https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0280/density-ความหนาแน่น
ความหนาแน่น หมายถึง อัตราส่วนระหว่างปริมาณของมวลสารต่อหน่วยปริมาตร เป็นสมบัติทางกายภาพ (physical properties) ของวัสดุ ประเภทของความหนาแน่น ความหนาแน่นรวม (bulk density ) ความหนาแน่นเนื้อ (solid density ) ความหนาแน่นอนุภาค (particle density ) ความหนาแน่นของเหลว (liquid density )
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1002/true-density
เหมือนกับ absolute density และ solid density , ดูsolid density
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/6041/density-gradient-column
Density gradient column เป็นเครื่องมือวัดความหนาแน่น (density ) ของวัสดุ ที่เป็นของแข็ง หลักการ หลักการทำงานของ Density gradient column อาศัยหลักการพยุงตัว และการเคลื่อนที่ของวัสดุในของเหลวที่มีความหนาแน่นคงที่ ประกอบด้วยท่อใสบรรจุของเหลว เช่น โทลูอีน สารละลายโซเดียมโบรไมด์ แอลกอฮอล์ ซึ่งควบคุมอุณหภูมิให้มีความหนาแน่นคงที่ เมื่อปล่อยวัสดุลงไปในท่อ วัสดุจะเคลื่อนที่ลงตามแรงโน้มถ่วงของโลก วัสดุที่ใช้วัดความหนาแน่นด้วยวิธีนี้จะต้องไม่ดูดซับของเหลว ไม่เปลี่ยนแปลงปริมาต เช่น แตกหัก พองตัว ระหว่างการวัดค่า ก่อนทำการวัดค่า
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/5801/relative-density-ความหนาแน่นสัมพัทธ์
ความหนาแน่นสัมพัทธ์ หมายถึงอัตราส่วนของความหนาแน่นของสารต่อความหนาแน่นของสารมาตรฐานหรือสารอ้างอิง
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/5578/optical-density-การวัดค่าการดูดกลืนแสง
การวัดค่าการดูดกลืนแสงของตัวกลาง หรือสารละลายเมื่อมีแสงผ่าน
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/5547/nutrient-density-ความหนาแน่นของสารอาหาร
ความหนาแน่นของสารอาหาร คือค่าที่แสดงถึงปริมาณสารอาหารต่อพลังงานที่ได้จากอาหารแต่ละชนิด
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/5359/low-density-lipoprotein-ldl-ลิโพโปรตีนที่มีความหนาแน่นต่ำ
ลิโพโปรตีนที่มีความหนาแน่นต่ำ เป็นลิโพโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบในเลือดและองค์ประกอบในโมเลกุลของ LDL มีอัตราส่วนของคอเลสเตอ รอลประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือเป็นฟอสโฟลิพิดและไตรกลีเซอไรด์ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ และมีโปรตีนเป็นองค์ประกอบเพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น หากในเลือดมีปริมาณของลิโพโปรตีนชนิดนี้สูง แสดงว่าในเลือดมีระดับคอเลสเตอรอลสูง จะทำให้มีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดอุดตัน
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/4555/bone-density-ความหนาแน่นของเนื้อกระดูก
เป็นค่าที่แสดงถึงความแข็งแรงของกระดูกและปริมาณแร่ธาตุแคลเซียมที่สะสมอยู่ในกระดูกตั้งแต่เมื่อวัยรุ่น ร่างกายมีการสร้างเนื้อกระดูกมากกว่าการสลาย แต่ในผู้สูงอายุจะมีอัตราการสลายเนื้อกระดูกมากว่าการสร้าง ส่งผลให้เป็นโรคกระดูกพรุนได้ง่าย
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/2153/liquid-density-ความหนาแน่นของของเหลว
ความหนาแน่นของของเหลว และอาหารเหลว เช่น น้ำนม น้ำเชื่อม เครื่องดื่มน้ำมันพืชน้ำผลไม้ น้ำผลไม้เข้มข้น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น เบียร์ ไวน์ เป็นต้น ความหนาแน่นมีหน่วย SI วัดโดยตรงได้โดยการบรรจุของเหลวในภาชนะที่ทราบปริมาตร เช่น กระบอกตวงแล้วนำไปชั่งน้ำหนัก วัดได้ทางอ้อมด้วย hydrometer หรือ refractometer ความหนาแน่นของของเหลวมีความสัมพันธ์กับความถ่วงจำเพาะ (spicific gravity) ความหนืด(viscosity) ค่าReynolds number Liquid Temperature (oC) Density (kg/m3) Beer (varies) 10 1,010 Butyric acid 20 959 Caproic acid 25 921 Coconut oil 15 924 Cotton seed oil 15 926 Ethyl Alcohol 20 789 Ethylene glycol 25 1,097 Freon (Fluorine) refrigerant R-11 25 1,476 Fluorine refrigerant R-12 25 1,311 Fluorine refrigerant R-22 25 1,194 Formaldehyde 45 812 Freon - 11 21 1,490 Freon - 21 21 1370 Glycerol 25 1126 Hexane 25 654.8 Linolenic acid 25 897 Mercury 13,590 Methanol 20 791 Milk 15 1,020-1,050 Olive oil 20 800-920 Palmitic acid 25 851 Propylene glycol 25 965.3 Rape seed oil 20 920 Resorcinol 25 1,269 Sea water 25 1,025 Sodium Hydroxide (caustic soda) 15 1,250 Soybean oil 15 924-928 Stearic acid 25 891 Sugar solution 68 brix 15 1,338 Sunflower oil 20 920 Toluene 20 867 Toluene 25 862 Water - pure 4 1,000 Water - sea 77oF 1,022
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/6969/calorie-density-ความหนาแน่นของพลังงาน
ความหนาแน่นของพลังงาน เป็นค่าที่บ่งชี้ว่าอาหารแต่ละชนิดให้พลังงานมากน้อยแตกต่างกัน อาหารชนิดใดมีค่าความหนาแน่นของพลังงานมากจะให้พลังงานแก่ร่างกายมาก เช่น น้ำมันปรุงอาหารมีค่าความหนาแน่นของพลังงานมากที่สุด ให้พลังงานแก่ร่างกาย 900 กิโลแคลอรีต่อ 100 กรัม น้ำตาลทรายมีค่าความหนาแน่นของพลังงานปานกลาง ให้พลังงานแก่ร่างกาย 400 กิโลแคลอรีต่อ 100 กรัม มะเขือเทศสุกเป็นผลไม้ที่มีปริมาณน้ำมากมีค่าความหนาแน่นของพลังงานต่ำเพียง 14 กิโลแคลอรีต่อ 100 กรัม เท่านั้น ดังนั้น อาหารที่มีปริมาณไขมันหรือน้ำมันสูงจะมีความหนาแน่นของพลังงานมาก และอาหารที่มีปริมาณน้ำสูงจะมีความหนาแน่นของพลังงานต่ำมาก
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1531/particle-density-ความหนาแน่นอนุภาค
Particle density เป็นความหนาแน่นของแต่ละอนุภาค (particle) มักใช้กับวัสดุที่เป็นผง แตกต่างจาก bulk density ซึ่งเป็นความหนาแน่นที่รวมช่องว่างระหว่างอนุภาคด้วย
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1639/low-density-lipoprotein-ldl-ลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ
Low-density lipoproteins (LDL) เป็นลิโพโปรตีน (lipoprotein) ซึ่งเป็นสารที่พบในเลือด มีหน้าที่พาคอเลสเตอรอล (cholesterol) Low-density lipoprotein เป็นลิโพโปรตีนที่มีความหนาแน่น (density ) ต่ำ เพราะมีสัดส่วนของลิพิดมากกว่าโปรตีนมีคอเลสเตอรอล 50%หากในเลือกมี LDL สูง แสดงว่ามีคอเลสเตอรอลในเลือดสูง จะเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Heart Disease) อาหารที่ช่วยลดระดับของ LDL ในเลือดได้คือ กรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวกลุ่มโอเมกา-3 (omega-3 fatty acid) โปรตีนท่ีมีคุณภาพดี (เช่น ไข่ขาว ปลาทะเลและเต้าหู้)ไนอะซิน (niacin) หรือวิตามินบี 3 (vitamin B3) เส้นใยอาหาร (dietary fiber) เพื่อช่วยดูดซับน้ำดีในลำไส้ สารpolyphenol ส่วน High-density lipoprotein (HDL) เป็นลิโพโปรตีนที่มีความหนาแน่น (density ) สูง เพราะมีสัดส่วนของโปรตีนมากกว่าลิพิดมีโปรตีนประมาณ 50% จึงไม่ก่อให้เกิดโทษต่อสุขภาพ หากร่างกายได้รับโปรตีนที่มีคุณภาพดีไม่เพียงพอ อาจทำให้การสร้าง HDL ในร่างกายลดน้อยลงได้
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0576/solid-density-ความหนาแน่นเนื้อ
ความหนาแน่นเนื้อ (solid density ) อาจเรียกว่า ture density หรือ absolute density หมายถึง ความหนาแน่น (density ) ของเนื้อวัสดุที่ไม่รวมช่องว่างระหว่างชิ้นวัสดุ หน่วยของ ความหนาแน่นเนื้อในระบบ SIคือ กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (Kg/m3) สำหรับวัสดุขนาดเล็ก อาจใช้หน่วยเป็นกรัมต่อลูกบากศ์เซ็นติเมตร (g/cm3) ความหนาแน่นเนื้อของวัสดุขนาดเล็ก อาจเรียกว่า particle density สำหรับความหนาแน่นที่รวมช่องว่างระหว่างวัสดุ จะเป็นความหนาแน่นรวม (bulk density ) การหาความหนาแน่นเนื้อ วิธีการหาค่าความหนาแน่นเนื้อของอาหาร ทำได้หลายวิธี ดังนี้ 1. การชั่งน้ำหนักในน้ำ วิธีการนี้ ใช้เพื่อหาปริมาตรของวัสดุ เพื่อนำไปใช้ร่วมกับน้ำหนักของวัสดุ แล้วคำนวณหาค่าหาความหนาแน่น การหาปริมาตร ใช้หลักการชั่งน้ำหนักวัสดุในน้ำ หรือของเหลว 1.2 การใช้ขวด pycnometer วิธีนี้ใช้หลักการแทนที่วัสดุในของเหลวที่บรรจุอยู่ในขวด pycnometer เหมาะ วัสดุที่มีขนาดเล็ก เช่น เมล็ดธัญพืช ถั่วเมล็ดแห้ง 1.3การแทนที่ในวัสดุเม็ดเล็ก วิธีนี้เหมาะสำหรับการหาค่าความหนาแน่นเนื้อของวัสดุที่ดูดซับของเหลว การแช่หรือจุ่มในของเหลวทำให้วัสดุมีปริมาตรเปลี่ยนแปลง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ (bakery) เช่น ขนมปัง คุ้กกี้ จะใช้การแทนที่ในวัสดุที่มีขนาดเล็ก ที่มีช่องว่างระหว่างเม็ดน้อย หรือมีค่าความพรุน (porosity) น้อย ตัวอย่างของวัสดุที่สามารถใช้เพื่อหาความหนาแน่นเนื้อได้เช่น เม็ดแมงรัก เมล็ดงา
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0747/bulk-density-ความหนาแน่นรวม
ความหนาแน่นรวม (bulk density ) เป็นสมบัติทางกายภาพ (physical properties) ของวัสดุ หมายถึง ความหนาแน่น (density ) ของวัสดุปริมาณมวล (bulk material) เช่น แป้ง (flour) สตาร์ซ (starch) เมล็ดธัญพืช (cereal grain) กาแฟผง นมผง อาหารสัตว์ ขนมขบเคี้ยว และลูกกวาด เป็นต้น ซึ่งเป็นความหนาแน่นที่รวมที่ว่างระหว่างชิ้นวัสดุด้วย ต่างจากความหนาแน่นเนื้อ (solid density ) ซึ่งเป็นความหนาแน่นของชิ้นวัสดุแต่ละชิ้น และจะไม่รวมที่ว่างระหว่างชิ้นวัสดุ วัสดุชนิดเดียวกันอาจพิจารณาความหนาแน่นเป็นความหนาแน่นเนื้อ (solid density ) และความหนาแน่นรวม (bulk density ) เช่น การวัดความหนาแน่นของมันฝรั่งแต่ละหัว ได้ค่าเป็น solid density แต่หากวัดความหนาแน่นของมันฝรั่งขณะกองอยู่ หรืออยู่ในถังเก็บ จะได้ค่าเป็น bulk density เป็นต้น ดังนั้นความหนาแน่นรวมจะมีค่าน้อยกว่าความหนาแน่นเนื้อเสมอ ความหนาแน่นรวม คำนวณได้จาก มวล (mass) ของวัสดุหารด้วยปริมาตร (volume) ของวัสดุ ซึ่งรวมช่องว่าง (pore) ระหว่างวัสดุด้วย ปัจจัยที่มีผลต่อความหนาแน่นรวม ความหนาแน่นรวม ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่ ความชื้น (moisture content) ความชื้นมีผลต่อความหนาแน่นรวมของวัสดุทางการเกษตร เช่น เมล็ดธัญพืช ถั่วเมล็ดแห้ง เนื่องจากเมื่อวัสดุดูดความชื้น จะขยายตัว มีขนาด เปลี่ยนแปลง การใช้ประโยชน์ของค่าความหนาแน่นรวม ค่าความหนาแน่นรวม และความหนาแน่นเนื้อ นำไปใช้เพื่อคำนวณหาค่าความพรุน (porosity) ซึ่งแสดงปริมาตรของที่วางภายในกองวัสดุ ค่าความหนาแน่นรวมยังใช้เพื่อการออกแบบขนาดของบรรจุภัณฑ์ ไซโล (silo) สำหรับเก็บอาหาร เป็นต้น การหาค่า bulk density การหาค่า bulk density ทำได้โดยการบรรจุวัสดุลงไปในภาชนะที่ทราบปริมาตรเพื่อลดความผิดพลาด ควรใช้ภาชนะขนาดใหญ่พอสมควร เช่น ขนาด 1 ลิตร แล้วนำไปชั่ง ปาดหรือเกลี่ยผิวหน้าให้เรียบ ปัจจัยที่มีผลต่อค่าการหา bulk density ได้แ ก่ความชื้น (moisture content) ของวัสดุ ความสูงของระดับที่เทวัสดุลงในภาชนะ การอัดแน่นซึ่งขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ การนำไปใช้งาน ควรบอกวิธีการ และสภาวะที่วัดค่ากำกับด้วย เอกสารอ้างอิง Banu Koç, İsmail Eren, Figen Kaymak Ertekin. Modelling bulk density , porosity and shrinkage of quince during drying: The effect of drying method. Original Research Article. Journal of Food Engineering, Volume 85, Issue 3, April 2008, Pages 340-349 (ดูบทคัดย่อ)
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1640/high-density-lipoprotein-hdl-ลิโพโปรตีนที่มีความหนาแน่นสูง
High-density lipoprotein (HDL) เป็นลิโพโปรตีน (lipoprotein) ที่มีความหนาแน่น (density ) สูง ซึ่งพบอยู่ในเลือดการที่มีความหนาแน่นสูงเพราะมี สัดส่วนของโปรตีนมากกว่าลิพิดคือมีโปรตีน 50% คอเลสเตอรอล 20% ที่เหลือคือไตรกลีเซอไรด์และฟอสโฟลิพิด ส่วน Low-density lipoprotein (LDL) มีความหนาแน่น (density ) ต่ำ มีเนื่องจากมีสัดส่วนของลิพิดมากกว่าโปรตีนมีคอเลสเตอรอล 50% และมีโปรตีน 20% ที่เหลือคือไตรกลีเซอไรด์และฟอสโฟลิพิด
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1587/linear-low-density-polyethylene-lldpe
Linear Low Density Polyethylene หรือ พอลิเอทิลีน (polyethylene) ความหนาแน่นต่ำเชิงเส้น เรียกย่อว่า LLDPE เป็นพอลิเอทิลีน ที่มีความหนาแน่นต่ำ แต่ต่างจาก Low density polyethylene (LDPE) ที่มีความใสมากกว่า - ใช้ผลิตแผ่นฟิล์มใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหาร โดยใช้รวมกับวัสดุอื่น เป็นวัสดุประสาน (larminate) สำหรับบรรจุอาหาร และใช้กับบรรจุภัณฑปลอดเชื้อ (aseptic packaging) โดยใช้เป็นชั้นหรือตัวกลางปิดผนึกสำหรับ sealing layer ใน Aseptic carton Bag in box บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารแช่เย็น หรือแช่เยือกแข็ง (frozen food)
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1586/low-density-polyethylene-ldpe-พอลิเอทิลีนความหนาแน่นต่ำ
