. ช่วงคงอุณหภูมิ (holding section) อาหารเหลวที่มีอุณหภูมิสูงกว่า หรือเท่ากับอุณหภูมิพาสเจอไรซ์จะผ่านเข้าท่อคงอุณหภูมิ (holding tube) เพื่อรักษาอุณหภูมิพาสเจอไรซ์ไว้ให้ได้ระยะเวลาที่กำหนดโดยระยะเวลา ควบคุมด้วยเครื่องควบคุมอัตราการไหล (flow controller) โดยระยะเวลาการคงอุณหภูมิกำหนดจากขนาดของท่อ และอัตราการไหลของอาหารเหลว เพื่อให้อาหารผ่านการพาสเจอไรซ์อย่างสมบูรณ์ เช่นมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานความร้อน โดยใช้เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน เพื่อแลกเปลี่ยนความร้อนระหว่างผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการพาสเจอไรซ์แล้ว 3. ช่วงลดอุณหภูมิ (cooling section) 4. Regenerative preheat ing sectionsวัตถุดิบที่ยังไม่ผ่านการพาสเจอไรซ์เพื่อเพิ่มอุณหภูมิเริ่มต้นให้กับวัตถุดิบ หรือลดอุณหภูมิของผลิตภัณฑ์ ระบบการฆ่าเชื้อ Batch pasteurization (LTLT) heat ing temperature ( oC) holding time อุณหภูมิ เก็บรักษา น้ำนมพาสเจอไรซ์ 63 30 นาที < 4 ซ น้ำนมเปรี้ยวพร้อมดื่มพาสเจอไรซ์ 63 30 นาที < 4 ซ ไอศกรีมผสม (ice cream mix) 69 30 นาที < 4 ซ In-line pasteurization (HTST) heat ing temperature ( oC) holding time อุณหภูมิ เก็บรักษา น้ำนมพาสเจอไรซ์ (ไขมันนมน้อยกว่า 10%, นมวัว นมแพะ เวย์) : 72 15 วินาที < 4 ซ น้ำนมเปรี้ยวพร้อมดื่มพาสเจอไรซ์ 72 15 วินาที < 4 ซ ผลิตภัณฑ์นม-ไขมันนมมากกว่าหรือเท่ากับ 10% หรือเติมน้ำตาล (ครีม นมช๊อกโกแลต, น้ำนมปรุงแต่ง เป็นต้น) 75 15 วินาที < 4 ซ Frozen Dairy Product Mixes, Egg Nog 80 25 วินาที < 4 ซ Ultra High Temperature (UHT) ส่วนประกอบที่สำคัญของเครื่องพาสเจอไรซ์แบบต่อเนื่อง Balance tank เป็นถังเก็บวัตถุดิบ Feed pump ปั๊มป้อน Flow controller เครื่องควบคุมอัตราการไหล Regenerative preheat ing sections ส่วนของเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนที่ใช้เพื่อ แลกเปลี่ยนความร้อนระหว่างผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการพาสเจอไรซ์แล้ว กับ วัตถุดิบที่ยังไม่ผ่านการพาสเจอไรซ์ เพื่อเพิ่มอุณหภูมิเริ่มต้นให้กับวัตถุดิบ หรือลดอุณหภูมิของผลิตภัณฑ์ Centrifugal clarifier เครื่องทำให้ใส เพื่อกรองสิ่งสกปรกออกจากอาหารเหลวด้วยการใช้แรงเหวี่ยงหนีศูนย์ Heat ing section ส่วนให้ความร้อนอาหารเหลวให้มีอุณหภูมิเท่ากับหรือสูงกว่าอุณหภูมิที่ต้องการพาสเจอไรซ์ Holding tube Booster pump Hot water heat ing system Regenerative cooling sections Cooling sections Flow diversion valve Control panel การบรรจุผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการพาสเจอไรซ์แบบต่อเนื่อง หลังผ่านช่วงคงอุณหภูมิ อาหารเหลวจะถูกทำให้เย็นลงอย่างรวดเร็ว เพื่อยับยั้งการเจริญและเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย์ โดยเฉพาะแบคทีเรียที่ทนอุณหภูมิสูง (thermophilic bacteria) และสปอร์ของแบคทีเรีย (bacterial spore) ซึ่งไม่ได้ถูกทำลายระหว่างการพาสเจอไรซ์ และหลังผ่านการพาสเจอไรซ์แล้วอาหารประเภทกรดต่ำ (low acid food) จะต้องเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำ ตลอดระยะเวลาการเก็บรักษา
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1791/physical-properties-of-water-สมบัติทางกายภาพของน้ำ
Maximum density at 4oC 1,000 kg/m3 1.940 slugs/ft3 Specific Weight at 4oC 9.807 kN/m3 62.43 Lbs./Cu.Ft Freezing point 0oC Boiling point 100oC Latent heat of melting 334 kJ/kg Latent heat of evaporation 2,270 kJ/kg Critical temperature - 380oC-386oC Critical pressure 221.2 bar 22.1 MPa (MN/m2) Specific heat (water) 4.187 kJ/kgK Specific heat (ice) 2.108 kJ/kgK Specific heat (vapor) 1.996 kJ/kgK Bulk modulus elasticity 2.15 x 109 Pa, N/m2 โมเลกุลของน้ำ (water molecule) ความหนาแน่นของน้ำ
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/2943/เครื่องจักรและอุปกรณ์แปรรูปอาหาร-food-processing-equipment
Food processing equipment หมายถึงเครื่องจักร และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในกระบวนการแปรรูปอาหาร (food processing) ซึ่งจะต้องเป็นเครื่องจักรที่ออกแบบอย่างถูกสุขลักษณะ (hygienic designed equipment) โดยเฉพาะบริเวณที่สัมผัสโดยตรงกับอาหาร (food contact surface) เพื่อป้องกันการปนเปื้อน ที่จะนำมาสู่อันตรายในอาหาร (food hazard) ตัวอย่างเครื่องจักรและอุปกรณ์แปรรูปอาหาร กระบวนการแปรรูปอาหาร เครื่องจักรและอุปกรณ์การแปรรูป การเตรียมวัตถุดิบ (raw material preparation) เครื่องคัดขนาด (sizer) เครื่องปอกเปลือก (peeler) เครื่องบดแบบฆ้อน (hammer mill) เครื่องบดแบบลูกบอล (ball mill) เครื่องหั่นเต๋า (dicer) เครื่องลวก (blancher) เครื่องหมุนเหวี่ยง (centrifuge,decanter centrifuge) เครื่องผสม (mixer) เครื่องกวน การกรอง (filtration) Plate and frame filter การกรองด้วยเยื่อ (membrane filtration) Reverse osmosis (RO) Ultra filtration (UF) Micro filtration (MF) การทำแห้ง (dehydration) ตู้อบแห้ง (cabinet drier) เครื่องอบแห้งแบบถัง (bin drier) เครื่องอบแห้งแบบสายพาน (belt drier) เครื่องทำแห้งแบบพ่นฝอย (spray drier) เครื่องทำแห้งแบบฟลูอิดไดซ์ เบด (fluidized bed drier) เครื่องอบแห้งแบบแฟลช (flash drier) เครืองอบแห้งแบบลม (pneumatic drier) เครื่องอบแห้งแบบถังหมุน (rotary drier) เครื่องทำแห้งแบบลูกกลิ้ง (drum drier) การทำแห้งด้วยแสงอาทิตย์ (sun drying) เครื่องอบแห้งแสงอาทิตย์ (solar drier) เครื่องอบแห้งด้วยอินฟราเรด (infrared drier) การทำแห้งด้วยไมโครเวฟ (microwave drier) เครื่องอบแห้งแบบระเหิด (freeze drier) การแช่เยือกแข็ง (freezing) plate freezer fluidized bed freezer spiral freezer cryogenic freezer การแปรรูปอาหารด้วยความร้อน (thermal processing) heat exchanger plate heat exchanger steam retort hydrostatic sterilizer การทำให้เข้มข้น (concentration) evaporator vacuum evaporator falling film evaporator multiple effect evaporator ปั๊ม (pump) centrifugal pump positive displacement pump กลุ่มปั๊มแบบหมุน (rotary pump) กลุ่มปั๊มแบบเคลื่อนที่กลับไปมา (reciprocating pump) vacuum pump อุปกรณ์ลำเลียง (conveyor) screw conveyor flat top plate conveyor flight conveyor chain conveyor belt conveyor bucket elevator roller conveyor magnetic elevator อุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อน (heat exchanger ) เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบแผ่น (plate heat exchanger ) เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบท่อ (tubular heat exchanger ) เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบใบมีดขูดผิว (scraped surface heat exchanger ) เครื่องบรรจุ Filling machineเครื่องปิดฝาขวด in-line filling machine rotary filling machine เครื่องปิดฝากระป๋อง เครื่องปิดฉลาก เครื่องพิมพ์รหัส ระบบทำความสะอาด cleaning in place (CIP)
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/6115/cooling-load-ภาระการทำความเย็น
ภาระการทำความเย็น (cooling load) เป็นปริมาณความร้อนที่เกิดขึ้นในบริเวณปรับอากาศหรือทำความเย็น ที่ระบบทำความเย็นต้องกำจัดความร้อนนี้ออกไปจากพื้นที่ปรับอากาศ ในอุตสาหกรรมอาหารภาระทำความเย็นหรือแหล่งความร้อน เกิดจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้ 1. พนักงานที่ทำงานในพื้นที่ดัีงกล่าว 2. แหล่งความร้อนจากอุปกรณ์ต่างๆ ในบริเวณนั้น เช่น หม้อต้ม ขดลวดความร้อน หลอดไฟ เครื่องปิดผนึก มอเตอร์ ฯลฯ 3. ความร้อนจากภายนอกที่ผ่านเข้ามาทางผนัง พื้นและเพดาน ด้่วยการนำความร้อน (heat conduction) การแผ่รังสีความร้อน (heat radiation) และการพาความาร้อน (heat convection) 4. ความร้อนจากกระบวนการเผาผลาญอาหารของผัก/ผลไม้ที่เก็บด้วยการแช่เย็น 5. ผลิตภัณฑ์ที่ต้องการแช่เย็นหรือแช่แข็ง 6. ความชื้นที่เกิดขึ้นในบริเวณดังกล่าว 7. การแทรกซึม/รั่วไหลของอากาศ ภาระในการทำความเย็น มีความสำคัญกับการออกแบบและเลือกใช้อุปกรณ์ทำความเย็นให้เหมาะสมกับความร้อนที่เกิดขึ้น โดยจะมีการเผื่อขนาดประมาณ 10% ของภาระการทำความเย็นเพื่อเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสม ที่มารูป : http://www.mech.hku.hk/bse/MEBS6006/acload.jpg
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/6132/cooling-tower-หอทำความเย็น
หอทำเย็น คือ อุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนระหว่างน้ำกัับอากาศ เพื่อทำให้น้ำร้อนมีอุณหภูมิที่ลดลงจากการแลกเปลี่ยนความร้อนกับอากาศ หลักการของหอทำความเย็น คือ มีอุปกรณ์ที่ช่วยในการฉีด พ่นน้ำที่มีอุณหภูมิสูง ให้กระจายไปเป็นละออง ฝอย ขนาดเล็ก แล้วอาจตกผ่านแผงกระจายละอองน้ำ ซึ่งจะสัมผัสกับอากาศที่ถูกดูดผ่านแผงกระจายละอองน้ำและก่อให้เกิดกระบวนการถ่ายเทความร้อนสัมผัส (Sensible heat ) ระหว่างหยดน้ำที่มีอุณหภูมิสูงกับอากาศที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า ขณะเดียวกันหยดน้ำบางส่วนจะระเหยกลายเป็นไอน้ำลอยไปกับอากาศ การระเหยดังกล่าวจะใช้ความร้อนแฝง (Latent heat ) ดังนั้นไอน้ำที่ระเหยจึงดึงความร้อนจากปริมาณน้ำในส่วนที่ยังเป็นของเหลว ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพของของหอทำเย็น คือ 1. ขนาดละออง ฝอยของน้ำที่ถูกพ่นขณะแลกเปลี่ยนความร้อนกับอากาศ 2. พื้นผิวเปียก (Fill) ที่เกิดการแลกเปลี่ยนความร้อนระหว่างอากาศกับน้ำ 3. อัตราการไหลของอากาศ ขนาดหรือความสามารถในการระบายความร้อนของหอทำความเย็น นิยมบอกกันในหน่วยตัน (Ton of cooling tower) โดย 1 ตันของหอทำความเย็น เท่ากับความสามารถระบายความร้อนออกจากน้ำได้ 15,000 Btu/hr หรือ 3,900 kcal/hr เทียบเท่ากับความสามารถในการระบายความร้อนออกจากน้ำที่มีอัตราไหล 13 ลิตร/นาที ให้อุณหภูมิำขาเข้ากับขาออกต่างกัน 5 องศาเซลเซียส ที่มารูป : http://www.southernwatertreatment.org/cooling-tower-induced-flow.gif
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1236/stainless-steel-เหล็กกล้าไร้สนิม
เหล็กกล้าไร้สนิม (stainless steel) เป็นโลหะผสม (alloy) ที่นิยมใช้เพื่อเป็นวัสดุสร้างเครื่องจักรและอุปกรณ์แปรรูปอาหาร (food processing equipment) เนื่องจากมีความแข็งแรง ทนทาน และทนต่อการกัดกร่อน พื้นผิวที่สัมผัสกับอาหาร (food contact surface) มีความปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ ทำความสะอาดง่าย เป็นกลาง และไม่ทำปฏิกิริยากับอาหาร ส่วนประกอบของเหล็กกล้าไร้สนิม เหล็กกล้าไร้สนิมมีส่วนผสมหลักคือ โครเมียม (chromium) ซึ่งช่วยป้องกันการกัดกร่อน และนิกเกิล (Ni) มีผลต่อความแข็งแรงของโครงสร้าง โครเมียมป้องกันการกัดกร่อนจากปฏิกิริยาการรวมตัวกับออกซิเจน (oxidation) เป็นโครเมียมออกไซด์ (chromium oxide film : CrO2 หรือเรียกว่า passive film) ซึ่งเป็นฟิล์มบางมาก ติดแน่นที่ผิวของเหล็กกล้า ถ้าฟิล์มนี้ถูกทำลายจากแรงกล สารเคมี หรือออกซิเจน จะถูกสร้างทดแทนขึ้น ใหม่ด้วยตัวเอง เหล็กกล้าไร้สนิมต้องมีโครเมียม (chromium) ผสมอยู่อย่างน้อย 10.5 เปอร์เซ็นต์ และอาจมีส่วนผสมอื่นๆ เพื่อเพิ่มสมบัติการต้านทานการกัดกร่อน เช่น โมลิบดินัม (molybdenum) และไนโตรเจน (nitrogen) ซึ่งช่วยขจัดการเกิดการกัดกร่อนประเภทรูเข็มและมุมอับ ทองแดง (copper) จะช่วยเพิ่มคุณสมบัติการต้านทานการกัดกร่อนในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ส่วนประกอบของเหล็กกล้าไร้สนิม มักบอกเป็นสัดส่วน เช่น สเตนเลส 18/8 เป็นเหล็กกล้าไร้สนิมที่มีโครเมียม 18 เปอร์เซ็นต์และนิกเกิล 8 เปอร์เซ็นต์ ชนิดของเหล็กกล้าไร้สนิม เหล็กกล้าไร้สนิมชนิดออสเทนนิติก (Austenitic) เป็นเหล็กกล้าไร้สนิมที่ The American Iron and Steel Institute (ASAI) จัดอยู่ในซีรี่ส์ 300 (series 