Low density polyethylene (LDPE) เป็นพลาสติกประเภทพอลิเอทิลีน (polyethylene) ที่มีความหนาแน่นต่ำ เป็นพอลิเอทิลีนความหนาแน่นต่ำ (low density ) (0.910 -0.925 g/cm3) ชื่อสามัญเรียกว่าถุงเย็น เพราะไม่ทนความร้อน สามารถใช้ความร้อนเชื่อมติดผนึกได้ดี นิ่ม ยืดหยุ่นได้ดีทนต่อการทิ่มทะลุและการฉีกขาด เหนียว ไม่กรอบแตกง่าย แต่ความแข็งและทนทานน้อยกว่า HDPE (high density polyethylene) โปร่งใส มี ความใสน้อยกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับ PP แต่ใสกว่า HDPE (high density polyethylene) ไม่ว่องไวต่อสารเคมี ทนต่อกรดและด่างได้ดี ป้องกันการผ่านของความชื้นได้ดี ออกซิเจนและอากาศซึมผ่านได้ ไขมันซึมผ่านได้ ดูดฝุ่นในอากาศมาเกาะติดตามผิว ทำให้บรรจุภัณฑ์ที่ทำจาก LDPE นี้เมื่อทิ้งไว้นานๆ จะเปรอะด้วยฝุ่น การใช้เพื่อเป็นบรรจุภัณฑ์อาหาร ถุงเย็น ฟิล์มหดและฟิล์มยืด ขวดน้ำ ฝาขวด ใช้เป็นแผ่นฟีส์ม เพื่อทำบรรจุภัณฑ์สำหรับ modified atmosphere packaging ใช้ผลิตแผ่นฟิล์ม โดยใช้รวมกับวัสดุอื่น เป็นวัสดุประสาน (laminate) เพื่อปิดผนึกด้วยความร้อน และใช้กับบรรจุภัณฑปลอดเชื้อ (aseptic packaging) เช่น - laminate carton - bag in box ข้อจำกัดการใช้ ไม่เหมาะที่จะนำไปใช้บรรจุอาหารที่มีไขมันสูง เช่น อาหารทอด ขนมอบกรอบ เพราะป้องกันการซึมผ่านเข้าออกของไขมัน และออกซิเจนไม่ดี ทำให้เกิดกลิ่นหืน (rancidity) ได้ง่าย เนื่องจากปฏิกิริยาออกซิเดชันของลิพิด (lipid oxidation) ไม่ทนต่อความร้อน ไม่สามารถใช้กับกระบวนการบรรจุร้อน (hot fill) ได้ ใช้ได้เฉพาะการบรรจุอาหารขณะเย็นเท่านั้น (Cool filled: อุณหภูมิขณะบรรจุไม่เกิน 80 องศาเซลเซียส) Reference http://www.foodnetworksolution.com/knowledge/content/101
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1909/high-density-polyethylene-hdpe-พอลิเอทิลีนความหนาแน่นสูง
High Density Polyethylene เรียกย่อว่า HDPE เป็นพลาสติกประเภทพอลิเอทิลีน (polyethylene, PE) ที่มีค่าความหนาแน่นสูง การเรียงตัวของโมเลกุลจะมีกิ่งก้านมาก มีความหนาแน่นมาก HDPE มีความหนาแน่นประมาณ 0.941-0.965 g/cm3 นิยมใช้กันมากในการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก เช่น ขวด ถัง ถาด ถุงที่ต้องการความแข็งแรงแต่ไม่ต้องการความใสมากนัก ขุ่น แสงผ่านได้น้อยกว่า low density polyethylene (LDPE) และ LLDPE สามารถใช้ได้กับผลิตภัณฑ์ที่เป็นกรดและด่าง ไม่ว่องไวต่อสารเคมี มีความเหนียว ค่อนข้างนิ่ม ยืดหยุ่น ความต้านทานแรงต่างๆ ได้ดี ทนทานต่อแตกหรือการหักงอได้ดี มักใช้งานเป็นถุงที่ต้องรับน้ำหนักมาก ลัง ถัง ตะกร้า ป้องกันการผ่านของอากาศได้ต่ำ จึงไม่เหมาะสำหรับบรรจุผลิตภัณฑ์ที่ใช้การอัดอากาศ สามารถเพิ่มสีสันของขวดได้โดยไม่จำเป็นต้องเคลือบมัน สามารถพิมพ์สกรีนตกแต่งขวดได้ ทนความร้อนได้เล็กน้อย ควรบรรจุด้วยวิธีบรรจุแบบอุ่น (Warm filled: 80-100 องศาเซลเซียส) สามารถทนความเย็นต่ำกว่าจุดเยือกแข็งได้ ใช้บรรจุอาหารแช่เยือกแข็ง (frozen food) ป้องกันการซึมผ่านของความชื้นได้สูงมาก การใช้ HDPE แทนที่ LDPE น้ำหนักของขวดสามารถลดลงได้มากกว่า 40% เนื่องจากสามารถเป่าขวดที่มีผิวได้บางมาก http://greenveg.com/2011/03/know-your-plastic-recycling-number/ Reference http://www.foodnetworksolution.com/knowledge/content/101
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/3702/polyethylene-พอลิเอทิลีน
พอลิเอทิลีน เป็นพลาสติก (plastic) สมบัติของพอลิเอทิลีนคือ ลักษณะโปร่งแสงหรือโปร่งใส จะขึ้นกับความหนาและความหนาแน่น ผิวไม่มีขั้วจึงใช้ติดกับกาวและหมึกพิมพ์ได้ยาก ยึดตัวได้มาก ฉีกขาดยาก ต้านทานไขมันได้น้อย ป้องกันการซึมผ่านของความชื้นได้ดี แต่ป้องกันการซึมผ่านของก๊าซและกลิ่นได้น้อย พอลิเอทิลีน แบ่งได้เป็น 3 ประเภท ตามค่าความหนาแน่นคือ 1. Low density polyethylene (LDPE) และ linear low density polyethylene (LLDPE) มีความหนาแน่น 0.910 ถึง 0.925 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร 2. Medium density polyethylene (MDPE) มีความหนาแน่น 0.926 ถึง 0.940 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร 3. High density polyethylene (HDPE) มีความหนาแน่น 0.926 ถึง 0.940 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1266/lipoprotein-ลิโพโปรตีน
ลิโพโปรตีน เป็น compound lipid ที่มีส่วนประกอบของลิพิด (lipid) และโปรตีน (protein) ในโมเลกุลลิโพโปรตีน เป็นสารที่พบอยู่ในเลือด มีหน้าที่พาคอเลสเตอรอล (cholesterol) ไปในกระแสเลือดไปยังเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย ลิโพโปรตีน ซึ่งมีสัดส่วนของลิพิด มากกว่าโปรตีน เรียกว่า low-density lipoprotein (LDLs) ลิโพโปรตีนที่มีสัดส่วนของโปรตีนมากกว่าลิพิด เรียกว่า high-density lipoprotein(HDLs)
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/7026/conjugated-protein-คอนจูเกเทตโปรตีน
คอนจูเกเทตโปรตีน (conjugated protein) เป็นโปรตีนที่รวมกับสารชนิดอื่นที่ไม่ใช่โปรตีน ตัวอย่างเช่น ก. ลิโพโปรตีน เป็นโปรตีนที่รวมกับลิพิด พบมากในเลือด เช่น ลิโพโปรตีนที่มีความหนาแน่นต่ำมาก (very low density lipoprotein, VLDL) ลิโพโปรตีนที่มีความหนาแน่นต่ำ (low density lipoprotein, LDL) และลิโพโปรตีนที่มีความหนาแน่นสูง (high density lipoprotein, HDL) ข. นิวคลิโอโปรตีน เป็นโปรตีนที่รวมกับกรดนิวคลิอิก พบมากในนิวเคลียสของเซลล์ เช่น กรดนิวคลิอิก (RNA) และกรดดีออกซีไรโบนิวคลิอิก (DNA) ค. มิวโคโปรตีน เป็นโปรตีนที่รวมกับพอลิแซ็กคาร์ไรด์ เช่น เมือกมิวซิน ง. ฟอสโฟโปรตีน เป็นโปรตีนที่รวมกับกรดฟอสฟอริก พบมากคือ โปรตีนเคซีนในน้ำนม จ. เมทอลโลโปรตีน เป็นโปรตีนที่รวมกับโลหะ เช่น เฟอร์ริทิน และฮีโมซิดิริน
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/6047/powder-food-อาหารผง
อาหารผง หมายถึง อาหารแห้งที่มีลักษณะเป็นอนุภาคขนาดเล็ก เป็นผงละเอียด เช่น นมผง น้ำตาล สตาร์ซ วัตถุเจือปนอาหาร สมบัติทางการยภาพของอาหารผง ความหนาแน่นรวม (bulk density ) ความหนาแน่นอนุภาค (particle density ) ขนาดอนุภาค (particle size) มุมกองพื้น (angle of repose) Powder flow test powder flow function
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0445/porosity-ความพรุน
ความพรุน (porosity) คือ สัดส่วนช่องว่างที่มีอยู่ในกองวัสดุปริมาณมวล เช่น เมล็ดธัญพืช (cereal grain) อาหารแห้ง อาหารผง แป้ง (flour) วัตถุเจือปนอาหาร (food additive) หรือ อาจหมายถึงช่องว่างภายในชิ้นวัสดุ ความพรุนมีค่าเท่ากับอัตราส่วนของปริมาตรช่องว่างหรืออากาศในกองวัสดุ หรือในชิ้นวัสดุนั้นต่อปริมาตรรวมทั้งหมด ความสำคัญของค่าความพรุนของอาหาร มีความสำคัญต่อการออกแบบเครื่องจักรอุปกรณ์การแปรรูปอาหาร ออกแบบกรรมวิธีการแปรรูปอาหาร การเก็บรักษา และบรรจุภัณฑ์ การประเมินค่าความพรุน ความพรุน หาได้จากการคำนวณ เมื่อทราบค่าความหนาแน่นรวม และความหนาแน่นเนื้อของวัสดุ สามารถหาค่าความพรุนได้จากสมการ เมื่อ ρb คือ ความหนาแน่นรวม (bulk density ) ρt คือ ความหนาแน่นจริง (true density , หรือ solid density )
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0630/densimeter
อุปกรณ์วัดความหนาแน่น (density ) หรือความถ่วงจำเพาะ (specific gravity) อาจเรียกว่า densitometer
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0178/agglomeration-การรวมกลุ่ม
Aggrlomeration เป็นกระบวนการที่ทำให้วัสดุที่เป็นผงขนาดเล็ก หลังผ่านการทำทำแห้งด้วยเครื่องทำแห้งแบบพ่นฝอย (spray drier) เพื่อให้อาหารผง รวมตัวเป็นก้อน มีขนาดใหญ่ขึ้นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการดังกล่าวจะพื้นที่ผิวสัมผัสน้ำมากขึ้น มีความหนาแน่นรวม (bulk density ) น้อยลง ช่วยทำให้การละลายดีขึ้น เป็นกระบวนการที่ใช้ในการผลิตเครื่องดื่มผงละลายเร็ว เช่น กาแฟผง นมผง โกโก้ อาหารเด็ก เป็นต้น ที่มาhttp://www.neuhaus-neotec.de/partikel_ws/en/wirbelschicht/agglomeration/ อุปกรณ์ที่ใช้ให้เกิดการรวมกลุ่มของอาหารผง เรียกว่า agglomerator ที่อาจทำงานด้วยการเสปรย์ของน้ำ เพื่อทำให้ผงเล็กๆ มาเกาะติดกันอย่างหลวมๆกลไกการเกิดการรวมกลุ่ม เกิดขึ้นบริเวณผิวหน้าของอนุภาคอาหารผง แล้วนำไปอบให้แห้งใหม่อีกครั้งหนึ่ง ด้วย fluidized bed drierซึ่งวิธีนี้อาจเรียกว่า Rewet agglomeration
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/7127/lipoprotein-in-body-ลิโพโปรตีนในร่างกาย
เนื่องจากลิพิดไม่ละลายน้ำ เมื่อถูกขนย้ายในกระแสเลือด ลิพิดจะต้องรวมกับโปรตีนเป็นลิโพโปรตีนในอัตราส่วนที่แตกต่างกันภายในเซลล์เยื่อบุผนังลำไส้เล็ก (เอนทีโรไซต์) ซึ่งมีอยู่ 5 รูป แต่ละรูปจะมีสมบัติ ส่วนประกอบ และหน้าที่ในเมแทบอลิซึมแตกต่างกัน ได้แก่ ก.ในรูปของไคโลไมครอน (chylomicron) มีความหนาแน่นต่ำที่สุด และถูกขนย้ายเข้าสู่กระแสเลือดสูงสุดประมาณ 1-3 ชั่วโมง และกลับสู่ระดับปกติภายในเวลา 5-6 ชั่งโมง และจะขนย้ายทั้งหมดหลังจากที่กินอาหารที่มีไขมันสูงอย่างน้อย 14 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณอาหารที่กินเข้าไป ข.ในรูปของลิโพโปรตีนที่มีความหนาแน่นสูง (high-density -alpha-lipoprotein, HDL) ถูกขนย้ายในระบบน้ำเหลือง ค.ในรูปของลิโพโปรตีนที่มีความหนาแน่นต่ำ (low-density -beta-lipoprotein, LDL) ง.ในรูปของลิโพโปรตีนที่มีความหนาแน่นปานกลาง (intermediate-density -beta-lipoprotein, IDL) มีความหนาแน่นอยู่ระหว่าง VLDL และ LDL พบอยู่ในกระแสเลือดระยะเวลาสั้นมากและมีความสำคัญในเมแทบอลิซึมน้อย จ.ในรูปของลิโพโปรตีนที่มีความหนาแน่นต่ำมาก (very low-density -beta-lipoprotein, VLDL) สมบัติและส่วนประกอบของลิโพโปรตีนชนิดต่างๆ มีดังนี้ ตารางสมบัติและส่วนประกอบของลิโพโปรตีนชนิดต่างๆ สมบัติและส่วนประกอบ Chylomicron VLDL IDL LDL HDL ความหนาแน่น (กรัมต่อมิลลิลิตร) ขนาดอนุภาค (นาโมเมตร) ลิพิด (เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก) คอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ ฟอสโฟลิพิด อะโพโปรตีน (เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก) 1.006 80-500 98 9 82 7 2 1.006 40-80 92 22 52 18 8 1.006-1.019 24.5 85 35 20 20 15 1.019-1.063 20 79 47 9 23 21 1.063-1.210 7.5-12 50 19 3 28 50 ที่มา: Gropper et al. (2005)
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0527/thermal-diffusivity-ค่าการแพร่ความร้อน
Thermal diffusivity หรือ ค่าการแพร่ความร้อน เป็นสมบัติทางความร้อน (thermal properties) ได้จากอัตราส่วนของค่าการนำความร้อน (thermal conductivity) ของวัสดุต่อผลคูณของค่าความหนาแน่น (density ) กับค่าความร้อนจำเพาะ (specific heat) ของวัสดุนั้น
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/2076/omega-6-fatty-acid-กรดไขมันโอเมกา-6
กรดไขมันโอเมกา-6 (Omega-6 fatty acid) เป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว (unsaturated fatty acid) ซึ่งมีพันธะคู่หลายอัน (polyunsaturated fatty acid) โดยมีตำแหน่งของพันธะคู่ที่ตำแหน่งโอเมกา-6 ซึ่งนับจากคาร์บอนของกรดไขมันด้านปลายที่มีหมู๋เมทิล (CH3-) กรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวที่เป็นกรดไขมันกลุ่มโอเมกา-6 ได้แก่ - กรดลิโนเลอิก (linoleic acid, C 18:2) - กรดอะราคิโดนิก (arachidonic acid, C 20:4) แหล่งที่พบ กรดไขมันกลุ่มนี้พบได้จากน้ำมันพืช เช่น ถั่วเหลือง,เมล็ดทานตะวัน, รำข้าว, จมูกข้าว น้ำมันรำข้าว ประโยชน์ต่อสุขภาพ 1. เป็นสารตั้งต้นของการสร้างสารพรอสตราแกลนดิน PG1 ซึ่งมีผลดีต่อสุขภาพ คือ1.1 ลดการทำงานของเกล็ดเลือด ทำให้การเกิดไขมันอุดตันในหลอดเลือดลดน้อยลง ทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น และหัวใจ ทำงานน้อยลง1.2 ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล (cholesterol) และลิโพโปรตีนที่มีความหนาแน่นต่ำ (low density lipoprotein, LDL) เพิ่มลิโพโปรตีนท่ีมีความหนาแน่นสูง (high density lipoprotein, HDL) 2. ช่วยลดอาการปวดและอาการอักเสบต่างๆ3. ช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้เซลล์ผิวหนัง ลดอาการแห้งกร้าน แตกขุย ริ้วรอยต่างๆ บนผิวรวมถึงรักษาอาการทางผิวหนังบาง ชนิด เช่น ผื่นผิวหนังเรื้อรัง ผิวแห้งลอกเป็นเกล็ด รังแค ผมร่วง เป็นต้น4. มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ช่วยลดและชะลอการเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง ลดอาการแทรกซ้อนทางประสาทของผู้ป่วยเบาหวาน อาทิ อาการชาตามปลายมือและปลายเท้าช่วยรักษา อาการผิดปกติของชายหญิงวัยเจริญพันธุ์ และสตรีวัยทอง
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/6901/plastic-bag-ถุงพลาสติก
ถุงพลาสติก (plastic bag) คือ ถุงที่ทำจากฟิมส์พลาสติก (plastic film) ขึ้นรูป ด้วยการปิดผนึกให้มีรูปร่างเป็นถุง มีช่องว่างภายในสำหรับบรรจุ ถุงพลาสติกเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ใช้เพืิ่อบรรจุอาหารหลายประเภท เช่น อาหารแห้ง (dried food) อาหารแช่เยือกแข็ง (frozen food) ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ (bakery) เป็นต้น ฟิมส์พลาสติกที่ใช้ผลิตถุงพลาสติก สำหรับบรรจุอาหารมีหลายชนิด เช่น PP, LDPE, HDPE หรือ เป็นวัสดุเชื่อมประสาน (laminate)