300) เป็นเหล็กกล้าไร้สนิมที่นำใช้งานอย่างกว้างขวางในเครื่องจักรและอุปกรณ์แปรรูปอาหาร เกรดที่นิยมใช้มากที่สุด คือ 304 และ 316มีส่วนผสมของโครเมียม (Cr) อย่างน้อย 16 เปอร์เซนต์ และมีนิกเกิล (Ni) ซึ่งช่วยปรับปรุงสมบัติในการขึ้นรูป ความแข็งแรง บางเกรดจะมี โมลิบดินัม (Mo) ผสมอยู่ด้วยเพื่อเพิ่มความทนทานต่อการกัดกร่อน สเตนเลส 304 อาจเรียกว่าสเตนเลส เกรด 18/8 เป็นสเตนเลสในตระกูลออสเทนนิติก มีโครเมียม 18 เปอร์เซนต์ นิกเกิล 9 เปอร์เซ็นต์ เป็นสเตนเลสที่ The American Iron and Steel Institute (AISI) แนะนำให้ใช้เป็นพื้นผิวที่สัมผัสอาหาร (food contact surface) แต่ 3A Sanitary Standards อนุญาติให้ใช้เฉพาะในส่วนสนับสนุน (utility) เช่น ท่อ (pipe) เหมาะสำหรับการใช้งานที่อุณหภูมิห้อง ที่ความดันบรรยากาศ มีค่าพีเอชอยู่ในช่วง 6.5-8.0 สามารถทนการกัดกร่อนของสารละลายคลอรีนความเข้มข้นไม่เกิน 50 มิลลิกรัมต่อลิตร (ppm) สเตนเลส 316 เป็นสเตนเลสในตระกูลออสเทนนิติก ที่มีส่วนประกอบคือ โครเมียม 17 เปอร์เซ็นต์ นิกเกิล 10 เปอร์เซ็นต์ และเพิ่มส่วนผสมของโมลิบดินัม 2 เปอร์เซ็นต์ เพื่อป้องกันการกัดกร่อน ซึ่ง 3A แนะนำให้ใช้เป็นพื้นผิวสัมผัสกับอาหาร (food contact surface) มีราคาแพงกว่า สเตนเลส 304 สามารถทนอุณหภูมิสูงได้ ทนอุณหภูมิต่ำได้มากกว่า และทนการกัดกร่อนของคลอรีนที่ความเข้มข้นสูงกว่าสเตนเลส 314 ประมาณเท่าตัว ใช้เป็นวัสดุสำหรับเครื่องจักรอุปกรณ์แปรรูปอาหาร เช่น เครื่องจักรอุปกรณ์ในการผลิตเบียร์ (beer) ผลิตภัณฑ์นม (dairy product) ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม (beverage) เนื้อสัตว์ (meat) เครื่องบรรจุปั๊ม วาล์ว ใบพัด อุปกรณ์เครื่องครัว เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร สามารถใช้งานที่อุณหภูมิต่ำติดลบได้ สำหรับถังเก็บแก๊สเหลว เช่น ไนโตรเจนเหลว (liquid nitrogen) และสามารถใช้งานที่อุณหภูมิสูง เช่น แผ่นแลกเปลี่ยนความร้อน (plate heat exchanger ) ท่อและอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อน (tubular heat exchanger ) ถังเก็บ (storage tank) ภาชนะที่ใช้ในงานอุตสาหกรรมอาหาร และรถเข็นอาหาร สเตนเลส 316 L มีโครเมียน 18 เปอร์เซ็นต์ นิกเกิล 14 เปอร์เซ็นต์ และโมลิบดินัม 3 เปอร์เซ็นต์ จึงแข็งแรงและทนการกัดกร่อนได้ดีกว่า สเตนเลส 316 สำหรับเครื่องจักรอุปกรณ์แปรรูปอาหารที่ใช้งานที่อุณหภูมิกว่า 150 องศาเซลเซียส และสัมผัสกับคลอรีนที่ความเข้มข้นสูง สเตนเลส 316 จะเกิดความเครียดและแตกร้าวได้ แนะนำให้ใช้สเตนเลส 410, 409 หรือ 329 การใช้แสตนเลสในเครื่องจักรอุปกรณ์ในการผลิตผลิตภัณฑ์นม (dairy product) เครื่องจักร อุปกรณ์ ประเภทของผลิตภัณฑ์ เกรด Refrigerated storage tank ผลิตภัณฑ์นม (dairy product) ทุกชนิด 304 Centrifuge, pasteurizer น้ำนม, โยเกิร์ต, ครีม, เนย 304, 316 Plate heat exchanger , tubular heat exchanger น้ำนม, เนยแข็ง, ครีม, เนย, โยเกิร์ต 316 Packaging machine น้ำนม, ครีม, โยเกิร์ต 316 Ultra filtration equipment เนยแข็ง 316 Maturation tank เนยแข็ง,ไอศกรีม, ครีม, เนย 304 ,316 Cheese racks เนยแข็ง 304 อุปกรณ์อื่นๆ ผลิตภัณฑ์นม (dairy product) ทุกชนิด 304,316 การเชื่อมสเตนเลสตระกูลออสเทนนิติก (Austenitic) ทำได้ง่ายที่สุด และเชื่อมได้โดยไม่จำเป็นต้องให้ความร้อนก่อนทำการเชื่อม หรือให้ความร้อนภายหลังการเชื่อม แต่สิ่งที่ต้องระวัง คือผลของความร้อนที่สูงเกินไปจะทำให้เกรนหยาบและไม่ทนต่อแรงกระแทก นอกจากนี้อุณหภูมิสูงจะทำให้ชิ้นงานเชื่อมบิดเบี้ยวได้ เนื่องจากเหล็กกล้าไร้สนิมกลุ่มนี้จะขยายตัวได้มากที่อุณหภูมิสูง (high thermal expansion) แต่การนำความร้อน (thermal conductivity) ต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับเหล็กกล้าคาร์บอน การแก้ไขทำโดยการปรับกระแสไฟฟ้าในการเชื่อมให้ต่ำเพื่อควบคุมปริมาณความร้อนที่ให้กับชิ้นงาน หรือทำ preheat เพื่อให้ชิ้นงานมีอุณหภูมิสม่ำเสมอ นอกจากนี้อาจป้องกันโดยการใช้ clamp หรือ jig ช่วยยึดชิ้นงานเชื่อม การเชื่อมแบบ back step welding การเชื่อมแบบ balanced sequence welding หรือการเชื่อมทีละน้อยๆ จะลดการบิดเบี้ยวได้ ปัญหาอีกประการ คือการเกิดโครเมียมคาร์ไบด์บริเวณรอยเชื่อม ทำให้ขาดการสร้างฟิล์มโครเมียมออกไซด์เพื่อป้องกันการเกิดสนิม ดังนั้นบริเวณรอยเชื่อมจะถูกกัดกร่อนได้ง่าย การแก้ไขสามารถทำได้โดยการใช้เหล็กกล้าไร้สนิมที่มีปริมาณคาร์บอนต่ำ เช่น 316L หรือใช้ชนิดที่มีส่วนผสมของไททาเนียม หรือไนโอเบียม (stabilized grades) เช่น 347 สเตนเลสตระกูลเฟอร์ริติกมีสมบัติดูดแม่เหล็ก พับม้วน ได้ง่าย แต่ไม่ทนต่อการกัดกร่อนและการขูดขีด มีราคาถูก มีโครเมียมเป็นธาตุผสมหลักระหว่าง 10.5-27 เปอร์เซ็นต์ บางเกรดผสมนิกเกิลลงไปเล็กน้อย บางเกรดผสมโมลิบดินัม หรืออลูมิเนียม ไททาเนียม เป็นตระกูลที่นิยมใช้ในงานผลิตเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ช้อนส้อม มีด และเครื่องใช้ในครัว อ่างล้าง เป็นต้น สเตนเลสตระกูลมาร์เทนซิติกเป็นตระกูลที่มีความต้านทานการกัดกร่อนน้อยกว่าออสเทนนิติกและเฟอร์ริติก แต่มีความทนทานและแข็งแรงมากกว่า มีสมบัติดูดแม่เหล็ก โดยทั่วไปจะมีส่วนผสมของโครเมียม 12-14 เปอร์เซ็นต์ โมลิบดินัม 0.2-1 เปอร์เซ็นต์ มีนิกเกิล 0-2 เปอร์เซ็นต์ และมีคาร์บอนผสมอยู่ประมาณ 0.1-1 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสามารถชุบแข็งได้โดยการให้ความร้อนแล้วทำให้เย็นตัวอย่างรวดเร็วและอบคืนตัว โดยทั่วไปจะรู้จักกันใน "ซีรี่ส-00" สามารถนำไปใช้ในงานที่ต้องการความทนทานและมีความแข็ง เช่น ทำใบมีด (knife) ตัวยึด กระสวยหรือแกนเพลา หัวฉีด เพลา และสปริง โดยทั่วไปผลิตออกมาในรูปเป็นท่อนแบน แผ่น และงานหล่อ สเตนเลสตระกูลดูเพล็กซ์ โครงสร้างมีส่วนผสมระหว่างโครงสร้างเฟอร์ไรต์และออสตไนต์ จึงทำให้มีความแข็งแรงมากกว่าออสเทนนิติกและมีความทนทานต่อการกัดกร่อนชนิดรูเข็มและซอกอับ มีโครเมียมเป็นธาตุผสมอยู่ระหว่าง19 ถึง 28 เปอร์เซ็นต์ มีโมลิบดินัมสูงกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ และมีนิกเกิลน้อยกว่าตระกูลออสเทนนิติก ใช้งานมากในสภาพแวดล้อมที่มีคลอไรด์สูง นำไปใช้ในการทำแผงและท่ออุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อน (heat exchanger ) อุปกรณ์ขนถ่ายวัสดุ (material handling) ถังเก็บ ( storage tank) และถังหมัก (fermentor) ซึ่งต้องทนความดันในบรรยากาศแวดล้อมของคลอไรด์ที่มีความเข้มข้นสูง ตระกูลเพิ่มความแข็งโดยการตกผลึก มีความต้านทานการกัดกร่อนเทียบเคียงกับตระกูลออสเทนนิติก มีความแข็งแรงมากกว่าตระกูลมาร์เทนซิติก เกรด 17-4H ที่รู้จักกันทั่วไป มีโครเมียมผสมอยู่ 17 เปอร์เซ็นต์ และมีนิกเกิล 4 เปอร์เซ็นต์ ทองแดง และไนโอเบียมผสมอยู่ด้วย เนื่องจาก สเตนเลสชนิดนี้สามารถชุบแข็งได้ในคราวเดียว จึงเหมาะสำหรับทำแกน ปั๊ม (pump) และหัววาล์ว (valve) Reference การเชื่อมเหล็กกล้าไร้สนิม มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เครื่องใช้เหล็กกล้าไร้สนิม : ภาชนะหุงต้มที่มีรอยประสาน (มอก.2440-2552) บทวิภาค มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เครื่องใช้เหล็กกล้าไร้สนิม : ภาชนะหุงต้มที่มีรอยประสาน (มอก.2440-2552) http://www.3-a.org/resource/papers/stainless_steel_dairy_industry.pdf http://www.ehedg.org/uploads/DOC_08_E_2004.pdf
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0768/coolant-สารหล่อเย็น
เป็นของเหลวที่ใช้หล่อเย็น ระบายความร้อนมีสมบัติคือ มีค่าความร้อนจำเพาะ (specific heat ) สูง ความหนืด (viscoisity) ต่ำ ไม่เป็นพิษ ไม่กัดกร่อน เช่น น้ำ
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0194/aseptic-processing-and-packaging-การแปรรูปและบรรจุแบบปลอดเชื้อ
การแปรรูปอาหารเหลว ด้วยความร้อน (thermal processing) แบบต่อเนื่อง โดยใช้ความร้อนสูงอย่างรวดเร็ว ทำให้รักษาคุณภาพด้านต่างๆ ของอาหารได้ดี ส่วนประกอบของการแปรรูปและการบรรจุแบบปลอดเชื้อ ประกอบด้วย 2 ขั้นตอนหลัก คือ การทำให้อาหารปลอดเชื้อ (aseptic processing) อย่างต่อเนื่องโดยใช้อุณหภูมิสูง ระยะเวลาสั้น และทำให้เย็นลงอย่างรวดเร็ว โดยอาจให้อาหารสัมผัสกับตัวกลางความร้อนโดยตรง (direct heat ing) หรือใช้เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน (heat exchanger ) การบรรจุแบบปลอดเชื้อ (aseptic packaging system) ซึ่งเป็นการบรรจุและปิดผนึกอาหารที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้วในบรรจุภัณฑ์ที่ผ่านการฆ่าเชื้อ (pre-sterilized container) ในสภาวะที่ปลอดเชื้อ (aseptic condition)
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0989/thermal-properties-สมบัติทางความร้อน
สมบัติทางความร้อน (thermal properties) เป็นสมบัติทางวิศวกรรมของอาหาร (engineering properties of food) ของวัสดุที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายเทความร้อน (heat transfer) ได้แก่ ความร้อนจำเพาะ (specific heat ) การนำความร้อน (thermal conductivity) การแพร่กระจายความร้อน (thermal diffusivity) Reference http://www.tandfonline.com/doi/abs/10.1081/JFP-100000345
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/3939/enterotoxigenic-e-coli-etec
Enterotoxigenic E. coli เขียนย่อว่า ETEC เป็นสาเหตุของโรคอุจจาระร่วงอย่างรุนแรง โดยแบคทีเรียสายพันธุ์นี้มีการสร้างเอนเทอโรทอกซิน 2 แบบ คือ แบบที่ทนความร้อน (heat -stable toxins - ST) จำแนกย่อยออกได้อีก 2 ชนิด เรียกย่อว่า STA หรือ ST-I และ STA หรือ ST-II มีสมบัติคล้ายสารพิษของชิเจลลา และแบบที่ไม่ทนความร้อน (heat -labile toxins - LT) จำนนกออกได้เป็น 2 ชนิดเช่นกัน คือ LTA และ LTB มีสมบัติคล้ายสารพิษของเชื้ออหิวาต์ โรคอาหารเป็นพิษจาก ETEC เริ่มจากการบริโภคอาหารที่มีแบคทีเรียที่มีชีวิตประมาณ 106-1010 cfu/g เข้าไป แบคทีเรียสามารถเจริญเพิ่มจำนวนในลำไส้เล็ก พร้อมกับขับสารพิษออกมา ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการท้องร่วง ถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำคล้ายได้รับเชื้ออหิวาต์ แต่อาการรุนแรงน้อยกว่า อุจาระมักไม่มีเลือดปน อาการท้องร่วงเป็นผลมาจากสารพิษชนิดที่ไวต่อความร้อนกระตุ้นให้ขับสารแอดีนิล เลตไซเคลส (adenylate cyclase) จากผนังลำไส้ ซึ่งเป็นผลให้มีสาร cAMP (cyclic 3',5'-adenosine monophosphate) เพิ่มขึ้น ทำให้มีของเหลวหลั่งออกมามากในทางเดินอาหาร ส่วนสารพิษที่ทนความร้อนกระตุ้นให้มีการหลั่ง cGMP (cyclic guanosine monophosphate) เพิ่มขึ้นในเยื่อเมือก ทำให้เกิดการสูญเสียของเหลวและอิเล็กโตรไลต์ของร่างกาย ETEC ได้ชื่อว่าเป็นโรคท้องร่วงของนักเดินทาง โดยเฉพาะนักเดินทางจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่เพิ่งกลับจากการเดินทางไปประเทศที่ทำลังพัฒนา เช่น นักเดินทางกลุ่มอาสาสมัครพิชคอร์พ (peace Corps volunteers) ที่เดินทางไปในชนบทในประเทศไทย ร้อยละ 57 จาก 35 คนมีอาการท้องร่วงในช่วง 5 สัปดาห์แรก และร้อยละ 50 พบ ETEC
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0527/thermal-diffusivity-ค่าการแพร่ความร้อน
Thermal diffusivity หรือ ค่าการแพร่ความร้อน เป็นสมบัติทางความร้อน (thermal properties) ได้จากอัตราส่วนของค่าการนำความร้อน (thermal conductivity) ของวัสดุต่อผลคูณของค่าความหนาแน่น (density) กับค่าความร้อนจำเพาะ (specific heat ) ของวัสดุนั้น
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/3940/enterotoxigenic-etec