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0236/cholesterol-คอเลสเตอรอล
คอเลสเตอรอล (cholesterol) จัดเป็นลิพิด (lipid) ชนิดหนึ่งในกลุ่มสเตอรอล มีบทบาทสำคัญคือเป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ (cell membrane) ของสัตว์ และเป็นสารเริ่มต้นในการสังเคราะห์สเตอรอยด์ฮอร์โมนที่เป็นฮอร์โมนเพศทั้งเพศชายและเพศหญิง สังเคราะห์กรดน้ำดี เกลือน้ำดี (bile salt) และวิตามินดี และพบได้ปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือดมีที่มาจาก 2 แหล่งคือ คอเลสเตอรอลที่ได้รับจากการบริโภคอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่มาจากสัตว์เท่านั้น เช่น ไข่แดง เครื่องในสัตว์ ไขมันนม และเนื้อเยื่อสมอง อาหารที่มาจากพืชไม่มีคอเลสเตอรอล ดังนั้นการบริโภคผักและผลไม้เป็นประจำทุกวันจะช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ คอเลสเตอรอลที่ร่างกายสร้างขึ้นเองที่ตับ ซึ่งสังเคราะห์ได้วันละ 80-1,500 มิลลิกรัม ปริมาณคอเลสเตอรอลที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันประมาณ 600 มิลลิกรัม หัวใจทำงานหนัก หากบริโภคอาหารที่มีคอเลสเตอรอลมากเกินไป หรือมีปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือดสูงจะทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคไขมันเกาะที่ผนังหลอดเลือด (atheroscherosis) ซึ่งเป็นเหตุให้เส้นเลือดตีบ และเกิดโรคต่างๆ เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน (coronary heart disease) เนื่องจากคอเลสเตอรอลเป็นลิพิด จึงไม่ละลายในน้ำ จึงถูกขนย้ายในกระแสเลือดในรูปของลิโพโปรตีน (lipoprotein) ซึ่งมีหน้าที่พาคอเลสเตอรอลไปในกระแสเลือดเลือด มีอยู่สองรูปแบบ คือ Low-density lipoproteins (LDLs) เป็นลิโพโปรตีนที่มีความหนาแน่น (density ) ต่ำ เพราะมีสัดส่วนของลิพิดมากกว่าโปรตีนโดยมีคอเลสเตอรอลเป็นองค์ประกอบประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ และมีโปรตีนประมาณ 20 เปอร์เซ้นต์ การตรวจพบว่ามีปริมาณ LDLs สูงกว่าค่าปกติ จะเป็นตัวบ่งชี้ว่ามีปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือดสูง จึงเพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตัน High-density lipoproteins (HDLs) เป็นลิโพโปรตีนที่มีความหนาแน่น (density ) สูง เพราะมีสัดส่วนของโปรตีนมากกว่าลิพิดมีโปรตีนเป็นส่วนประกอบประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ การตรวจพบว่ามีปริมาณ HDLs สูง จึงเป็นตัวบ่งชี้ว่ามีปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือดต่ำ การบริโภคอาหารที่มีโปรตีนคุณภาพดี เช่น ไข่ขาว และเนื้อปลา โดยเฉพาะปลาทะเลซึ่งนอกจากจะได้รับโปรตีนที่มีคุณภาพดีแล้ว ร่างกายยังได้รับน้ำมันปลาร่วมด้วย จะช่วยให้ร่างกายสังเคราะห์ HDLs ได้ดี
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0267/cryogen-ไครโอเจน
ไครโอเจน (cryogen) คือ ของเหลวที่มีจุดเดือด (boiling point) ต่ำมาก ใช้เป็นตัวกลางสำหรับการแช่เยือกแข็งอาหาร (freezing) เรียกว่า การแช่เยือกแข็งแบบไครโอจินิก (cryogenic freezing) โดยสารไครโอเจนเมื่อสัมผัสกับอาหารในบรรยากาศปกติจะเดือดอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนสถานะเป็นไอ ดึงความร้อนแฝง (latent heat) ออกจากอาหาร ทำให้อาหารถูกแช่เยือกแข็งอย่างรวดเร็ว สารไครโอเจนที่นิยมใช้ ได้แก่ ไนโตรเจนเหลว (liquid nitrogen) และคาร์บอนไดออกไซด์เหลว (liquid carbon dioxide) เป็นต้น Cryogen Property Value Units Comments Liquid Nitrogen Boiling Point 77.348 K 1 Atm Melting Point 63.2 K 1 Atm Triple Point 63.2 K triple point temperature 0.127 Atm triple point pressure Critical Point 126.19 K critical point temperature 33.534 Atm critical point pressure 0.31311 g/ml critical point density Density 0.80663 g/ml liquid, 1 Atm, @ boiling point Dielectric Constant 1.434 liquid, 1 Atm, @ boiling point Latent Heat 198.3 kJ/kg vaporization @ 1 Atm Ammonia (NH3) Boiling Point 239.82 K 1 Atm Melting Point 195.5 K 1 Atm Triple Point 195.49 K triple point temperature 6.06 kPa triple point pressure Critical Point 405.40 K critical point temperature 111.85 Atm critical point pressure 0.22500 g/ml critical point density Density 0.68197 g/ml liquid, 1 Atm, @ boiling point Dielectric Constant 22 liquid, 1 Atm, @ boiling point Latent Heat 1369 kJ/kg vaporization @ 1 Atm Argon (Ar) Boiling Point 87.3 K 1 Atm Melting Point 83.8 K 1 Atm Triple Point 83.8 K triple point temperature 0.679 Atm triple point pressure Critical Point 150.7 K critical point temperature 48.3 Atm critical point pressure 0.544 g/ml critical point density Density 1.403 g/ml liquid, 1 Atm, @ boiling point Dielectric Constant 1.520 liquid, 1 Atm, @ boiling point Latent Heat 161.6 kJ/kg vaporization @ 1 Atm Liquid Carbon dioxide(CO2) Sublimation Point 194.7 K 1 Atm Triple Point 216.6 K triple point temperature 5.12 Atm triple point pressure Critical Point 304.21 K critical point temperature 72.878 Atm critical point pressure 0.46650 g/ml critical point density Density 1.563 g/ml subliming solid @ 1 Atm Latent Heat 573 kJ/kg subliming solid @ 1 Atm
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/3074/kinematic-viscosity-ความหนืดไคนีมาติก
ความหนืดไคนีมาติก (kinematic viscosity) คือ ความหนืด (viscosity) ที่วัดการไหล ภายใต้แรงโน้มถ่วงเป็นอัตราส่วนของความหนืดไดนามิกส์ (dynamic viscosity) ต่อความหนาแน่นของของเหลว kinematic viscosity =dynamic viscosity / ความหนาแน่น หน่วยของความหนืดไคนีมาติก ความหนืดไคนีมาติก (kinematic viscosity) มีหน่วยเป็นสโตก (Stoke) หรือตารางเซนติเมตรต่อวินาที (cm2/s)
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1635/plastic-พลาสติก
พลาสติก (pllastic) คือ สารที่สามารถทำให้เป็นรูปต่างๆ ได้ด้วยความร้อน พลาสติกเป็นพอลิเมอร์ ขนาดใหญ่ มวลโมเลกุลมาก ใช้เป็นวัสดุบรรจุภัณฑ์ (packaging material) มีสมบัติคือ เสถียร สลายตัวยาก มีมวลน้อย เบา เป็นฉนวนความร้อนและไฟฟ้าที่ดี ส่วนมากอ่อนตัวและหลอมเหลวเมื่อได้รับความร้อน จึงเปลี่ยนเป็นรูปต่างๆ ได้ตามประสงค์ ประเภทของพลาสติก 1.เทอร์มอพลาสติก (thermo plastic) คือพลาสติกที่ได้รับความร้อนจะอ่อนตัว และเมื่อเย็นลงจะแข็งตัว สามารถเปลี่ยนรูปได้ พลาสติกประเภทนี้โครงสร้างโมเลกุลเป็นโซ่ตรงยาว มีการเชื่อมต่อระหว่างโซ่พอลิเมอร์น้อยมาก จึงสามารถหลอมเหลว หรือเมื่อผ่านการอัดแรงมากจะไม่ทำลายโครงสร้างเดิม ตัวอย่างเช่นHDPE,LDPE, PP,PS 2. พลาสติกเทอร์มอเซต (thermoset plastic) หมายถึงพลาสติกที่คงรูปหลังการผ่านความร้อน หรือแรงดันเพียงครั้งเดียว เมื่อเย็นลงจะแข็งมาก ทนความร้อนและความดัน ไม่อ่อนตัวและเปลี่ยนรูปร่างไม่ได้ แต่ถ้าอุณหภูมิสูงจะแตกและไหม้เป็นขี้เถ้าสีดำ พลาสติกประเภทนี้โมเลกุลจะเชื่อมโยงกันเป็นร่างแห จับกันแน่น แรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลแข็งแรงมาก จึงไม่สามารถนำมาหลอมเหลวได้ตัวอย่างเช่น เมลามีน พอลิยูรีเทน ชนิดของพลาสติกที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหาร สัญญลักษณ์ recycle จุดหลอมเหลว (องศาเซลเซียส) ความหนาแน่น 1 PETหรือ PETE Polyethylene terephthalate 2 HDPE High density polyethylene 130 0.95-0.92 3 V, PVC Polyvinylchloride 4 LDPE Low density polyethylene 75-90 5 PP Polypropylene 160-170 0.90-0.91 6 PS Polystyrene 70-115 0.90-0.91 7 other Ethylene vinyl acetate (EVA) Crystallized polyethylene terepthalate (CPET) วัสดุ อัตราการซึมผ่าน ความทนทานต่อสารเคมี อุณหภูมิ การใช้งาน (°C) ความใส การพิมพ์ การดูดฝุ่น ความเหนียว (มิลลินิวตัน X เมตร) ทนต่อการกระแทก ทนต่อการฉีกขาด (นิว ตัน X เมตร) ความเปราะ (g's) ไอน้ำ (กรัม/ตรม./วัน) O2 (ลบ.ซม./ตรม./วัน) N2 (ลบ.ซม./ตรม./วัน) CO2 (ลบ.ซม./ตรม./วัน) กรด ด่าง สาร ระเหย Low density polyethylene, LDPE 1.3 550 180 2,900 ดี ดี ดี -70-180 ใส พอใช้ สูง 10 20 100 400 High density polyethylene, HDPE 0.3 600 70 450 ดีมาก ดีมาก ดีมาก -20-250 ใส พอใช้ สูง 150 10 30 100 Polypropylene, PP 0.7 240 60 800 ดี ดีมาก ดีมาก -20-200 ใส ดี สูง 200 1 25 300 Polyester 0.7 14 0.7 16 ดีมาก ดีมาก ดีมาก -70-230 ใส พอใช้ ปานกลาง 550 4.8 40 100 Polyvinyl chloride, PVC 4 150 NA 970 ดีมาก ดีมาก พอใช้ -50-200 ใส ดี สูง 378 8 90 20 Polystyrene, PS 8 310 50 1,050 ดี ดีมาก เลว -80-175 ใส ดี สูง 750 0.3 - 1
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0966/specific-gravity-ความถ่วงจำเพาะ
ความถ่วงจำเพาะ (specific gravity) คือ อัตราส่วนระหว่างความหนาแน่น (density ) ของวัตถุต่อความหนาแน่นของน้ำ ณ อุณหภูมิหนึ่ง ความถ่วงจำเพาะไม่มีหน่วย และเป็นสมบัติทางกายภาพ (physical properties) ของวัสดุ เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำที่มีความถ่วงจำเพาะเท่ากับ 1 วัตถุที่มีความถ่วงจำเพาะ มากกว่าน้ำ (>1) จะจมน้ำ ส่วนวัตถุที่มีค่าความถ่วงจำเพาะน้อยกว่า 1 หรือน้อยกว่าน้ำ จะลอยน้ำได้ ความถ่วงจำเพาะ = ความหนาแน่นของวัตถุ / ความหนาแน่นของน้ำ หรือกรณีที่วัตถุและน้ำมีปริมาตรเท่ากัน ความถ่วงจำเพาะ = มวลของวัตถุ / มวลของน้ำ ความสัมพันธ์ระหว่างความถ่วงจำเพาะกับคุณภาพอาหาร พืชหัว (tuber crop) ความถ่วงจำเพาะของพืชหัว เช่น มันฝรั่งมันสำปะหลัง มีความสัมพันธ์กับปริมาณสตาร์ซ (starch) หรือเรียกว่า แป้ง ความถ่วงจำเพาะของหัวมันขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ รวมทั้งการบำรุงดูแลรักษาระหว่างการปลูกหัวมันฝรั่ง หรือมันสำปะหลังที่ความถ่วงจำเพาะมีค่าสูง แสดงว่ามีปริมาณแป้งมาก จะเพิ่มมูลค่าของหัวมันให้มีราคาสูงขึ้นโรงงานแปรรูปมันฝรั่งทอดชนิดแผ่น (potato chip) ตามมาตรฐานสากลต้องการหัวมันฝรั่งที่ค่าความถ่วงจำเพาะมากกว่า 1.085 สำหรับโรงงานแปรรูปในประเทศไทยกำหนดให้มีค่าความถ่วงจำเพาะตั้งแต่ 1.070 ขึ้นไป การวัดความถ่วงจำเพาะ การวัดความถ่วงจำเพาะของแข็ง เครื่องชั่งหาเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันสำปะหลัง ที่มา http://www.dit.go.th/cbwm01/contentdet.asp?deptid=148&id=10154 การวัดความถ่วงจำเพาะของของเหลว ความถ่วงจำเพาะของของเหลว เช่น เบียร์ (beer) ไวน์ (wine) น้ำมันพืชน้ำนม น้ำเชื่อม น้ำเกลือ นิยมใช้ 1 ไฮโดรมิเตอร์ (hydrometeหรือ lactometer ) ซึ่งมีช่วงที่ใช้วัดความถ่วงจำเพาะของน้ำนม (milk) โดยเฉพาะ 2 พิคโนมิเตอร์ pycnometer http://en.wikipedia.org/wiki/Relative_density ที่มา : http://www.kyoto-kem.com/en/learn/density .html References http://www.diw.go.th/diw_web/html/versionthai/news/%E0%B8%A8%E0%B8%9E%E0%B8%A3%5C%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B9%8C%5CChapter01%20Intro06.doc
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1372/reynolds-number-ตัวเลขเรย์โนลด์
ตัวเลขเรย์โนลด์ (Reynolds number, Re) เป็นความสัมพันธ์ระหว่าง RE คือ ค่าเรย์โนลด์นัมเบอร์ (Reynolds number) ซึ่งเป็น ตัวเลขไร้หน่วย (dimensionless number) v ความเร็วเฉลี่ย (average velocity) (m/s) D เส้นผ่านศูนย์กลาง ภายในขอ่งท่อ (inside pipe diameter) (m) μ ความหนืดสัมบูรณ์ (absolute viscosity) (Pa.s) ρ ความหนาแน่นของของเหลว (liquid density ) ของของเหลว (kg/m3) ค่าเรย์โนลด์นัมเบอร์วิกฤต (Critical Reynolds number) เป็นตัวบ่งชี้ถึงอัตราการไหลที่การไหลเปลี่ยนจากการไหลแบบลามินาร์ (laminar flow) ไปเป็นการไหลแบบเทอร์บิวเลนต์ (turbulent flow) สำหรับของไหลในท่อ ถ้าค่าเรย์โนลด์นัมเบอร์วิกฤตมากกว่า 2,300 การไหลจะเปลี่ยนจากการไหลแบบลามินาร์ไปเป็นการไหลแบบเทอร์บิวเลนต์ Reynolds number มีประโยชน์ต่อการออกแบบเครื่องจักรอุปกรณ์แปรรูปในอุตสาหกรรมอาหาร โดยเฉพาะการแปรรูปอาหารเหลวซึ่งมีการไหลในท่อ เช่น เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน (heat exchanger)การพาสเจอไรซ์แบบต่อเนื่องในท่อ (in-line pasteurization) การล้างทำความสะอาดเครื่องด้วยระบบ cqleaning in place (CIP)
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/6906/co-extrution-film