Enterotoxigenic E. coli เขียนย่อว่า ETEC เป็นสาเหตุของโรคอุจจาระร่วงอย่างรุนแรง โดยแบคทีเรียสายพันธุ์นี้มีการสร้างเอนเทอโรทอกซิน 2 แบบ คือ แบบที่ทนความร้อน (heat -stable toxins - ST) จำแนกย่อยออกได้อีก 2 ชนิด เรียกย่อว่า STA หรือ ST-I และ STA หรือ ST-II มีสมบัติคล้ายสารพิษของชิเกลลา และแบบที่ไม่ทนความร้อน (heat -labile toxins - LT) จำแนกออกได้เป็น 2 ชนิดเช่นกัน คือ LTA และ LTB มีสมบัติคล้ายสารพิษของเชื้ออหิวาต์ โรคอาหารเป็นพิษจาก ETEC เริ่มจากการบริโภคอาหารที่มีแบคทีเรียที่มีชีวิตประมาณ 106-1010 cfu/g เข้าไป แบคทีเรียสามารถเจริญเพิ่มจำนวนในลำไส้เล็ก พร้อมกับขับสารพิษออกมา ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการท้องร่วง ถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำคล้ายได้รับเชื้ออหิวาต์ แต่อาการรุนแรงน้อยกว่า อุจจาระมักไม่มีเลือดปน อาการท้องร่วงเป็นผลมาจากสารพิษชนิดที่ไวต่อความร้อนกระตุ้นให้ขับสารแอดีนิลเลตไซเคลส (adenylate cyclase) จากผนังลำไส้ ซึ่งเป็นผลให้มีสาร cAMP (cyclic 3',5'-adenosine monophosphate) เพิ่มขึ้น ทำให้มีของเหลวหลั่งออกมามากในทางเดินอาหาร ส่วนสารพิษที่ทนความร้อนกระตุ้นให้มีการหลั่ง cGMP (cyclic guanosine monophosphate) เพิ่มขึ้น ในเยื่อเมือก ทำให้เกิดการสูญเสียของเหลวและอิเล็กโตรไลต์ของร่างกาย ETEC ได้ชื่อว่าเป็นโรคท้องร่วงของนักเดินทาง โดยเฉพาะนักเดินทางจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่เพิ่งกลับจากการเดินทางไปประเทศที่กำลังพัฒนา เช่น นักเดินทางกลุ่มอาสาสมัครพิชคอร์พ (peace corps volunteers) ที่เดินทางไปในชนบทในประเทศไทย ร้อยละ 57 จาก 35 คนมีอาการท้องร่วงในช่วง 5 สัปดาห์แรก และร้อยละ 50 พบ ETEC
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/3657/ไอน้ำ-steam
ไอน้ำ คือ น้ำที่ระเหยกลายเป็นไอเมื่อได้รับความร้อนถึงอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส มีสถานะเป็นก๊าซ ในอุตสาหกรรมอาหารนิยมใช้ไอน้ำเป็นแหล่งพลังงานความร้อน เพื่อการแปรรูปอาหาร เช่น การทำให้อาหารสุก (cooking) การลวกอาหาร การแปรรูปอาหารด้วยความร้อนและการทำแห้ง เป็นต้น ไอน้ำเป็นแหล่งพลังงานที่สะดวก สะอาด สามารถนำไอน้ำมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีกได้ เนื่องจากน้ำและไอน้ำสามารถเปลี่ยนสถานะกลับไปมาได้ สมบัติของไอน้ำ ความร้อนที่ได้จากไอน้ำ มี 2 ส่วน ส่วนแรก เรียกว่า ความร้อนสัมผัส (sensible heat ) ซึ่งทำให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้น ความร้อนส่วนที่สอง เรียกว่า ความร้อนแฝง (letent heat ) ตารางไอน้ำ (steam table) อุปกรณ์การผลิต ส่งจ่าย และควบคุมไอน้ำ ไอน้ำที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารมักผลิตจากหม้อไอน้ำ (boiler) โดยใช้พลังงานจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง ไอน้ำที่ผลิตได้ ส่งมายังเครื่องจักรและอุปกรณ์แปรรูปอาหารทางท่อจ่าย - ท่อจ่ายไอน้ำ - ฉนวน - อุปกรณ์ใช้ไอน้ำ - อุปกรณ์ลดความดันไอน้ำ - ระบบนำความร้อนทิ้งกลับ - อุปกรณ์ในเส้นท่อ เช่น เกจความดัน (pressure gauge) วาล์ว หน้าแปลน
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0267/cryogen-ไครโอเจน
ไครโอเจน (cryogen) คือ ของเหลวที่มีจุดเดือด (boiling point) ต่ำมาก ใช้เป็นตัวกลางสำหรับการแช่เยือกแข็งอาหาร (freezing) เรียกว่า การแช่เยือกแข็งแบบไครโอจินิก (cryogenic freezing) โดยสารไครโอเจนเมื่อสัมผัสกับอาหารในบรรยากาศปกติจะเดือดอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนสถานะเป็นไอ ดึงความร้อนแฝง (latent heat ) ออกจากอาหาร ทำให้อาหารถูกแช่เยือกแข็งอย่างรวดเร็ว สารไครโอเจนที่นิยมใช้ ได้แก่ ไนโตรเจนเหลว (liquid nitrogen) และคาร์บอนไดออกไซด์เหลว (liquid carbon dioxide) เป็นต้น Cryogen Property Value Units Comments Liquid Nitrogen Boiling Point 77.348 K 1 Atm Melting Point 63.2 K 1 Atm Triple Point 63.2 K triple point temperature 0.127 Atm triple point pressure Critical Point 126.19 K critical point temperature 33.534 Atm critical point pressure 0.31311 g/ml critical point density Density 0.80663 g/ml liquid, 1 Atm, @ boiling point Dielectric Constant 1.434 liquid, 1 Atm, @ boiling point Latent Heat 198.3 kJ/kg vaporization @ 1 Atm Ammonia (NH3) Boiling Point 239.82 K 1 Atm Melting Point 195.5 K 1 Atm Triple Point 195.49 K triple point temperature 6.06 kPa triple point pressure Critical Point 405.40 K critical point temperature 111.85 Atm critical point pressure 0.22500 g/ml critical point density Density 0.68197 g/ml liquid, 1 Atm, @ boiling point Dielectric Constant 22 liquid, 1 Atm, @ boiling point Latent Heat 1369 kJ/kg vaporization @ 1 Atm Argon (Ar) Boiling Point 87.3 K 1 Atm Melting Point 83.8 K 1 Atm Triple Point 83.8 K triple point temperature 0.679 Atm triple point pressure Critical Point 150.7 K critical point temperature 48.3 Atm critical point pressure 0.544 g/ml critical point density Density 1.403 g/ml liquid, 1 Atm, @ boiling point Dielectric Constant 1.520 liquid, 1 Atm, @ boiling point Latent Heat 161.6 kJ/kg vaporization @ 1 Atm Liquid Carbon dioxide(CO2) Sublimation Point 194.7 K 1 Atm Triple Point 216.6 K triple point temperature 5.12 Atm triple point pressure Critical Point 304.21 K critical point temperature 72.878 Atm critical point pressure 0.46650 g/ml critical point density Density 1.563 g/ml subliming solid @ 1 Atm Latent Heat 573 kJ/kg subliming solid @ 1 Atm
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0731/colligative-properties-สมบัติคอลลิเกทีฟ
สมบัติคอลลิเกทีฟ (colligative properties) คือสมบัติของสารละลาย ซึ่งขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสารละลาย ได้แก่ การลดลงของอุณหภูมิจุดเยือกแข็ง (freezing point depression) การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิจุดเดือด (boiling point elevation) ความดันไอของสารละลาย (vapor pressure) ความร้อนแฝงของการเป็นไอ (latent heat of vaporization) ความดันออสโมติก (osmotic pressure) เป็นต้น
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0757/conduction-การนำ