Co-ExtrutionFilm คือฟิล์มพลาสติก (plastic film) ที่ผลิตจากพอลิเมอร์หลายชนิดร่วมกัน โดยใช้ความร้อนเป็นตัวประสานให้ได้ฟิล์มที่เป็นเนื้อเดียวกัน นำมาใช้เป็นวัสดุบรรจุภัณฑ์ (packaging material) นำไปขึ้นรูปได้ (thermoforming) ใช้ผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์อาหาร ประเภท flexible packaging เช่น รีทอร์ทเพาซ์ (retort pouch) บรรจุภัณฑ์สำหรับบรรจุสุญญากาศ ( vacuum packaging) พอลิเมอร์ที่สามารถนำมาใช้ผลิตร่วมกับ Co-Extrution Film Polypropylene (PP) Polyethylene (PE) High density polyethylene (HDPE) Polyamide (Nylon) EVOH LLDPE Polyester (BOPET)BOPP EVA สมบัติที่สำคัญของ Co-Extrution Film ฟิล์มมีความใส เรียบสม่ำเสมอ แข็งแรง ตัดปัญหาการหลุดลอกแยกชั้นของฟิล์ม สามารถยืดอายุการเก็บรักษา (shelf life) ของผลิตภัณฑ์ได้นานขึ้น ป้องกันการซึมผ่านของออกซิเจน (oxygen barrier) ความชื้น ป้องกันการปนเปื้อน (contamination) จากจุลินทรีย์และสิ่งปนเปื้อนต่างๆ ได้ดี ป้องกันการระเหยของกลิ่นและน้ำมัน (aroma barrier) ทนต่อสภาพความเป็นกรด-ด่างของสินค้าได้ดี สามารถทนอุณหภูมิความเย็นได้ถึง -40°C และความร้อนถึง 130°C References http://www.expressplaspack.com/v16/index.php/th/component/content/article/23
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0484/sedimentation-การตกตะกอน
การตกตะกอน (seditmentaiton) หมายถึงการแยก (separation) ของแข็งที่แขวนลอยอยู่ในของเหลวโดยอาศัยแรงโน้มถ่วงของโลก เกิดขึ้นเมื่ออนุภาคของของแข็งมีความหนาแน่นมากกว่าของเหลว sedimentation tank หมายถึงถังตกตะกอน เช่น ถังตกตะกอนในระบบบำบัดน้ำเสีย (waste water treatment)
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1641/trans-fatty-acid-กรดไขมันชนิดแทรนส์
กรดไขมันชนิดแทรนส์เป็นกรดไขมัน (fatty acid) ประเภทกรดไขมันไม่อิ่มตัว (unsaturated fatty acid) ที่มีพันธะคู่ (double) อย่างน้อยหนึ่งตำแหน่ง อยู่ในรูปแบบแทรนส์ (trans configuration) อาหารที่มีกรดไขมันชนิดแทรนส์ กรดไขมันชนิดทแรนส์ โดยปกติไม่พบในธรรมชาติ เพราะในธรรมชาติพบกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดซิส (-cis) ส่วนใหญ่กรดไขมันชนิดแทรนส์เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตอาหาร เช่น น้ำมันพืช (vegetable oil)ซึ่งผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจน (hydrogenation) หรือเติมไฮโดรเจนบางส่วน (patially hydrogenation) เพื่อมีสมบัติที่เปลี่ยนไป เช่น เปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นของกึ่งแข็งเนื่องจาก มีจุดหลอมเหลวสูงขึ้น เช่น ทำน้ำมันพืชให้เป็นเนยเทียม (margarine) หรือเนยขาว (shortening) ทำให้น้ำมันเหม็นหืนยากขึ้น เพราะต้านทานต่อการเกิดออกซิเดชัน มีโครงสร้างและสมบัติใกล้เคียงกับกรดไขมันชนิดอิ่มตัว (saturated fatty acid) ไขมันชนิดแทรนส์ พบใน มาการีน(เนยเทียม) เนยขาว แครกเกอร์ ลูกกวาด อาหารขบเคี้ยว อาหารทอด ขนมอบ (bakery) อันตรายจากกรดไขมันชนิดแทรนส์ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ระบุว่า การบริโภคไขมันอิ่มตัวไขมันชนิดแทรนส์ มีผลเสียต่อสุขภาพ เช่นเดียวกับกรดไขมันอิ่มตัว (saturated fatty acid) เป็นสาเหตุของการเพิ่มระดับ Low-Density Lipoproteins (LDL-C) ซึ่งเป็นคอเรสเตอรอล (Cholesterol) ที่เป็นโทษต่อสุขภาพ เพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Heart Disease) และลดคอเรสเตอรอลชนิดHigh-Density Lipoprotein (HDL-C) ซึ่งเป็นคอเรสเตอรอลที่ไม่ก่อโทษต่อสุขภาพ (HDL-C) เพิ่มระดับไตรกลีเซอไรด์ และระดับลิโพโปรตีนเอ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ มีผลต่เมแทบอลิซึมของกรดไขมันจำเป็น (essential fatty acid) และความสมดุลของโพสตราแกลนดิน ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของฮอร์โมนอินซูลินลดลง ที่มา: http://biology.clc.uc.edu/courses/bio104/lipids.htm
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0186/angle-of-repose-มุมทรงตัว-มุมกองพื้น
Angle of repose (มองกองพื้น หรือมุมทรงตัว หรือมุมก่อกอง) คือ มุมที่กองวัสดุทำกับพื้นราบ ซึ่งเป็นมุมชันสูงสุดที่กองวัสดุคงอยู่ได้โดยไม่ไหลพัง หรือเคลื่อนที่ลงมา Angle of repose เป็นสมบัติทางกายภาพ (physical propeties) ของวัสดุปริมาณมวล (bulk material) เช่น เมล็ดธัญชาติ (cereal grain) ถั่ว แป้ง น้ำตาลอาหาผง เช่น นมผง กาแฟผง เมื่อเทวัสดุชนิดนี้ลงบนพื้น จะก่อเป็นกอง angle of repose จะสัมพันธ์กับชนิดของวัสดุ และสมบัติกายภาพอื่น เช่น ความชื้น (moisture content) ขนาด และรูปร่าง ความกลม ความหนาแน่นรวม (bulk density ) และสัมประสิทธ์แรงเสียดทาน ก. น้ำตาลทรายขาวที่เก็บจากเครื่องปั่นแยก (centrifuge) มีมุมกองเท่ากับ 51.61 ข น้ำตาลทรายขาวที่เก็บหลังออกจากเครื่องอบ มีมุมกองเท่ากับ 36.20 ค น้ำตาลทรายขาวที่เก็บจากห้องบรรจุ มีมุมกองเท่ากับ 36.62 ค่า angle of repose นำไปใช้เพื่อการออกแบบอุปกรณ์ที่ใช้เก็บรักษา เช่น ไซโล (silo) ฮอปเปอร์ (hopper) อุปกรณ์ลำเลียง (conveyor) ให้มีขนาดที่รองรับวัสดุได้อย่างเหมาะสม เพราะวัสดุจะมีมุมกองเป็นยอดแหลม ทำให้เสียปริมาตรด้านข้างไปจำนวนหนึ่ง ต้องออกแบบชดเชยปริมาตรส่วนที่หายไปด้วย Reference บทสรุปผู้บริหารการป้องกันการเกิด caking ในน้ำตาลทรายขาว
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1218/trans-fat-ไขมันชนิดแทรนส์
ไขมันชนิดแทรนส์ (trans fat) หมายถึง ไตรกลีเซอร์ไรด์ (triglyceride) ที่มีองค์ประกอบในโมเลกุลเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว (unsaturated fatty acid) ชนิดแทรนส์ (trans fatty acids) ซึ่งไม่พบในธรรมชาติ เพราะในธรรมชาติพบกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดซิส (cis) แต่พบในน้ำมันพืช (vegetable oil) ที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจน (hydrogenation) หรือเติมไฮโดรเจนบางส่วน (partially hydrogenation) เพื่อให้มีสมบัติทางกายภาพเปลี่ยนไป เช่น เปลี่ยนสถานะจากของเหลว เป็นของกึ่งแข็งเนื่องจาก มีจุดหลอมเหลวสูงขึ้น เช่น ทำน้ำมันพืชให้เป็นเนยเทียม (margarine) หรือเนยขาว (shortening) ทำให้น้ำมันเหม็นหืนยากขึ้น เพราะต้านทานต่อการเกิดออกซิเดชัน มีโครงสร้างและสมบัติใกล้เคียงกับกรดไขมันอิ่มตัว (saturated fatty acid) ที่มา: http://biology.clc.uc.edu/courses/bio104/lipids.htm ไขมันชนิดแทรนส์ พบในในมาการีน เนยขาว แครกเกอร์ ลูกกวาด อาหารขบเคี้ยว อาหารทอด ขนมอบ (bakery product) อันตรายของไขมันชนิดแทรนส์ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ระบุว่า การบริโภคไขมันอิ่มตัวไขมันชนิดแทรนส์ มีผลเสียต่อสุขภาพ เช่นเดียวกับกรดไขมันชนิดอิ่มตัว (saturated fatty acid) และเป็นสาเหตุของการเพิ่มระดับ Low-Density Lipoproteins (LDL-C) ซึ่งเป็นคอเรสเตอรอล (cholesterol) ที่เป็นโทษต่อสุขภาพ เพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Heart Disease) และลดคอเรสเตอรอลชนิด High-Density Lipoprotein (HDL-C) ซึ่งเป็นคอเรสเตอรอลที่ไม่ก่อโทษต่อสุขภาพ (HDL-C) USFDA ได้กำหนดให้ระบุไขมันชนิดแทรนส์ (trans fat) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2549 ในฉลากโภชนาการ (nutrition label) เพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภค โดยระบุในบรรทัดต่อจากไขมันชนิดอิ่มตัว โดยไม่ต้องระบุ % Dialy Value
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0613/poise-พอยส์
Poise (P) เป็นหน่วยของความหนืด (viscosity) ของของเหลว ในระบบเมตริกคือ 1 P = 1 dyne.sec.cm-2 หรือ 1 P = 1 g.cm-1.sec-1 1 poise คือ แรงที่ใช้ทำให้ของเหลวที่มีพื้นที่หน้าตัด 1 cm2 หนา 1 cm เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 1 cm/sec นิยมใช้ หน่วย centipoise (1 poise = 100 centipoise) 1 centipoise มีค่าเท่ากับ 0.01 poise ความหนืดของน้ำบริสุทธ์ที่อุณหภูมิห้องมีค่าประมาณ 1 centipoise 1 Poise = 100 Centipoise 1 Centipoise = 1 mPa s (Millipascal Second) 1 Poise = 0.1 Pa s (Pascal Second) Centipoise = Centistoke x Density ค่าความหนืดโดยประมาณของอาหารเหลว (อุณหภูมิห้อง) Material ความหนืด (Centipoise, cps) Water 1 cps Milk 3 cps Karo syrup 5,000 cps Honey 10,000 cps Chocolate 25,000 cps Ketchup 50,000 cps Mustard 70,000 cps Sour cream 100,000 cps Peanut butter 250,000 cps
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0926/physical-properties-สมบัติทางกายภาพ
สมบัติทางกายภาพ หรือสมบัติทางฟิสิกส์ (physical properties) เป็นสมบัติของวัสดุที่เกี่ยวกับการตอบสนองต่อแรงกระทำทางกายภาพ ได้แก่ แรงกล ความร้อน แสงสว่าง ไฟฟ้า เป็นต้น สมบัติทางกายภาพของอาหาร อาจเรียกว่าเป็นสมบัติทางวิศวกรรมของอาหาร (engineering properties of food) ที่มีความสำคัญต่อคุณภาพอาหารและนำมาใช้ประโยชน์เพื่อการออกแบบ กระบวนการแปรรูปอาหาร รวมทั้งการออกแบบเครื่องจักรและอุปกรณ์แปรรูปอาหาร ประเภทของสมบัติทางกายภาพ สมบัติทางกายภาพด้านต่างๆ ของวัสดุ เช่น ขนาด (size) รูปร่าง (shape) พื้นที่ผิว (surface area) พื้นที่ภาพฉาย (projected area) ความกลม ความเป็นทรงกลม (sphericity) ความหนาแน่น (density ) ความถ่วงจำเพาะ (specific gravity) ความพรุน (porosity) Reference Wasan
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0623/liquid-nitrogen-ไนโตรเจนเหลว
ไนโตรเจนเหลว (liquid nitrogen) คือ ไนโตรเจนที่ได้จากการทำให้อากาศกลั่นตัวกลายเป็นของเหลวและผ่านเข้าสู่หอกลั่น ทำให้ได้ไนโตรเจนอยู่ในสภาวะของเหลวที่เย็นจัด ไนโตรเจนเหลว เป็นสารไครโอเจน (cryogen) ที่ความดันบรรยากาศ (atmospheric pressure) มีจุดเดือด (boiling point) ที่ -196องศาเซลเซียสในอุตสาหกรรมอาหารนิยมใช้เป็นตัวกลางในการแช่เยือกแข็งอาหารแบบไครโอจินิค (cryogenic freezing) โดยการจุ่ม หรือฉีดพ่น ให้สัมผัสกับผิวหน้าของอาหาร ทำให้อาหารแข็งตัวอย่างรวดเร็ว จึงต้องเก็บไนโตรเจนเหลวไว้ในถังที่ทนแรงดันสูง สมบติทางกายภาพและเคมีของไนโตรเจน Property หมายเหตุ จุดเดือด (Boiling Point) -195.8ºC (1 atm) Freezing point -210.0ºC Critical Temperature -146.9ºC Critical Pressure 33.5 atm (492.3 psia) Critical point density 0.31311 g/ml ความหนาแน่น (Density ) 806 Kg/m3 liquid, 1 Atm, @ boiling point Dielectric Constant 1.434 liquid, 1 Atm, @ boiling point ความร้อนแผง Latent Heat of vaporization 198.3 kJ/kg vaporization @ 1 Atm ปริมาณการใช้ต่ออาหารแช่เยือกแข็ง 100 kg 100-300 kg การเก็บรักษาไนโตรเจนเหลว เมื่อไนโตรเจนแปรสภาพเป็นของเหลวจะกลายเป็นของเหลวที่มีอุณหภูมิเย็นจัด (cryogen) มีจุดเดือด -195.8องศาเซลเซียส( -320.5 องศาฟาเรนไฮต์) เมื่อเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นไอจะเกิดการขยายตัวถึง 694 เท่า อุณหภูมิที่แตกต่างกันอย่างมากของไนโตรเจนเหลวและสภาวะแวดล้อมภายนอก การเก็บกักต้องป้องกันความร้อนจากบรรยากาศภายนอก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษในการบรรจุและเก็บรักษา ต้องเป็นวัสดุที่ทนทานต่ออุณหภูมิเย็นจัดของไนโตรเจนเหลวได้ ถังและท่อสำหรับบรรจุต้องออกแบบตามข้อกำหนดของ "America Society of Mechanical Engineers" (ASME) หรือตามมาตรฐานของ "Department of Transportation" (DOT) ซึ่งนำอุณหภูมิและความดันเข้ามาร่วมพิจารณาด้วย ไนโตรเจนไม่มีฤทธิ์กัดกร่อน การกักเก็บไนโตรเจนจึงไม่จำเป็นต้องใช้วัสดุพิเศษเพื่อป้องกันการกัดกร่อน Reference http://www.bigth.com/corporate/safetygram-7.pdf
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1547/aseptic-packaging-system-ระบบการบรรจุแบบปลอดเชื้อ
Aseptic packaging system หมายถึง ระบบการบรรจุสำหรับอาหารที่ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนด้วยระบบ aseptic processingระดับ Ultra High Temperature หรือ UHT เพื่อทำให้ปลอดเชื้อในระดับ commercial sterilization และบรรจุในบรรจุภัณฑ์ที่ปลอดเชื้อภายใต้สภาวะที่ปลอดเชื้อของระบบการบรรจุแบบปลอดเชื้อ Aseptic packaging system เป็นส่วนหนึ่งของ ระบบ aseptic processing and packaging ข้อดีของระบบการบรรจุแบบปลอดเชื้อ สมบัติของวัสดุบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสำหรับการบรรจุแบบปลอดเชื้อ วัสดุบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะแก่การบรรจุแบบปลอดเชื้อ ควรมีสมบัติดังนี้ 1. วัสดุที่ใช้จะต้องไม่ทำปฏิกิริยากับสินค้าภายใต้สภาวะปลอดเชื้อ พร้อมทั้งไม่มีการแยกตัวออกมาของตัวบรรจุภัณฑ์ (migration) 2. การคงสภาพทางกายภาพ (physical Integrity) เป็นสมบัติจำเป็นมากในการรักษาสภาวะปลอดเชื้อภายในบรรจุภัณฑ์ 3. วัสดุบรรจุภัณฑ์จะต้องป้องกันการซึมผ่าน (barrier) ของออกซิเจน ความชื้น แสง และกลิ่น เพื่อช่วยรักษาคุณภาพของสินค้า ระบบการบรรจุแบบ aseptic packaging 1. Fill and seal: preformed containers made of thermoformed plastic, glass or metal are sterilized, filled in aseptic environment, and sealed 2. Form, fill and seal: ลักษณะของบรรจุภัณฑ์เป็นม้วน จะถูกสเตอริไรซ์ (sterilization) และ ขึ้นรูป ในสภาวะปลอดเชื้อ แล้วจึงบรรจุและปิดผนึก ตัวอย่างของระบบบรรจุได้แก่ aseptic carton ของtetrapak 3. Erect, fill and seal: using knocked-down blanks, erected, sterilized, filled, sealed. e.g. gable-top cartons, cambri-bloc 4. Thermoform, fill, sealed roll stock sterilized, thermoformed, filled, sealed aseptically. e.g. creamers, plastic soup cans 5. Blow mold, fill, seal ประเภทของบรรจุภัณฑ์ ในระบบ Aseptic packaging aseptic carton กระป๋องโลหะ (can) flexible pouches thermoformed plastic containers flow molded containers bag in box bulk totes วัสดุบรรจุภัณฑ์ที่ใช้สำหรับการบรรจุแบบปลอดเชื้อ โดยทั่วไปวัสดุที่ใช้แปรรูปเป็นบรรจุภัณฑ์สำหรับการบรรจุแบบปลอดเชื้อ จะประกอบด้วยวัสดุไม่น้อยกว่า 2 ประเภท ดังแสดงไว้ในตาราง วัสดุแต่ละอย่างจะมีคุณสมบัติเด่นที่แตกต่างกัน เช่น บรรจุภัณฑ์ถุงในกล่อง (Bag in Box) ตัวบรรจุภัณฑ์มักจะเป็นการเคลือบชั้น (Laminate) ของ EVA (Ethylene Vinyl Acetate) ฟิล์มเม็ททาไลซ์ (Metalized Film) และ LDPE เพื่อประสานคุณสมบัติแต่ละชั้นให้ได้คุณสมบัติรวมตามต้องการของตัวบรรจุภัณฑ์และสินค้า ตัวถุงที่ใช้นั้นจำต้องเหนียว ทนการทิ่มทะลุได้ (Puncture - Resistant) และต้านการซึมผ่าน (Barrier) ท้ายที่สุดโครงสร้างขอบรรจุภัณฑ์ยังต้องสามารถปิดผนึกได้อย่างสมบูรณ์ (Hermectically Sealed container) วัสดุ การซึมผ่าน สมบัติ ความทนทาน ออกซิเจน ความชื้น แสง การปิดผนึก เหนียว ฉีก ทิ่มทะลุ กระดาษแข็ง √ √ เปลวอะลูมิเนียม √ √ √ เม็ททาไลซ์ฟิล์ม √ √ Low density polyethylene (LDPE) √ √ Linear Low Density Polyethylene (LLDPE) √ √ √ √ ไนลอน √ √ Polypropylene (PP) √ √ √ Polystyrene (PS) √ Polyvinylchloride (PVC) √ √ Ethylene Vinyl Acetate (EVA) √ Reference อาจารย์ ปุ่น คงเจริญเกียรติ บรรจุภัณฑ์น้ำผลไม้ตอนที่