ความสามารถในการนำพลังงานผ่านเนื้อของวัสดุ เช่น heat conduction หมายถึงการนำความร้อน; electrical conduction หมายถึงการนำไฟฟ้า
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/2006/water-hardness-ความกระด้างของน้ำ
ความกระด้างของน้ำ (water hardness) คือน้ำที่มีส่วนผสมของธาตุโลหะที่อยู่ในสภาพไอออนที่มีประจุบวก (cation) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพไอออนที่มีประจุ +2 ทำให้น้ำมีแรงตึงผิว (surface tension) มาก เกิดฟองกับสารซักฟอก (detergent) ได้ยาก ไอออนของโลหะที่มีอยู่ในน้ำกระด้าง เช่น แคลเซียมไอออน (Ca2+) แมกนีเซียมไอออน (Mg2+) ธาตุอื่นๆ เล็กน้อย เช่น เหล็ก (II) ไอออน (Fe2+) , แมงกานีส (II) ไอออน (Mn2+) และ สทรอนเซียมไอออน (Sr2+) โดยทั่วไปใช้ปริมาณเกลือแคลเซียมและแมกนิเซียมเป็นตัวชี้วัดความกระด้างของน้ำ สาเหตุที่น้ำมีความกระด้าง น้ำมีความกระด้าง เกิดจากการที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ หรือเกิดจากการย่อยสลายสารอินทรีย์บนชั้นผิวหน้าดินโดยแบคทีเรียแล้วรวมตัวกับน้ำเกิดเป็นกรดคาร์บอนิก (carbonic acid) ซึ่งเป็นกรดอ่อน เมื่อไหลซึมไปสัมผัสกับชั้นหินที่เป็นด่าง โดยเฉพาะชั้นหินปูนซึ่งมีแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) และแมกนีเซียมคาร์บอเนต (MgCO3) เป็นองค์ประกอบหลัก จะละลายหินปูนมากับน้ำทำให้มีปริมาณ Ca2+ และ Mg2+ มากขึ้น ส่งผลให้ความกระด้างของน้ำเพิ่มขึ้น ระดับความกระด้างของน้ำ ค่าความกระด้างของน้ำแสดงได้ด้วยค่า total hardness ซึ่ง คำนวณเป็นแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) มีหน่วยเป็น มิลลิกรัมต่อลิตร (หรือ 1 ส่วนในล้านส่วน, ppm) ค่าความกระด้างของน้ำ (total hardness) มิลลิกรัมต่อลิตร ชนิดของน้ำ 0-75 น้ำอ่อน น้ำฝน น้ำกลั่น 75-150 น้ำกระด้างปานกลาง น้ำประปา 150-300 น้ำกระด้าง >300 น้ำกระด้างมาก ประเภทของน้ำกระด้างและการแก้ไขความกระด้างของน้ำ ความกระด้างในน้ำที่มีอยู่ทุกประเภท จะรวมเรียกว่า ความกระด้างทั้งหมด (total hardness) แบ่งตามไอออนที่มีอยู่ในน้ำได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้ ความกระด้างชั่วคราว (temporary hardness) หรือความกระด้างคาร์บอเนต (carbonate hardness) ซึ่งได้แก่ คาร์บอเนตไอออน (CO32- ) และไบคาร์บอเนตไอออน (HCO3- ) โดยส่วนใหญ่ในน้ำจะเป็นจำพวก Ca(HCO3)2 ซึ่งเมื่อทำให้น้ำมีอุณหภูมิสูงขึ้น เช่น การต้มน้ำให้เดือดจะสามารถกำจัดความกระด้างประเภทนี้ได้ เพราะเมื่อถูกความร้อนจะตกตะกอนกลายเป็นหินปูน Calcium hardness ไอออนประจุบวกในน้ำส่วนใหญ่เป็น Ca 2+ Magnesium hardnessไอออนประจุบวกในน้ำส่วนใหญ่เป็น Mg 2+ ความกระด้างถาวร (permanent hardness) เป็นความกระด้างที่ไม่ใช่เกิดจากเกลือคาร์บอเนต (non-carbonate hardness) ซึ่งเกิดจากไอออนอื่น ได้แก่ ซัลเฟตไอออน (SO42- ) คลอไรด์ไอออน (Cl-) ซึ่งอยู่ในรูปเกลือ ได้แก่ แคลเซียมซัลเฟต และแคลเซียมคลอไรด์ หรือ แมกนีเซียมซัลเฟต และแมกนีเซียมคลอไรด์ ละลายอยู่ ความกระด้างประเภทนี้ไม่สามารถถูกกำจัดได้ด้วยการต้มน้ำให้เดือด จะต้องทำให้ไอออนที่มีอยู่ตกตะกอน แล้วอาจแยกออกด้วยการกรองสารเคมีที่ไช้แก้ไขความกระด้างถาวร ได้แก่ ปูนขาว (แคลเซียมไฮดรอกไซด์, Ca(OH)2 ) และ โซดาแอช (โซเดียมคาร์บอเนต, Na2CO3) เติมลงไปเพื่อตกตะกอนความกระด้างถาวรชนิดคลอไรด์และซัลเฟตของแคลเซียมและแมกนีเซียมให้เกิดตะกอนของแคลเซียมคาร์บอเนตและแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ เพื่อทำปฏิกิริยาทางเคมีเปลี่ยนรูปเกลือแคลเซียมและแมกนีเซียมซึ่งอยู่ในรูปสารละลายในน้ำให้อยู่ในรูปตะกอน ปฏิกิริยากำจัดความกระด้างไบคาร์บอเนตโดยใช้ปูนขาว Ca(HCO3)2 + Ca(OH)2 ---------->2 CaCO3 + 2H2O Mg(HCO3) 2 + Ca(OH)2 -----------> 2 CaCO3 + Mg(OH)2 ปฏิกิริยากำจัดความกระด้างแมกนีเซี่ยมด้วยปูนขาว MgCO3 + Ca(OH)2 ----------> CaCO3 + Mg(OH)2 MgSO4 + Ca(OH)2 -----------> Mg(OH)2 + CaSO4 MgCl2 + Ca(OH)2 -----------> Mg(OH)2 + CaCl2 ปฏิกิริยากำจัดความกระด้างถาวรเนื่องจากคลอไรด์และซัลเฟตของเกลือแคลเซียม ด้วยโซดาแอช CaSO4 + Na2CO3----------> CaCO3 + Na2SO4 CaCl2 + Na2CO3 ----------->CaCO3 + NaCl ปฏิกิริยากำจัดความกระด้างบางชนิดคลอไรด์ และซัลเฟตของแมกนีเซี่ยมด้วยปูนขาว ปูนขาวและโซดาแอช MgSO4 + NaCO3 + Ca(OH)2-------->Mg(OH)2 + CaCO3 + Na2SO4 MgCl2 + NaCO3 + Ca(OH)2 ---------->Mg(OH)2 + CaCO3 + 2NaCl ปฏิกิริยาระหว่างแคลเซียมคลอไรด์กับแมกนีเซียมคาร์บอเนตและโซดาแอชที่เหลือ MgCO3 + CaCl2--------> MgCl2 + CaCO3 Na2CO3 + CaCl2 --------> 2NaCl + CaCO3 สารส้ม เป็นสารช่วยตกตะกอน เพื่อให้ตะกอนจับตัวกันเป็นก้อนใหญ่ และเกิดปฏิกิริยาเคมีเร่งให้เกิดการตกตะกอนได้เร็วยิ่งขึ้น สารจับโลหะ (chelating agent) ได้แก่ EDTA ความกระด้างเทียม (pseudo hardness) ในกรณีที่น้ำนั้นมีปริมาณ Ca2+ และ Mg2+ น้อยแต่มีปริมาณของโซเดียมไอออน (Na+) สูงมากเพียงพอจะทำให้น้ำนั้นไม่เป็นฟองกับสบู่ได้ ความสำคัญของความกระด้างน้ำกับน้ำบริโภคและน้ำที่ใช้ในการแปรรูปอาหาร ผลต่อรสชาติของน้ำ เกลือแร่ที่มีอยู่ในน้ำมีผลต่อรสชาติของน้ำดื่ม (ดูมาตรฐานคุณภาพน้ำบริโภค) และอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ ผลต่อการล้างทำความสะอาด น้ำกระด้างทำให้เกิดคราบตกค้างอยู่นบนพื้นผิวของเครื่องใช้ ภาชนะต่างๆ และเครื่องจักรท่ีใช้แปรรูปอาหาร (food processing equipment) ที่มีพื้นผิวสัมผัสอาหาร (food contact surface) ถ้าเป็นตะกอนหรือคราบอ่อน เรียกว่า fur แต่ถ้าเป็นคราบแข็ง เรียกว่า scale คราบที่เกิดจะทำให้ผิวหน้าหยาบขึ้น เกิดการสะสมของสิ่งสกปรกต่างๆ ได้ง่ายโดยเฉพาะจุลินทรีย์ ทำให้การล้างทำความสะอาดพื้นผิวยากกว่าพื้นผิวเรียบ ผลต่อการไหลของน้ำและไอน้ำ น้ำกระด้างทำให้เกิดตะกรันภายในท่อไอน้ำ รูระบายไอน้ำ ทำให้รูหรือท่ออุดตัน น้ำหรือไอน้ำไหลผ่านไม่สะดวก ต่อความปลอดภัยของอาหารและสิ้นเปลืองพลังงาน การสะสมของตะกรัน เรียกว่า fouling หากเกิดบนพื้นผิวเครื่องจักรที่ใช้เพื่อการแปรรูปอาหารด้วยความร้อน (thermal processing) โดยเฉพาะระบบการฆ่าเชื้อแบบต่อเนื่อง (in-line pasteurization) ได้แก่ อุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนเช่น plate heat exchange คราบตะกรันที่พอกหนาขึ้น จะเป็นเหมือนฉนวน ทำให้ลดประสิทธิภาพของการถ่ายเทความร้อน ซึ่งทำให้การฆ่าเชื้ออาหารไม่สมบูรณ์ และอาจทำให้มีจุลินทรีย์ หลงเหลืออยู่จนเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เนื่องจากการฆ่าเชื้อไม่สมบูรณ์ หรือทำให้ต้องใช้พลังงานเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้ปริมาณความร้อนเท่าที่ต้องการ ต่อคุณภาพของขนมปัง ในผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ น้ำอ่อนไม่เหมาะสำหรับทำขนมปัง เพราะทำให้กลูเตน (gluten) ไม่แข็งแรง ทำให้แป้งโด (dough) ที่ผสมเสร็จแล้วเหนียวแฉะติดมือ แป้งโดกักเก็บแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่ยีสต์ (yeast) ผลิตระหว่างการหมักได้น้อย ขนมปังจะมีปริมาตรน้อย แบนราบ แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้น้ำอ่อนในการทำขนมปัง ควรจะเพิ่มเกลือในสูตรประมาณ 2 - 5 เปอร์เซ็นต์ หรืออาจจะเพิ่มยีสต์ให้มากขึ้น เพื่อให้ยีสต์ผลิตแก๊สได้ตามปกติและกลูเตนจะกักเก็บแก๊สได้ดีระหว่างการหมัก ทำให้แป้งที่ผสมแล้วมีลักษณะนุ่มพอดี ไม่เหนียวติดมือหรือแข็งกระด้าง แต่การใช้น้ำกระด้างมากในการผลิตขนมปัง ทำให้ไม่เหมาะกับการเจริญของยีสต์. กลูเตนจับตัวกันแน่น การขึ้นฟูของปริมาตรโด (dough) น้อยลง ขนมปังแข็ง Reference http://www.mwa.co.th/2010/ewt/mwa_internet/ewt_dl_link.php?nid=506 http://www.epa.gov/glnpo/lmmb/methods/titratio.pdf การแก้ไขความกระด้างของน้ำ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.fisheries.go.th/cf-chan/visit-water-room/calcium/cal-page.htm
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1474/steam-table-ตารางไอน้ำ
ตารางไอน้ำ เป็นตารางความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิไอน้ำกับ ความดันสัมบูรณ์ (absolute pressure) ความร้อนแฝง (latent heat ) Enthalpy (saturated vapour) Specific volume เกี่ยวข้องกับกระบวนการแปรรูปอาหาร (food processing) ที่ใช้ไอน้ำ (steam) เป็นตัวกลางพาความร้อน เช่น หม้อฆ่าเชื้อ (retort) เครื่องระเหย (evpaporator) เครื่องทำแห้ง (drier) เป็นต้น Reference โปรแกรมคำนวณสมบัติของไอน้ำ online http://www.buildingdesign.co.uk/mech-technical/spirax-sarco-t2/Saturated-Steam-Tables.jpg http://www.nzifst.org.nz/unitoperations/appendix8.htm
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0883/joule-จูล
จูล (Joule สัญญลักษณ์ J) เป็นหน่วยอนุพันธ์ (derived unit) ในระบบ SI 1 ปริมาณความร้อน (quantity of heat ) ซึ่งในระบบเมตริกมีหน่วยเป็น แคลอรี่ (calorie) 1 แคลอรี เท่ากับ 4.186 จูล (Joule) 2 งาน (work) งาน 1 จูลหมายถึง งานที่ได้ จากแรง 1 นิวตัน ( Newton, N) กระทำให้วัตถุเคลื่อนที่ไปเป็นระยะ ทาง 1 เมตร (N m) แสดงในรูป SI base unit คือ kg m2 s-2
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1372/reynolds-number-ตัวเลขเรย์โนลด์
ตัวเลขเรย์โนลด์ (Reynolds number, Re) เป็นความสัมพันธ์ระหว่าง RE คือ ค่าเรย์โนลด์นัมเบอร์ (Reynolds number) ซึ่งเป็น ตัวเลขไร้หน่วย (dimensionless number) v ความเร็วเฉลี่ย (average velocity) (m/s) D เส้นผ่านศูนย์กลาง ภายในขอ่งท่อ (inside pipe diameter) (m) μ ความหนืดสัมบูรณ์ (absolute viscosity) (Pa.s) ρ ความหนาแน่นของของเหลว (liquid density) ของของเหลว (kg/m3) ค่าเรย์โนลด์นัมเบอร์วิกฤต (Critical Reynolds number) เป็นตัวบ่งชี้ถึงอัตราการไหลที่การไหลเปลี่ยนจากการไหลแบบลามินาร์ (laminar flow) ไปเป็นการไหลแบบเทอร์บิวเลนต์ (turbulent flow) สำหรับของไหลในท่อ ถ้าค่าเรย์โนลด์นัมเบอร์วิกฤตมากกว่า 2,300 การไหลจะเปลี่ยนจากการไหลแบบลามินาร์ไปเป็นการไหลแบบเทอร์บิวเลนต์ Reynolds number มีประโยชน์ต่อการออกแบบเครื่องจักรอุปกรณ์แปรรูปในอุตสาหกรรมอาหาร โดยเฉพาะการแปรรูปอาหารเหลวซึ่งมีการไหลในท่อ เช่น เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน (heat exchanger )การพาสเจอไรซ์แบบต่อเนื่องในท่อ (in-line pasteurization) การล้างทำความสะอาดเครื่องด้วยระบบ cqleaning in place (CIP)
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1569/steam-retort
Steam retort อาจเรียกว่า saturated steam retort เป็น รีทอร์ต (retort) หรือ หม้อฆ่าเชื้อ เพื่อฆ่าเชื้ออาหารด้วยความร้อน (thermal processing) ใช้ฆ่าเชื้ออาหารที่บรรจุในบรรจุภัณฑ์ ที่ปิดผนึกสนิท (hermectically sealed container) โดยเฉพาะสำหรับอาหาร นกลุ่มกรดต่ำ (low acid food) ซึ่งต้องการฆ่าเชื้อที่อุณหภูมิสูงกว่า 100องศาเซลเซียส เพื่อการฆ่าเชื้อระดับ commercial sterilization Steam retort เป็นชนิดของหม้อฆ่าเชื้อที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในประเทศไทยและทั่วโลก หม้อฆ่าเชื้อชนิดนี้ใช้ไอน้ำอิ่มตัว (saturated steam) ภายใต้แรงดัน เป็นตัวกลางถ่ายเทความร้อน ระหว่างการฆ่าเชื้ออาหารไอน้ำอิ่มตัว (saturated steam) ภายใน steam retort เมื่อสัมผัสกับบรรจุภัณฑ์ จะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ (condensate) และคายความร้อนแฝง (latent heat ) ให้กับบรรจุภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์สำหรับ steam retort ต้องทนต่อแรงดันได้ดี ซึ่งบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมใช้ ได้แก่ กระป๋องโลหะ (can) บทความที่เกี่ยวข้อง ส่วนประกอบของหม้อฆ่าเชื้ออาหารกระป๋อง คำแนะนำการออกแบบหม้อฆ่าเชื้ออาหารกระป๋อง แนวทางการศึกษาการกระจายความร้อนสำหรับการฆ่าเชื้อด้วยไอน้ำและนิ่ง
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/3176/rising-film-evaporator