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1943/stokes-law
Stoke's law เป็นสมการความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการตกตะกอนของอนุภาค รัศมีของอนุภาค ความหนาแน่นของอนุภาคและ ความหนืดของตัวกลาง V = 2r2 (p1-p2) g 9n V = อัตราการตกตะกอนของอนุภาค (ชม./วินาที) r = รัศมีของอนุภาค (ซม.) p1-p2 = ความแตกต่างของความหนาแน่นระหว่างอนุภาคและของเหลว (กรัม/ซม.3) g = ความถ่วงจำเพาะตามแรงโน้มถ่วงของโลก (ซม./วินาที2) n = ความหนืดของของเหลวตัวกลาง (poise) Reference http://wwwapp1.fda.moph.go.th/drug/zone_gmp/gmp_book/f05.asp
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1584/bag-in-box-บรรจุภัณฑ์ถุงในกล่อง
Bag in Box บรรจุภัณฑ์ถุงในกล่อง บรรจุภัณฑ์ถุงในกล่อง (Bag in Box) เป็นบรรจุภัณฑ์ ประกอบด้วยถุงที่อ่อนตัว ซึ่งเป็นส่วนที่สัมผัสกับผลิตภัณฑ์โดยตรง บรรจุอยู่ภายในกล่องที่คงรูป เพื่อช่วยรักษารูปทรง และช่วยเรื่องความแข็งแรง บรรจุภัณฑ์แบบถุงในกล่อง มักใช้กับน้ำผลไม้ น้ำผลไม้เข้มข้น ไวน์มีตั้งแต่ขนาดสำหรับบริโภคภายในครอบครัวขนาด 3 ลิตร ขนาดสำหรับสถานที่องค์กรที่มีการบริโภคปริมาณมากขนาด 20 ลิตร และขนาดสำหรับขนส่งเพื่อการส่งออกที่มีปริมาณมาก 200-1,000 ลิตร การบรรจุอาจใช้วิธีการบรรจุด้วยมือหรือใช้เครื่องอัตโนมัติ ส่วนระบบการบรรจุมีทั้งบรรจุเย็น บรรจุร้อน และการบรรจุแบบปลอดเชื้อ (aseptic packaging system) ส่วนประกอบหลักของถุงใส่ในกล่อง 1. ตัวถุง เป็นบรรจุภัณฑ์อ่อนนุ่มที่พับได้ มักจะมีโครงสร้างของพลาสติกหลายชั้น พลาสติกที่ใช้เริ่มจาก ประเภทพื้นฐานที่สุด คือ PE และพัฒนามาเป็น EVA โครงสร้างที่นิยม คือ 50 micron EVA / 325 micron MPET / 50 micron EVA ในปัจจุบันอาจใช้พลาสติกหลายชั้นที่มีโครงสร้างสลับซับซ้อน เช่น EVOH, PE ทำการอัดเป่าร่วม (Co-extrude) กับ PVDC (polyvinylidene chloride) ที่มีความต้านทานต่อการซึมผ่านของออกซิเจนได้ดี 2. ตัวกล่องภายนอก ปริมาณบรรจุที่นิยมใช้อยู่ในช่วงขนาด 4-20 ลิตร และตัวกล่องมักจะเป็นกล่องลูกฟูก อาจจะมีตั้งแต่ 3 ชั้น ถึง 7 ชั้น ผันแปรตามปริมาณของน้ำผลไม้ที่บรรจุอยู่ภายใน กล่องลูกฟูกนี้มักจะมีภาคตัดขวางเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสและบริเวณด้านหน้าจะมีช่องเปิดเพื่อดึงฝาของถุงออกมาได้ สำหรับน้ำผลไม้ที่ใช้ส่งออกปริมาณมากๆขนาด 114-208 ลิตร (30-55 แกลลอน) ตัวกล่องภายนอกอาจจะทำจากพลาสติกหรือเป็นถังโลหะ 3. ตัวฝา ส่วนมากเป็นฝาที่กดแล้วน้ำผลไม้จะไหลออกมา เป็นส่วนประกอบที่ก่อให้เกิดความสะดวกในการบริโภค ถ้าเป็นถุงใส่ในกล่องที่เป็นบรรจุภัณฑ์บริโภค ในกรณีที่ใช้เป็นบรรจุภัณฑ์ขนส่งหรือบรรจุภัณฑ์ที่นำน้ำผลไม้ไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ (Intermediate Package) อาจจะไม่มีฝานี้ติดอยู่ การบรรจุอาจใช้วิธีการบรรจุด้วยมือหรือใช้เครื่องอัตโนมัติ ส่วนระบบการบรรจุมีให้เลือกหลากหลายประเภท ทั้งบรรจุเย็น บรรจุร้อน และการบรรจุแบบปลอดเชื้อ (aseptic packaging system) วิธีการบรรจุจะคล้ายๆ กับการบรรจุกล่อง คือ ถุงเรียงในช่องแม็กกาซีน แล้วมีฝาดูดถุงแต่ละใบให้ตั้งขึ้นแล้วหนีบถุงไว้ในแนวดิ่ง ส่วนการเคลื่อนที่ในขณะบรรจุจะเคลื่อนที่ในแนวราบแบบโรตารี่ โดยแบ่งขั้นตอนเป็นสถานี (station) เริ่มจากการเปิดปากถุง ด้วยการพ่นอากาศช่วยในการเปิด บรรจุ น้ำผลไม้แล้วปิดฝาของถุง อุปกรณ์เสริมอื่นๆ เช่น การฉีดก๊าซเข้าสู่ภายในถุง ท่อบรรจุสำหรับน้ำผลไม้ที่มีกากหรือสิ่งแขวนลอย การฆ่าเชื้อด้วยไอน้ำร้อน การบรรจุภายใต้บรรยากาศปลอดเชื้อ อุโมงค์สำหรับการหล่อเย็น เป็นต้น สำหรับถุงขนาด 19 ลิตร สามารถบรรจุได้ด้วยความเร็วจาก 4 ถุงต่อนาที (76 ลิตร/นาที) จนถึง 20 ถุงต่อนาที (380 ลิตร/นาที) รูปแบบบรรจุภัณฑ์ถุงใส่ในกล่องนี้เอื้ออำนวยประโยชน์คณานับ เริ่มตั้งแต่น้ำหนักตัวบรรจุภัณฑ์ที่เบา ขนส่งสะดวก ประหยัดเนื้อที่ ไม่ว่าจะเป็นการจัดส่งตัวบรรจุภัณฑ์เปล่าที่พับเรียบได้ระหว่างส่งไปยังโรงงานบรรจุ หรือเมื่อบรรจุน้ำผลไม้แล้ว ตัวบรรจุภัณฑ์มักจะมีรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ทรงลูกเต๋า ซึ่งประหยัดเนื้อที่ในการขนส่ง สิ่งที่พึงระวัง คือ คุณภาพของกล่องภายนอกที่ใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นกล่องลูกฟูกต้องมีความแข็งแรงเพียงพอ นอกจากนี้คุณภาพของถุงและฝาที่ใช้จะต้องมีการตรวจคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เช่น การรั่วซึม เป็นต้น ชนิดของวัสดุที่ใช้ทำบรรจุภัณฑ์ EVA (Ethylene vinyl acetate) ฟิล์มเมทาไลซ์ (Metalized film) Low density polyethylene (LDPE) Reference อาจารย์ปุ่น คงเจริญเกียรติ. บรรจุภัณฑ์น้ำผลไม้ ตอนที่ 2
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/3145/polyphenol-พอลิฟีนอล
พอลิฟีนอล (polyphenol) เป็นสารในกลุ่มสารประกอบฟีนอล (phenolic compounds) มีสูตรโครงสร้าง ทางเคมีเป็นวงแหวนแอโรแมติก (aromatic ring) ที่มีจำนวนหมู่ไฮดรอกซิล (hydroxyl group) รวมอยู่ในโมเลกุล ตั้งแต่ 2 วงขึ้นไป พอลิฟีนอล ซึ่งเป็นไฟโตเคมิคัล (Phytochemical) ที่สังเคราะห์โดยพืช ประกอบด้วย bioflavonoids เช่น anthocyanins, coumestanes, flavonoids , isoflavonoids, stilbenes เป็นต้น 1. กลุ่ม Oligometric polyphenols เช่น proanthocyanidins เป็นต้น 2.กลุ่ม Flavonoids ได้แก่ flavone, flavanone, flavan, flavonol, flavanol แหล่งที่พบ ผักผลไม้โกโก้สารสกัดจากเมล็ดองุ่นกระชายดำชา โดยเฉพาะชาเขียว ประโยชน์ต่อสุขภาพ พอลิฟีนอล (polyphenols) เป็นโภชนเภสัช มีสมบัติที่ดีต่อสุขภาพ คือ สารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) สารต้านมะเร็ง ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ โดยลดระดับของ cholesterol และ triglyceride ในเลือด กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน สามารถช่วยลดการเกิด oxidation ของ low-density lipoprotein (LDL) cholesterol ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ (Weisburger, 1999) นอกจากนี้ยังพบว่าชาเขียวสามารถช่วยลดปริมาณ LDL, very low-density lipoprotein (VLDL) และ triglyceride (Muramatsu et al, 1986) และยังช่วยเพิ่มปริมาณ high-density lipoproteins (HDL) ในกระแสเลือด (Yokozawa et al, 2002) ซึ่งการมีปริมาณ triglyceride ต่ำ และ HDL สูงนี้สะท้อนถึงสุขภาพของระบบหัวใจที่ดี ควบคุมความดันโลหิตสูง โดยไปยับยั้ง angiotensis-I converting enzyme (ACE) สมบัติต้านโรคอ้วน : Polyphenols สามารถยับยั้ง catechol-O-methyl transferase จึงช่วยกระตุ้นการสร้างความร้อนของร่างกายซึ่งช่วยเผาผลาญพลังงานและช่วยการจัดการกับโรคอ้วน (Baldessarini and Greiner, 1973) ทั้งยังมีสมบัติในการชะลอการปล่อยglucose สู่กระแสเลือด ดังที่กล่าวมาแล้วในเรื่องสมบัติต้านโรคเบาหวาน ซึ่งทำให้ชะลอการสร้าง insulin ซึ่งเป็น hormone ที่ส่งเสริมให้ร่างกายสะสมไขมัน ดังนั้น ร่างกายจึงเผาผลาญไขมันแทนที่จะสะสมไขมัน สมบัติต้านโรคเบาหวาน : การศึกษาในหนูทดลอง พบว่า polyphenols สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูที่เป็นเบาหวาน (Gomes et al, 1995) polyphenols ลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยยับยั้งการทำงานของ amylase ซึ่งเป็นเอนไซม์ย่อยแป้ง polyphenols ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ amylase ทั้งในน้ำลายและลำไส้ ซึ่งผลที่เกิดขึ้น คือ แป้งจะถูกย่อยช้าลง ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของน้ำตาลในเลือดเป็นไปอย่างช้าๆ นอกจากนั้นชาเขียวยังลดการดูดซึมของกลูโคสที่ลำไส้ (Deng and Tao, 1998; Gomes et al.,1995) สมบัติป้องกันฟันผุ : Polyphenols ช่วยยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียในช่องปาก ซึ่งมีทั้งแบคทีเรียที่ก่อโรคในช่องปาก Porphyromonas gingivilis และแบคทีเรียที่ทำให้ฟันผุ Stretococcus mutans (Hara, 1997; Sakanaka, 1997) นอกจากนั้นการที่ polyphenols ยับยั้งการทำงานของ amylase ในน้ำลาย ช่วยให้การผลิตกลูโคสและมอลโทสลดน้อยลง ลดปริมาณอาหารของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดฟันผุนอกจากนี้ยังช่วยให้เคลือบฟันแข็งแรงต้านทานการผุ สมบัติต้านจุลินทรีย์ : Polyphenols มีสมบัติในการต้านแบคทีเรีย เชื่อกันว่า polyphenols ทำลายเยื่อหุ้ม cell ของแบคทีเรีย การดื่มชาสามารถใช้รักษาโรคท้องร่วง และโรคไทฟอย (typhus) (Shetty et al, 1994) catechins สามารถฆ่าสปอร์ของแบคทีเรีย Clostridium botulinumซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอาหารเป็นพิษ และยังสามารถฆ่าแบคทีเรียที่ทนความร้อน (thermophile) บางชนิด เช่น Bacillus subtilis, Bacillus cereus, Vibrio parahaemolyticus และ Clostridium perfringens ผลข้างเคียงและความเสี่ยงต่อสุขภาพ Polyphenol เป็นสารจับโลหะ (chelating agent) ทําปฏิกิริยากับเหล็ก เกิดสารประกอบที่ไม่ละลายในน้ำ ทําให้ยับยั้งการดูดซึมของเหล็กในลําไส้ ควรรับประทานอาหารที่มี polyphenol และเหล็กซึ่งเป็นยาเม็ดบำรุงโลหิต แยกกัน References http://tuvayanon.net/6b5308081951.html
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1791/physical-properties-of-water-สมบัติทางกายภาพของน้ำ
Maximum density at 4oC 1,000 kg/m3 1.940 slugs/ft3 Specific Weight at 4oC 9.807 kN/m3 62.43 Lbs./Cu.Ft Freezing point 0oC Boiling point 100oC Latent heat of melting 334 kJ/kg Latent heat of evaporation 2,270 kJ/kg Critical temperature - 380oC-386oC Critical pressure 221.2 bar 22.1 MPa (MN/m2) Specific heat (water) 4.187 kJ/kgK Specific heat (ice) 2.108 kJ/kgK Specific heat (vapor) 1.996 kJ/kgK Bulk modulus elasticity 2.15 x 109 Pa, N/m2 โมเลกุลของน้ำ (water molecule) ความหนาแน่นของน้ำ
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0549/olume-ปริมาตร
ปริมาตร (volume) เป็นสมบัติทางกายภาพ (phyical property) ของวัสดุ ที่แสดงขอบเขตการครอบครองของวัสดุใน 3 มิติ ใช้ได้ทั้งของแข็ง ของเหลว และก๊าซ หน่วยของปริมาตร หน่วยปริมาตรในระบบเมตริก คือ ลิตร 1 ลิตร = 1,000 มิลลิลิตร (ml) หรือ 1,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร (cm3) หน่วยการตวงในมาตราไทย 1 ถัง = 20 ลิตร (ทะนานหลวง) 1 เกวียน = 100 ถัง 1 เกวียน = 2 ลูกบาศก์เมตร การหาปริมาตร 1. การตวง ใช้สำหรับหาปริมาตรของของเหลว เช่น น้ำ น้ำมันพืชน้ำปลาน้ำนมน้ำเชื่อมหรือ อาหารแห้งซึ่งมีลักษณะเป็นวัสดุปริมาณมวล เช่น ข้าวแป้ง อาหารสัตว์ โดยการนำสิ่งที่ต้องการหาปริมาตรไปบรรจุในภาชนะที่ใช้สำหรับหาปริมาตร เช่น กระบอกตวง ถ้วยตวง หรือใส่วัสดุที่ต้องการหาปริมาตรในภาชนะสำหรับตวงได้เต็มพอดี เช่น กระป๋องลิตร ปริมาตรของของสารที่ต้องการตวงจะเท่ากับความจุของภาชนะนั้น 2. การคำนวณจากการวัดขนาดของแข็งที่มีรูปทรงเป็นเรขาคณิต สามารถหาปริมาตรได้จากการวัดขนาด (size) แล้วคำนวณได้จากสูตร 3. การชั่งน้ำหนักในของเหลว น้ำหนักวัตถุที่ชั่งในของเหลว คือ น้ำหนักของของเหลวที่ถูกแทนที่ด้วยวัตถุ นั่นคือแรงพยุงวัตถุของของเหลวนั่นเอง ฉะนั้น ปริมาตรของวัตถุหาได้จาก v วัสดุ = mL/ρL v วัสดุ = ปริมาตรของวัสดุ mL = มวลของน้ำที่ถูกแทนที่ ρL = ความหนาแน่นของของเหลว
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1328/pressure-ความดัน
ความดัน (pressure) หมายถึง แรง (force, F) ที่กระทำต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ (area, A) ความดันอาจเกิดจากแรงกระทำของของเหลว หรือแก๊สต่อพื้นที่รับแรง หากเป็นความดันที่เกิดจากแรงกระทำของของแข็ง จะเรียกว่า ความเค้น (stress, σ) P = F/A ความดันเกิดจากพลังงานจลน์ของโมเลกุลที่พุ่งเข้าชนพื้นผิว ปัจจัยที่มีผลต่อความดัน ได้แก่ อุณหภูมิ และความหนาแน่นของของเหลวหรือแก๊ส หน่วยของความดัน หน่วยวัดความดัน ในระบบ SI เป็น N/m2 หรือ Pascal (Pa) : 1 Pa = 1 N/m2 เนื่องจาก Pascal (Pa) มีค่าน้อยมาก โดยมากจะพบหน่วยวัดที่มีขนาด1 kPa (103 Pa) หรือ 1 MPa (106 Pa) หน่วยวัดความดันในระบบ English เป็น lbf/in2 หรือ PSI bar :1 bar = 105 Pa ความดัน 1 bar มีค่าใกล้เคียงกับความดัน 1 บรรยากาศ และ 1 kg/cm2 atm ประเภทของความดัน absolute pressure atmospheric pressure gauge pressure vacuum pressure drop
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/3633/plastic-film-ฟิล์มพลาสติก
ฟีล์มพลาสติก (plastic film) เป็นวัสดุบรรจุภัณฑ์ ที่ใช้สำหรับบรรจุภัณฑ์อาหาร เพื่อรักษาคุณภาพของอาหารและเพื่อความสวยงามของผลิตภัณฑ์ ฟิลม์พลาสติกสำหรับบรรจุภัณฑ์อาหารนั้นสามารถจำแนกตามวัตถุดิบที่ใช้และวัตถุประสงค์ในการใช้งานดังนี้ 1) ฟิล์มพลาสติกเดี่ยว (single plastic film) มักใช้ทำถุงทั่วไป โดยมีราคาไม่สูงมาก เช่น ถุง LDPE หรือถุงเย็น และ ถุง PP หรือถุงร้อน นอกจากนี้ยังนิยมทำเป็นถุงชั้นใน ในกล่องกระดาษแข็งบรรจุอาหารสำเร็จรูปเพื่อการขายปลีก 2) ฟิล์มพลาสติกประกบ (laminated plastic film) หมายถึงฟิล์มต่างชนิดกันที่ประกบเข้าด้วยกัน หรือฟิล์มพลาสติกที่ใช้ประกบกับวัสดุอื่นๆ เช่น กระดาษแผ่นเปลวอลูมิเนียม รวมทั้งพลาสติกที่ผ่านการเคลือบด้วยไออลูมิเนียม แล้วนำมาประกบกับฟิล์มพลาสติกอื่นๆ โดยโครงสร้างของฟิล์มพลาสติกประเภทนี้ต้องประกอบด้วยวัสดุตั้งแต่ 2 ชั้นขึ้นไป โดยอาหารที่ใช้บรรจุสำหรับฟิล์มพลาสติกประเภทนี้คือ อาหารแห้ง เครื่องดื่มผงสำเร็จรูป อาหารที่ต้องฆ่าเชื้อด้วยความร้อน (retort pouch) บะหมี่สำเร็จรูปอาหารขบเคี้ยว อาหารที่ใช้ไขมันสูง อาหารแช่เยือกแข็ง เนื้อแปรรูป ปลาเค็ม ซึ่งบรรจุด้วยระบบสุญญากาศ (vacuum) อาหารว่าง และผักดอง (ต้มฆ่าเชื้อได้) เป็นต้น 3) ฟิล์มพลาสติกรีดร่วม (coextruded plastic film) เป็นฟิล์มหลายชั้นซึ่งประกบด้วยพลาสติกชนิดเดียวกันหรือต่างชนิดกัน โดยการประกบใช้วิธีรีดให้ติดกัน โดยอาหารที่ใช้บรรจุสำหรับฟิล์มพลาสติกประเภทนี้คือ เนื้อ ไส้กรอกแฮม ปลา เนยแข็ง คอร์นเฟลก นมผง น้ำสลัด และอาหารที่มีไขมันสูง เป็นต้น References ฟิล์มพลาสติก สำรับบรรจุภัณฑ์อาหารmis.rmutt.ac.th/sme/Details/InvestmentExamples/I055.doc
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0828/modified-atmosphere-packaging-map-การบรรจุแบบดัดแปรบรรยากาศ
http://www.research.cmru.ac.th/ris/resin/arc/I-AGR-24-53.pdf การบรรจุแบบดัดแปรบรรยากาศ (modified atmosphere packaging) เขียนย่อว่า MAP เป็นเทคนิคการถนอมอาหาร (food preservation) เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาอาหารสด หรืออาหารที่แปรรูปขั้นต่ำ (minimally-processed food) ทำได้โดยการบรรจุอาหารในบรรจุภัณฑ์ที่มีการปรับสัดส่วนบรรยากาศภายใน ให้มีอัตราส่วนของก๊าซชนิดต่างๆ แตกต่างไปจากบรรยากาศปกติ โดยสัดส่วนของก๊าซที่ใช้อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามระยะเวลา อายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ ขึ้นอยู่กับชนิดของผลิตภัณฑ์ ชนิดของวัสดุที่ใช้ทำบรรจุภัณฑ์ อัตราส่วนของก๊าซเริ่มต้น และสภาวะการเก็บรักษา MAP มักใช้กับอาหารอาหารแช่เย็น (chilled food) ได้แก่ อาหารสด เช่น เนื้อหมูเนื้อวัวเนื้อไก่สด ผักผลไม้สด หรือผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการแปรรูปอาหารหรือทำให้อาหารสุก (cooking) มาแล้ว แล้วนำมาแช่เย็น (chilled food) หลังการบรรจุในบรรจุภัณฑ์แล้วจะเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำ (cold storage) หรือใช้สำหรับบรรจุภัณฑ์อาหารแช่เยือกแข็ง ที่มา packaging-gateway.com วัตถุประสงค์ เพื่อยืดอายุการเก็บรักษา (shelf life) ของอาหารเนื่องจาก เพื่อลดการเจริญของจุลินทรีย์ที่ทำให้อาหารเน่าเสีย (microbial spoilage) และจุลินทรีย์ก่อโรค (pathogen) โดยเฉพาะจุลินทรีย์ที่ต้องการอากาศ เช่น รา และแบคทีเรียที่ต้องการออกซิเจน (aerobic bacteria) เช่น Pseudomonas ลดอัตราการหายใจ (respiration rate) ของผักผลไม้สด ลดปฏิกิริยาออกซิเดชัน เช่น lipid oxidationที่ทำให้เกิดกลิ่นหืน (rancidity) ช้าลง ช่วยยืดอายุการเก็บรักษาอาหารให้นานขึ้นชะลอการเกิดปฏิกิริยาสีน้ำตาล (browning reaction) ชนิดของก๊าซในบรรจุภัณฑ์แบบ MAP คาร์บอนไดออกไซด์ (carbon dioxide) ช่วยยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ โดยเฉพาะเชื้อราและแบคทีเรียที่ใช้อากาศ อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพในการยับยั้งจุลินทรีย์ของคาร์บอนไดออกไซด์ ยังขึ้นอยู่กับส่วนประกอบของอาหารด้วย คาร์บอนไดออกไซด์ จะถูกดูดซับหรือละลายลงในอาหารที่มีความชื้นสูงๆ ถึงแม้คาร์บอนไดออกไซด์ จะช่วยการชะลอการสุกของผักผลไม้ แต่ถ้าใช้คาร์บอนไดออกไซด์ ในความเข้มข้นสูงอาจทำให้ผักและผลไม้เกิดความเสียหายได้ ออกซิเจน (oxygen) ควรใช้ในปริมาณน้อย การลดปริมาณออกซิเจน เป็นการยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ที่ต้องการอากาศ ซึ่งเป็นสาเหตุของอาหารเสื่อมเสีย (microbial spoilage) ได้แก่ รา (mold) และ แบคทีเรียที่ต้องการอากาศ (aerobic bacteria) เช่น Pseudomonas นอกจากนี้ การลดออกซิเจนยังช่วยลดอัตราการหายใจ (respiration rate) ช่วยชะลอการสุกของผักและผลไม้ และยังลดการเสื่อมเสียของอาหารเนื่องจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน เช่น lipid oxidation ไนโตรเจน (nitrogen) เป็นก๊าซเฉื่อยที่มีอยู่ ประมาณ 78% ในบรรยากาศทั่วไป ใช้บรรจุเพื่อแทนที่ออกซิเจนในภาชนะบรรจุเพื่อชะลอการเสื่อมเสียของอาหาร (food spoilage) และลดการยุบตัวของบรรจุภัณฑ์ ก๊าซอื่นๆ ได้แก่ คาร์บอนมอนอกไซด์ (carbon monoxide) เป็นก๊าซที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่นและรส ช่วยยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียยีสต์และรามีการใช้เพื่อรักษาสีของเนื้อสัตว์ แต่ต้องระมัดระวังในการใช้งาน เนื่องจากคาร์บอนมอนอกไซด์ (carbon monoxide) มีความเป็นพิษ (ดูรายละเอีดยด ของ carbon monoxide) อาร์กอน (argon) เป็นสารเติมแต่งอาหาร argon มีอยู่มากในอากาศ นอกจากจะใช้เพื่อแทนที่ oxygen ในภาชนะบรรจุเช่นเดียวกับ nitrogen ซึ่งเป็นก๊าซเฉื่อยด้วยกันแล้ว argon ยังช่วยยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์และปฏิกิริยาเคมีต่างๆ ตลอดจนยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ช่วยเร่งการเสื่อมเสียของอาหาร ชนิดของพลาสติกที่ใช้ทำบรรจุภัณฑ์ MAP รูปแบบ ชนิดของพลาสติก ถาด (tray) - UPVC/LDPE - HDPE - EPS/EVOH/LDPE - CPET Lidding Pillow pack film - PET/PVdC/LDPE - nylon/PVdC/LDPE - PC/EVOH/EVA - MPET - MOPP Bag in box Master nylonck - nylon/LDPE - nylon/EVOH/LDPE รูปแบบการบรรจุ Thermoform-fill-seal งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลของการบรรจุแบบดัดแปรบรรยากาศต่อคุณภาพของข้าวโพดฝักอ่อน (ตัดแต่ง) ธนสินี และคณะ ได้ศึกษา ผลของการบรรจุแบบดัดแปรบรรยากาศต่อคุณภาพของข้าวโพด (Zea mays L.) ฝักอ่อน (ตัดแต่ง) ระหว่างการเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำ เป็นเวลา 21 วัน โดยการบรรจุข้าวโพดผักอ่อนตัดแต่งในถุงพลาสติกชนิด low density polypropylene (LDPE) และ linear low-density polyethylene (LLDPE) ซึ่งบรรจุก๊าซผสม 2 สัดส่วนคือ 10% CO2+5% O2 และ 5%CO2+10%O2 เปรียบเทียบกับการเก็บรักษาในถุง MTEC และถุง LDPE ที่ไม่มีการเติมก๊าซซึ่งใช้เป็นตัวอย่างควบคุม ในระหว่างการเก็บรักษาทำการตรวจสอบความเข้มข้นของก๊าซและเอทานอลภายในถุงและการเปลี่ยนแปลง ความแน่นเนื้อ ค่าสี การสูญเสียน้ำและปริมาณจุลินทรีย์ จากการทดลองพบว่า ตัวอย่างที่บรรจุถุงในทุกสภาวะมีปริมาณ จุลินทรีย์ลดลงและเนื้อสัมผัสไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่เอทานอลและก๊าซ CO2 ภายในถุงมีความเข้มข้นเพิ่มขึ้น โดยถุง MTEC มีการสูญเสียน้ำ ความเข้มข้นของเอทานอลและก๊าซ CO2 ต่ำที่สุด แต่มีการเปลี่ยนแปลงค่าสีมาก ที่สุด ขณะที่ถุง LLDPE ซึ่งบรรจุก๊าซผสมสัดส่วน 10%CO2+5%O2 มีการเปลี่ยนแปลงค่าสี การสูญเสียน้ำ ความเข้มข้นของเอทิลแอลกอฮอล์และก๊าซ CO2 อยู่ในระดับปานกลาง จึงทำให้มีแนวโน้มที่จะรักษาคุณภาพของข้าวโพดผักอ่อน ได้ดีกว่าฟิล์มชนิดอื่น ผลของภาชนะบรรจุดัดแปลงบรรยากาศและอุณหภูมิต่อคุณภาพของใบมะกรูด ผลของการบรรจุภายใต้สภาพบรรยากาศดัดแปลงสมดุลต่ออายุการเก็บรักษาสตรอเบอรี่ References ธนสินี พุกกะณะสุต จริงแท้ ศิริพานิช และ โศรดา วัลภา 2552 ผลของการบรรจุแบบดัดแปลงบรรยากาศต่อคุณภาพของข้าวโพดฝักอ่อน (ตัดแต่ง) Effect of Modified Atmosphere Packaging on the Quality of Minimally Processed Baby Corns. ว. วิทย์. กษ. 40 (3) (พิเศษ) : 149-152 ทิตา สุนทรวิภาต. ผลของภาชนะบรรจุดัดแปลงบรรยากาศและอุณหภูมิต่อคุณภาพของใบมะกรูด Effect of Modified Atmosphere Packaging and Temperature for Quality of Bergamot Leaves. คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ พรชัย ราชตนะพันธุ์ และ ดวงใจ น้อยวัน ผลของการบรรจุภายใต้สภาพบรรยากาศดัดแปลงสมดุลต่ออายุการเก็บรักษาสตรอเบอรี่ Effect of Equilibrium Modified Atmosphere Packaging on Storage Life of Strawberry (Fragaria ananassa) http://www.nan.rmutl.ac.th/webnew/read/sangkaew/7.pdf
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1930/sodium-sulfite-e220
โซเดียมซัลไฟต์ (Sodium sulfite อาจเขียน sodium sulphite) เป็นเกลือโซเดียมของซัลไฟต์ ซึ่งเป็นสารในกลุ่มซัลไฟต์ (sulfites) มีสูตรโมเลกุล Na2SO3 การใช้โซเดียมซัลไฟต์ ในอาหาร การใช้โซเดียมซัลไฟต์ ในอาหารใช้เพื่อเป็นวัตถุเจือปนอาหาร (food additive) ทึ่ใช้กันมานาน โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นวัตถุกันเสีย (preservative) มี E-numberคือ E 220 ช่วยยับยั้งการเจริญของแบคทีเรีย (bacteria) ยีสต์ (yeast) และรา (mold) Properties Molecular formula Na2SO3 E-number E220 น้ำหนักโมเลกุล 126.043 g/mol วัตถุประสงค์การใช้ในอาหาร วัตถุกันเสีย (Preservative) อาหารที่ใช้ น้ำผลไม้ (Fruit juice) เบียร์ (beer) ไวน์ (wine) ผักแห้ง (dried vegetables) ผลไม้แห้ง (dried fruit) ไส้กรอก (sausage) Density 2.633 g/cm3 (anhydrous) 1.561 g/cm3 (heptahydrate) Melting point 33.4 °C (dehydration of heptahydrate) 500°C (anhydrous) Boiling point Decomposes การละลายน้ำ 67.8 g/100 ml (18 °C, heptahydrate)
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1611/polypropylene-pp-พอลิโพรไพลีน
พอลิโพรไพลีน (polypropylene) เรียกย่อว่า PP เป็นพลาสติกชนิดหนึ่งที่ใช้เป็นวัสดุสำหรับผลิตบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหาร มีความหนาแน่นค่อนข้างต่ำ ความหนาแน่น 0.90-0.91 มีจุดหลอมเหลว 160-170 องศาเซลเซียส ขึ้นรูปโดยการหลอมเม็ดพลาสติก PP Food Grade แล้วยิงขึ้นรูป มีความแข็งและเหนียว คงรูปดี ทนต่อการหักงอได้ปานกลาง ทนต่อความร้อนและสารเคมี ใส โปร่งแสงมากกว่า HDPE ป้องกันการผ่านของความชื้นได้ดี ป้องกันการผ่านของอากาศได้ต่ำ ไม่ทนต่อความเย็น การใช้เพื่อเป็นบรรจุภัณฑ์อาหาร ใช้ผลิตถุงทนร้อน ที่มักเรียกว่า ถุงร้อนชนิดใส ใช้สำหรับบรรจุผลิตภัณฑ์ อาหารเพื่อการแปรรูปอาหารด้วยความร้อน (thermal processing) ทั้งประเภท in-container pasteurization และ in-container sterilization เพราะทนความร้อนได้สูง และสามารถบรรจุผลิตภัณฑ์อาหารขณะที่ร้อนได้ โดยบรรจุด้วยวิธีแบบร้อนได้ (hot filled: 100-121 องศาเซลเซียส) ใช้ทำบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารในครัวเรือน เช่น จาม ชาม ถ้วย ใช้ผลิต retort pouchและ flexible packaging ฆ่าเชื้อด้วยรีทอร์ท (retort) ได้ เข้าไมโครเวฟได้ (microwavable) ใช้ผลิตถ้วยหรือชาม สำหรับผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโจ๊กกึ่งสำเร็จรูป ซึ่งคืนรูปด้วยการเติมน้ำร้อนจัด หรือเติมน้ำ เข้าไมโครเวฟก็ได้ ข้อจำกัดการใช้ ไม่ทนต่อความเย็น ไม่เหมาะกับอาหารแช่เยือกแข็ง (frozen food) PP เชื่อมติดได้ยาก ไม่ใช้เป็นวัสดุที่เชื่อมติด
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/2075/eicosapentaenoic-acid-epa-กรดอีโคซะเพนตะอีโนอิก