Rising film evaporator หรือ climing film evaporator หมายถีง เครื่องระเหย (evaporator) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้รระเหยอาหารเหลว เพื่อการทำให้เข้มข้น อาหารเหลวจะป้อนเข้าจากด้านล่าง (A) ของท่อแลกเปลี่ยนความร้อนทรงกระบอกที่วางตามแนวตั้ง มีความสูง 10-15 เมตร ซึ่งด้านนอกมีไอน้ำเป็นตัวกลางให้ความร้อน เมื่อได้รับความร้อนอาหารเหลวจะเดือด และเกิดเป็นไอลอยขึ้นด้านบน มีผลให้ของเหลวเคลื่อนที่ขี้นไปตามผนังท่อเป็นฟีมส์บางๆ เกิดการระเหยและเคลื่อนที่ขึ้นไปอย่างต่อเนื่องโดยหลักการ "thermo-siphon" อาหารเหลวจะเข้มข้นขึ้น และได้อาหารเหลวเข้มข้น (concentrate) ออกทางด้านบน (C) เครื่องระเหยแบบ rising flim evaporator ทำให้เกิดการไหลแบบปั่นป่วน (turbulent flow) ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์การถ่ายเทความร้อนสูง ลดปัญหาการเกิดตะกรัน (fouling) ของผลิตภัณฑ์ที่มีความหนืดสูง ความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิของเหลวและตัวกลาง อย่างน้อย 14องศาเซลเซียส ทำให้เกิดฟีมส์ที่ดีและต่อเนื่อง A: Feed B: Vapor C: Concentrate D: Heat ing Steam E: Condensate
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0663/drying-rate-อัตราการทำแห้ง
อัตราการทำแห้ง (drying rate) คือ อัตราการระเหยน้ำออกจากวัสดุต่อพื้นที่ที่เกิดการระเหยต่อหน่วยเวลาระหว่างการทำแห้ง (dehydration) สมการของอัตราการทำแห้ง สามารถแสดงได้ดังสมการ R = -1 dm A dt เมื่อ R = อัตราการแห้งหรืออัตราการระเหย , kg/m2.hr A = พื้นที่ผิว ที่เกิดการระเหย (m2) dm = มวลของน้ำที่ระเหยต่อหนึ่งหน่วยเวลา, kg/hr dt อัตราการทำแห้งของอาหาร ขึ้นอยู่กับสภาพธรรมชาติของอาหารเริ่มต้นก่อนการทำแห้ง และสภาวะแวดล้อมระหว่างการทำแห้ง เช่น ชนิดของเครื่องทำแห้ง (drier) อุณหภูมิ เวลา ความชื้นสัมพัทธ์ สัมประสิทธิ์การพาความร้อน (heat transfer coefficient) เป็นต้น กราฟระหว่างอัตราการทำแห้ง (drying rate) และความชื้นในสารนั้น (moisture content) แบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ 1. ช่วงการปรับสภาวะเบื้องต้น (Initial adjustment period -AB ) เป็นช่วงเริ่มต้นที่อาหารที่ใช้ในการอบแห้ง มีความชื้นเริ่มต้น (A) ของอาหารยังสูงอยู่ ผิวของอาหารจะมีลักษณะเปียกชื้นมาก เกิดการถ่ายเทความร้อนระหว่างตัวกลางลมร้อนกับอาหาร ทำให้อุณหภูมิพื้นผิวอาหาร มีค่าใกล้เคียงกับอุณหภูมิกระเปาะเปียก (wet bulb temperature) ของกระแสลมร้อนที่ใช้เป็นตัวกลาง อัตราการทำแห้งค่อยๆ เพิ่มขึ้น จนถึงช่วงอัตราทำแห้งคงที่ (constant rate) 2. ช่วงอัตราการแห้งคงที่ (Constant rate period-BC) เป็นช่วงที่น้ำภายในวัสดุเคลื่อนที่มาที่ผิวหน้า พลังงานความร้อนที่วัสดุได้รับจะใช้ในการระเหยน้ำออกจากของวัสดุอย่างต่อเนื่อง ความชื้นเฉลี่ยของวัสดุจะลดลงเป็นสัดส่วนกับเวลาในการอบแห้ง จุดสุดท้ายของช่วงการอบแห้งความเร็วคงที่ อัตราเร็วในการอบแห้งจะเริ่มลดลง ความชื้นของวัสดุ ณ เวลานี้ เรียกว่า ความชื้นวิกฤต (critical moisture content) การคำนวณอัตราการอบแห้งในช่วงนี้ สามารถเขียนเป็นสมการได้ ดังนี้ เมื่อ Rc คือ อัตราการอบแห้งในช่วงความเร็วคงที่ hv คือ สัมประสิทธิ์การถ่ายเทความร้อน (heat transfer coefficient, w/m2oC) Tv คือ อุณหภูมิของลมร้อน, oC และ Ti คือ อุณหภูมิที่ผิวของวัสดุ เท่ากับ TW, oC 3. ช่วงอัตราการอบแห้งลดลง (Falling rate period CD และ DE) เป็นช่วงที่ความชื้นในอาหารเหลือน้อยจนแพร่ไปยังผิวหน้าอาหารอย่างไม่ต่อเนื่อง ผิวหน้าของอาหารเริ่มแห้ง ทำให้อุณหภูมิที่ผิวของอาหารสูงขึ้นเรื่อยๆ อัตราการอบแห้งจะลดลงความชื้นจะลดลงเรื่อยๆ จนถึงค่าความชื้นสมดุล (equilibrium moisture content, XE) ซึ่งเป็นความชื้นที่ต่ำสุด ภายใต้สภาวะที่ใช้อยู่ในขณะนั้น ที่ความชื้นนี้ อัตราการทำแห้งเป็นศูนย์ น้ำในอาหารไม่สามารถระเหยออกมาได้อีก ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออัตราการอบแห้ง อัตราเร็วของการทำแห้งอาหารขี้นอยู่กับ 1. ลักษณะธรรมชาติของอาหาร อาหารที่มีลักษณะเป็นรูพรุน มีความพรุน (porosity) มาก จะมีอัตราการอบแห้งเร็วเนื่องจากน้ำในอาหารสามารถเคลื่อนจากภายในออกมาภายนอกได้ง่าย นอกจากนี้อาหารที่มีพื้นที่ผิวมากอัตราการอบแห้งสามารถเกิดได้เร็วเช่นกัน ทั้งนี้ก็เนื่องจากพื้นที่การระเหยของน้ำในวัสดุเพิ่มขึ้นมากนั่นเอง 2. ขนาด รูปร่าง ปริมาตร และพื้นที่ผิวของอาหาร เป็นสมบัติทางกายภาพของอาหาร ที่มีผลต่อการทำแห้ง อาหารที่มีอัตราส่วนระหว่างพื้นที่ผิวต่อปริมาตรมาก จะมีพื้นที่ระเหยน้ำมาก จะมีอัตราการทำแห้งเร็วขึ้น ดังนั้นหากอาหารที่มีความหนามากอัตราการอบแห้งจะช้ากว่าอาหารที่มีความหนาน้อยกว่าเนื่องจากอัตราการทำแห้งจะเป็นสัดส่วนผกผันกับความหนาของอาหาร 3. ปริมาณของอาหารที่นำมาอบแห้ง อาหารที่นำมาอบแห้งในปริมาณมากๆ จะมีอัตราการอบแห้งที่ช้าเนื่องจากอากาศร้อนไม่สามารถสัมผัสกับอาหารที่นำมาอบแห้งได้อย่างทั่วถึง จึงไม่สามารถถ่ายเทความร้อนให้กับอาหารได้ จึงทำให้อัตราการอบแห้งช้าลง 4. ความสัมพันธ์ของอุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ ความเร็วลม และความชื้นจำเพาะ (specific humidity) ของอากาศเป็นสิ่งสำคัญมาก การระเหยน้ำออกจะทำได้ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับความชื้นของอากาศและความเร็วลม 5. ความดัน เกี่ยวเนื่องกับการระเหยของน้ำ เนื่องจากในที่ความดันต่ำๆ ลงมา น้ำจะเดือดได้ที่อุณหภูมิต่ำลง ดังนั้นการทำแห้งภายใต้ความดันจะทำให้อัตราการทำแห้งเร็วขึ้น References http://www.fao.org/docrep/X5036E/x5036E0x.htm การอบแห้งและการประยุกต์ใช้งานเครื่องอบแห้งด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ C.L. Hii , C.L. Law, M. Cloke. 2009. Modeling using a new thin layer drying model and product quality of cocoa. Journal of Food Engineering 90 (2009) 191-198 http://www.nzifst.org.nz/unitoperations/drying.htm
Show more results