กรดอีโคซะเพนตะอีโนอิก (eicosapentaenoic acid , EPA) เป็นกรดไขมัน (fatty acid) กลุ่มกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว (unsaturated fatty acid) ซึ่งมีพันธะคู่หลายพันธะ (polyunsaturated fatty acid) มีจำนวนคาร์บอน 20 อะตอม (C 20:5 n-3) มีพันธะคู่ 5 อัน และมีพันธะคู่อยู่ในตำแหน่ง โอเมกา-3 (omega-3 fatty acid) ที่มา wikipedia ร่างกายสามารถเปลี่ยน กรดแอลฟา-ลิโนเลนิก (alpha-linolenic acid, ALA) ซึ่งมีจำนวนคาร์บอน 18 อะตอม ไปเป็นกรดอีโคซะเพนตะอีโนอิก (eicosapentaenoic acid,EPA) มีจำนวนคาร์บอน 20 อะตอม และเปลี่ยนต่อไปเป็นกรดโดโคซะเฮกซะอีโนอิก (docosahesaenoic acid,DHA) ที่มีจำนวนคาร์บอน 22 อะตอมได้ แต่เกิดขึ้นได้ช้า และในปริมาณจำกัด ประโยชน์ทางโภชนาการ กรดอิโคซะเพนตะอีโนอิก (eicosapentaenoic acid, EPA) มีประโยชน์ช่วยในการลดระดับคอเลสเตอรอล (cholesterol) และไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) ในเลือด และช่วยเพิ่มระดับ HDL ในเลือด ทำให้ลดภาวะหลอดเลือดอุดตัน ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคต่างๆ เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังถูกนำไปสร้างสารกึ่งฮอร์โมน พลอสตาไซคลิน-3 (prostacyclin-3) และ ทรอมบอกแซน-3 (thomboxan-3) ซึ่งทำให้หลอดเลือดขยายตัว เลือดไม่เกาะกันเป็นก้อน ลดการเกิดลิ่มเลือดและทำให้เลือดไม่แข็งตัวง่าย แหล่งที่พบ กรดอีโคซะเพนตาฃะอีโนอิก (eicosapentaenoic acid, EPA) พบมากในน้ำมันปลา (fish oil) น้ำมันลินสีด (linseed oil) น้ำมันวอลนัท (walnut oil) น้ำมันคาโนล่า (canola oil) น้ำมันถั่วเหลือง (soybean oil) น้ำมันข้าวโพด และสาหร่าย
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/4360/flow-measurement-การวัดการไหล
การวัดการไหล (flow measurement)สามารถแบ่งรูปแบบของการวัดการไหลตามสถานะของตัวกลางที่ต้องการวัดได้2 รูปแบบ คือของแข็ง และของไหล (ของเหลวและก๊าซ) การวัดการไหลของของแข็ง มีเงื่อนไขว่าของแข็งที่ต้องการวัดการไหลต้องมีขนาดและมวลที่ใกล้เคียงหรือเท่ากัน เช่น เมล็ดธัญพืช หรือ อาหารผง เป็นต้น ใช้วิธีการวัดมวลหรือน้ำหนักของของแข็งต่อหน่วยเวลา หรือการวัดอัตราการไหลเชิงมวลหรือน้ำหนัก (mass or weight flow rate:F=ρQ, kg/s) โดยคิดจากความหนาแน่นเชิงมวลของของแข็ง (bulk density :, kg/m3) และอัตราการไหลเชิงปริมาตรของของแข็ง (volume flow rate;Q, m3/sec) การวัดการไหลของของไหล แบ่งประเภทตามลักษณะการทำงานของเครื่องมือวัดออกเป็น 2 ประเภท คือ การวัดการไหลเชิงปริมาณ (volume flow:V, m3) ในหนึ่งช่วงเวลา(time:t, sec)หรือการวัดอัตราการไหลเชิงปริมาตร (Volume flow rate:Q=V/t, m3/sec)และการวัดอัตราการไหล (rate-of-flow measuremente:Q=vA, m3/sec) ด้วยการวัดความเร็วของของไหล(flow velocity:v, m/s)ที่ไหลผ่านพื้นที่หน้าตัด (cross section area:A, m2) ตัวอย่างเช่น มิเตอร์วัดการไหลชนิดใบพัดหรือเทอร์ไบน์ (turbine flow meter) จัดเป็นเครื่องมือวัดการไหลเชิงปริมาณ ซึ่งทำงานโดยอาศัยการวัดปริมาณของไหลที่ไหลผ่านเครื่องมือวัดอย่างต่อเนื่องในหนึ่งช่วงเวลา นอกจากนี้ การวัดการไหลยังแบ่งตามลักษณะการไหลได้ออกเป็น 2 ประเภทคือ การวัดการไหลของของไหลภายในท่อระบบปิด ตัวอย่างอุปกรณ์วัดการไหล เช่น แผ่นออริฟิส (orifice plate) ท่อเวนจูรี (venturi tube) นอซเซิล (nozzle) โรตามิเตอร์ (rotameter) แอนนีโมมิเตอร์แบบขดลวดความร้อน (hot-wire anemometer) เครื่องมือวัดการไหลชนิดสนามแม่เหล็ก (electromagnetic flow meter) เครื่องมือวัดการไหลชนิดเทอร์ไบน์ (turbine flow meter) เครื่องมือวัดการไหลชนิดอัลตราโซนิก (ultrasonic flow meter) เครื่องมือวัดการไหลเชิงมวลชนิดโคริโอลิส (coriolis flow meter) การวัดการไหลของของเหลวแบบลำรางเปิด เช่น การไหลผ่านทำนบ (wier) และการไหลผ่านคอคอด (flumes) การเลือกใช้เครื่องมือวัดการไหลให้เหมาะสมกับการใช้งาน นอกจากต้องคำนึงถึงราคาของเครื่องมือวัด (instrument) แล้ว ควรคำนึงถึงองค์ประกอบหลักอื่นด้วย เพื่อให้เครื่องมือวัดเหล่านั้นสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มีความถูกต้องแม่นยำ (accuracy) และมีความน่าเชื่อถือมากที่สุด องค์ประกอบที่ควรพิจารณา ได้แก่ รูปแบบของการวัดการไหล ชนิดและสมบัติของของไหลที่ต้องการวัด ควรพิจารณาสมบัติทางกายภาพที่สำคัญของตัวกลาง เช่น ความหนาแน่น (density ) ความหนืด (viscosity) ความสามารถในการอัดตัว (compressibility) การทำปฏิกิริยาเคมี และความบริสุทธิ์ เป็นต้น ของไหลแต่ละชนิดมีค่าสมบัติที่แตกต่างกันและอาจเปลี่ยนแปลงเมื่ออุณหภูมิ (temperature) หรือความดัน (pressure) เปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับสถานะของของไหล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกใช้เครื่องมือวัด ลักษณะการไหลของของไหลแบ่งได้ 2 ลักษณะ คือการไหลแบบราบเรียบ (laminar flow) และการไหลแบบปั่นป่วน(turbulent flow) พิจารณาได้จากค่าตัวเลขเรย์โนลด์ (Reynolds number, Re) ซึ่งเป็นตัวเลขที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของของไหลที่เปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิ (temperature) และความดัน (pressure) ได้แก่ ความหนาแน่น (ρ) และความหนืด (μ) ความเร็วของของไหล (v) ที่ไหลภายในท่อ และขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของท่อ (D) ปริมาณการไหลของของเหลวภายในท่อระบบปิด ต้องพิจารณาถึงปริมาณการไหลภายในท่อด้วย เนื่องจากเครื่องมือวัดการไหลบางชนิดไม่สามารถวัดของเหลวที่มีปริมาณการไหลไม่เต็มท่อได้ เช่น เครื่องมือวัดการไหลชนิดสนามแม่เหล็ก (electromagnetic flow meter) เป็นต้น (ก) (ข) (ค) ตัวอย่างอุปกรณ์วัดการไหลชนิดต่าง ๆ รูป ก)ท่อเวนทูรี ข)นอซเซิล เเละค)แผ่นออริฟิส (ที่มา:www.piping-engineering.com,http://expoexhibitor.isa.orgเเละwww.power-technology.com) ที่มา: การวัดและเครื่องมือวัด ประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร (นวภัทรา และ ทวีพล, 2555) :http://www.piping-engineering.com/flow-meter-measurement-techniques-types.html :http://expoexhibitor.isa.org/isa09/EC/forms/attendee/index.aspx?content=vbooth&id=105 :http://www.power-technology.com/contractors/pressure/euromisure/euromisure2.html
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1638/trans-fat-labeling
หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ระบุว่า การบริโภคไขมันอิ่มตัว (saturated fat) ไขมันชนิดแทรนส์ (trans fatty acid) มีผลเสียต่อสุขภาพ เช่นเดียวกับกรดไขมันชนิดอิ่มตัว (saturated fatty acid) เป็นสาเหตุของการเพิ่มระดับ Low-Density Lipoproteins (LDLs) ซึ่งเป็นโทษต่อสุขภาพ เพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Heart Disease) และลด High-Density Lipoprotein (HDLs) ไม่ก่อโทษต่อสุขภาพ (HDL-C) USFDA ได้กำหนดให้ระบุไขมันชนิดแทรนส์ (trans fat) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2549 ในฉลกาโภชนาการ (nutrition label) เพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภค โดยระบุในบรรทัดต่อจากไขมันชนิดอิ่มตัว โดยไม่ต้องระบุ % Dialy Value Trans Fat Labeling L42. Why is FDA requiring that trans fatty acids be listed in nutrition labeling? Answer: FDA is requiring that trans fatty acids be listed in nutrition labeling in response to a petition from the Center for Science in the Public Interest and to published human studies that show that intake of trans fatty acids, similar to the intake of saturated fatty acids, increases low-density lipoprotein-cholesterol (LDL-C) ("bad cholesterol") in the blood. An elevated LDL-C increases the risk of developing coronary heart disease. Reports published by the Institute of Medicine of the National Academy of Sciences (IOM/NAS) and the Federal government have recommended that Americans limit their intake of trans fat and other cholesterol-raising fats while consuming a nutritionally adequate diet. For Americans to follow these recommendations, they must know the amount of trans fatty acids in the individual foods that they eat. Therefore, FDA is requiring that this information be provided in nutrition labeling to assist consumers in maintaining healthy dietary practices. (68 FR 41434, July 11, 2003) L43. How is trans fat defined for labeling purposes? Answer: The Agency's regulatory chemical definition of trans fatty acids is "all unsaturated fatty acids that contain one or more isolated double bonds in a trans configuration." Trans vaccenic acid, a trans fatty acid with a single double bond, and other trans fatty acids of ruminant origin with either a single double bond or nonconjugated double bonds are included in this definition. Trans fatty acids with conjugated bonds are not included because they do not meet the Agency's definition. Thus, trans fatty acids, regardless of origin, that meet the above definition are to be included in the label declaration of trans fat. Further, using FDA's regulatory chemical definition, the categories "trans fatty acids" and "conjugated fatty acids" are mutually exclusive. The definition of trans fatty acids, excluding fatty acids with conjugated double bonds, is consistent with the way that cis isomers of polyunsaturated fatty acids are defined. (68 FR 41434 at 41461, July 11, 2003.) L44. Do trans fatty acids need to be listed when monounsaturated fatty acid and polyunsaturated fatty acids are not listed? Answer: Yes. The listing of trans fatty acids is mandatory even when monounsaturated fatty acidand polyunsaturated fatty acids are not listed. 21 CFR 101.9 (c) , (c) (2) (ii) , (c) (2) (iii) , and (c) (2) (iv) . L45. How should trans fatty acids be listed? Answer: Trans fatty acids should be listed as "Trans fat" or "Trans" on a separate line under the listing of saturated fat in the Nutrition Facts label (see figure) . The word "trans" may be italicized to indicate its Latin origin. Trans fat content must be expressed as grams per serving to the nearest 0.5-gram increment below 5 grams and to the nearest gram above 5 grams. If a serving contains less than 0.5 gram, the content, when declared, must be expressed as "0 g." (21 CFR 101.9 (c) (2) (ii) ) . 46. If a serving contains less than 0.5 gram of trans fat, when would "0 g" of trans fat not have to be declared? Answer: For conventional food products (those food products other than dietary supplements) , declaration of "0 g" of trans fat is not required for such products that contain less than 0.5 g of total fat in a serving and no claims are made about fat, fatty acid or cholesterol content. If trans fat is not listed, the statement "Not a significant source of trans fat" may be placed at the bottom of the table of nutrient values in lieu of declaring "0 g" of trans fat. If these claims are present, then the statement "Not a significant source of trans fat" is not an option and the declaration of "0 g" of trans fat is required. 21 CFR 101.9 (c) (2) (ii) The labeling of dietary supplements is different than the labeling of conventional foods. Certain nutrients in conventional foods, when not present or when present at levels that the agency has determined to be "zero" (see 21 CFR 101.9 (c) ) , must be listed as zero on conventional food labels. However, when those same nutrients are not present in dietary supplements or present in dietary supplements at levels that the agency has determined, for conventional foods, to be "zero," such nutrients must not be listed on dietary supplement labels. Amounts of "0 g" and "Not a significant source..." statements are not allowed in the nutrition labeling of dietary supplements (i.e., Supplement Facts) . Consequently, when the amount of trans fat in a dietary supplement is less than 0.5 gram per serving, trans fat must not be listed on the Supplement Facts label. 21 CFR 101.36 (b) (2) (i) L47. Why is there no % DV for trans fat? Answer: Although the updated Nutrition Facts label will now list the amount of trans fat in a product, be aware that it does not have a % DV for trans fat. While scientific reports have confirmed the relationship between trans fat and an increased risk of CHD, none has recommended an amount of trans fat that FDA could use to establish a DV. Without a DV, a % DV cannot be calculated. As a result, trans fat will be listed with only a gram amount.
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/2606/differential-scanning-calorimeter-ดิฟเฟอเรนเชียลสแกนนิงแคลอริมิเตอร์
ดิฟเฟอเรนเชียลสแกนนิงแคลอริมิเตอร์ (differential scanning colorimeter ) หรือที่เรียกย่อ ว่าเครื่อง DSC เป็นแคลอริมิเตอร์ (calorimeter) ซึ่งใช้วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงทางความร้อน (thermal transition) ของสารตัวอย่าง ที่ใช้วัดการเปลี่ยนแปลงพลังงาน (การดูดหรือคายพลังงาน) ของสารตัวอย่าง เมื่อถูกเพิ่ม (หรือลด) อุณหภูมิ ในบรรยากาศที่ถูกควบคุม หลักพื้นฐานของ DSC คือ นำถาดมา 2 ถาด คือถาดที่บรรจุสารตัวอย่าง (sample pan) และถาดอ้างอิง (reference pan) ซึ่งเป็นถาดเปล่าวางอยู่ข้างกันไปวางอยู่บนอุปกรณ์ให้ความร้อน (heater) ชนิดเดียวกัน เมื่อเริ่มการทดลองอุปกรณ์ให้ความร้อน จะเริ่มให้ความร้อนแก่ถาดทั้งสอง โดยเครื่อง DSC จะควบคุมอัตราการเพิ่มอุณหภูมิให้คงที่ (เช่น 10 องศาเซลเซียส ต่อ 1 นาที) โดย จะควบคุมให้ความร้อนถาดทั้งสองที่วางแยกกัน ด้วยอัตราการเพิ่มความร้อนที่เท่ากันตลอดทั้งการทดลอง หลังการให้ความร้อน อุณหภูมิของถาดทั้งสองจะเพิ่มด้วยอัตราที่ไม่เท่ากัน เนื่องจาก sample pan มีตัวอย่างอยู่ข้างใน แต่ reference pan ไม่มี การมีสารตัวอย่างอยู่ข้างในทำให้ sample pan มีสสารในปริมาณที่มากกว่า reference pan นั่นหมายความว่า furnace ต้องให้ความร้อน sample pan มากกว่าที่ให้ reference pan เพื่อที่จะคงอัตราการเพิ่มอุณหภูมิให้เท่ากัน ดังนั้น furnace ที่อยู่ใต้ sample pan จะต้องทำงานหนักกว่า furnace ที่อยู่ใต้ reference pan คือมันต้องให้ความร้อนมากกว่า และการวัดความแตกต่างของปริมาณความร้อนจาก furnace ทั้งสองนี้ คือหน้าที่หลักของเครื่อง DSC และเพื่อให้เห็นภาพได้ง่าย เราจะสร้างกราฟ โดยมีแกน X เป็นค่าของอุณหภูมิ และแกน Y เป็นค่าของความแตกต่างของปริมาณความร้อนของ furnace ทั้งสอง ณ อุณหภูมิใดอุณหภูมิหนึ่ง โดยปกติแล้ว การทดสอบสารตัวอย่างทำโดยการเพิ่ม (หรือลด) อุณหภูมิสารตัวอย่างด้วยอัตราการเพิ่มอุณหภูมิที่คงที่ (เช่น 10oC ต่อ 1 นาที โดยเริ่มต้นที่ 25oC และสิ้นสุดการทดลองที่ 300oC) หรือการรักษาอุณหภูมิสารตัวอย่างไว้คงที่ (Isothermal) เป็นระยะเวลาหนึ่ง (เช่น 200oC เป็นเวลา 10 ชั่วโมง) และสำหรับการทดลองส่วนใหญ่แล้ว บรรยากาศก็มีบทบาทสำคัญต่อผลการทดลองเช่นเดียวกับอุณหภูมิและอัตราการเพิ่มอุณหภูมิ โดยส่วนใหญ่แล้วบรรยากาศที่ใช้ในการทดลองมีสองแบบคือ บรรยากาศเฉื่อย (inert atmosphere เช่น แก๊สไนโตรเจน) และบรรยากาศที่มีแก๊สออกซิเจน (oxidizing atmosphere เช่น แก๊สออกซิเจน หรืออากาศ) ความร้อนที่ให้สารตัวอย่าง (heat flow) มีค่าสอดคล้องกับพลังงานที่ให้สารตัวอย่าง และถูกวัดในหน่วยมิลลิวัตต์ (milliwatts, mW) เมื่อนำค่าพลังงานมาคูณด้วยเวลา ผลลัพธ์ที่ได้คือปริมาณพลังงานที่ถูกแสดงในหน่วย มิลลิวัตต์วินาที (mW.s) หรือ มิลลิจูลล์ (mJ) พลังงานที่ให้สารตัวอย่างมีค่าสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเอนทัลปี (Enthalpy) ของสารตัวอย่าง เมื่อสารตัวอย่างดูดพลังงาน เราเรียกว่า Enthalpy มีการเปลี่ยนแปลงแบบ Endothermic และเมื่อสารตัวอย่างคายพลังงาน เราเรียกว่า Enthalpy มีการเปลี่ยนแปลงแบบ Exothermic เมื่อสารตัวอย่างมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ เช่น การหลอมเหลว (melting) furnace ต้องให้ความร้อน sample pan มากกว่าที่ให้ reference pan เพื่อที่จะคุมอุณหภูมิของ sample pan และ reference pan ให้เท่ากัน ความร้อนจะถูกส่งผ่านไปยัง sample pan มากกว่าหรือน้อยกว่าที่ถูกส่งผ่านไปยัง reference pan นั้น ขึ้นอยู่กับว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นเป็นแบบ Exothermic หรือแบบ Endothermic DSC เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ที่ถูกนำมา์ใช้อย่างแพร่หลาย ตั้งแต่ในอุตสาหกรรมเคมี พลาสติก อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ อากาศยาน ไปจนถึงอาหารและยา โดยถูกนำไปประยุกต์ใช้ ทั้งสำหรับการวิเคราะห์คุณภาพผลิตภัณฑ์ และสำหรับงานวิจัย ตัวอย่างของข้อมูลที่สามารถวัดได้จากการใช้เครื่อง DSC เช่น melting point (จุดหลอมเหลว) Glass Transition Temperature (Tg, อุณหภูมิการเปลี่ยนสถานะคล้ายแก้ว) oxidation stability (ความเสถียรต่อปฏิกิริยาออกซิเดชัน) reaction kinetics (จลนพลศาสตร์ของปฏิกิริยา) หรือ purity (ความบริสุทธิ์) พอลิเมอร์แต่ละชนิดจะมีข้อมูลต่างๆ เหล่านี้เป็นค่าเฉพาะตัว เช่น Low Density Polyethylene (LDPE) มี melting point อยู่ที่ประมาณ 110oC และเกิดการตกผลึก (crytallization) ที่ประมาณ 293oC ในขณะที่ Polyethylene terephthalate (PET) มี Tg ที่ประมาณ 69oC และมี melting point อยู่ที่ประมาณ 256oC และเกิด crytallization ที่ประมาณ 140oC ภาพด้านล่างแสดงตัวอย่างกราฟ DSC (DSC Thermogram) ของ PET ซึ่งเป็นพอลิเมอร์ที่ใช้ในการผลิตขวดน้ำอัดลม (เรียกกันว่าขวดเพต) ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่ามีการเปลี่ยนแปลงทางความร้อนถึง 3 ลักษณะ โดยที่ Glass Transition และ melting เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบดูดพลังงาน (Endothermic) ในขณะที่ crystallization เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบคายพลังงาน (Exothermic) Reference เกศินี เหมวิเชียร และ พิริยาธร สุวรรณมาลา . การทดสอบสมบัติของพอลิเมอร์ ตอนที่ 1 เครื่องดิฟเฟอเรนเชียลสแกนนิงแคลอริมิเตอร์ (Polymer Characterization I: Differential Scanning Calorimeter (DSC) . กลุ่มวิจัยและพัฒนานิวเคลียร์ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) . online http://www.tint.or.th/nkc/nkc51/nkc5102/nkc5102t.html
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0463/water-vapor-transmission-rate-อัตราการซึมผ่านของไอน้ำ
อัตราการซึมผ่านของไอน้ำ (water vapor transmission rate, WVTR) หมายถึง อัตราเร็วในการซึมของไอน้ำผ่านวัสดุชนิดหนึ่ง มีหน่วยเป็น กรัม/ตารางเมตร/วัน การวัดการซึมผ่านของไอน้ำจะวัดในสถานะที่สมดุลที่อุณหภูมิ 38 องศาเซลเซียส และที่ความชื้นสัมพัทธ์ 90% เช่น อัตราการซึมผ่านของไอน้ำของพลาสติกที่ใช้บรรจุอาหาร ใช้เพื่อการออกแบบบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารแห้ง เนื่องจากมีความสำคัญต่ออายุการเก็บรักษาของอาหาร วัสดุ อัตราการซึมผ่าน ไอน้ำ (กรัม/ตรม./วัน) O2 (ลบ.ซม./ตรม./วัน) N2 (ลบ.ซม./ตรม./วัน) CO2 (ลบ.ซม./ตรม./วัน) Low Density Polyethylene, LDPE 1.3 550 180 2,900 High Density Polyethylene, HDPE 0.3 600 70 450 Polypropylene, PP 0.7 240 60 800 Polyester 0.7 14 0.7 16 Polyvinyl Chloride, PVC 4 150 NA 970 Polystyrene, PS 8 310 50 1,050 Reference ณฐมล จินดาพรรณ และ นายสุนทร สมสวย. อิทธิพลของคาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลสต่อการต้านแรงดึง อัตราการซึมผ่านของไอน้ำและการต้านทานการซึมผ่านของน้ำมันของฟิล์มจากโปรตีนถั่วเขียว Effects of carboxy methyl cellulose on tensile strength, water vapor transmission rate and oil resistance of mung bean protein-based films
https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/7243/electromagnetic-flow-meter-เครื่องมือวัดการไหลแบบสนามแม่เหล็ก
เครื่องมือวัดการไหลแบบสนามแม่เหล็ก (electromagnetic flow meter)เครื่องมือวัดการไหล (flow measurement) ชนิดนี้ทำงานโดยใช้หลักการเหนี่ยวนำที่เกิดขึ้นจากสนามแม่เหล็ก เมื่อของเหลวที่เป็นตัวนำไฟฟ้าไหลผ่านสนามแม่เหล็กจะเกิดแรงดันไฟฟ้าขึ้นในแนวตั้งฉากกับทิศทางของสนามแม่เหล็ก โครงสร้างโดยทั่วไปของเครื่องมือวัดชนิดนี้ประกอบด้วย ท่อที่มีลักษณะเป็นฉนวนไฟฟ้า วางตัวอยู่ในทิศทางตั้งฉากกับสนามแม่เหล็กที่มีความเข้มของเส้นแรงแม่เหล็กคงที่ และติดตั้งขั้วไฟฟ้า 2 ขั้วให้สัมผัสกับของเหลวที่ไหลอยู่ภายในท่อ โดยปลายของขั้วไฟฟ้าทั้ง 2 ด้านใช้เป็นจุดวัดแรงดันไฟฟ้าที่เกิดจากการไหลของของเหลว (ดังรูป) วัสดุที่ใช้ทำท่อต้องมีคุณสมบัติไม่เป็นสารแม่เหล็ก โดยทั่วไปทำด้วยพลาสติก หรือถ้าเป็นท่อสแตนเลสต้องเคลือบด้วยวัสดุที่มีคุณสมบัติเป็นฉนวนไฟฟ้า ได้แก่ โพลียูรีเทน หรือนีโอพรีลีน เพื่อป้องกันการลัดวงจรกับขั้วไฟฟ้าที่ทำให้เกิดแรงดันไฟฟ้าขึ้น โครงสร้างของเครื่องมือวัดการไหลแบบสนามแม่เหล็ก (ที่มา: นวภัทรา และ ทวีพล, 2555 เเละ http://cclynchblog.com) เครื่องมือวัดการไหลแบบสนามแม่เหล็กในรูปแบบต่างๆ (ที่มา:www.automation.siemens.com) การใช้เครื่องมือวัดการไหลชนิดนี้ต้องมีปริมาณการไหลที่เต็มท่อ สามารถวัดการไหลของของเหลวได้สองทิศทางโดยการกลับขั้วไฟฟ้า ค่าแรงดันไฟฟ้าทางด้านเอาต์พุตที่ได้ขึ้นอยู่กับอัตราการไหลของของเหลว และความเข้มของสนามแม่เหล็ก ส่วนคุณสมบัติอื่น ของของเหลว เช่น ความหนืด (viscosity) และความหนาแน่น (density ) สภาวะการใช้งาน ได้แก่ อุณหภูมิ (temperature) และความดัน (pressure) และลักษณะการไหลทั้งแบบราบเรียบ (laminar flow) และแบบปั่นป่วน (turbulent flow)ไม่ส่งผลต่อเอาต์พุตที่ได้ อย่างไรก็ตาม เครื่องมือวัดการไหลชนิดนี้มีข้อจำกัดการใช้งานหรือข้อควรระวังดังต่อไปนี้ ใช้วัดการไหลได้เฉพาะของเหลวที่มีค่าการนำไฟฟ้าค่อนข้างสูง (ค่าการนำไฟฟ้า > 1 µS cm-1) ดังนั้น เครื่องวัดนี้จึงไม่สามารถวัดค่าการไหลของก๊าซได้ ของเหลวที่ต้องการวัดต้องไหลเต็มท่อ หากไหลไม่เต็มท่อหรือมีฟองอากาศเกิดขึ้นส่งผลให้ค่าแรงดันไฟฟ้าทางด้านเอาต์พุตที่วัดได้คลาดเคลื่อน (error) และเพื่อความถูกต้องแม่นยำ (accuracy) ของค่าแรงดันไฟฟ้าที่วัดได้ต้องหมั่นทำความสะอาดขั้วไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ ท่อต้องไม่ทำด้วยสารแม่เหล็กและต้องไม่มีสมบัติการนำไฟฟ้า หลักการทำงานของเครื่องมือวัดการไหลแบบสนามแม่เหล็ก (ที่มา:http://www.youtube.com/watch?v=CbASzpdyATw) ที่มา: การวัดและเครื่องมือวัด ประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร (นวภัทรา และ ทวีพล, 2555) :http://www.youtube.com/watch?v=CbASzpdyATw :http://cclynchblog.com/fundamentals-of-electromagnetic-flow-meters-grounding/ :http://www.automation.siemens.com/mcms/sensor-systems/en/process-instrumentation/flow-measurement/electromagnetic/pages/electromagnetic.aspx
Show more results